ดับเพลิงขั้นต้น


แนวทางการรับมือเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงาน

แนวทางการรับมือเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงาน

เหตุเพลิงไหม้โกดังโรงงาน เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านอัคคีภัยในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้ไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินของสถานประกอบกิจการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตพนักงาน ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงสิ่งแวดล้อมในวงกว้างบทความนี้จาก เซฟตี้อินไทย จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุไฟไหม้ในโรงงาน แนวทางการรับมืออย่างถูกต้อง และสิ่งที่ทั้งผู้ปฏิบัติงานและประชาชนควรรู้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและการทำงานแนวทางการรับมือเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงานความรุนแรงของไฟไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมไฟไหม้ในโรงงานมีความแตกต่างจากไฟไหม้ทั่วไป เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงและควบคุมได้ยากกว่าประการแรก คือ ปริมาณเชื้อเพลิงจำนวนมาก โรงงานหรือโกดังมักมีการเก็บวัตถุดิบ เช่น พลาสติก สารเคมี สิ่งทอ หรือวัสดุติดไฟง่าย ซึ่งสามารถเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เมื่อเกิดการลุกไหม้ จะทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็วประการที่สอง คือ การมีสารเคมีอันตราย เมื่อเกิดการเผาไหม้ สารเคมีเหล่านี้อาจเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซพิษหรือควันพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและร่างกายประการที่สาม คือ โครงสร้างขนาดใหญ่และซับซ้อนของโรงงาน ทำให้การเข้าถึงจุดเกิดเหตุทำได้ยาก และอาจเกิดการพังถล่มของโครงสร้างเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประการสุดท้าย คือ ผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ไม่ใช่เพียงผู้ที่อยู่ในโรงงานเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ควันพิษและสารเคมีสามารถแพร่กระจายไปในอากาศ ส่งผลต่อประชาชนในบริเวณใกล้เคียงได้แนวทางการรับมือเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงานผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ อันตรายที่ตามมาไม่ได้มีเพียงเปลวไฟ แต่ยังรวมถึงควันและสารพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผิวหนังไหม้ บวม แดง เกิดจากการสัมผัสความร้อนโดยตรง หรือการสัมผัสสารเคมีที่ปนเปื้อนในอากาศเวียนศีรษะ หน้ามืด มึนงง มักเกิดจากการสูดดมก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอแสบตา ตาแดง น้ำตาไหล ควันไฟมีสารระคายเคืองสูง ส่งผลต่อดวงตาโดยตรงไอ สำลักควัน หมดสติ เป็นอาการที่รุนแรงและอันตรายที่สุด หากได้รับควันในปริมาณมากอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้การได้รับสารเคมีโดยไม่รู้ตัว บางกรณีอาจไม่มีอาการทันที แต่จะเริ่มแสดงอาการภายหลัง เช่น ระคายเคือง หายใจลำบาก หรือมีผลต่อระบบภายในร่างกายการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุการช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างถูกต้องสามารถลดความรุนแรงของอาการและช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุได้กรณีผิวหนังสัมผัสความร้อนหรือสารเคมี ควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันทีอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที และถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออกโดยเร็ว หลีกเลี่ยงการใช้สารอื่นโดยไม่จำเป็นกรณีควันเข้าตา ล้างตาด้วยน้ำสะอาดโดยให้น้ำไหลผ่านตาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที และหลีกเลี่ยงการขยี้ตากรณีสูดควันเข้าไป ต้องรีบนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่ไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ หากพบว่าไม่หายใจหรือไม่มีชีพจร ควรทำ การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และรีบแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินบทบาทของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.)ในสถานการณ์ไฟไหม้ จป. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมสถานการณ์และลดความสูญเสียต้องสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ระดับความรุนแรงของไฟ และประเภทของสารที่เกี่ยวข้อง ต้องสั่งการอพยพอย่างเป็นระบบ โดยใช้เส้นทางหนีไฟที่กำหนดไว้ ต้องตรวจสอบจำนวนพนักงานเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตกค้างในพื้นที่ ต้องประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เช่น หน่วยดับเพลิง โรงพยาบาล และต้องควบคุมพื้นที่ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเขตอันตรายแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้โรงงานถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบจากควันและสารพิษควรสวมหน้ากากป้องกันควัน โดยเฉพาะหน้ากากที่มีแผ่นกรอง หลีกเลี่ยงการออกนอกอาคารในช่วงที่มีควันหนาแน่น ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อลดการนำควันเข้าสู่ภายในบ้าน เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการอพยพ เช่น เอกสารสำคัญ น้ำดื่ม และยา ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดข้อควรระวังหลังเหตุไฟไหม้แม้ไฟจะดับลงแล้ว แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากสารพิษที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมควรสวมหน้ากากที่มีแผ่นกรองคาร์บอนเมื่อต้องออกนอกอาคาร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำฝน เนื่องจากอาจปนเปื้อนสารเคมี หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นหรือสิ่งตกค้างจากเหตุการณ์ และควรทำความสะอาดพื้นที่อย่างเหมาะสมการเฝ้าระวังอาการหลังได้รับควันหรือสารพิษอาการบางอย่างอาจไม่แสดงทันที จึงควรสังเกตอาการของตนเองอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหากมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะเรื้อรัง หรือระคายเคืองตาอย่างต่อเนื่อง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีมาตรการป้องกันที่สถานประกอบกิจการควรมีเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไฟไหม้ โรงงานควรมีระบบและมาตรการด้านความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น ระบบสปริงเกลอร์ จัดเก็บสารเคมีอย่างเป็นระบบและแยกประเภทอย่างเหมาะสม มีการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ จัดทำแผนฉุกเฉินที่ชัดเจนและให้พนักงานทุกคนเข้าใจ ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ดับเพลิงอย่างต่อเนื่องบทเรียนจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ความประมาทเพียงเล็กน้อยสามารถนำไปสู่ความเสียหายอย่างมหาศาล ระบบความปลอดภัยที่มีอยู่ต้องสามารถใช้งานได้จริง และความรู้ด้านความปลอดภัยต้องถูกถ่ายทอดไปยังทุกคนในองค์กร ไม่ใช่เฉพาะ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย เท่านั้นที่มา กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม , โรครว้ายๆวัยทำงานสรุปเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมความพร้อมทั้งในระดับองค์กรและระดับบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งการมีความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพเซฟตี้อินไทย มุ่งหวังให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย และร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ผู้เฝ้าระวังไฟ FIRE WATCH MAN

ผู้เฝ้าระวังไฟ FIRE WATCH MAN

ในโลกของงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับ ประกายไฟ ความร้อน และเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นงานเชื่อม งานตัด งานเจียร หรือแม้แต่งานเผา ล้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่เองคือเหตุผลที่ “ผู้เฝ้าระวังไฟ” หรือ Fire Watch Man กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ขาดไม่ได้ผู้เฝ้าระวังไฟ FIRE WATCH MANถ้าจะพูดกันแบบบ้าน ๆ ให้เข้าใจง่าย คนทำงานอาจจะเป็น “คนก่อประกาย” แต่ Fire Watch Man คือ “คนกันไฟลาม” นั่นเองบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของผู้เฝ้าระวังไฟ ตั้งแต่ความหมาย บทบาท หน้าที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติที่องค์กรยุคใหม่ควรรู้ผู้เฝ้าระวังไฟ FIRE WATCH MANความหมายของผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watch Man)ผู้เฝ้าระวังไฟ คือ บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ เฝ้าติดตาม ตรวจสอบ และป้องกันอัคคีภัย ในระหว่างการทำงานที่ก่อให้เกิดประกายไฟหรือความร้อน (Hot Work)โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่นพื้นที่ที่มีวัตถุไวไฟพื้นที่ปิด (Confined Space)พื้นที่ที่มีสารเคมีพื้นที่ที่ควบคุมยากผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watcher) หมายถึง บุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีวัตถุไวไฟ พื้นที่อับอากาศ (Confined Space) หรือบริเวณที่มีการสะสมของสารเคมีและไอระเหยหน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่ “ยืนดู” แต่ต้อง พร้อมตอบสนองทันที เมื่อเกิดเหตุความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ Fire Watcherการมีผู้เฝ้าระวังไฟประจำจุดงาน Hot Work มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อEarly Detection ตรวจพบการคุโชนหรือประกายไฟในระยะเริ่มต้นก่อนลุกลามImmediate Response ตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้วยอุปกรณ์ดับเพลิงเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงทีRegulatory Complianceปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงและมาตรฐานสากล (เช่น OSHA หรือ NFPA)Loss Prevention ลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity)ทำไม Fire Watch Man ถึงสำคัญ?ลองนึกภาพง่าย ๆคุณกำลังเชื่อมเหล็กในโรงงาน… ประกายไฟกระเด็นไปโดนเศษผ้าแห้งที่มุมหนึ่งถ้าไม่มีคนเฝ้า → ผ่านไป 5 นาที = ไฟลุกถ้ามี Fire Watch → ดับตั้งแต่ยังเป็นสะเก็ดความต่างอยู่ที่ “เวลา” และ “การมองเห็น”เหตุผลหลักที่ต้องมี Fire Watch Manลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้ตรวจจับอันตรายได้เร็วตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันทีเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Work Permitเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายความปลอดภัยงานประเภทใดต้องมีผู้เฝ้าระวังไฟ?งานที่เรียกว่า Hot Work จะต้องมี Fire Watch เสมอ เช่นงานเชื่อมโลหะงานตัดด้วยแก๊สงานเจียรงานเผางานที่เกิดประกายไฟงานที่มีความร้อนสูงโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีเชื้อเพลิงไอระเหยฝุ่นไวไฟพูดง่าย ๆ คือ ถ้ามี “ไฟ” หรือ “โอกาสเกิดไฟ” ต้องมี Fire Watchผู้เฝ้าระวังไฟ FIRE WATCH MANบทบาทหน้าที่ของผู้เฝ้าระวังไฟหน้าที่ของ Fire Watch Man ไม่ใช่แค่เฝ้าเฉย ๆ แต่ต้อง “ทำงานเชิงรุก”1. การเฝ้าระวังประกายไฟ (Monitoring Sparks & Hazards)ภารกิจ ควบคุมและสอดส่องทิศทางของสะเก็ดไฟ (Sparks) และเศษโลหะร้อน (Slag) ไม่ให้กระเด็นไปตกในจุดเสี่ยงความสำคัญ เป็นด่านหน้าในการหยุดยั้งต้นตอของไฟก่อนที่จะเกิดการคุไหม้ โดยต้องไม่ละสายตาจากจุดปฏิบัติงาน Hot Work แม้วินาทีเดียว2. การเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิง (Equipment Readiness)ภารกิจ จัดเตรียมถังดับเพลิง (Fire Extinguisher) ที่มีประเภทสารดับเพลิงเหมาะสมกับหน้างาน (เช่น Class ABC หรือ K) และต้องตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ 100%ความสำคัญ ลดระยะเวลาในการตอบโต้ (Response Time) หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อุปกรณ์ต้องอยู่ใกล้ตัวและใช้งานได้ทันที3. การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง (Area Inspection)ภารกิจ สำรวจพื้นที่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังปฏิบัติงาน รวมถึงการเคลื่อนย้ายวัตถุไวไฟออกไป หรือใช้ผ้ากันไฟ (Fire Blanket) คลุมปิดทับส่วนที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ความสำคัญ เป็นการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย (Safe Environment) และตรวจสอบ "จุดอับ" ที่อาจมีประกายไฟลอดเข้าไป4. การพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน (Emergency Response)ภารกิจ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ถังดับเพลิง และรู้วิธีการแจ้งเหตุฉุกเฉินตามแผนขององค์กร (Emergency Call) รวมถึงการช่วยอพยพคนหากไฟลุกลามเกินควบคุมความสำคัญ เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ (Scene Commander) เบื้องต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายขยายวงกว้างผู้เฝ้าระวังไฟ FIRE WATCH MANคุณสมบัติของผู้เฝ้าระวังไฟ1. การรับรองด้านการดับเพลิงขั้นต้น (Certified Basic Firefighting)ความรู้จำเป็น ต้องเข้าใจทฤษฎีการเกิดไฟ (Fire Tetrahedron) และประเภทของไฟ (Classes of Fire) ต้องการอบรมดับเพลิงขั้นต้น คลิกที่นี่ทักษะ สามารถเลือกใช้และบังคับอุปกรณ์ดับเพลิงพกพา (Portable Fire Extinguishers) ได้อย่างชำนาญตามหลักการ PASS (Pull, Aim, Squeeze, Sweep) 2. ความเข้าใจในแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน (Emergency Action Plan Awareness)ความรู้จำเป็น ต้องจดจำตำแหน่งทางหนีไฟ จุดรวมพล และขั้นตอนการตัดวงจรพลังงาน (Isolation)ทักษะ ประเมินสถานการณ์ได้ว่าเมื่อใดควรสู้ (Fight) และเมื่อใดควรหมอบ/หนี (Flight) เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น3. ประสิทธิภาพในการสื่อสารวิกฤต (Crisis Communication Skills)ความรู้จำเป็น จดจำหมายเลขสายด่วนภายในและภายนอก (อาทิ 199 หรือเบอร์ศูนย์วิทยุรปภ.)ทักษะ สามารถรายงานเหตุการณ์แบบสั้น กระชับ และได้ใจความ (ใคร ทำอะไร ที่ไหน สถานการณ์เป็นอย่างไร) เพื่อให้ทีมสนับสนุนเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วที่สุด4. ความเชี่ยวชาญในระบบใบอนุญาตทำงาน (Work Permit System Expertise)ความรู้จำเป็น เข้าใจเงื่อนไขในใบอนุญาต Hot Work Permit อย่างถ่องแท้ทักษะ ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างหน้างานจริงกับสิ่งที่ระบุไว้ในใบอนุญาต หากเงื่อนไขไม่ตรงกัน ต้องมีอำนาจสั่งระงับงานได้ทันที5. การผ่านหลักสูตรเฉพาะทาง (Specialized Fire Watch Training)ความรู้จำเป็น เทคนิคการเฝ้าระวังเชิงรุก (Proactive Watching) และการตรวจสอบหลังจบงาน (Post-work monitoring)ทักษะ เป็นการบูรณาการความรู้ทั้งหมดเพื่อใช้ในการป้องกันอัคคีภัยในงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ซึ่งมักต้องการใบเซอร์ฯ รับรองผลการอบรมตามกฎหมายFire Watch กับระบบใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)ในงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานใหญ่ ๆ จะมีระบบที่เรียกว่า Hot Work Permitซึ่ง Fire Watch เป็น “ส่วนหนึ่งของระบบนี้”ขั้นตอนหลักขออนุญาตทำงานตรวจสอบพื้นที่จัดเตรียมอุปกรณ์แต่งตั้ง Fire Watchเริ่มงานเฝ้าระวัง + ตรวจซ้ำถ้าขาด Fire Watch → ใบอนุญาตถือว่า “ไม่สมบูรณ์”กฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555นี่คือกฎหมายหลักที่ออกตามความใน พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดหน้าที่ของนายจ้างไว้ดังนี้มาตราที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการการควบคุมงานก่อประกายไฟ ในการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ (เช่น งานเชื่อม ตัด หรือเจียรโลหะ) นายจ้างต้องจัดให้มี "ผู้ควบคุมดูแล" หรือบุคคลที่มีหน้าที่เฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยอุปกรณ์ดับเพลิง กฎหมายบังคับให้ต้องจัดเตรียมเครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนย้ายได้ (ถังดับเพลิง) ให้มีจำนวนและประเภทที่เหมาะสมกับลักษณะของเชื้อเพลิงในพื้นที่นั้นๆ และต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา2. กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ ในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564สำหรับงานในภาคสนามหรือไซด์งานก่อสร้าง มีข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้นในส่วนของงานเชื่อมและตัดโลหะการเฝ้าระวังภัย ระบุชัดเจนว่าพื้นที่ที่มีการเชื่อมหรือตัดโลหะด้วยไฟฟ้าหรือก๊าซ ต้องมีมาตรการป้องกันสะเก็ดไฟ และต้องมีผู้เฝ้าระวังภัยที่มีอุปกรณ์ดับเพลิงประจำจุดงานสภาพแวดล้อม ต้องตรวจสอบพื้นที่โดยรอบว่าไม่มีวัสดุไวไฟในระยะที่สะเก็ดไฟจะกระเด็นไปถึง หากเคลื่อนย้ายไม่ได้ต้องใช้ผ้ากันไฟ (Fire Blanket) ปกคลุมให้มิดชิด3. มาตรฐานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (มาตรฐาน จป.)แม้กฎหมายแม่บทจะไม่ได้ใช้คำว่า "Fire Watchman" ในทุกบรรทัด แต่ในทางปฏิบัติและแนวทางตรวจวัดความปลอดภัย (Audit) ของกรมสวัสดิการฯ จะอ้างอิงมาตรฐานดังนี้:ระบบใบอนุญาตทำงาน (Work Permit System) ในงานที่มีความเสี่ยงสูง นายจ้างต้องจัดทำระบบใบอนุญาตทำงาน (Hot Work Permit) ซึ่ง "ชื่อผู้เฝ้าระวังไฟ" คือหนึ่งในข้อมูลบังคับที่ต้องระบุในใบอนุญาต หากไม่มีถือว่าการทำงานนั้นผิดขั้นตอนความปลอดภัยตามกฎหมายการฝึกอบรม กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจัดให้มีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่ลูกจ้างก่อนเริ่มงาน และหากต้องทำหน้าที่เฝ้าระวังไฟ ต้องผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้นตามที่กฎหมายกำหนด4. มาตรฐานสากลที่กฎหมายไทยอนุโลมให้ใช้อ้างอิงในกรณีที่กฎหมายไทยอาจไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึก หน่วยงานตรวจรับรองหรือบริษัทประกันภัยมักอ้างอิงมาตรฐาน NFPA 51B (Standard for Fire Prevention During Welding, Cutting, and Other Hot Work) ซึ่งกำหนดว่า:ต้องมีผู้เฝ้าระวังไฟหากมีวัสดุติดไฟอยู่ในระยะ 35 ฟุต (11 เมตร) จากจุดงานต้องเฝ้าระวังหลังเลิกงาน (Post-work Fire Watch): เป็นเวลาอย่างน้อย 30-60 นาที เพื่อตรวจสอบความร้อนสะสม (ซึ่งเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด)หากเกิดเหตุเพลิงไหม้จากการทำงาน Hot Work แล้วตรวจพบว่า ไม่มีผู้เฝ้าระวังไฟ หรือ ผู้เฝ้าระวังไฟไม่มีคุณสมบัติ (ไม่ผ่านการอบรม) นายจ้างและผู้เกี่ยวข้องอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับสรุปผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watch Man) คือ บุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่เฝ้าดูและป้องกันการเกิดอัคคีภัยในงานที่มีประกายไฟหรือความร้อน เช่น งานเชื่อม ตัด หรือเจียร โดยต้องคอยตรวจสอบพื้นที่ เตรียมอุปกรณ์ดับเพลิง และพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินตลอดเวลา รวมถึงเฝ้าระวังต่อเนื่องหลังเลิกงานเพื่อป้องกันไฟลุกลาม ซึ่งบทบาทนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย แต่ยังเป็นส่วนสำคัญตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและกฎหมายที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้เฝ้าระวังไฟ ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่คือ “ระบบป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน” หากองค์กรใดมองข้าม ก็เหมือน “เปิดประตูให้ไฟเข้าบ้าน”

เตรียมให้พร้อมก่อนไปเที่ยวปีใหม่เพื่อป้องกันไฟไหม้ ในสถานประกอบกิจการ

เตรียมให้พร้อมก่อนไปเที่ยวปีใหม่เพื่อป้องกันไฟไหม้ ในสถานประกอบกิจการ

ปีใหม่ทีไร หลายโรงงาน หลายสำนักงานมีธรรมเนียมเหมือนกันทุกปี คือปิดงานยาว พนักงานกลับบ้านไปพักผ่อน หน่วยงานผลิตหยุดกำลังการผลิต บางแห่งปิดทั้งไซต์เพื่อให้ทีมช่าง ทีมเซฟตี้ได้ตรวจสอบใหญ่ประจำปี แต่ช่วงหยุดยาวนี่แหละครับ ที่มักเกิดเหตุไฟไหม้บ่อยที่สุด เพราะอุปกรณ์ยังต่อไฟอยู่ เครื่องจักรบางส่วนไม่ได้ปิดสนิท บางหน่วยงานลืมตรวจจุดเสี่ยงก่อนออกวันหยุด ส่งผลให้มีไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ห้องควบคุม และไฟลามสต็อกสินค้า เสียหายหลักล้านจนถึงขั้นหยุดการผลิตนานหลายสัปดาห์ก็มีเตรียมให้พร้อมก่อนไปเที่ยวปีใหม่เพื่อป้องกันไฟไหม้ ในสถานประกอบกิจการ“อุบัติเหตุทางไฟไหม้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา” นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นเรื่องจริงตามสถิติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่พบว่าเหตุเพลิงไหม้ในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากเกิดใน ช่วงกลางคืน และวันหยุดยาว เพราะไม่มีคนอยู่เฝ้า ไม่มีใครทันสังเกตสิ่งผิดปกติ ดังนั้นก่อนออกเดินทางไปรับลมหนาว ชิมหมูกระทะ หรือไหว้พระ 9 วัด แผนป้องกันไฟไหม้ในสถานประกอบกิจการถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำก่อนทุกปีบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาคุณไปตรวจสอบแบบ Step by Step ว่าองค์กรควรเตรียมอะไรบ้าง เพื่อให้โรงงานปลอดภัย พนักงานสบายใจ และเจ้าของกิจการไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะโรงงานไฟไหม้ครับทำไมวันหยุดยาวจึงเป็น “ช่วงเสี่ยงไฟไหม้” มากที่สุดหลายคนอาจสงสัยว่าเมื่อไม่มีใครทำงาน ไม่น่าจะมีความเสี่ยง แต่ในความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะไฟไหม้ในโรงงานจำนวนมากเกิดจาก • ความร้อนสะสมของมอเตอร์ที่ไม่ได้ปิด • เครื่องจักรที่ยังมีระบบไฟ Standby • ปลั๊กพ่วงที่ต่อทิ้งไว้ • ฝุ่นผง/ขี้กาก/น้ำมันที่สะสมตามจุดเสี่ยง • หนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปกัดสายไฟ • ความชื้นในช่วงปลายปีที่ทำให้เกิดการลัดวงจร • ความบกพร่องของระบบดับเพลิงที่ไม่มีทีมงานตรวจเช็กรวมถึง “การขาดผู้เฝ้าระวัง” ที่ทำให้เหตุเล็กๆ กลายเป็นไฟลุกลามใหญ่ภายในเวลาไม่กี่นาทีดังนั้น การเตรียมตัวก่อนหยุดยาวจึงเป็นเหมือนการป้องกัน ไม่ใช่รอให้ไฟไหม้แล้วค่อยดับ เพราะตอนนั้นจะเสียหายทุกด้าน ทั้งเครื่องจักร สินค้า ยอดขาย และชื่อเสียงองค์กรChecklist จุดสำคัญที่ต้องตรวจเช็กก่อนหยุดปีใหม่เพื่อให้การเตรียมความพร้อมเป็นระบบ ผมสรุปเป็นชุด Checklist ที่โรงงานส่วนใหญ่ใช้กัน และอิงตามแนวทาง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ และกฎกระทรวงระบบไฟฟ้าและการป้องกันอัคคีภัยครับตรวจสอบตู้เมนไฟฟ้า (MDB) และ ตรวจสอบเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า1. ตรวจสอบตู้เมนไฟฟ้า (MDB)ตู้เมนไฟฟ้าเป็นหัวใจหลักของระบบไฟทั้งโรงงาน ถ้าจุดนี้ผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ความเสี่ยงไฟไหม้จะสูงมากสิ่งที่ต้องทำคือตรวจสภาพเบรกเกอร์ว่ามีรอยไหม้ แตก ละลาย หรือมีกลิ่นไหม้หรือไม่ตรวจสภาพสายไฟว่ามีรอยถลอก หนูกัด หรือมีความชื้นสะสมทำความสะอาดฝุ่นภายใน-ภายนอกตู้ตรวจอุณหภูมิด้วย Thermal Scan หากมีเครื่องมือตรวจระบบกราวด์และสายดินว่าพร้อมใช้งาน หากพบสิ่งผิดปกติ ต้องแก้ไขทันที ไม่ควรรอหลังปีใหม่ เพราะอาจไม่ทันการณ์2.ตรวจสอบเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าจุดนี้เป็นต้นเหตุไฟไหม้ยอดฮิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีเครื่องจักรทำงานต่อเนื่องสิ่งที่ต้องทำคือปิดเบรกเกอร์เครื่องจักรที่ไม่ใช้ถอดปลั๊กเครื่องมือและอุปกรณ์สำนักงาน เช่น คอมพิวเตอร์ กาต้มน้ำ เครื่องพิมพ์ตรวจสภาพปลั๊กพ่วง ไม่ใช้ของราคาถูก ไม่มี มอก.ตรวจสวิตช์ไฟตามไลน์ผลิตห้ามเสียบปลั๊กเครื่องจักรทิ้งไว้โดยไม่จำเป็นจัดการน้ำมันหล่อลื่น หรือน้ำมันเก่าในไลน์ผลิตที่อาจติดไฟง่ายในหลายกรณี ไฟไหม้เกิดจาก “ปลั๊กพ่วงที่ต่อชาร์จมือถือพนักงาน” เพราะไม่มีใครถอดก่อนปิดโรงงาน ดังนั้นต้องกำชับเรื่องนี้เป็นพิเศษครับตรวจสอบปั๊มน้ำดับเพลิงและระบบตรวจจับสัญญาณเพลิงไหม้ และสำรวจจุดเสี่ยงประกายไฟและพื้นที่เก็บของไวไฟ3.ตรวจสอบปั๊มน้ำดับเพลิงและระบบตรวจจับสัญญาณเพลิงไหม้แม้จะเป็นวันหยุด แต่ระบบความปลอดภัยต้องพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงสิ่งที่ต้องตรวจปั๊มน้ำดับเพลิงต้องสตาร์ตติด ทำงานได้ตรวจแรงดันและ Flow ของระบบตรวจหัวรับสัญญาณ ควัน-ความร้อนตรวจเสียงเตือน Fire Alarm ว่าทำงานตรวจสภาพวาล์ว วงจรท่อดับเพลิงตรวจถังดับเพลิงทุกจุด ว่าแรงดันยังอยู่ในโซนสีเขียวอย่าลืมตรวจระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น Sprinkler ว่ามีอะไรไปบังหัวฉีดหรือไม่ 4.สำรวจจุดเสี่ยงประกายไฟและพื้นที่เก็บของไวไฟพื้นที่ที่มีสารเคมีสี ไวไฟ น้ำมัน จาระบี หรือฝุ่นผงกองอยู่ ถือเป็นจุดเสี่ยงอันดับหนึ่งต้องจัดการดังนี้เก็บสารไวไฟให้เป็นระเบียบตามมาตรฐานปิดฝาภาชนะทุกชนิดตรวจสภาพชั้นวางและพื้นที่โดยรอบตรวจถาดรองน้ำมันหรือของเหลวไม่ทำงาน Hot Work โดยไม่มี Permitเก็บเศษผ้าชุบน้ำมันและทิ้งอย่างถูกวิธีจำกัดพื้นที่สูบบุหรี่ไม่ให้ใกล้พื้นที่เก็บของไวไฟถ้าปล่อยระเกะระกะ ไฟจะลามเร็วมาก เพราะมีเชื้อเพลิง5 ทำความสะอาดพื้นที่ ลดการสะสมของฝุ่นและเศษวัสดุฝุ่นละเอียดโดยเฉพาะฝุ่นไม้ ฝุ่นแป้ง ฝุ่นโลหะ เป็นตัวการของ “Explosive Dust” ที่สามารถระเบิดได้ หากสะสมเป็นจำนวนมากก่อนหยุดงานควรกวาด-ดูดฝุ่นตามรางสายพานดูดฝุ่นด้านบนคาน โครงสร้าง และท่อเก็บเศษกระดาษและขยะติดไฟง่ายเช็ดน้ำมันหกหรือคราบมันตามพื้นยิ่งโรงงานอาหาร โรงงานเฟอร์นิเจอร์ หรือโรงงานเคมี ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ6 จัดตั้งทีมตรวจตราช่วงวันหยุด (Holiday Patrol Team)แม้พนักงานจะหยุด แต่โรงงานไม่ควรหยุดตรวจทีมตรวจตราควรมีหน้าที่ดังนี้ตรวจตราจุดเสี่ยงเดินตรวจจุดเสี่ยงทุก 4–6 ชั่วโมงตรวจตู้ MDB ทุกโซนตรวจสติดไฟที่ค้างอยู่ตรวจกล้องวงจรปิดลงบันทึกการตรวจทุกครั้งรายงานเหตุผิดปกติให้หัวหน้าเวรทันทีโรงงานขนาดใหญ่จะมี รปภ. ตรวจร่วมกับ จป. เพื่อควบคุมให้ทุกจุดยังปลอดภัยในช่วงวันหยุดยาว7.ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และสื่อสารให้พนักงานทุกคนทราบก่อนหยุดปีใหม่ ควรให้ทุกแผนกประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) แล้วสรุปจุดที่ต้องแก้ไข เช่นห้องสารเคมีต้องเก็บเพิ่มเครื่องจักร A ต้องตัดไฟไลน์ผลิต B ต้องทำความสะอาดเพิ่มห้องพักพนักงานมีปลั๊กหลวมต้องแก้หลังจากนั้นประกาศให้ทุกคนทราบ เพื่อให้การจัดการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน8 ซ้อมแผนเผชิญเหตุ (ถ้าจัดก่อนหยุดได้ยิ่งดี)แม้จะเป็นช่วงเร่งงาน แต่การซ้อมดับเพลิงย่อมดีกว่าไม่ซ้อมเลยการซ้อมจะทำให้ทุกคนรู้ตำแหน่งถังดับเพลิงรู้เส้นทางหนีไฟรู้ขั้นตอนแจ้งเหตุรู้วิธีใช้ถังดับเพลิงเบื้องต้น9 เตรียมระบบสื่อสารกรณีฉุกเฉินต้องมีเบอร์โทรสำคัญติดไว้ดังนี้ • เบอร์หัวหน้าแผนก • เบอร์ จป. • เบอร์ฝ่ายซ่อมบำรุง • เบอร์หน่วยดับเพลิง 199 • เบอร์สายด่วนนิรภัย 1784 • เบอร์สายด่วนการแพทย์ 1669ติดไว้ที่ป้อม รปภ. และป้ายประกาศทุกจุด เพื่อให้แจ้งเหตุได้ทันทีการวางระบบป้องกันระยะยาว เพื่อให้ปีใหม่ปีหน้าไม่ต้องกังวลเพื่อไม่ให้การตรวจเช็กเป็นเพียง “งานเฉพาะกิจช่วงปีใหม่” องค์กรควรวางระบบป้องกันระยะยาวดังนี้ทำแผนบำรุงรักษา PM ตามมาตรฐาน• ตรวจระบบไฟฟ้าทุก 6 เดือน • ตรวจถังดับเพลิงทุกเดือน • ตรวจ Fire Pump ทุกสัปดาห์ • ตรวจ Smoke Detector ทุกปีงาน PM ที่สม่ำเสมอจะลดความเสี่ยงไฟไหม้ได้กว่า 70%จัดอบรมดับเพลิงทุกปีตามกฎกระทรวงปี 2565 • องค์กรต้องมีการอบรมดับเพลิงขั้นต้น • ต้องมีทีม Fire Fighter • ต้องซ้อมหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งการอบรมจะทำให้ทุกคนไม่ตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุจริงใช้ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเช่น • ระบบแจ้งเตือนผ่านมือถือ • ระบบ Fire Alarm แจ้งเตือนเข้าห้องควบคุม • ระบบเช็กสถานะอุปกรณ์ผ่านเซ็นเซอร์ช่วยให้จับความผิดปกติได้ก่อนลุกลามตรวจความพร้อมของกล้องวงจรปิดCCTV มีประโยชน์มากเมื่อเกิดเหตุ เพราะช่วยให้รู้ต้นเพลิง ควรตรวจว่า • กล้องทุกตัวทำงาน • ไฟสำรองพร้อม • Footage เก็บมากกว่า 15 วันหากเกิดเหตุไฟไหม้ในช่วงวันหยุด ควรทำอย่างไรช่วงที่ไม่มีคนอยู่ การแจ้งเหตุเร็วคือหัวใจสำคัญ แนวทางปฏิบัติคือโทรแจ้ง 199 ทันทีแจ้งหัวหน้าแผนก หรือ จป.ให้ รปภ. ตรวจสอบจากระยะปลอดภัยใช้ถังดับเพลิงเฉพาะพื้นที่ที่ปลอดภัยและระงับได้ถ้าไฟลุกลาม ต้องอพยพและกันพื้นที่ทันทีอย่าพยายามเข้าใกล้ห้องที่มีไฟแรง เพราะอาจเกิด Flashover ได้ในเวลาไม่ถึง 3 นาทีสรุป ตรวจเช็กหนึ่งวัน ดีกว่าซ่อมโรงงานหนึ่งเดือนทุกปีมีเคสที่โรงงานไฟไหม้เพราะ “ลืมปิดสวิตช์ตัวเดียว” หรือ “ปลั๊กพ่วงตัวเก่าไม่ได้ถอด” จริงๆ ครับ ความเสียหายไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงต้นทุนการหยุดผลิต ความล่าช้าของออเดอร์ ความปลอดภัยของทีมงาน และชื่อเสียงของบริษัทดังนั้น ก่อนออกไปเที่ยวปีใหม่ องค์กรควรจัดแผนตรวจสอบอย่างจริงจัง ทำ Checklist ชัดเจน มอบหมายผู้รับผิดชอบ ตรวจให้ครบทุกรายการ แล้วบันทึกการตรวจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าโรงงานพร้อม ปลอดภัย และไม่มีความเสี่ยงค้างคาการเดินทางปีใหม่จะได้เต็มไปด้วยความสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่า “โรงงานจะเป็นยังไงบ้างนะ”

12 ข้อ Checklist ออฟฟิศของคุณพร้อมแค่ไหน เมื่อเกิดอัคคีภัย

12 ข้อ Checklist ออฟฟิศของคุณพร้อมแค่ไหน เมื่อเกิดอัคคีภัย

สำนักงานของคุณพร้อมแค่ไหน? หากเกิดอัคคีภัย ภัยไฟไหม้ไม่เคยแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่ “ความพร้อม” ช่วยลดความสูญเสียได้เซฟตี้อินไทย ขอเชิญผู้ประกอบการ ฝ่ายอาคาร และผู้บริหารทุกภาคส่วน ร่วมกันตรวจสอบความพร้อมของสำนักงาน ด้วย 12 ข้อนี้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน และการดำเนินงานที่ไม่สะดุดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน12 ข้อ Checklist ออฟฟิศของคุณพร้อมแค่ไหน เมื่อเกิดอัคคีภัย12 ข้อ Checklist ตรวจสอบความพร้อมของสำนักงาน ในกรณีเกิดอัคคีภัยอัคคีภัยในสถานประกอบการถือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหากขาดการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ย่อมส่งผลต่อความปลอดภัยของพนักงาน ทรัพย์สิน และกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังนั้น เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และสำนักงาน ควรตรวจสอบตนเองตาม Checklist ดังต่อไปนี้1.บันไดและทางหนีไฟต้องไม่มีสิ่งกีดขวางประตูหนีไฟต้องสามารถเปิดออกได้สะดวกตลอดเวลา วัสดุของประตูต้องทนไฟ และมีการออกแบบให้สามารถอพยพคนออกจากอาคารได้ภายใน 1 ชั่วโมง2.แผนผังอาคารและทางหนีไฟต้องชัดเจนควรติดตั้งหน้าลิฟต์หรือบริเวณโถงของแต่ละชั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้มาเยือนสามารถรับรู้เส้นทางหนีภัยได้อย่างชัดเจน3.ถังดับเพลิงแบบมือถือถังดับเพลิง ต้องมีอย่างน้อย 1 เครื่องต่อพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร ระยะห่างระหว่างจุดติดตั้งไม่เกิน 45 เมตร และต้องสามารถหยิบใช้งานได้อย่างสะดวก4.ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm)ควรมีทั้งแบบอัตโนมัติและแบบกดมือในทุกชั้น เพื่อให้เกิดการแจ้งเตือนที่รวดเร็วและทั่วถึง5.ระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินควรติดตั้งในพื้นที่สำคัญ เพื่อให้มองเห็นเส้นทางอพยพได้อย่างปลอดภัยในกรณีที่ไฟฟ้าดับ6.ป้ายบอกทางหนีไฟต้องมีไฟในตัว ขนาดตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร ไม่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม และมองเห็นได้ชัดเจนในทุกสถานการณ์7.การซ้อมหนีไฟประจำปีการซ้อมหนีไฟ ควรดำเนินการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยพนักงานทุกคนต้องเข้าร่วมในวันและเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างความคุ้นเคยและตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ8.ติดตั้งป้ายแสดงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการดับเพลิงและการอพยพควรวางในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน9.ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (เช่น สปริงเกลอร์)ต้องครอบคลุมพื้นที่ใช้งานในทุกชั้น และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุ10.ระบบป้องกันไฟไหม้สำหรับอาคารสูงอาคารต้องมีแหล่งน้ำสำรอง ท่อดับเพลิงสีแดง พร้อมหัวจ่าย และสายฉีดน้ำติดตั้งอย่างครบถ้วนจากชั้นล่างถึงชั้นบน11.ดาดฟ้าสำหรับอพยพทางอากาศต้องมีพื้นที่กว้าง-ยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร และมีบันไดหนีไฟเชื่อมถึงจุดดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย12.ช่องทางเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ภายนอกในการเข้าระงับเหตุโดยอาจเป็นลิฟต์ดับเพลิง หรือช่องบันไดหนีไฟ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกชั้นของอาคารอย่างสะดวกสรุปการตรวจสอบความพร้อมทั้ง 12 ข้อนี้ ควรดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากอัคคีภัยในสำนักงานที่มา 12 ข้อ Checklist ออฟฟิศของคุณพร้อมแค่ไหน ยามเกิดอัคคีภัย

การตรวจสอบถังดับเพลิงเบื้องต้น

การตรวจสอบถังดับเพลิงเบื้องต้น ตามกฎหมาย

การตรวจสอบถังดับเพลิงเบื้องต้น ตามกฎกระทรวง 2566ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน พ.ศ. 2552ประกาศกฎกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการป้องกันระงับอัคคีภัยในโรงงาน 2552.pdfโดยตามประกาศกฎกระทรวงนี้ได้บอกเรื่องการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์สำหรับการป้องกันและระงับอัคคีภัย1. เครื่องดับเพลิงชนิดมือถือ   1.1 การตรวจสอบประจำเดือน   (1) ชนิดของเครื่องดับเพลิงแบบมือถือติดถูกต้องตามประเภทของเชื้อเพลิงหรือไม่   (2) มีสิ่งกีดขวางหรือติดตั้งในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ยากหรือไม่ สังเกตเห็นได้ง่ายหรือไม่   (3) ตรวจสอบกรณีที่เครื่องดับเพลิงแบบมือถือที่มีเกวัดความดันว่า ความดันขังอยู่ในสภาพปกติหรือไม่   (4) ดูสภาพอุปกรณ์ประกอบว่ามีการชำรุดเสียหายหรือไม่   1.2 การทดสอบ   ทุก ๆ 5 ปี เครื่องดับเพลิงแบบมือถือจะต้องทดสอบการรับความดัน (hydrostatic test) เพื่อพิจารณาว่ายังสามารถใช้งานได้หรือไม่การตรวจสอบถังดับเพลิงเบื้องต้น6 วิธีการตรวจสอบถังดับเพลิง1) ดูที่เข็มในมาตรวัด (Pressure Gauge)  เกจ์วัดแรงดัน ตรวจสอบว่าเข็มบนหน้าปัดชี้ไปที่สีเขียวเท่านั้น หากใช่ แสดงว่าถังดับเพลิงนี้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน เพราะเกจ์เป็นเครื่องตรวจสอบมาตรวัดแรงดัน หากเข็มชี้ไปในบริเวณสีแดง แสดงว่าถังดับเพลิงนั้นไม่สามารถใช้งานได้ โดยมี 2 กรณี ดังนี้ เข็มเกจ์ชี้ไปทางซ้าย หรือ Recharge แสดงว่า ถังมีแรงดันต่ำ หากต้องการใช้งานควรไปเติมแก๊สและเช็กแรงดันอีกครั้งเข็มเกจ์ชี้ไปทางขวา หรือ Overcharge แสดงว่า ถังมีแรงดันสูงผิดปกติ หากเจอถังดับเพลิงที่มีสภาพเช่นนี้ ควรรีบนำไปตรวจสอบโดยเร็ว เพราะเสี่ยงต่อการระเบิดอย่างมาก2) ตรวจ สายฉีด หัวฉีดตัวสายควรอยู่ในสภาพที่แข็งแรง ไม่มีรอยแตก ฉีก หรือขาด มิเช่นนั้นแล้วสารเคมีอาจเกิดการรั่วซึมออกมาเมื่อใช้งานถัง ส่วนหัวฉีดควรตรวจสอบให้อยู่ในสภาพสะอาดเสมอ ไม่มีการอุดตันของฝุ่นหรือแมลงบริเวณหัวฉีด3) ตรวจ สภาพบรรจุของถังดับเพลิงตรวจสอบสภาพภายนอก: ตรวจสอบว่าถังดับเพลิงไม่มีรอยแตกหรือชำรุดที่อาจทำให้เกิดการรั่วไหลหรือสูญเสีอิ เ ความประสิทธิภาพในการดับเพลิงตรวจสอบว่าส่วนต่าง ๆ ของถังดับเพลิงอยู่ในสภาพที่แข็งแรงและไม่มีการขาดหรือชำรุด4) ตรวจสอบ คันบีบควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่หัก ไม่งอ ไม่ชำรุด ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่สามารถใช้งานถังดับเพลิงได้เลย เพราะคันบีบเป็นอุปกรณ์สำหรับกด เพื่อนำสารเคมีภายในตัวถังออกมาใช้ดับไฟ5) สลักถังดับเพลิงและซีลล็อก สังเกตว่าสลักล็อกและซีลยังถูกล็อกอยู่ที่ตัวคันบีบ หากยังอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด แสดงว่าถังยังไม่เคยถูกเปิดใช้มาก่อน และมีสารเคมีบรรจุไว้ภายใน พร้อมใช้งานได้ทันที6) อายุการใช้งานถังดับเพลิงตรวจสอบว่าถังดับเพลิงยังไม่หมดอายุการใช้งานตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสามารถพบได้ในป้ายสัญญาณหรือป้ายประกาศบนถังดับเพลิงถังดับเพลิงสีแดง ผงเคมีแห้ง 3-5 ปี ถังดับเพลิงสีเขียว สีอื่นๆ สารสะอาด และเคมีน้ำ 8-10 ปีถ้าไฟไหม้ หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ให้ส่งไปตรวจสอบและบรรจุใหม่ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) หรือถังดับเพลิง Co2 ซึ่งดับไฟได้ 2 ประเภท ได้แก่ เพลิง class B และ C เมื่อฉีดใช้งานก๊าซที่ฉีดออกมาจะเป็นไอเย็นจัดคล้ายน้ำแข็งแห้ง ลดความร้อนของไฟได้ ไม่ทิ้งคราบ สกปรกเหมาะสำหรับการใช้งาน ในห้องเครื่องจักร Line การผลิต อุตสาหกรรมอาหารถังดับเพลิงชนิดคาร์บอนไม่มีเกจความดันข้อควรระวังในการใช้งานถังดับเพลิง Co2การใช้ถังดับเพลิงCo2 ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมี ถึงอย่างไรก็ยังมีอันตรายหากคุณใช้งานอย่างไม่ระมัดระวัง ข้อควรระวังที่คุณควรรู้จะมีอะไรบ้าง ตามไปชมกันเลย1.ควรวางไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิไม่สูงมาก แสงแดดส่องเข้าไม่ถึง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนที่ไปกระตุ้น   ก๊าซCo2 อาจเกิดอันตรายได้2.ไม่ควรจับปลายหัวฉีดก๊าซ Co2 ขณะใช้งานและ หลังใช้งานใหม่ๆ3.ฟองหิมะของสาร Co2 เป็นอันตรายต่อผิวหนัง ทำให้ผิวหนังพองได้จากอุณหภูมิของสารเคมีที่เย็นจัด4.ห้ามให้ก๊าซ Co2 เข้าตา และจมูก เพราะเป็นอันตรายต่อเยื่อบุตา และเยื่อบุโพรงจมูก อาจทำให้เกิดตาอักเสบถึง และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจได้5.อย่าใช้ถังดับเพลิง Co2 ดับไฟที่เกิดกับน้ำมัน หรือจาระบี เพราะอาจเกิดการระเบิดได้

ผู้เผ้า ระวังไฟ fire watch man

10วิธีปฏิบัติตัวเวลาเมื่อเจอเหตุเพลิงไหม้

10วิธีปฏิบัติตัวเวลาเมื่อเจอเหตุเพลิงไหม้1.  ตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก2. ดึง/กดสัญญานเตือนไฟ3. โทรเเจ้ง 199 มาควบคุมเพลิง4. ใช้ถังดับเพลิงควบคุมในเบื้องต้น5. หาผ้าชุบน้ำปิดจมูกเเละปิดปาก6. อย่าพึ่งเปิดประตูให้ใช้มือสัมผัสลูกบิดประตูหากร้อนไม่ควรออกไป7. หมอบคลานต่ำหรือย่อตัวใกล้กับระดับพื้น8. ห้ามใช้ลิฟต์ให้ใช้บันไดหนีไฟออกจากอาคารเเทน9. ถ้าไฟลุกลามติดเสื้อผ้าให้หรีบถอดเสื้อผ้าหรือใช้วิธีนอนราบกับพื้น10.ไม่หนีไปอยู่ในห้องน้ำเเละไม่ขึ้นชั้นบนหรือดาดฟ้ายกเว้นหนีลงชั้นล่าไม่ได้

ผู้เฝ้า ระวังไฟ, ถังดับ เพลิง, ประเภท ถังดับเพลิง,อันตรายจาก อัคคี,

รู้หรือไม่!?ใช้ถังดับเพลิงถูกประเภทช่วยลดการสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้

รู้หรือไม่!?ใช้ถังดับเพลิงถูกประเภทช่วยลดการสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ปัจจัยการเกิดของไฟ     หมายถึง ไฟเกิดจากการรวมตัวขององค์ประกอบ 3 ประการ ที่รวมตัวกันจนได้สัดส่วน1.เชื้อเพลิง (FUEL) คือ สิ่งที่ติดไฟและลุกไหม้ได้2.ความร้อน (HEAT) คือ ความร้อนที่เหมาะสมและ เพียงพอ สามารถทำอุณหภูมิสูงจนทำให้สารเชื้อเพลิงจุดติดไฟเช่น สะเก็ดไฟ ลูกไฟจากการเชื่อม เครื่องจักรร้อน ไฟฟ้าช็อต เปลวไฟ บุหรี่ ฟ้าผ่า ฯลฯ3.อากาศ (OXYGEN) ในบรรยากาศทั่วไปมีออกซิเจน ประมาณ 21 % อยู่แล้ว ซึ่งสามารถทำให้ช่วยติดไฟได้ประเภทที่เกิดจากเพลิงไหม้1.ประเภท A คือ เพลิงที่ไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงของแข็ง เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ ปอ นุ่น ยาง พลาสติก2.ประเภท B คือ เพลิงที่ไหม้ในของเหลวติดไฟและก๊าซติดไฟ เช่น น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม จาระบี3.ประเภท C คือ เพลิงที่ไหม้จากอุปกร์ไฟฟ้า ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร4.ประเภท D คือ ประเภทวัตถุของแข็งหรือโลหะไวไฟ เช่น แมกนีเซียม ไตตาเนียม สำหรับแมกนีเซียมห้ามใช้น้ำดับเด็ดขาด ต้องใช้เกลือแกงหรือทราย5.ประเภท K คือ เพลิงไหม้ที่เกิดจากน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร ไขมันสัตว์ประเภทของถังดับเพลิง1.ชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical) สามารถดับไฟได้เกือบทุกประเภท A B C ยกเว้น CLASS Kราคาถูก หาซื้อง่าย แต่มีข้อเสียคือเมื่อฉีดออกมาจะฟุ้งกระจาย และเมื่อเราทำการฉีดแล้ว จะฉีดจนหมดหรือไม่หมดถัง แรงดันจะตก ไม่สามารถใช้งานได้อีกต้องส่งอัดบรรจุใหม่ทันที2.ชนิดน้ำยาเหลวระเหย สามารถดับไฟได้เกือบทุกประเภท A B C ยกเว้น CLASS K ราคาถูกกว่าฮาโรตรอน หาซื้อง่ายเมื่อฉีดใช้งานจะไม่ทิ้งคราบสกปรก ไม่ทำลายอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย และไม่ทำให้สกปรกในบริเวณ ที่ใช้งาน ถังสีเขียวเหมาะกับ พื้นที่ที่เน้นความสะอาด เช่นอาคาร สำนักงาน โรงพยาบาล ห้องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น*สำหรับใช้ดับไฟภายใน*3.ชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สารเคมีภายในบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซที่ฉีดออกมาจะเป็นไอเย็นจัด คล้ายน้ำแข็งแห้ง ลดความร้อนของไฟได้ ไม่ทิ้งคราบสกปรก สามารถดับไฟได้ประเภท B C เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องเครื่องจักร Line การผลิต อุตสาหกรรมอาหาร ถังสีแดง ปลายกระบอกฉีดจะใหญ่เป็นพิเศษ4.ชนิดโฟม สารเคมีภายในบรรจุโฟม เมื่อฉีดออกมาจะเป็นฟองโฟมคลุมผิวเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้ จึงสามารถดับไฟได้ประเภท A B แต่ไม่สามารถนำไปดับไฟประเภท C ได้เพราะเป็นสื่อนำไฟฟ้า เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม ดับเชื้อเพลิงประเภททินเนอร์และสารระเหยติดไฟ ถังแสตนเลส5.ชนิดสูตรเคมีน้ำ เป็นสารทดแทนสารฮาล่อน 1211 ได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Non-CFC) ดับไฟClass A B C และ K ได้ และ 10A40B สำหรับขนาด 15ปอนด์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TISTR) ไม่บดบังทัศนวิสัยขณะฉีดใช้งาน เนื่องจากไม่เป็นฝุ่นละออง ปลอดภัยสำหรับฉีเใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพในการดับเพลิง Fire Rating 10A20B สำหรับขนาด 10ปอนด์วิธีการใช้ถังดับเพลิง1.เข้าไปทางเหนือลมโดยห่างจากฐานของไฟประมาณ 2 - 3 เมตร สามารถดับเพลิงได้ทั้งไฟชนิด A , B , C และ K ระดับความาสามารถในการดับเพลิงสูง2.ดึงสลักหรือลวดที่รั้งวาล์วออก3.ยกหัวฉีดปากกลวยชี้ไปที่ฐานของไฟ ( ทำมุมประมาณ 45 องศา )4.บีบไกเพื่อเปิดวาล์วให้ก๊าซพุ่งออกมา5.ให้ฉีดไปตามทางยาว และกราดหัวฉีดไปช้า ๆ6.ดับให้สนิทจนแน่ใจแล้ว จึงฉีดต่อไปข้างหน้าในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้วางอยู่ในระดับต่างกัน ให้ฉีดจากข้างล่างไปหาข้างบน และถ้าน้ำมันรั่วไหลให้ฉีดจากปลายทางที่รั่วไหลไปยังจุดที่รั่วไหล และเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ ต้องรีบตัดกระแสไฟฟ้าก่อน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นมาอีกได้

ผู้เผ้าระวังไฟ fire watch man

ผู้เฝ้าระวังไฟ

ผู้เฝ้าระวังไฟ Fire watch man          ผู้เฝ้าระวังไฟ หรือ Fire Watch Man นับมีความสำคัญและจำเป็นในกิจกรรมการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น กิจกรรมงานที่ทำให้เกิดประกายไฟ และเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยในกิจกรรมดังกล่าว และกิจกรรมต่างๆ ในกลุ่มงาน Oil and Gas และทั่วไป ซึ่งผู้เฝ้าระวังไฟ ก็ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยป้องกันอุบัติที่จะเกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว ในด้านความรับผิดชอบดังกล่าวเช่น การตรวจวัดแก็สบริเวณทำงานและขณะทำงาน หรือการเฝ้าระวังลูกไฟ ขณะมีการเชื่อมและเจียร แม้กระทั้งเมื่อเกิดเหตุ ผู้เฝ้าระวังไฟก็จะสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ช่วยป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นผู้เฝ้าระวังไฟคืออะไร          ผู้เฝ้าระวังไฟ คือ ผู้ตรวจสอบสถานที่ทํางานที่ก่อให้เกิดประกายไฟ เพื่อให้แน่ใจว่าสภาพการทํางานจะไม่เปลี่นแปลงปลอดภัยหากไกลจากวัสดุที่ติดไฟได้ในพื้นที่นั้นๆ กรณีที่วัสดุที่ติดไฟประเภทต่างๆบริเวณเหล่านั้นไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกได้ ผู้เฝ้าระวังไฟจะต้องมีการป้องกันหรือปกคลุมด้วยวิธีการหรือเทคนิคต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้เฝ้าระวังยังต้องมีการฝึกอบรมหลักสูตรผู้เฝ้าระวังไฟ  เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพื่อลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยและความเสียหายที่อาจเกิดจากงานที่ทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ หากมีเพลิงไหม้เกิดขึ้นพวกเขาจะดําเนินการตามเทคนิคที่ได้ฝึกอบรมมาอย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องคนงานและทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างหรือลูกค้า          ปัจจุบันการทำงานในลักษณะเหล่านี้หากกิจการเป็นผู้รับเหมาก่อนที่จะเข้าไปประมูลงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ทาง จป. ของโรงงานนั้นๆให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยเช่น ปตท. SCG กลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับความร้อนและประกายไฟจะต้องผ่านการอบรม ผู้เฝ้าระวังไฟก่อน ถึงจะสามารถทำงานได้เพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับเหมาทุกคนที่เข้าไปในโรงงานของลูกค้าจะเกิดความปลอดภัยตลอดการปฏิบัติงานผู้เฝ้าระวังมีความจําเป็นเมื่อมีการเชื่อม ตัด เจียร เจาะ ขุด หรืองานที่ทำให้เกิดความร้อนและประกายไฟ ที่ปฏิบัติงานในสถานที่ที่อาจเกิดไฟไหม้ตั้งแต่เล็กน้อยเป็นต้นไป หรือ มีสภาพใด ๆ ต่อไปนี้      – วัสดุที่ติดไฟได้ง่าย ในการก่อสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างใกล้กับจุดปฏิบัติงานที่ใกล้กว่า 35 ฟุต (11 เมตร)     – สารที่ติดไฟได้ ไกลมากกว่า 35 ฟุต (11 เมตร) แต่จะติดไฟได้ง่ายโดยประกายไฟ     – ผนังหรือพื้นช่องเปดภายในรัศมี 35 ฟุต (10.7 เมตร) ที่มีวัสดุที่ติดไฟได้ในพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งช่องว่างที่ซ่อนอยู่ในผนังหรือพื้น     – วัสดุที่ติดไฟได้อยู่ติดกับด้านตรงข้ามของฉากกั้นโลหะ ผนัง เพดานหรือหลังคา และมีแนวโน้มที่จะถูกจุดประกายด้วยการนําหรือรังสีหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เฝ้าระวังไฟ มีดังนี้     – ได้รับการอบรมเพื่อให้เข้าใจอันตรายที่แท้จริงของสถานที่ทํางานและงาน Hot Work      – มั่นใจว่ารักษาสภาพการที่ปลอดภัยในระหว่างที่ดําเนินงาน Hot Work     – ได้รับอนุญาตให้หยุดการทํางานถ้ามีสภาพที่ไม่ปลอดภัย     – มีอุปกรณ์ดับเพลิงที่พร้อมใช้งานได้และได้รับการอบรมการใช้งานอุปกรณ์นั้น ๆ     – ทําความคุ้นเคยกับสถานที่และวิธีปฏิบัติเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้     – คอยเฝ้าระวังการเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ทั้งหมดของงาน Hot Work     – พยายามดับเพลิงภายใต้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ดับเพลิงนั้น ๆ     – มีวิธีการสื่อสารกับแต่ละส่วนงานและการติดต่อผู้รับผิดชอบในกรณีเหตุฉุกเฉิน     – กดสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทันที ถ้าเพลิงลุกไหม้จนเกินความสามารถของอุปกรณ์ดับเพลิง     – ต้องมีวิธีการในการอพยพออกจากอาคาร (เช่นแตรหรือดึงเพื่อเปิดใช้งานสัญญาณเตือนไฟไหม้อาคาร)     – ปฏิบัติหน้าที่อื่นเท่าที่จําเป็น แต่ต้องไม่ละทิ้งในขณะที่ทําหน้าที่เฝ้าระวัง

แนวทางการซ้อมการระงับอัคคีภัยในยุคโควิด-19

แนวทางการซ้อมการระงับอัคคีภัยในยุคโควิด-19ข้อหารือกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานข้อหารือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕หน่วยงานที่หารือ สถานประกอบการหน่วยงานตอบข้อหารือ กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประเด็นข้อหารือ แนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ข้อกฎหมาย๑. พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘๒. ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๐) ประกาศ ณ วันที่ , สิงหาคม ๒๕๖๔ โดยนายกรัฐมนตรี(พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕ว๔ เป็นต้นไปต. กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ตอบข้อหารือ หน่วยงานที่ตอบข้อหารือ ได้พิจารณาข้อหารือประกอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ขอเรียนให้ทราบแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมหนีไฟ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ดังนี้          กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ในข้อ ๓๐ ซึ่งได้กำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อย ปีละหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ ให้ลูกจ้างของนายจ้างทุกรายที่ทำงานอยู่ภายในอาคารเดียวกันและในวันและเวลาเดียวกัน ทำการฝึกซ้อมพร้อมกันนั้นเมื่อพิจารณาข้อกฎหมายแล้วมีความเห็นว่า เจตนารมณ์ในข้อกำหนดดังกล่าว มีความประสงค์ให้นายจ้างมีการจัดฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งในการดำเนินการนั้นสามารถกำหนดช่วงใดช่วงหนึ่งตั้งแต่ระหว่างต้นเดือนมกราคม ไปจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคมของแต่ละปีปฏิทิน เมื่อปรากฎว่าได้มีความจำเป็นสำคัญยิ่งในเวลาต่อมา เช่น เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ติดต่อเนื่องถึงปัจจุบัน จนเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจตามความในมาตรา ๕ ประกาศพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และต้องใช้อำนาจในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกาศข้อกำหนด ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๐) เป็นฉบับล่าสุด โดยเฉพาะในข้อ ๔ ห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกัน ของบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดต่อสัมผัสกันที่สามารถแพร่โรคได้เว้นแต่เป็นกรณีได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่จะพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรม และสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบทำให้ในระหว่างห้วงเวลาที่มีผลบังคับใช้ของประกาศข้อกำหนดฉบับดังกล่าว หรือฉบับใดอาจมีต่อไปหรือไม่นั้นก็ตามทุกฝ่ายรวมถึงบริษัทฯ จำต้องให้ความร่วมมือและถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มีความเห็นว่าวิธีการหรือแนวปฏิบัติ เมื่อบริษัทฯ มีแผนต้องดำเนินการจัดฝึกซ้อมดับเพลิงฯ ประจำปี ๒๕๖๔ ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน แต่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นกิจกรรมรวมกลุ่มตามประกาศข้อกำหนดฉบับล่าสุดที่บังคับใช้ในปัจจุบัน กรณีบริษัทฯ จะดำเนินการจัดฝึกอบรมดับเพลิงฯ จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติในข้อ ๔ เป็นลำดับแรกด้วยการยื่นขออนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่จะพิจารณา เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรมและสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ ว่าจะได้รับการอนุญาตดำเนินการหรือไม่แต่หากไม่ได้รับอนุญาต บริษัทฯ ต้องบริหารจัดการด้วยการปรับแผนดำเนินการฝึกซ้อมดับเพลิงฯ ออกไปเมื่อได้ปรับแผนไปแล้วปรากฎว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้จนทำให้ห้วงเวลาล่วงเลยไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน ๒๕๖๔ จนทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดฝึกซ้อมดับเพลิงฯ ได้ตามเงื่อนไขระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมายได้ จึงเห็นว่าบริษัทฯ ได้พยายามแสดงเจตนาด้วยวิธีการปฏิบัติเป็นลำดับแต่ละขั้นตอนแล้ว ถือเป็นเหตุอันสุดวิสัยสามารถฟังได้ว่ามิได้มีเจตนาแห่งการละเลยหรือฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ในข้อ ๓ แต่อย่างใด ทั้งนี้หากเมื่อใดเข้าสู่สภาวการณ์ที่เป็นปกติ ขอความร่วมมือบริษัทฯ บริหารจัดการเพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกซ้อม ดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันโดยมิซักช้าหมายเหตุ อ้างอิงหนังสือกองความปลอดภัยแรงงาน ที่ รง ๐๕๐๔/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔

สาเหตุหลักของการเกิดอัคคีภัยในสถานประกอบการ

สาเหตุหลักของการเกิดอัคคีภัยในสถานประกอบการ          เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นได้ทั้งในอาคารสถานประกอบกิจการ และอาคารที่อยู่อาศัย ตัวอย่างเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านอัคคีภัยในอาคารที่ไม่มีประสิทธิภาพจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้อพาร์ทเมนต์ที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ซึ่งสาเหตุเกิดจากช่องเปิดที่พื้นไม่ได้ปิดไว้          ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากห้องต้นเพลิงที่มีการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานและไม่มีการประเมินความเสี่ยงและทดสอบระบบว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นตัวอย่างที่ดีหรือเป็นกรณีศึกษาจะช่วยทำให้สถานประกอบกิจการเห็นถึงอันตรายและความสำคัญของอัคคีภัยมากขึ้น ทำให้เกิดความตระหนักถึงอันตรายและแนวทางในการป้องกันอัคคีภัย เช่น การป้องกันการติดไฟ การป้องกันการลามของไฟไหม้ในระยะเริ่มต้นการแบ่งอาคารเป็นส่วน การตรวจสอบและแจ้งภัย การดับเพลิง และการอพยพหนีไฟ ซึ่งแนวทางการป้องกันอัคคีภัยนี้ ควรนำไปประยุกต์ใช้ในอาคารต่าง ๆ ปัจจัยและผลกระทบต่อความเสี่ยงอัคคีภัย          การเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้อาคาร ทั้งการดัดแปลงอาคาร การปรับปรุงพื้นที่ การเปลี่ยนกิจกรรมการใช้อาคาร และการเปลี่ยนแปลงด้านวัสดุ เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยได้ หากไม่มีการประเมินความเสี่ยงและทดสอบระบบอัคคีภัยก่อนว่าสามารถใช้ได้ในบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ได้ควรมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการอัคคีภัยที่เหมาะสม ส่วนปัจจัยด้านอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดอัคคีภัย เช่น ความไม่มีความรู้เรื่องอัคคีภัย ความไม่รู้ข้อกำหนดของกฎหมาย มีระบบอัคคีภัยที่ไม่เหมาะสม และละเลยในการดูแลและทดสอบระบบป้องกันอัคคีภัย เป็นต้นประเภทอาคารและความเสี่ยงด้านอัคคีภัย          อาคารแต่ละประเภทมีการใช้วัสดุก่อสร้างที่แตกต่างกัน มีลักษณะการใช้งานที่ต่างกัน และความเสี่ยงของอาคารเก่ากับอาคารใหม่ ก็มีความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยที่ความเสี่ยงของอัคคีภัยนั้นไม่มีทางเป็นศูนย์ แต่ระบบความปลอดภัยจะเป็นตัวช่วยป้องกันการเกิดเหตุได้การบริหารความปลอดภัยอัคคีภัยในอาคาร          มาตรฐานการบริหารความปลอดภัยอัคคีภัยในอาคาร ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ          ส่วนที่ 1 การออกแบบ          ต้องทราบพื้นที่การใช้งานการเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบให้เหมาะสม เช่น การใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงหัวกระจายน้ำดับเพลิง เป็นต้น          ส่วนที่ 2 การติดตั้ง          เช่น การติดตั้งถังน้ำมันสำรอง การติดตั้งประตูทนไฟ เป็นต้น           ส่วนที่ 3 การตรวจสอบ          เป็นการตรวจสอบระบบอัคคีภัยต่าง ๆ          การบริหารความปลอดภัยอัคคีภัยในอาคารต้องตระหนักถึงความเสียหายของการเกิดอัคคีภัยที่เกิดขึ้น โดยมีการนำกรณีเหตุการณ์ต่าง ๆ มาแสดงให้เห็นว่า แต่ละกรณีมีสาเหตุเกิดจากอะไร และส่งผลกระทบอะไรบ้าง เช่น อัคคีภัยในโรงงานส่งผลกระทบต่อการผลิตและความเชื่อมั่นของลูกค้า เป็นต้น เมื่อรับรู้ถึงปัจจัยและผลกระทบต่อความเสี่ยงอัคคีภัย และเกิดการตระหนักขึ้น ก็ต้องมีการลงมือปฏิบัติ โดยการที่จะลงมือปฏิบัติได้นั้น ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง ได้แก่ มาตรฐานระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยที่ใช้เป็นแนวทางในการวางระบบอัคคีภัย และเมื่อเห็นความสำคัญก็จะมีการกระตุ้นความร่วมมือให้มีการป้องกันอัคคีภัย โดยไม่ใช่การบังคับแต่เป็นการสร้างความร่วมมือซึ่งเมื่อเกิดอัคคีภัยแล้วมูลค่าความเสียหายที่จะเกิดเทียบกับมูลค่าการลงทุนระบบการป้องกันอัคคีภัยนั้นคุ้มค่ากว่ามากและผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการนั้นก็จะเกิดความมั่นใจในสถานประกอบกิจการของตนเอง ทำให้เกิดความร่วมมือที่จะเรียนรู้ ฝึกฝน ทดสอบ หรือปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ด้วยความเต็มใจและเกิดเป็นทัศนคติที่ดีภายในองค์กร          อัคคีภัย ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยและสร้างความเสียหายจำนวนมากของประเทศไทย ความปลอดภัยอัคคีภัยในอาคารนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โดยสำหรับสถานประกอบกิจการก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องดูแลพื้นที่ของตนเองให้เหมาะสม ซึ่งถ้ามีการร่วมมือกันของหน่วยงาน เช่น ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญจากอัคคีภัยแล้วมาจัดการความปลอดภัยอัคคีภัยในโรงงาน หรือหน่วยงานรัฐเอง ที่ออกกฎหมายอัคคีภัยให้ปฏิบัติตามที่ครอบคลุมและชัดเจน มีหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานระบบอัคคีภัยขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับหน่วยงานที่จะนำไปประยุกต์ใช้ เมื่อทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและร่วมมือกันปฏิบัติตามหน้าที่ตนเอง จะช่วยลดเหตุการณ์การเกิดอัคคีภัยที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ การเกิดอัคคีภัยในสถานประกอบการ มีสาเหตุ ดังนี้1. อุปกรณ์ไฟฟ้าขั้วต่อหลวมไม่ได้มาตรฐานจะเกิดประกายไฟ2. การจุดบุหรี่หรือการจุดไฟและทิ้งก้นบุหรี่3. การเสียดทานการเสียดสีของเครื่องจักรทำให้เกิดความร้อนสูง4. วัตถุที่มีผิวร้อนจัดเช่น เหล็กที่ถูกเผาเมื่อเชื้อเพลิงสัมผัสจะเกิดการลุกไหม้5. สะเก็ดไฟ ประกายไฟหรือเปลวไฟ6. ไฟฟ้าสถิตเกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างกัน 7.  ปฏิกิริยาของสารเคมีบางชนิดเมื่อสัมผัสกับน้ำ อากาศจะเกิดไฟลุกไหม้8. สภาพบรรยากาศที่มีสิ่งปนเปื้อน ก่อให้เกิดการระเบิด เช่น ไอระเหยของก๊าซ 

4 ขั้นตอนที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้

4 ขั้นตอนที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ทฤษฎีการเกิดเพลิงไหม้          การสันดาป หรือการเผาไหม้ (COMBUSTION) คือ ปฏิกิริยาเคมี ที่เกิดจากการรวมตัวของ เชื้อเพลิงกับออกซิเจน ซึ่งเป็นผลให้เกิดความร้อนและแสงสว่างกับสภาพการเปลี่ยนแปลง ไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย องค์ประกอบ 3 อย่าง หรือเรียกว่า ทฤษฎีสามเหลี่ยมของไฟ คือ 1. เชื้อเพลิง 2. ความร้อน 3. ออกซิเจนกระบวนการปฏิบัติงานตามแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (Work Flow) แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ (1) การปฏิบัติก่อนเกิดอัคคีภัย เป็นการดำเนินการต่างๆ เพื่อป้องกัน และเตรียมการเผชิญเหตุการณ์อัคคีภัยไว้ล่วงหน้า โดยกำหนดให้มีการตรวจตรา ระบบความปลอดภัย การฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและระงับ อัคคีภัย การฝึกซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย การรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพและการเตรียมพร้อมเพื่อสนับสนุนการดับเพลิง (2) การปฏิบัติระหว่างเกิดอัคคีภัย เป็นการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้การ ปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัยเป็นไปอย่างมีระบบ มีการกำหนดแนวปฏิบัติระหว่าง เกิดอัคคีภัยในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ (3) การปฏิบัติหลังเกิดอัคคีภัยเป็นการดำเนินการต่างๆ เพื่อสำรวจ รวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นและฟื้นฟู/ปรับปรุง/แก้ไขพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือดีกว่าเดิมโดยเร็วที่สุด (4) การติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เป็นการดำเนินงาน เพื่อให้การปฏิบัติตามแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยของกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรมขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ควรดำเนินการดังต่อไปนี้1. ผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ควรปฏิบัติดังนี้           1.1 แจ้งเหตุด้วยสัญญาณเตือนภัย และแจ้งเหตุเพลิงไหม้ให้คนรอบข้างทราบ           1.2 แจ้งเหตุเพลิงไหม้ต่อหน่วยงานระงับเหตุฉุกเฉินขององค์กร โดยแจ้งข้อมูลสำคัญให้ทราบดังนี้- ประเภทของเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น เช่น เพลิงไหม้ ระเบิด สารเคมีหกรั่วไหล เป็นต้น - สถานที่เกิดเหตุฉุกเฉิน โดยระบุอาคารและบริเวณตำแหน่งที่เกิดเพลิงไหม้ให้ชัดเจนเวลาที่เกิดเหตุ - สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ (ถ้าทราบสาเหตุ) - แจ้งชื่อผู้แจ้งเหตุ สถานที่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้แจ้งเหตุ หรือหมายเลขที่สามารถติดต่อกลับได้ - อย่าวางสายโทรศัพท์ก่อนผู้รับแจ้งเหตุ เนื่องจากผู้รับแจ้งเหตุอาจต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม          1.3 หยุดกระบวนการผลิตหรือเครื่องจักที่อาจก่อให้เกิดอันตราย           1.4 ในกรณีเพลิงไหม้เล็กน้อย อาจใช้เครื่องดับเพลิงที่อยู่ใกล้เคียงระงับเหตุเพลิงมาแล้ว           1.5 หากไม่สามารถดับเพลิงในเบื้องต้นได้ ให้ปิดประตูและหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที 2. การอพยพหนีไฟ เมื่อได้รับทราบว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ให้อพยพออกจากบริเวณที่เกิดเหตุทันทีและเพื่อความปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้           2.1 อพยพออกจากที่เกิดเหตุทางบันได ไปตามเส้นทางหนีไฟที่ไปยังทางออกที่ใกล้ที่สุด ห้ามใช้ลิฟต์           2.2 อย่านำสิ่งของขนาดใหญ่ติดตัวไปด้วย ขณะอพยพหนีไฟ           2.3 อพยพออกจากที่เกิดเหตุอย่างเป็นระเบียบ อย่าวิ่ง หรือผลักกัน           2.4 เมื่ออพยพออกจากที่เกิดเหตุให้ไปยังจุดรวมพล (บริเวณที่ปลอดภัย) ที่กำหนดไว้ อย่ากลับเข้าไปที่เกิดเหตุอีกจนกว่าจะได้รับแจ้งว่าเหตุการณ์สงบและเข้าสู่สภาวะปกติ 3. การระงับเหตุเพลิงไหม้ ผู้ปฏิบัติการระงับเหตุฉุกเฉิน เมื่อได้รับแจ้งเหตุเพลงไหม้ ควรปฏิบัติดังนี้           3.1 เตรียมตัวให้พร้อม รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดับเพลิง และไปยังที่เกิดเหตุ โดยเร็วที่สุด           3.2 ตรวจสอบเพื่อให้ทราบประเภทของเพลิงไหม้ และประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของเพลิงไหม้           3.3 ดับเพลิงโดยใช้เครื่องดับเพลิงชนิดที่เหมาะสมกับประเภทของเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น4. การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ในกรณีที่พบผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้           4.1 แจ้งหน่วยงานระงับเหตุฉุกเฉินขององค์กรให้ทราบตำแหน่ง และบริเวณที่พบผู้บาดเจ็บ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บสามารถเข้าช่วยเหลือได้โดยเร็ว           4.2 อย่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บโดยไม่ทราบวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง การช่วยเหลืออย่างไม่ถูกวิธีอาจเป็นอันตรายต่อผู้บาดเจ็บได้          4.3 อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ หากไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกและกระดูกสันหลัง          4.4 ทำการปฐมพยาบาลในกรณีที่จำเป็น เช่น สารเคมีเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด เป็นแผลเลือดออก มากให้ใช้ผ้าสะอาดกดที่ปากแผลเพื่อห้ามเลือด เป็นต้น

สัญลักษณ์ของถังดับเพลิง

สัญลักษณ์ของถังดับเพลิงสัญลักษณ์ของถังดับเพลิงแบ่งตามประเภทของไฟตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล (มาตรฐาน NFPA 10) 1. ไฟประเภท A- สัญลักษณ์ตัวอักษร A อยู่ในรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า พื้นสีเขียว ตัวอักษร สีดำ - สัญลักษณ์ที่เป็น รูปภาพ จะเป็นรูปถังขยะ และท่อนไม้ที่ติดไฟ - เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิง ไม้ กระดาษ ผ้า ยาง และ พลาสติก - เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสาหรับใช้ในการดับไฟ คือ เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำสะสมแรงดัน เครื่องดับเพลิงชนิดโฟมสะสมแรงดันเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ABC และเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซเหลวระเหย ที่ไม่ทำลายมลภาวะ 2. ไฟประเภท B- สัญลักษณ์ ตัวอักษร B อยู่ในรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า พื้นสีแดง ตัวอักษรสีดำ- สัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ จะเป็นรูป ถังใส่น้ำมัน ที่ติดไฟ (ตามรูปที่แนบ)- เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงเหลวติดไฟ น้ำมันเบนซิน, น้ำมันดีเซล, สี, สารละลาย- เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับใช้ในการดับไฟ คือ เครื่องดับเพลิงชนิดโฟมสะสมแรงดัน เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ABC เครื่องดับเพลิงชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ และเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซเหลวระเหยที่ไม่ทำลายมลภาวะ  3. ไฟประเภท C- สัญลักษณ์ ตัวอักษร C อยู่ในรูปวงกลม พื้นสีฟ้า ตัวอักษรสีดำ- สัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ จะเป็นรูป ปลั๊กไฟที่ลุกติดไฟ- เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีกระแสไฟฟ้า- เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับดับไฟ คือเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ABC เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซเหลวระเหยที่ไม่ทาลายมลภาวะ 4. ไฟประเภท D- สัญลักษณ์ ตัวอักษร D อยู่ในรูปดาวห้าแฉก พื้นสีเหลือง ตัวอักษรสีดำ- สัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ จะเป็นรูป เฟืองโลหะติดไฟ- เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็น โลหะลุกติดไฟ- เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับดับไฟ คือ เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมี โซเดียมคลอไรด์ 5. ไฟประเภท K- สัญลักษณ์ ตัวอักษร K อยู่ในรูปหกเหลี่ยมด้านเท่า พื้นสีดำ ตัวอักษรสีขาว- สัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ จะเป็นรูป กระทะทำอาหารที่ลุกติดไฟ- เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงน้ามันทำอาหาร น้ำมันพืช, น้ำมันจากสัตว์ และไขมัน- เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับดับไฟ คือ เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำผสมสารโปแทสเซี่ยมอะซิเตท ผงเคมีแห้ง เป็นผงสารเคมีที่ถูกบรรจุอยู่ในถังที่อัดก๊าซที่ไม่ติดไฟไว้ เมื่อกดปุ่ม ก๊าซก็จะผลักดันให้ผงเคมีออกจากถังฮาลอน มีลักษณะเป็นก๊าซ นิยมใช้ดับเพลิงที่ลุกไหม้สิ่งที่มีค่า เช่น ห้องคอมพิวเตอร์ หรือห้องผ่าตัด เพราะไม่ทิ้งคราบ ทำความสะอาดง่าย แต่ดับเพลิงได้ในระยะใกล้ๆเท่านั้นน้ำ เป็นถังดับเพลิงที่บรรจุน้ำธรรมดาและก๊าซที่ถูกอัดไว้ เหมาะสำหรับดับเพลิง Class A เท่านั้นคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ถูกอัดแน่นจนเป็นของเหลวเมื่อฉีดออกมาจะเกิดโฟมที่เย็นจัด ช่วยลดอุณหภูมิในบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ ใช้ได้ดีมากกับไฟไหม้ Class B และ C แต่สามารถดับไฟได้ดีแค่ระยะ 3-8 ฟุต

จป. - คปอ.


สิ่งที่จป.ต้องทำ ก่อนสงกรานต์ เพื่อป้องกันไฟไหม้ ในสถานประกอบกิจการ

สิ่งที่จป.ต้องทำ ก่อนสงกรานต์ เพื่อป้องกันไฟไหม้ ในสถานประกอบกิจการ

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็น “ช่วงเวลาทองของการหยุดยาว” ที่หลายคนรอคอย แต่ในมุมของความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) นี่กลับเป็น “ช่วงเสี่ยงสูง” ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสถานประกอบกิจการจำนวนมากหยุดดำเนินงาน เครื่องจักรถูกปิด แต่ความเสี่ยงจากอัคคีภัยกลับไม่ได้หยุดตามสิ่งที่จป.ต้องทำ ก่อนสงกรานต์ เพื่อป้องกันไฟไหม้ ในสถานประกอบกิจการหลายเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว มักไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดขนาดใหญ่ แต่เกิดจาก “รายละเอียดเล็ก ๆ” ที่ถูกมองข้าม เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ยังมีกระแสไฟค้างอยู่ ฝุ่นสะสมในตู้ไฟ หรือการจัดเก็บวัตถุไวไฟที่ไม่เหมาะสมบทความนี้จะพาไปดู checklist สำคัญที่ จป. ต้องดำเนินการก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดสงกรานต์ เพื่อให้สถานประกอบกิจการปลอดภัย ลดความเสี่ยง และสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานทำไมช่วงสงกรานต์ถึงเสี่ยงไฟไหม้มากกว่าปกติในเชิงพฤติกรรมองค์กร ช่วงก่อนวันหยุดยาวมักเกิด “ความเร่งรีบ” ทั้งการปิดงาน เคลียร์เอกสาร และเตรียมตัวเดินทาง ส่งผลให้ขั้นตอนด้านความปลอดภัยถูกลดความสำคัญลงโดยไม่รู้ตัวอีกทั้งเมื่อสถานที่ไม่มีคนอยู่ไม่มีผู้ตรวจพบความผิดปกติได้ทันเวลาไม่มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหากเกิดเหตุจะลุกลามได้เร็วนี่จึงเป็นเหตุผลที่ จป. ต้อง “ทำงานหนักก่อนหยุด” เพื่อให้ช่วงที่ไม่มีคนอยู่ กลายเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดตรวจสอบตู้เมนไฟฟ้า (MDB)ระบบไฟฟ้าถือเป็นต้นตอหลักของการเกิดไฟไหม้ในสถานประกอบกิจการ โดยเฉพาะตู้ MDB ซึ่งเป็นจุดรวมกระแสไฟฟ้าทั้งระบบตรวจสอบตู้เมนไฟฟ้า (MDB) และ ตรวจสอบเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าสิ่งที่ต้องตรวจสอบตรวจสภาพตู้เมนและเบรกเกอร์ควรตรวจดูว่ามีร่องรอยความเสียหายหรือไม่ เช่น รอยไหม้ กลิ่นผิดปกติ หรือเสียงผิดปกติจากอุปกรณ์ไฟฟ้า หากพบต้องดำเนินการแก้ไขทันทีกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกฝุ่นละอองในตู้ไฟเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของการลัดวงจร โดยเฉพาะในพื้นที่โรงงานที่มีฝุ่นสะสมสูงตรวจความแน่นของจุดเชื่อมต่อจุดต่อสายไฟที่หลวมอาจทำให้เกิดความร้อนสะสม และกลายเป็นต้นเหตุของไฟไหม้ได้ตรวจสอบเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าหนึ่งในความผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ “คิดว่าปิดเครื่องแล้วคือปลอดภัย” แต่ในความจริง เครื่องจักรจำนวนมากยังคงมีกระแสไฟฟ้าค้างอยู่สิ่งที่ต้องดำเนินการปิดเบรกเกอร์เครื่องจักร ไม่ใช่แค่ปิดสวิตช์ แต่ต้องตัดกระแสไฟที่ต้นทางถอดปลั๊กเครื่องมือไฟฟ้า เครื่องมือขนาดเล็ก เช่น สว่าน เครื่องตัด หากเสียบปลั๊กค้างไว้ อาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ไม่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ แม้จะไม่ได้ใช้งาน แต่ปลั๊กที่เสียบทิ้งไว้ก็ยังมีความเสี่ยงหลักการที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “Lockout ก่อนหยุด คือความปลอดภัยหลังหยุด”การตัดพลังงานทุกชนิดจึงเป็นหัวใจสำคัญตรวจสอบระบบดับเพลิงและสัญญาณเตือนระบบป้องกันอัคคีภัยไม่ควรอยู่ในสถานะ “ติดตั้งแล้วจบ” แต่ต้องอยู่ในสถานะ “พร้อมใช้งานเสมอ”ตรวจสอบระบบดับเพลิงและสัญญาณเตือน และ สำรวจจุดเสี่ยงและจัดการเชื้อเพลิงสิ่งที่ต้องตรวจสอบปั๊มน้ำดับเพลิง ตรวจสอบแรงดันและการทำงานของระบบว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ระบบ Fire Alarm ตรวจสอบว่าเซ็นเซอร์ยังทำงาน ตรวจจับได้ และไม่มีการปิดระบบโดยไม่ได้ตั้งใจถังดับเพลิงต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ดูข้อมูลที่นี่สำรวจจุดเสี่ยงและจัดการเชื้อเพลิงไฟจะเกิดไม่ได้หากไม่มี “เชื้อเพลิง” ดังนั้น การควบคุมเชื้อเพลิงจึงเป็นอีกหัวใจสำคัญสิ่งที่ต้องดำเนินการจัดเก็บวัตถุไวไฟให้ห่างจากแหล่งความร้อน เช่น น้ำมัน สารเคมี หรือวัสดุที่ติดไฟง่ายแยกพื้นที่จัดเก็บสารเคมีควรจัดเก็บตามประเภทและมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมกำจัดวัสดุที่ติดไฟง่ายเช่น เศษกระดาษ เศษไม้ ใบไม้ หรือขยะสะสมแนวคิดพื้นฐานของงานความปลอดภัยคือ “ลดเชื้อเพลิง = ลดโอกาสเกิดไฟ”จัดระบบเฝ้าระวังในช่วงวันหยุดแม้จะเตรียมทุกอย่างดีแล้ว แต่การไม่มีคนดูแลเลยก็ยังมีความเสี่ยงจัดระบบเฝ้าระวังในช่วงวันหยุดสิ่งที่ควรดำเนินการจัดเจ้าหน้าที่ตรวจตราอาจเป็นรปภ. หรือเจ้าหน้าที่เวร ที่มีหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เป็นระยะกำหนดแผนรับมือเหตุฉุกเฉินต้องมีช่องทางการแจ้งเหตุ และรายชื่อผู้รับผิดชอบชัดเจนเตรียมเบอร์ติดต่อฉุกเฉินดับเพลิง โทร 199ตำรวจ โทร 191การแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669การมีระบบเฝ้าระวัง คือการ “ซื้อเวลา” ให้สามารถควบคุมเหตุได้ก่อนลุกลามบทบาทของ จป. ที่มากกว่าแค่ “ตรวจ”ในอดีตหลายองค์กรอาจมองว่า จป. คือผู้ตรวจสอบแต่ในปัจจุบัน จป. คือ “ผู้วางระบบป้องกัน”โดยเฉพาะในช่วงก่อนหยุดยาวจป. ต้องทำหน้าที่เป็นเหมือน “ด่านสุดท้าย” ที่คอยเช็กทุกความเสี่ยงก่อนที่องค์กรจะปิดทำการการทำ checklist ไม่ใช่แค่การติ๊กถูกแต่คือการ “คิดแทนเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น”ถ้าไฟไหม้ตอนนี้ จะเกิดจากอะไรถ้าไม่มีคนอยู่ จะรู้ได้ยังไงถ้าเกิดเหตุ จะควบคุมได้หรือไม่คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ จป. มืออาชีพแตกต่างสรุปแนวทางสำคัญก่อนหยุดสงกรานต์ก่อนปิดโรงงานหรือสถานประกอบกิจการควรตรวจสอบให้ครบทั้ง 5 ด้านระบบไฟฟ้า ต้องปลอดภัย ไม่มีจุดเสี่ยง เครื่องจักร ต้องตัดพลังงานทั้งหมด ระบบดับเพลิง ต้องพร้อมใช้งาน เชื้อเพลิง ต้องถูกจัดการอย่างเหมาะสม การเฝ้าระวัง ต้องมีแผนรองรับสุดท้ายแล้วความปลอดภัยไม่ได้เกิดจาก “การแก้ปัญหาเก่ง”แต่เกิดจาก “การไม่ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้น” และช่วงสงกรานต์ คือ บททดสอบสำคัญของระบบความปลอดภัยในองค์กรถ้าคุณเป็น จป.นี่คือช่วงเวลาที่คุณต้องถามตัวเองว่า“เราป้องกันดีพอแล้ว…หรือแค่หวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น?”

จป.ขอเตือน!! ตรุษจีน 2569 นี้ต้องระวังอะไรบ้าง?

จป.ขอเตือน!! ตรุษจีน 2569 นี้ต้องระวังอะไรบ้าง?

เทศกาลตรุษจีน ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความเป็นสิริมงคล และการรวมตัวของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ การจุดประทัด การเผากระดาษเงินกระดาษทอง การเตรียมอาหารมงคล รวมไปถึงการเดินทางกลับภูมิลำเนา ล้วนเป็นกิจกรรมที่ทำสืบต่อกันมาอย่างยาวนานตามขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือ จป. เทศกาลตรุษจีนก็เป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเหตุไม่ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในบ้าน ในชุมชน ระหว่างการเดินทาง รวมถึงในสถานประกอบกิจการที่ยังคงมีการทำงานอยู่บทความนี้ เซฟตี้อินไทย ขอทำหน้าที่เป็น “จป.ขอเตือน” เพื่อพาทุกท่านไปสำรวจว่า ตรุษจีนนี้ต้องระวังอะไรบ้าง พร้อมแนวทางป้องกันที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้ทุกคนฉลองเทศกาลอย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับความเป็นสิริมงคลจป.ขอเตือน!!ตรุษจีนนี้ต้องระวังอะไรบ้าง?อันตรายจากการจุดประทัด สิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามการจุดประทัดถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลตรุษจีน เชื่อกันว่าเสียงดังของประทัดจะช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีและนำโชคลาภมาให้ แต่ในทุกปีมักมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากประทัด ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลไฟไหม้ นิ้วขาด ดวงตาบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุร้ายแรงจากประทัดระเบิดในมุมของ จป. ความเสี่ยงจากประทัดเกิดจากหลายปัจจัย เช่นการจุดประทัดในพื้นที่แออัดการใช้ประทัดที่ไม่ได้มาตรฐานการจุดใกล้วัตถุไวไฟหรืออาคารบ้านเรือนการปล่อยให้เด็กหรือผู้ไม่มีความชำนาญจุดประทัดเองวิธีป้องกันที่ควรปฏิบัติเลือกจุดประทัดในพื้นที่โล่ง ห่างจากอาคาร บ้านเรือน และผู้คนอย่างน้อย 10 เมตรหลีกเลี่ยงการจุดประทัดใกล้รถยนต์ สายไฟ หรือถังแก๊สไม่ควรถือประทัดในมือขณะจุดควรเตรียมถังน้ำหรือถังดับเพลิงไว้ใกล้จุดจุดประทัดเด็กและเยาวชนควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ตลอดเวลาการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ความเสี่ยงจากไฟและสารเคมีอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในช่วงตรุษจีนคือการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ซึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับการส่งของใช้และเงินทองให้บรรพบุรุษ แต่กระดาษเหล่านี้เมื่อถูกเผาจะก่อให้เกิดเปลวไฟ ควัน และเศษเถ้าที่อาจปลิวไปติดวัตถุอื่นได้ง่ายความเสี่ยงที่พบได้บ่อย ได้แก่ไฟลุกลามจากถังเผาหรือกองไฟเศษกระดาษปลิวไปติดหลังคา หรือวัสดุไวไฟการสูดดมควันและสารเคมีจากกระดาษที่เคลือบสีแนวทางป้องกันในมุม จป. คือเผากระดาษในภาชนะที่ทนความร้อนและมั่นคงเลือกสถานที่เผาที่โล่ง ไม่ใกล้อาคารหรือสายไฟหลีกเลี่ยงการเผาในช่วงที่มีลมแรงสวมหน้ากากหรือหลีกเลี่ยงการยืนสูดดมควันโดยตรงดับไฟให้สนิททุกครั้งหลังเผาเสร็จอันตรายจากธูปและเทียน จุดเล็ก ๆ ที่ก่อไฟใหญ่ได้การจุดธูปเทียนไหว้เจ้าและบรรพบุรุษเป็นอีกกิจกรรมที่ต้องให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย เพราะในหลายกรณีไฟไหม้บ้านในช่วงตรุษจีนเกิดจากธูปหรือเทียนที่ไม่ได้ดับให้เรียบร้อยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่นธูปล้มใส่วัสดุไวไฟเทียนหยดใส่โต๊ะหรือผ้าปูควันสะสมในพื้นที่ปิดวิธีป้องกันที่แนะนำ ได้แก่ใช้เชิงเทียนและกระถางธูปที่มั่นคงวางให้ห่างจากผ้าม่าน กระดาษ หรือวัสดุติดไฟง่ายลดจำนวนธูป หรือใช้ธูปสั้นดับธูปเทียนทุกครั้งหลังไหว้เสร็จไม่ควรจุดธูปเทียนทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลการเตรียมอาหารมงคล ความเสี่ยงในครัวที่มองไม่เห็นช่วงตรุษจีนหลายครอบครัวจะมีการทำอาหารจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นของไหว้หรืออาหารสำหรับรับประทานร่วมกัน ทำให้ห้องครัวกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงอันดับต้น ๆอันตรายที่พบได้บ่อย ได้แก่เพลิงไหม้จากเตาแก๊สน้ำมันกระเด็นลวกผิวหนังการลื่นล้มจากพื้นเปียกหรือมันไฟฟ้าลัดวงจรจากอุปกรณ์ไฟฟ้าในครัวแนวทางป้องกันตามหลักความปลอดภัย คือตรวจสอบสภาพเตาแก๊สและสายแก๊สก่อนใช้งานไม่ทิ้งการปรุงอาหารไว้โดยไม่มีคนดูแลจัดเก็บน้ำมันและวัตถุไวไฟให้ห่างจากเปลวไฟเช็ดพื้นให้แห้งอยู่เสมอปิดวาล์วแก๊สและถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังใช้งานการเดินทางช่วงตรุษจีน เสี่ยงอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นตรุษจีนเป็นอีกหนึ่งช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางจำนวนมาก ทั้งการกลับบ้าน การท่องเที่ยว หรือการเดินทางไปไหว้ญาติผู้ใหญ่ ส่งผลให้อุบัติเหตุบนท้องถนนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นปัจจัยเสี่ยงที่พบ ได้แก่การเร่งรีบเดินทางความเหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกลการดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงสภาพรถไม่พร้อมใช้งานข้อแนะนำจาก จป. เพื่อความปลอดภัย คือตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง เช่น เบรก ยาง ไฟส่องสว่างพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ขับรถขณะง่วงงดดื่มแอลกอฮอล์หากต้องขับรถปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเผื่อเวลาเดินทาง ไม่เร่งรีบอันตรายในสถานประกอบกิจการช่วงตรุษจีนแม้จะเป็นเทศกาล แต่หลายสถานประกอบกิจการยังคงเปิดทำงานตามปกติ หรือมีการหยุดยาวสลับเวร ทำให้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาจเพิ่มขึ้นจากความประมาทหรือการขาดการควบคุมความเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่พนักงานขาดสมาธิจากบรรยากาศเทศกาลการใช้เครื่องจักรโดยไม่ตรวจสอบความพร้อมการจุดธูปไหว้เจ้าภายในโรงงานโดยไม่เหมาะสมแนวทางที่ จป. ควรดำเนินการ คือกำชับพนักงานเรื่องความปลอดภัยก่อนเทศกาลตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงและอุปกรณ์ดับเพลิงจัดระเบียบการไหว้เจ้าภายในองค์กรให้ปลอดภัยเพิ่มการตรวจพื้นที่ในช่วงวันหยุดยาวสรุปตรุษจีนเป็นเทศกาลแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคล แต่ความปลอดภัยคือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ความสุขนั้นสมบูรณ์ จป.ขอเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงรอบตัว ไม่ประมาทกับกิจกรรมที่ทำเป็นประจำ และเลือกปฏิบัติตามแนวทางป้องกันอย่างเหมาะสมเพียงใส่ใจอีกนิด ระวังอีกหน่อย เราทุกคนก็สามารถฉลองตรุษจีนได้อย่างอุ่นใจ ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความหมายเซฟตี้อินไทย ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข ความปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรืองตลอดปีใหม่จีนนี้

ใครบ้างที่ต้องอบรม จป.หัวหน้างาน - จป.บริหาร

ใครบ้างที่ต้องอบรม จป.หัวหน้างาน / จป.บริหาร

ใครบ้างที่ต้องอบรม จป.หัวหน้างาน / จป.บริหาร คู่มือเข้าใจง่ายสำหรับนายจ้าง หัวหน้างาน และผู้บริหาร ????เรื่อง “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน” หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “จป.” เป็นประเด็นที่สถานประกอบการไทย เลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยของลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ตามกฎหมายแรงงานที่หากละเลย อาจนำไปสู่โทษปรับ โทษจำคุก หรือความเสียหายเชิงธุรกิจในระยะยาวหนึ่งในคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดคือใครบ้างที่ต้องอบรม จป.หัวหน้างาน และใครบ้างที่ต้องอบรม จป.บริหารคำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรยังเข้าใจคลาดเคลื่อน บางแห่งส่งคนผิด บางแห่งส่งไม่ครบ และบางแห่งไม่ส่งเลยโดยไม่รู้ว่ากำลัง “เสี่ยงผิดกฎหมาย”บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไล่เรียงตั้งแต่โครงสร้าง จป. ตามกฎหมาย ความหมายของ จป.หัวหน้างาน และ จป.บริหาร ไปจนถึงการสรุปให้ชัดว่า “ตำแหน่งไหน ต้องอบรมอะไร” โดยอิงจากแนวทางที่ใช้อยู่จริงในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมี 2 ประเภท ดังนี้ ...ทำความเข้าใจก่อนว่า “จป.” มีกี่ประเภท ????ตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโดยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโดยหน้าที่เฉพาะบทความนี้จะโฟกัสที่ “โดยตำแหน่ง” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ จป.หัวหน้างาน และ จป.บริหารจป.โดยตำแหน่ง คืออะไร จป.โดยตำแหน่ง หมายถึง ลูกจ้างที่ดำรงตำแหน่งงานอยู่แล้วในองค์กร และตามกฎหมายกำหนดให้ “ต้องมีความรู้ด้านความปลอดภัย” เพิ่มเติมตามบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบไม่ใช่ตำแหน่งใหม่ ไม่ต้องรับเพิ่มเงินเดือน เพราะชื่อ จป. แต่เป็น “บทบาทความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย” ที่ติดมากับตำแหน่งงานนั้น ๆจป.โดยตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก ได้แก่ จป.หัวหน้างาน จป.บริหารจป.หัวหน้างาน คือใคร จป.หัวหน้างาน คือใคร จป.หัวหน้างาน คือ ลูกจ้างที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล บังคับบัญชา หรือสั่งการให้ลูกจ้างคนอื่นทำงานไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “หัวหน้า” อยู่ในชื่อตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องใส่สูท ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จัดการขอแค่มี “ลูกน้อง” อยู่ใต้การดูแล = เข้าข่ายทันทีตัวอย่างตำแหน่งที่ถือเป็น จป.หัวหน้างาน หัวหน้าแผนก Supervisor Leader Foreman หัวหน้าชุด หัวหน้าทีม ตำแหน่งอื่นใดที่มีลูกจ้างอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาทำไม หัวหน้างาน ต้องอบรม จป.หัวหน้างานหัวหน้างาน คือ “ด่านหน้า” ของความปลอดภัย ในชีวิตการทำงานจริง คนที่สั่งงานคนงานคือหัวหน้างาน คนที่เห็นความเสี่ยงก่อนเกิดอุบัติเหตุคือหัวหน้างาน คนที่ควบคุมวิธีทำงานหน้างานจริงคือหัวหน้างาน ถ้าหัวหน้างานไม่รู้เรื่องความปลอดภัย อุบัติเหตุจะเกิดก่อนเสมอ แล้วค่อยตามด้วยคำว่า “รู้อย่างนี้…”การอบรม จป.หัวหน้างาน จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้หัวหน้างาน รู้หน้าที่ด้านความปลอดภัยของตนเอง มองเห็นอันตรายจากงานที่รับผิดชอบ ควบคุม ดูแล และสั่งการอย่างปลอดภัย เป็นตัวกลางระหว่างลูกจ้างกับผู้บริหารด้านความปลอดภัยใครบ้างที่ ต้อง อบรม จป.หัวหน้างานหัวหน้างาน “ทุกคน” ในสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายหากมีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และมีตำแหน่งที่ทำหน้าที่ควบคุมงาน หัวหน้างานทุกคนต้องผ่านการอบรม จป.หัวหน้างาน มีลูกน้อง = ต้องอบรม ไม่เกี่ยวกับอายุงาน ไม่เกี่ยวกับวุฒิ ไม่เกี่ยวกับประสบการณ์จป.บริหาร คือใครจป.บริหาร คือใครจป.บริหาร คือ ลูกจ้างตั้งแต่ระดับผู้จัดการในหน่วยงานขึ้นไปเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการ กำหนดนโยบาย วางแผน ตัดสินใจ อนุมัติงบประมาณ กำกับทิศทางองค์กรตำแหน่งที่ถือเป็น จป.บริหาร เช่นประธานบริษัทกรรมการผู้จัดการรองกรรมการผู้จัดการผู้จัดการโรงงานผู้จัดการฝ่าย / แผนกกรรมการบริษัททำไม ผู้บริหาร ต้องอบรม จป.บริหารความปลอดภัย “เริ่มต้นจากนโยบาย ไม่ใช่หมวกนิรภัย” ต่อให้หัวหน้างานเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีนโยบาย ไม่มีงบ ไม่มีการสนับสนุนจากผู้บริหาร ระบบความปลอดภัยก็ไปไม่รอด การอบรม จป.บริหาร จึงเน้นให้ผู้บริหารเข้าใจบทบาทหน้าที่ด้านความปลอดภัยตามกฎหมายกำหนดนโยบายและทิศทางด้านความปลอดภัยได้ถูกต้องสนับสนุนทรัพยากรให้เหมาะสมลดความเสี่ยงทางกฎหมายขององค์กรและตัวผู้บริหารเองอย่าลืมว่า หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้บริหารคือกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกตรวจสอบความรับผิดชอบใครบ้างที่ต้อง อบรม จป.บริหาร ลูกจ้างตั้งแต่ระดับผู้จัดการในหน่วยงานขึ้นไป “ทุกคน” ไม่ว่ากิจการจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่ามีพนักงานกี่คน หากมีตำแหน่งที่เข้าข่ายผู้บริหาร ต้องผ่านการอบรม จป.บริหารสรุปใครก็ตามที่มีหน้าที่สั่งงาน ควบคุม หรือดูแลลูกจ้าง ต้องอบรม จป.หัวหน้างาน ใครก็ตามที่อยู่ระดับผู้จัดการขึ้นไป ต้องอบรม จป.บริหาร ไม่เกี่ยวว่าบริษัทเล็กหรือใหญ่ แต่เกี่ยวกับโครงสร้างตำแหน่ง การอบรมไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงขององค์กร ถ้าไม่อยากให้ “เรื่องเล็กวันนี้” กลายเป็น “ปัญหาใหญ่วันหน้า” กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานประกอบกิจการทุกแห่งที่มีลูกจ้างทำงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป เนื่องจากกฎกระทรวงนี้กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนลูกจ้างและประเภทของสถานประกอบกิจการ เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีความปลอดภัยในการทำงาน และคุ้มครองลูกจ้างจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน คลิกดู บัญชีท้ายกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 ที่นี่ การจัดอบรม จป.หัวหน้างาน และ จป.บริหาร ให้ครบ คือจุดเริ่มต้นที่องค์กรไม่ควรมองข้าม ต้องการอบรมจป.หัวหน้างาน หรือ จป.บริหาร ติดต่อ เซฟตี้อินไทย โทร 033-166121 หรือ ทักไลน์ กดที่นี่เพื่อทักไลน์เจ้าหน้าที่

Checklist สิ่งที่ จป. ต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2568

Checklist สิ่งที่ จป. ต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2568

การทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า จป. เป็นบทบาทที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความรอบคอบ และการติดตามงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่เปรียบเสมือนด่านสุดท้ายก่อนปิดงบประมาณและก้าวสู่ปีใหม่ หลายโรงงานเริ่มตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังทั้งปี สรุปผลลัพธ์ และเตรียมแนวทางปรับปรุง ซึ่งทำให้หน้าที่ของ จป. มีความสำคัญมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงนี้ปลายปี 2568 จึงไม่ใช่แค่การนับถอยหลังขึ้นปีใหม่ แต่เป็นช่วงเวลาที่ จป. ต้องตรวจสอบและสรุปงานด้านความปลอดภัยทั้งหมดให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้การดำเนินงานความปลอดภัยเป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐาน และข้อกำหนดที่องค์กรของตนถือปฏิบัติ และเพื่อให้ปี 2569 เริ่มต้นอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีงานค้างคาให้กังวลใจบทความนี้จะพาทุกท่านไล่ดู Checklist ฉบับจป. แบบละเอียด พร้อมมุมมองและความสำคัญในเชิงปฏิบัติ ว่าทำไมต้องทำแต่ละรายการ ต้องเตรียมอะไรบ้าง และมีข้อควรระวังอะไรที่ไม่ควรมองข้าม เหมาะสำหรับทั้ง จป. ใหม่ที่อยากเข้าใจภาพรวม และ จป. มากประสบการณ์ที่ต้องการตรวจทานความครบถ้วนของงานปลายปีของตัวเองอีกครั้งChecklist สิ่งที่ จป. ต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2568หัวข้อที่ต้องทำก่อนสิ้นปีมักเกี่ยวข้องกับการรายงาน การเก็บข้อมูล การตรวจสอบรอบปี การประชุม การวิเคราะห์ และการสรุปเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย แต่ละรายการมีประโยชน์ทั้งต่อความปลอดภัยของพนักงาน ต่อแผนการปรับปรุงปีหน้า และต่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เป็นข้อบังคับ ซึ่งถ้าตกหล่นเพียงอย่างเดียวก็อาจส่งผลให้โรงงานมีความเสี่ยงด้านกฎหมายหรือความปลอดภัยเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเราจึงแบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อสำคัญตาม Checklist ที่ จป. จำเป็นต้องทำให้แล้วเสร็จ ก่อนที่กำหนดต่างๆ จะเดินทางมาถึงท้ายปีChecklist สิ่งที่ จป. ต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2568รายงาน จป.ว. (ครั้งที่ 2)รายงานตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานแบบแจ้งการฝึกอบรม / พัฒนาความรู้ด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมรายงาน (รง.8) การแจ้งข้อมูลประกอบกิจการโรงงานรายงาน รว.8 การใช้งานหอเผาไหม้รายงานการจัดการของเสีย/กาก/วัตถุอันตรายประชุมคปอ. รอบสุดท้ายของปี เดินตรวจความปลอดภัยแบบ Safety Patrolรายงานผลตรวจสอบเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องทดสอบ หรือเครื่องมือพิเศษ (BOD, COD, ONLINE ฯลฯ)รายงานข้อมูลสารเคมีอันตราย: ชนิด ปริมาณ แหล่งที่มา วิธีการใช้ วิธีเก็บรักษา ฯลฯสรุปสถิติอุบัติเหตุทั้งปีรายละเอียดเพิ่มเติ่ม สิ่งที่ จป. ต้องทำรายงาน จป.ว. (ครั้งที่ 2)รายการที่หนึ่งคือ รายงาน จป.ว. ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเอกสารตามข้อกำหนดที่ต้องจัดทำปีละสองครั้งเพื่อแจ้งข้อมูลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยต่อผู้บริหาร ตามกรอบกฎหมายที่กำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีการรายงานการทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย เพื่อสะท้อนทั้งผลงาน ปัญหา และสิ่งที่ต้องปรับปรุง การจัดทำรายงานนี้ไม่ใช่เพียงเอกสารส่งงาน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจภาพรวมของความปลอดภัยในโรงงานอย่างเป็นระบบ ทั้งกิจกรรมความปลอดภัยที่จัดขึ้น การวิเคราะห์อุบัติเหตุ ข้อค้นพบจากการตรวจสอบ และแนวโน้มความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้น การทำให้เสร็จในรอบสิ้นปีจึงเป็นเหมือนการรวบรวมภารกิจตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาตีแผ่ออกมาอย่างชัดเจนรายงานตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานรายการถัดมาคือ รายงานตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงาน ได้แก่ ความร้อน ความดังของเสียง แสงสว่าง ความสั่นสะเทือน สารเคมี และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน การตรวจวัดนี้มักดำเนินการปีละครั้งหรือสองครั้งตามประเภทอันตรายของงาน การสรุปผลปลายปีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานในปีถัดไป เช่น หากพบว่าระดับเสียงยังเกินค่ามาตรฐาน จำเป็นต้องวางแผนติดตั้งฉนวนกันเสียงเพิ่มเติม หรือถ้าค่าความร้อนสูงเกินไปอาจต้องวางระบบระบายอากาศให้ดีกว่าเดิม การนำข้อมูลเหล่านี้มาบันทึกอย่างครบถ้วนและส่งเสริมให้โรงงานปรับปรุงจึงเป็นหัวใจหลักของงาน จป.แบบแจ้งการฝึกอบรม / พัฒนาความรู้ด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมหัวข้อถัดมาเป็นงานเอกสารเกี่ยวกับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย ได้แก่ แบบแจ้งการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ของพนักงาน ซึ่งปัจจุบันหลายโรงงานมีการจัดอบรมหลายหลักสูตร เช่น อบรมดับเพลิง อบรมปฐมพยาบาล อบรมความปลอดภัยการทำงานบนที่สูง อบรมการใช้สารเคมี ฯลฯ ผู้ประกอบการต้องรายงานให้ถูกต้องว่ามีการฝึกอบรมใครบ้าง จำนวนกี่คน เนื้อหาตรงตามหลักเกณฑ์หรือไม่ และมีเอกสารยืนยันครบถ้วนหรือยัง การตรวจสอบให้ครบก่อนสิ้นปีจะช่วยจัดทำสรุปการอบรมประจำปี และช่วยให้วางแผนหลักสูตรใหม่ในปี 2569 ได้อย่างเหมาะสมรายงาน (รง.8) การแจ้งข้อมูลประกอบกิจการโรงงานขั้นตอนต่อมาคือ รายงานตามแบบ รง.8 ซึ่งเป็นการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับกิจการโรงงาน รวมถึงการใช้พลังงาน การปล่อยมลพิษ การจัดการของเสีย และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษที่ต้องส่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม การทำรายงานนี้ให้ถูกต้องและตรงเวลาไม่เพียงเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ยังเป็นภาพลักษณ์องค์กรต่อภาครัฐและสังคม เนื่องจากเป็นการสะท้อนว่าโรงงานดูแลด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีเพียงใด หากข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน อาจเกิดปัญหาด้านการตรวจสอบในอนาคตตามมาได้รายงาน รว.8 การใช้งานหอเผาไหม้รายการถัดมาเกี่ยวข้องกับ รายงาน รว.8 ซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการใช้งานเตาเผาไหม้หรือระบบกำจัดของเสียด้วยความร้อน ในหลายโรงงานที่มีการเผาสารเคมีหรือวัสดุอันตรายต้องทำตามข้อบังคับนี้อย่างเคร่งครัดเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม หากละเลยอาจเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ตั้งใจรายงานการจัดการของเสีย/กาก/วัตถุอันตรายจากนั้นมาถึงรายการที่หลายโรงงานให้ความสำคัญ คือ รายงานการจัดการวัตถุดิบ กากของเสีย และผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย ซึ่งตามกฎหมายทุกสถานประกอบการต้องเก็บข้อมูลชนิด สถานะ ปริมาณ การเคลื่อนย้าย การกำจัด และผู้รับกำจัดอย่างถูกต้อง การสรุปงานในช่วงสิ้นปีจึงเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งปีว่ามีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เช่น ปริมาณที่ใช้ในกระบวนการผลิตสอดคล้องกับปริมาณที่รับเข้าหรือไม่ กากของเสียถูกกำจัดโดยบริษัทที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ และมีเอกสารกำกับครบถ้วนหรือไม่ การตรวจสอบให้ครบถ้วนจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการถูกตรวจสอบย้อนหลังจากหน่วยงานรัฐประชุมคปอ. รอบสุดท้ายของปีนอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการความปลอดภัยหรือ คปอ. รอบสุดท้ายของปี ก็เป็นหัวข้อที่สำคัญมาก เป็นการประชุมเพื่อทบทวนทั้งปีว่ามีอะไรที่สำเร็จ ปัญหาใดที่ยังคงอยู่ และแผนปีต่อไปควรเดินไปทิศทางไหน โดยถือเป็นส่วนของระบบการจัดการความปลอดภัยที่ดีตามหลักสากล การประชุมครั้งนี้จึงควรมีข้อมูลครบ ไม่ว่าจะเป็นสถิติอุบัติเหตุ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ผลงานโครงการความปลอดภัย และข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย การสรุปอย่างรอบด้านจะทำให้แผนปีถัดไปมีทิศทางชัดเจนและเหมาะสมกับสภาพความเสี่ยงจริงในโรงงานเดินตรวจความปลอดภัยแบบ Safety Patrolต่อมาเป็นภารกิจภาคสนามที่สำคัญ คือ การเดินตรวจความปลอดภัยแบบ Safety Patrol ซึ่งมักเน้นตรวจพื้นที่เสี่ยง เครื่องจักร การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตราย พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย และสภาพแวดล้อมโดยรวม ช่วงปลายปีถือเป็นโอกาสดีในการตรวจรอบใหญ่เพื่อบันทึกเปรียบเทียบกับข้อมูลต้นปีว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเพียงใด หรือมีจุดใดที่กลับมาเสี่ยงอีกครั้งและควรรีบแก้ไข ก่อนโรงงานจะหยุดยาวหรือก่อนเข้าสู่ปีใหม่ที่อาจมีสารเคมีหรือวัตถุอันตรายค้างอยู่ในพื้นที่ จึงเป็นเหตุผลที่หลายโรงงานให้ความสำคัญกับ Safety Patrol ช่วงปลายปีเป็นพิเศษรายงานผลตรวจสอบเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องทดสอบ หรือเครื่องมือพิเศษ (BOD, COD, ONLINE ฯลฯ)งานสำคัญอีกงานคือ รายงานผลการตรวจสอบเครื่องจักร เครื่องมือ หรืออุปกรณ์พิเศษ เช่น เครื่องทดสอบ BOD, COD, เครื่องมือวัดสารเคมี หรือระบบออนไลน์ของโรงงาน การตรวจสอบประจำปีเป็นข้อบังคับเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้ง อากาศเสีย และข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ การสรุปผลปลายปีช่วยให้โรงงานมองเห็นแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมว่ามีค่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ต้องปรับระบบไหนเพิ่มเติมหรือไม่ และช่วยจัดทำรายงานที่จะต้องส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลได้สะดวกขึ้นรายงานข้อมูลสารเคมีอันตราย ชนิด ปริมาณ แหล่งที่มา วิธีการใช้ วิธีเก็บรักษา ฯลฯอีกหนึ่งหัวข้อคือ รายงานข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย เช่น ชนิดของสารเคมี ปริมาณที่ใช้ ปริมาณคงคลัง วิธีการเก็บรักษา วันที่รับเข้า แหล่งที่มา และข้อมูลด้านความปลอดภัยของสารเคมี การสรุปข้อมูลนี้ทุกสิ้นปีจะช่วยให้โรงงานวางแผนจัดซื้อ วางแผนจัดเก็บ และจัดทำบัญชีสารเคมีตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ต้องจัดทำ SDS ให้ครบหรือไม่ ต้องมีป้ายเตือนเพิ่มในจุดใด และต้องตรวจสอบสภาพคลังสารเคมีว่ามีการเสื่อมสภาพหรือมีภาชนะชำรุดหรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงประเด็นด้านการป้องกันเหตุฉุกเฉินเพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานของแผนรับมือกรณีเกิดการรั่วไหลหรือเพลิงไหม้สรุปสถิติอุบัติเหตุทั้งปีสุดท้ายคือการสรุปสถิติการประสบอันตรายตลอดปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของงานด้านความปลอดภัย ตัวเลขและข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้โรงงานวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ว่า พื้นที่ใดเกิดอุบัติเหตุบ่อย สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรม การจัดการ หรืออุปกรณ์ ผลจากการอบรมมีผลต่อพฤติกรรมของพนักงานหรือไม่ จุดใดต้องปรับปรุงและควรให้ความสำคัญในปีหน้า การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและนำเสนออย่างถูกต้องจะช่วยให้คณะกรรมการความปลอดภัยและผู้บริหารกำหนดทิศทางการปรับปรุงได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเมื่อรวมทุกหัวข้อเข้าด้วยกัน เราจะเห็นภาพว่างานที่ จป. ต้องทำปลายปีนั้นครอบคลุมทั้งมิติของกฎหมาย การควบคุมความเสี่ยง การบริหารจัดการข้อมูล และการรายงานต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ จึงไม่ใช่แค่การปิดงาน แต่เป็นการประเมินทั้งปีว่าระบบความปลอดภัยของโรงงานมีประสิทธิภาพเพียงใด และต้องพัฒนาเพิ่มเติมในจุดใดบ้างหลักคิดแบบดั้งเดิมของงานความปลอดภัยยังบอกเราด้วยว่า การทำงานแบบมีระบบคือหัวใจของความปลอดภัยอย่างยั่งยืน และการสรุปงานประจำปีคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชี้ให้เห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และเป้าหมายของปีถัดไปสรุปการทำ Checklist เหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงงานที่ต้องทำตามหน้าที่ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับปีต่อไปของทุกโรงงาน ยิ่งตรวจสอบอย่างละเอียดและเป็นระบบมากเท่าไร ความเสี่ยงก็จะลดลงมากเท่านั้น และองค์กรก็สามารถก้าวไปสู่มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่องหาก จป. สามารถจัดการงานทั้งหมดนี้ได้ครบถ้วนก่อนสิ้นปี ก็ถือว่าเป็นการปิดฉากปี 2568 อย่างสวยงาม และพร้อมเปิดปี 2569 ด้วยระบบความปลอดภัยที่มั่นคงและชัดเจนมากกว่าเดิม หากโรงงานต้องการเอกสารประกอบเพิ่มเติม หรือแบบฟอร์มรายงานต่างๆ สามารถแจ้งได้ แอดยินดีช่วยเพิ่มเติมเพื่อให้การทำงานปลายปีเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับทุกท่านในสายงานความปลอดภัย เซฟตี้อินไทยพร้อมสนับสนุนทุกก้าวของ จป. ไทยเสมอครับ

จป.ขอเตือนพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ เสี่ยงบาดเจ็บและพิการ

ในทุกช่วงเทศกาลของไทย โดยเฉพาะ ลอยกระทงและปีใหม่ เสียงพลุและประทัดที่ดังสนั่นกลางคืน ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสนุก และสีสันของงานประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแต่ท่ามกลางความสวยงามของแสงไฟที่ระเบิดกลางฟ้า หรือเสียงดังที่เรียกเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ — สิ่งเหล่านี้กลับซ่อน “ภัยเงียบ” ที่หลายคนมองข้ามหลายปีที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ได้ออกมาเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า“พลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ” คือสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด บาดเจ็บรุนแรง พิการ และเสียชีวิตโดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งมักมองว่าสิ่งเหล่านี้คือ “ของเล่นที่สนุก” มากกว่า “วัตถุระเบิดอันตราย”จป.ขอเตือนพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ เสี่ยงบาดเจ็บและพิการพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ความสวยงามที่มาพร้อมความเสี่ยงพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ มีส่วนประกอบหลักคือ ดินปืนหรือสารเคมีไวไฟ ซึ่งสามารถจุดติดหรือระเบิดได้อย่างรุนแรงแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถสร้างแรงดันมหาศาลที่ทำลายอวัยวะได้ภายในเสี้ยววินาทีตัวอย่าง พลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ที่พบได้บ่อย เช่นพลุระเบิดก่อนถึงระยะปลอดภัย ทำให้มือหรือหน้าได้รับแรงระเบิดโดยตรงประทัดที่จุดแล้วไม่ติด แต่ผู้เล่นเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วเกิดระเบิดทันทีดอกไม้ไฟล้มใส่คนหรือบ้านเรือน ก่อให้เกิดเพลิงไหม้เด็กเก็บดินปืนจากประทัดมาผสมเล่น เกิดระเบิดในมือแม้เหตุการณ์เหล่านี้จะฟังดู “เหมือนเรื่องไกลตัว” แต่ทุกปีในช่วงเทศกาลลอยกระทงและปีใหม่ โรงพยาบาลทั่วประเทศจะมีรายงานผู้บาดเจ็บจากพลุและประทัดจำนวนมาก และหลายรายต้องสูญเสียอวัยวะไปตลอดชีวิตข้อมูลสถิติชี้ชัด อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่สุดจากรายงานของ ระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พบว่า36.6% ของผู้บาดเจ็บ ได้รับอาการรุนแรงที่ ข้อมือและมือ17% ของผู้บาดเจ็บ มีอาการที่ ศีรษะและใบหน้าส่วน ลักษณะบาดแผล ที่พบบ่อยที่สุดคือแผลเปิดที่ศีรษะ 42.1%บาดเจ็บที่ตา 26.3%นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้บาดเจ็บจะมีแผลที่ศีรษะหรือใบหน้า ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญและยากต่อการรักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีหลายกรณีที่ดวงตาถูกแรงระเบิดทำลายจนสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเด็กคือกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งทุกปี เด็กและเยาวชนคือกลุ่มที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นพลุและประทัดมากที่สุดเพราะขาดความเข้าใจในอันตราย และมักเรียนรู้จากการเห็นผู้ใหญ่เล่นให้ดู หรือซื้อให้เล่นในงานวัดจป. (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) ได้ให้ข้อแนะนำไว้ว่าไม่ควรให้เด็กจุดพลุหรือประทัดด้วยตนเองไม่ควรยืนใกล้บริเวณที่มีการจุดควรสอนให้เข้าใจว่า “ไม่ใช่ของเล่น” แม้จะดูสวยงาม แต่เป็นสิ่งที่อาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้นอกจากนี้ การ “เก็บพลุและประทัดไว้ในบ้าน” ก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยงสูง เพราะเพียงมีความร้อนหรือประกายไฟเล็กน้อย ก็สามารถระเบิดได้อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงพลุในมุมมองของวิศวกรรมความปลอดภัยหากมองในแง่วิศวกรรมการป้องกันอุบัติเหตุ พลุและประทัดจัดอยู่ในกลุ่ม “วัตถุระเบิดจำพวก 1” ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของ กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมการปกครอง รวมถึงมีระเบียบชัดเจนเรื่องการขออนุญาตนำเข้า ผลิต จำหน่าย และการแสดงพลุในงานต่าง ๆการจุดพลุในงานเทศกาลใหญ่ ๆ เช่น ลอยกระทงหรืองานเฉลิมฉลองขององค์กร มักต้องมีผู้ควบคุมที่ได้รับใบอนุญาตเขตปลอดภัยรัศมีไม่ต่ำกว่า 50 เมตรการประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหรือกู้ภัยประจำจุดแต่ในความเป็นจริง คนทั่วไปมักละเลยมาตรการเหล่านี้ โดยคิดว่า “แค่พลุเล็ก ๆ ไม่อันตราย” ซึ่งในทางฟิสิกส์แล้ว พลุเล็ก ๆ ขนาดเท่ากล่องไม้ขีดไฟ ก็สามารถสร้างแรงระเบิดมากพอจะทำให้กระดูกมือแตกได้ทันทีความเข้าใจผิดที่พบบ่อย“พลุเล็กไม่เป็นไร” — ผิดครับ! พลุขนาดเล็กบางชนิดใช้ดินปืนเข้มข้นกว่าดอกไม้ไฟขนาดใหญ่เสียอีก“ถ้าจุดไม่ติด แค่เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พอ” — อันตรายมาก เพราะอาจยังมีไฟค้างอยู่ในไส้ และจะระเบิดในเสี้ยววินาที“เก็บไว้จุดวันหลังได้” — การเก็บพลุหรือประทัดไว้นาน อาจทำให้สารเคมีเสื่อม เกิดการจุดติดไม่สม่ำเสมอและระเบิดไม่คาดคิด“ซื้อให้ลูกเล่นเพราะเขาขอ” — ความรักที่ขาดความระมัดระวังอาจกลายเป็นความเสียใจตลอดชีวิตประเพณีไทยกับความปลอดภัย — เดินคู่กันได้ลอยกระทงเป็นประเพณีที่งดงามและมีความหมายทางจิตใจ การจุดพลุเพื่อเฉลิมฉลองอาจดูสนุก แต่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการสืบสานวัฒนธรรม ในอดีต ชาวบ้านมักใช้ โคมลอย หรือ จุดเทียนลอยน้ำ เพื่อบูชาพระแม่คงคา แต่ปัจจุบันพฤติกรรมการเล่นพลุกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไฟไหม้ บ้านเสียหาย และคนบาดเจ็บนับร้อยรายหากต้องการสร้างความสุขในเทศกาลโดยไม่เสี่ยง จป. แนะนำกิจกรรมทางเลือก เช่นจุดเทียนลอยน้ำแทนพลุใช้ไฟเย็น (sparkler) ที่ปลอดภัยกว่าร่วมกิจกรรมลอยกระทงปลอดภัยในชุมชน ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลถ่ายรูปไฟสวย ๆ แทนการจุดเอง — ปลอดภัย แถมยังได้แชร์บนโซเชียลอย่างมีสไตล์!หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ต้องทำอย่างไรหากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดของพลุหรือประทัด ควรปฏิบัติดังนี้ทันทีอย่าตกใจและอย่าขยับผู้บาดเจ็บโดยไม่จำเป็นหากมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้ห้ามล้างแผลด้วยน้ำหรือยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะแผลไหม้หากมีกระเดื่องไฟ หรือเศษพลุฝังในร่างกาย ห้ามดึงออกเองเด็ดขาดรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าเป็นอุบัติเหตุจากวัตถุระเบิดบทเรียนจากเหตุการณ์จริงมีหลายกรณีในประเทศไทยที่เด็กและผู้ใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นพลุหรือประทัด เช่นเด็กชายวัย 12 ปีจุดประทัดลูกโซ่ที่ตลาดในวันลอยกระทง ประทัดไม่ติด จึงเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วระเบิดใส่หน้า สูญเสียดวงตาทั้งสองข้างวัยรุ่นในจังหวัดภาคอีสานนำดินปืนจากพลุมาผสมเล่น ระเบิดใส่มือจนต้องตัดแขนทิ้งบ้านหลังหนึ่งในภาคเหนือถูกไฟไหม้จากพลุที่ล้มระหว่างจุดในงานลอยกระทงทุกเหตุการณ์มีจุดร่วมคือ “คิดว่าไม่เป็นไร” และ “อยากให้สนุกเหมือนในโฆษณา” แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดบทบาทของหน่วยงานรัฐและชุมชนทุกปี หน่วยงานรัฐ เช่นกรมควบคุมโรคกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)สำนักงานตำรวจแห่งชาติกรมโยธาธิการและผังเมือง จะมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการจำหน่ายและจุดพลุในพื้นที่สาธารณะแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือของประชาชนและชุมชน เพราะต่อให้มีกฎหมาย หากคนยังละเลยความปลอดภัย การรณรงค์ก็ไร้ผล ผู้นำชุมชนควรช่วยกันจัดกิจกรรม “ลอยกระทงปลอดภัย”ให้ทุกคนได้ร่วมสนุกโดยไม่ต้องพึ่งเสียงระเบิดหรือแสงไฟอันตรายข้อคิดจาก จป.“ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากการตระหนักรู้”จป. ทุกคนมีหน้าที่ไม่เพียงแค่ดูแลความปลอดภัยในโรงงานหรือสถานที่ทำงาน แต่ยังต้องเป็น กระบอกเสียงให้ประชาชนเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ด้วยเทศกาลที่ดี ควรมาพร้อมกับความสุข ไม่ใช่เสียงร้องไห้หรือเสียงไซเรนของรถพยาบาล พลุและประทัดอาจให้ความตื่นเต้นชั่วขณะ แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นอาจอยู่ไปชั่วชีวิตสรุปเทศกาลลอยกระทงคือช่วงเวลาแห่งการขอขมาพระแม่คงคา ปล่อยทุกข์ ปล่อยโศก และเริ่มต้นสิ่งดี ๆ ดังนั้น หากเราจะ “ปล่อย” อะไรขึ้นฟ้า ก็ควรเป็น รอยยิ้มและความสุข ไม่ใช่สะเก็ดไฟจากพลุที่อาจเปลี่ยนรอยยิ้มเป็นคราบน้ำตา หรือหากอยากลอยกระทงแบบปลอดภัย 100% เซฟตี้อินไทยขอเชิฯทุกท่านมาลอยกระทงกับเรา คลิกที่นี่เพื่อลอยกระทงออนไลน์

จป.ลอยกะเธอ ลอยกระทง เอาชี้…ไม่มีจม ยึดหลัก 4 อ.

ทุกปีเมื่อเดือนสิบสองน้ำเต็มตลิ่ง ชาวไทยทั่วประเทศจะร่วมกันสืบสาน “ประเพณีลอยกระทง” เพื่อขอขมาพระแม่คงคา ขอบคุณที่มอบสายน้ำให้ใช้หล่อเลี้ยงชีวิต และเป็นเวลาที่ผู้คนได้ร่วมเฉลิมฉลองอย่างมีสีสัน ทั้งแสงไฟ กลิ่นธูป และเสียงหัวเราะจากผู้คนรอบบึงหรือแม่น้ำแต่ท่ามกลางความสวยงามนั้น มักมี “เงาแห่งความเสี่ยง” ซ่อนอยู่ ทั้งอุบัติเหตุจากความประมาท ขยะจากกระทงที่ย่อยสลายยาก หรือแม้แต่พฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มสุราระหว่างงานรื่นเริง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ “จป.” หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (Safety Officer) ที่ต้องผสานบทบาทความรู้ความปลอดภัยกับวัฒนธรรมไทยอย่างลงตัวเมื่อความสุขต้องมาพร้อมสติ : แนวคิด "4 อ." ที่ควรจำให้ขึ้นใจจป.ลอยกะเธอ ลอยกระทง เอาชี้…ไม่มีจม ยึดหลัก 4 อ.1. อย่าใกล้ขอบบ่ออุบัติเหตุที่เกิดบ่อยช่วงลอยกระทงคือ “พลัดตกน้ำ” โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่อาจลื่นล้มจากพื้นที่เปียกแฉะหรือมืดสลัว การรักษาระยะห่างจากขอบบ่อหรือแม่น้ำไม่เพียงป้องกันการตกน้ำ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากสัตว์น้ำหรือสิ่งแปลกปลอมในน้ำ เทคนิคความปลอดภัย หากต้องลอยกระทงใกล้แหล่งน้ำ ควรมีเจ้าหน้าที่ประจำจุด มีไฟส่องสว่างเพียงพอ และจัดพื้นที่ลอยกระทงให้เป็นระเบียบ พร้อมมีเชือกหรือรั้วกั้นชัดเจน2. อย่าเก็บเงินในกระทงพฤติกรรมใส่เหรียญในกระทงเพื่อ “ทำบุญ” เป็นสิ่งที่คนไทยทำสืบต่อกันมา แต่ในยุคปัจจุบันกลับกลายเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ เมื่อบางคนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน พยายามลงไปเก็บเหรียญที่ลอยน้ำ จนเกิดการจมน้ำหรือบาดเจ็บ แนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม: การทำบุญไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิต การลอยกระทงคือการขอขมาและปล่อยวาง ควรเปลี่ยนจากการใส่เหรียญเป็นการ “บริจาคผ่านกล่องรับบริจาคในงาน” หรือ “ร่วมกิจกรรมการกุศลออนไลน์” ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์กว่า3. อย่าทิ้งไปลอยกระทงหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ของประเพณีนี้คือ “ขยะกระทง” ที่ลอยเกลื่อนน้ำหลังคืนวันงาน ปี 2566 กรุงเทพมหานครเก็บกระทงได้กว่า 8 แสนใบ แม้ส่วนใหญ่จะทำจากวัสดุธรรมชาติ แต่ปัญหาคือการลอยกระทงโดยไม่คิดถึงผลกระทบจิตสำนึกสีเขียว เปลี่ยนจาก “ลอยจริง” เป็น “ลอยใจ” หรือ “ลอยออนไลน์” ก็ยังได้ เพราะความหมายสำคัญของลอยกระทงคือ “การปล่อยทุกข์” ไม่ใช่การสร้างภาระให้ธรรมชาติองค์กรหลายแห่งจึงเริ่มรณรงค์ “กระทงรักษ์โลก” เช่น กระทงจากขนมปังที่ปลาแทะกินได้ หรือกระทงจากใบตองและดอกไม้ที่ย่อยสลายเร็ว พร้อมทั้งลดการใช้โฟมและพลาสติกซึ่งทำลายระบบนิเวศ4. อย่าดื่มสุรางานรื่นเริงมักมาคู่กับการดื่ม แต่ “ลอยกระทงไม่ใช่เทศกาลแห่งการเมา” เพราะการดื่มก่อนลงน้ำหรือขับขี่ยานพาหนะกลับจากงานคือสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางน้ำและทางถนนจป.เตือนใจ สุราอาจเพิ่มความกล้า แต่ลดสติ ถ้ารักใครอย่าให้เขาเสี่ยง — “ลอยกะเธอแบบไม่เมา” คือการแสดงความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นสรุป : ลอยกระทงไม่ใช่แค่ปล่อยทุกข์ แต่คือการปล่อยความประมาทการลอยกระทงจะงดงามที่สุด ก็ต่อเมื่อเรารักษาความปลอดภัยทั้งของตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม

6 ข้อควรรรู้ที่จะทำให้ เทศกาลลอยกระทง สนุกและปลอดภัย จากจป.

ทุกปีในคืนวันเพ็ญ เดือนสิบสอง… แสงจันทร์ส่องเต็มฟ้า เสียงดนตรีพื้นบ้านดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน บางคนแต่งชุดไทย บางบ้านมีเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่รอคอยจะได้ “ลอยกระทง” กับครอบครัว เทศกาลนี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมที่สวยงาม แต่เป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่สะท้อนความกตัญญู ความเชื่อ และสายใยของคนไทยกับธรรมชาติแต่ในอีกด้านหนึ่ง “ความสนุก” ก็อาจกลายเป็น “ความเสี่ยง” ได้ หากเราไม่ระวัง เช่น การขับขี่หลังดื่ม การเล่นพลุไฟ การทิ้งขยะในแม่น้ำ หรือแม้แต่การแต่งกายที่ไม่เหมาะสม ทั้งหมดนี้สามารถทำให้เทศกาลที่ควรอบอุ่น กลับกลายเป็นเหตุไม่คาดคิดได้วันนี้ จป.เลยมี 6 ข้อควรรู้มาฝาก ที่จะทำให้ “ลอยกระทง” ของคุณปีนี้ ทั้งสนุกและปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การคมนาคม และความเป็นระเบียบเรียบร้อย6 ข้อควรรู้มาฝาก ที่จะทำให้ “ลอยกระทง”6 ข้อควรรู้มาฝาก ที่จะทำให้ “ลอยกระทง”1. ประดิษฐ์กระทงด้วยวัสดุที่ย่อยสลายง่ายกระทงสวย ไม่จำเป็นต้องทำลายธรรมชาติในอดีตคนไทยใช้วัสดุธรรมชาติอย่าง “หยวกกล้วย ใบตอง ดอกไม้สด” ประดิษฐ์กระทง ด้วยความตั้งใจให้คืนสิ่งดี ๆ สู่สายน้ำ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความสะดวกของยุคใหม่ทำให้กระทงโฟม หรือพลาสติกเข้ามาแทนที่ ซึ่งแม้จะสะดวกแต่กลับกลายเป็น “ขยะพิษ” ที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมในระยะยาวปัจจุบันหลายพื้นที่รณรงค์ให้ใช้ “กระทงธรรมชาติ 100%” เช่นกระทงจากขนมปัง ปลายังได้กินกระทงใบตอง ตกแต่งด้วยดอกไม้พื้นบ้านหรือแม้แต่กระทงจากวัสดุรีไซเคิล เช่น กระดาษชีวภาพการเลือกวัสดุที่ย่อยสลายง่ายนอกจากช่วยลดขยะ ยังสะท้อน “จิตสำนึกความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Safety Awareness) ซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของ จป. ด้วยนะครับ 2. ครอบครัวละ 1 กระทง ลดปริมาณขยะบางบ้านตั้งใจทำกระทงเองทุกคน แต่ลองนึกภาพดูสิครับ… หากทุกคนลอยคนละใบ เมื่อนับรวมทั่วประเทศ จะมีกระทงนับล้านใบลอยอยู่ในแม่น้ำชั่วข้ามคืน นั่นหมายถึง “ขยะจำนวนมหาศาล” ที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการเก็บกวาดกรมควบคุมมลพิษเคยเผยตัวเลขว่า ปีหนึ่ง ๆ มีขยะจากกระทงมากกว่า 800,000 ใบในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว! แต่เมื่อรณรงค์ให้ “ครอบครัวละ 1 กระทง” จำนวนนี้ลดลงกว่า 40%ลองมองอีกมุม การลอยกระทงไม่ใช่แค่การปล่อยสิ่งไม่ดี แต่เป็นการสร้าง “ความตั้งใจร่วม” ของครอบครัว การช่วยกันทำกระทงหนึ่งใบด้วยใจ จะมีคุณค่ามากกว่าการลอยหลายใบโดยไม่คิดเพราะ “ลอยน้อย แต่ได้ใจ” คือหลักความยั่งยืนของเทศกาลไทยแท้ครับ3. เมาไม่ขับเรื่องนี้สำคัญมาก ทุกปีหลังงานลอยกระทง มักมีรายงานอุบัติเหตุบนถนนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจาก “เมาแล้วขับ” ทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ หลายคนคิดว่าแค่ดื่มนิดหน่อยไม่น่าเป็นไร แต่ความจริงแล้ว แอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็สามารถลดการตัดสินใจและการทรงตัวได้มากสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทง อุบัติเหตุบนถนนที่เกี่ยวข้องกับการดื่มมีมากกว่า 30% ของอุบัติเหตุทั้งหมด!จป.อยากฝากไว้ว่า “เมาแล้วขับ = ไม่ใช่ความกล้า แต่คือความประมาท” หากอยากดื่มเพื่อความสนุก ก็เลือกกลับโดยสารแท็กซี่ รถสาธารณะ หรือให้เพื่อนที่ไม่ดื่มช่วยขับแทน เพราะไม่มีความสุขใดจะคุ้มค่าเท่าชีวิตของคุณและคนรอบข้าง4. ระวังการขับ-ลงท่าเรือ เรือ หรือโป๊ะกิจกรรมลอยกระทงส่วนใหญ่จัดใกล้แม่น้ำ ลำคลอง หรือบึงน้ำ การเดินขึ้นลงท่าเรือในช่วงกลางคืนจึงมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากมีคนจำนวนมาก หรือพื้นที่ลื่น ไม่มีราวจับจป.ขอแนะนำดังนี้สวมรองเท้าที่ไม่ลื่น และส้นไม่สูงหลีกเลี่ยงการเบียดเสียด หรือผลักกันขณะลงเรือห้ามลงเรือในขณะที่มีอาการมึนเมาหากพาเด็กไป ควรจับมือไว้ตลอดเวลาสังเกตป้ายเตือนจากเจ้าหน้าที่ เช่น “ท่านี้ห้ามลงเรือ” หรือ “ระวังพื้นลื่น”นอกจากนี้ ผู้จัดงานควรมี “มาตรการความปลอดภัยทางน้ำ” เช่น จัดเจ้าหน้าที่กู้ภัยประจำท่า มีเสื้อชูชีพเพียงพอ และมีไฟส่องสว่างตลอดแนวทางเดิน เพื่อป้องกันการตกน้ำหรือพลัดตกโป๊ะความสนุกที่แท้จริง คือ การกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยทุกคนครับ5. ไม่เล่นพลุ ดอกไม้ไฟ โคมลอย โคมไฟ ตะไลนี่คือหนึ่งใน “ภัยแฝง” ของเทศกาลลอยกระทงที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่แออัด พลุและดอกไม้ไฟอาจสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินทุกปีจะมีข่าวบ้านไหม้ หรือเด็กบาดเจ็บเพราะจุดพลุใกล้ผู้คน โดยเฉพาะ “โคมลอย” ที่อาจปลิวไปตกบนหลังคา หรือสายไฟฟ้า ก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ง่ายประกาศกระทรวงมหาดไทยยังระบุชัดว่า “การปล่อยโคมลอย โคมควัน หรือโคมไฟลอย” ต้องขออนุญาตล่วงหน้า หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 60,000 บาท หรือจำคุก 3 ปี!จป.ขอย้ำว่า การสร้างสีสันในงานไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งที่เสี่ยงภัย เราสามารถเลือกกิจกรรมที่ปลอดภัยกว่า เช่นชมการแสดงพื้นบ้านจุดเทียนถวายพระร่วมประกวดกระทงสร้างสรรค์เพราะ “ความงดงามของแสงไฟ” ไม่ควรแลกด้วยความเสียหายใด ๆในปีนี้ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่คนไทยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระราชินีในร.9 … เรามีข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อให้การลอยกระทงของคุณไม่เพียงสนุกและปลอดภัย แต่ยังเป็นการสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมอีกด้วย6. ไม่แต่งกายล่อแหลมแม้เทศกาลลอยกระทงจะเป็นงานรื่นเริง แต่ก็ยังเป็น “พิธีกรรมไทย” ที่มีรากเหง้าแห่งความเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การแต่งกายจึงควรเหมาะสม ทั้งเพื่อความปลอดภัย และความงดงามตามวัฒนธรรมในแต่ละปี มักมีข่าวเหตุลวนลาม หรือทะเลาะวิวาทในงานกลางคืน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม หรือการดื่มสุราในสถานที่แออัด จป.จึงอยากเตือนว่า “ความงามแท้ของผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าน้อยชิ้น แต่อยู่ที่ความมั่นใจและกาลเทศะ”อย่าลืมว่า เทศกาลไทยคือสมบัติของชาติ เราทุกคนคือผู้สืบทอดที่ต้องช่วยกันรักษา7. รำลึกอย่างเหมาะสม เลือกเวลาหลังลอยกระทงด้วยการกล่าวคำอธิษฐานหรือถวายดอกไม้สด ณ จุดกลางแจ้ง สะท้อนถึงพระราชประสงค์ของพระองค์ในการรักษาสิ่งแวดล้อมและสายน้ำ เมื่อความสนุกคู่กับความปลอดภัย… ความสุขจะยั่งยืนการลอยกระทงไม่ใช่เพียงการ “ปล่อยสิ่งไม่ดี” แต่คือการ “เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน” ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิต และสังคม หากทุกคนทำตาม 6 ข้อนี้ใช้วัสดุธรรมชาติครอบครัวละ 1 กระทงเมาไม่ขับระวังพื้นที่ริมน้ำงดการเล่นพลุ-โคมไฟแต่งกายเหมาะสมเราจะได้เห็นภาพ “เทศกาลไทยที่งดงาม” ทั้งในแง่ของวัฒนธรรมและความปลอดภัยสรุปท้ายเทศกาลจากใจ จป.คืนนี้…เราไม่ต้องฝ่ารถติด ไม่ต้องเบียดเสียดริม น้ำ ไม่ต้องกังวลพลุ ดอกไม้ไฟหรือโคมลอยเลือก ลอยกระทงออนไลน์ กันดีกว่า — ร่วมประเพณีไทยแบบใหม่ สะอาด ปลอดภัย และรักโลกคุณก็สามารถเขียนคำอธิษฐาน เลือกกระทง ดิจิทัล แล้วส่งไปลอยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ทันที แม้จะอยู่ที่บ้านช่วยลดขยะในแม่น้ำ รักษาผืนน้ำให้สะอาด ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านเซฟตี้อินไทย ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันลอยกระทงลอยความทุกข์ออกไป เหลือแต่รอยยิ้ม ความปลอดภัย และความสุขในใจของทุกคนติดตามสาระดี ๆ จาก จป. ได้ที่ LINE: @safetyinthai

เช็กด่วน! จำนวนจป.ที่ต้องมีสถานประกอบการ

หลายบริษัทอาจเคยได้ยินคำว่า “จป.” มาบ้าง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วหมายถึงอะไร ต้องมีหรือไม่ และใครที่ต้องเป็นบ้าง ความจริงคือกฎหมายของไทยได้กำหนดชัดเจนแล้วว่า สถานประกอบการที่มีลูกจ้างครบตามเกณฑ์ ต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ทำตามก็ถือว่าผิดกฎหมายทันทีบางคนอาจคิดว่าก็แค่ตำแหน่งที่เอาไว้ตามกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้ว จป. คือ หัวใจสำคัญของการทำงานที่ปลอดภัย เพราะพวกเขาคือคนที่คอยดูแล ตรวจสอบ และป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงาน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นแล้วอาจสร้างความเสียหายมหาศาล ทั้งชีวิตของพนักงานและต้นทุนของบริษัทบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า จป.คือใคร ทำหน้าที่อะไร ต้องมีเมื่อไหร่ และต้องมีระดับไหนบ้าง รวมถึงโทษถ้าไม่แต่งตั้ง พร้อมแนะนำวิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การอบรมกับเซฟตี้อินไทย สถาบันอบรมที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องเช็กด่วน! จำนวนจป.ที่ต้องมีสถานประกอบการจป. คือใคร และทำหน้าที่อะไร?คำว่า “จป.” ย่อมาจาก เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เป็นบุคลากรที่นายจ้างต้องแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยโดยตรงหน้าที่ของ จป. มีตั้งแต่การตรวจสอบสถานที่ทำงาน วิเคราะห์ความเสี่ยง แนะนำวิธีทำงานที่ปลอดภัย ไปจนถึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยต่อผู้บริหาร เรียกได้ว่าเป็น “ด่านหน้า” ที่ช่วยให้องค์กรป้องกันอุบัติเหตุได้ตั้งแต่ต้นทางระดับของ จป.กฎหมายแบ่ง จป. ออกเป็นหลายระดับ ขึ้นอยู่กับบทบาทและความรับผิดชอบจป. หัวหน้างาน หัวหน้าที่ดูแลลูกน้องโดยตรง ต้องสอนงานและกำกับให้ลูกน้องทำงานอย่างปลอดภัยจป. บริหาร ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจด้านนโยบายและการจัดการ ต้องสนับสนุนและผลักดันระบบความปลอดภัยในองค์กรจป. เทคนิค บุคคลที่มีความรู้ด้านเทคนิคความปลอดภัย ทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และแก้ไขอันตรายที่เกิดขึ้นจป. เทคนิคขั้นสูง ผู้ที่ผ่านการอบรมขั้นสูง สามารถจัดการระบบความปลอดภัยในระดับองค์กรได้จป. วิชาชีพ ระดับสูงสุด ต้องจบการศึกษาด้านอาชีวอนามัยโดยตรง ทำหน้าที่วางแผนเชิงกลยุทธ์และรายงานต่อหน่วยงานราชการบัญชี 1 / 2 / 3 คืออะไร?กฎหมายไม่ได้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทุกกิจการ แต่แบ่งออกเป็น 3 ประเภท เรียกว่า บัญชีบัญชี 1 – กิจการทั่วไป เช่น ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร ออฟฟิศสำนักงานบัญชี 2 – กิจการอุตสาหกรรม/การผลิต เช่น โรงงานผลิต คลังสินค้า การเกษตรเชิงอุตสาหกรรมบัญชี 3 – กิจการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ปิโตรเคมี เหมืองแร่ โรงงานปูนซีเมนต์เกณฑ์การแต่งตั้ง จป.ตารางเกณฑ์ที่ใช้กันจริงตามกฎหมาย มีดังนี้จป. หัวหน้างานบัญชี 1: มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไปบัญชี 2: มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไปบัญชี 3: มีลูกจ้าง 20 คนขึ้นไปต้องแต่งตั้งภายใน 120 วันจป. บริหารบัญชี 1: มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไปบัญชี 2: มีลูกจ้าง 2 คนขึ้นไปบัญชี 3: มีลูกจ้าง 20 คนขึ้นไปต้องแต่งตั้งภายใน 120 วันจป. เทคนิคบัญชี 2: ลูกจ้าง 20–49 คนต้องแต่งตั้งภายใน 180 วันจป. เทคนิคขั้นสูงบัญชี 2: ลูกจ้าง 50–99 คนต้องแต่งตั้งภายใน 180 วันจป. วิชาชีพบัญชี 1: ลูกจ้าง 2 คนขึ้นไปบัญชี 2: ลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปต้องแต่งตั้งภายใน 180 วันจำนวน จป. คปอ. เเละหน่วยงานความปลอดภัยที่ต้องมีในสถานประกอบการจำนวน จป. คปอ. เเละหน่วยงานความปลอดภัยที่ต้องมีในสถานประกอบการคปอ. (คณะกรรมการความปลอดภัยฯ)ต้องมีเมื่อ: ลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป (บัญชี 1, 2, 3)ระยะเวลาแต่งตั้ง: 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีลูกจ้างครบตามเกณฑ์หน้าที่หลัก: ร่วมกับนายจ้างและ จป. วางแผน เสนอแนะ และติดตามมาตรการความปลอดภัยในองค์กรหน่วยงานความปลอดภัยบัญชีที่ 2 ต้องจัดตั้งหน่วยงานความปลอดภัย เมื่อมีลูกจ้างครบ 200 คนขึ้นไปบัญชีที่ 1 ต้องจัดตั้งหน่วยงานความปลอดภัย นับตั้งแต่วันจัดตั้งสถานประกอบกิจการหน้าที่หลัก: เป็นหน่วยงานกลางภายในองค์กรที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยโดยตรงถ้าไม่แต่งตั้ง จป. จะเกิดอะไรขึ้น?ไม่ใช่แค่เสียชื่อเสียง แต่ยังมีผลทางกฎหมายเต็ม ๆโทษปรับ: หลายหมื่นบาทต่อการฝ่าฝืนโทษจำคุก: กรณีที่ร้ายแรงผลเสียต่อองค์กร: เสียความน่าเชื่อถือ เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นเวลาเกิดอุบัติเหตุปัญหาที่องค์กรส่วนใหญ่เจอไม่รู้ว่าต้องมี จป. ระดับไหน – หลายบริษัทไม่เข้าใจเกณฑ์บัญชี 1, 2, 3แต่งตั้งไม่ทันเวลา – กฎหมายให้เวลาแค่ 120–180 วันแต่งตั้งแต่ไม่ได้อบรม – แต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแต่ไม่ส่งไปอบรม ทำให้ไม่มีใบรับรองจป. ไม่มีการทำงานจริง – มีชื่อแต่ไม่ได้ทำหน้าที่จริงวิธีแก้แบบง่ายที่สุดไม่ต้องปวดหัวกับการตีความกฎหมายเอง เพียงเลือกอบรมกับสถาบันที่ถูกต้อง ได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ก็สามารถมั่นใจได้ว่าทำตามกฎหมายครบถ้วนทำไมต้องอบรมกับเซฟตี้อินไทย มีหลักสูตรครบทุกระดับ จป.หัวหน้างาน, จป.บริหาร, จป.เทคนิค, จป.เทคนิคขั้นสูง, จป.วิชาชีพวิทยากรเชี่ยวชาญจริง มากกว่า 20 ปีในสายงานความปลอดภัยอบรมได้ทั้งออนไลน์และในสถานประกอบการได้รับใบรับรองถูกต้องตามกฎหมาย เนื้อหาเข้าใจง่าย เน้นการปฏิบัติกรณีศึกษาโรงงานแห่งหนึ่งมีลูกจ้าง 60 คน อยู่ในบัญชี 2 → ต้องมีทั้ง จป. บริหาร, จป. หัวหน้างาน, และ จป. เทคนิคขั้นสูง หากไม่แต่งตั้งภายใน 180 วัน เสี่ยงโดนปรับสูงมากบริษัทก่อสร้างขนาดเล็ก มีลูกจ้าง 5 คน อยู่ในบัญชี 1 → ต้องมี จป. หัวหน้างานและ จป. บริหารอย่างน้อย 1 คนสรุปการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ไม่ใช่เรื่องเลือกทำหรือไม่ทำ แต่เป็น ข้อบังคับตามกฎหมาย ที่ทุกบริษัทต้องปฏิบัติ การมี จป. ไม่เพียงช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างปลอดภัย แต่ยังช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรหากคุณยังไม่มั่นใจว่าบริษัทของคุณต้องมี จป. ระดับใด หรือยังไม่ได้อบรมบุคลากรตามเกณฑ์ เซฟตี้อินไทย พร้อมช่วยคุณครบจบในที่เดียวสนใจอบรมติดต่อ Line: @safetyinthai เว็บไซต์: www.เซฟตี้อินไทย.com

 5 อันดับหลักสูตรอบรมเซฟตี้ยอดนิยมในปี 2025

5 อันดับหลักสูตรอบรมเซฟตี้ยอดนิยมในปี 2025

ในปี 2025 การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงานยังคงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง การอบรมที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นบทความนี้เซฟตี้อินไทย จะนำเสนอ 5 หลักสูตรอบรมด้านความปลอดภัยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2025 5 อันดับหลักสูตรอบรมเซฟตี้ยอดนิยมในปี 2025 5 อันดับหลักสูตรอบรมเซฟตี้ยอดนิยมในปี 20251.หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ทุกระดับหลักสูตรนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการบริหารจัดการความปลอดภัยในองค์กร โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่จป. หัวหน้างาน เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลพนักงานในระดับปฏิบัติการจป. เทคนิค เน้นการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในงานต่างๆจป. บริหาร สำหรับผู้บริหารที่ต้องการวางแผนและกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยหลักสูตรเหล่านี้ได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และมีการจัดอบรมโดยสถาบันต่างๆ เช่น เซฟตี้อินไทยเหตุผลที่ต้องอบรมตามกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2565 นายจ้างต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในระดับต่างๆ ตามจำนวนลูกจ้างและลักษณะของกิจการ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยมีบทบาทในการวางแผน ตรวจสอบ และประเมินความเสี่ยง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย2.หลักสูตรคณะกรรมการความปลอดภัย (คปอ.)หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับ คณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพการอบรมนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และมีการจัดอบรมโดยสถาบันต่างๆ เช่น เซฟตี้อินไทยเน้นการสร้างความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการความปลอดภัยเสริมสร้างทักษะในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในสถานประกอบการเหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการมีระบบบริหารจัดการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพเหตุผลที่ต้องอบรมตามกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2565 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และต้องมีการอบรมเพื่อให้คณะกรรมการมีความรู้และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตน คณะกรรมการความปลอดภัยมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านความปลอดภัย รวมถึงการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยภายในองค์กร3.หลักสูตรการทำงานบนที่สูงการทำงานบนที่สูงเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หลักสูตรนี้จึงเน้นการฝึกอบรมการทำงานในที่สูงอย่างปลอดภัย รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดอบรมหลักสูตรนี้ ได้แก่ เซฟตี้อินไทยเน้นการฝึกอบรมการทำงานในที่สูงอย่างปลอดภัยรวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกและการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยเหมาะสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานบนที่สูง เช่น งานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุงเหตุผลที่ต้องอบรม:ตาม กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง พ.ศ. 2564 คลิกที่นี่ นายจ้างต้องจัดให้มีการอบรมและชี้แจงให้ลูกจ้างได้รับทราบถึงข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง การอบรมช่วยให้พนักงานมีความรู้ในการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก และสามารถปฏิบัติงานบนที่สูงได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น4.หลักสูตรการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (JSA) และการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)หลักสูตรนี้เน้นการวิเคราะห์งานเพื่อระบุอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกัน รวมถึงเสริมสร้างทักษะในการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนการทำงานอย่างปลอดภัยเหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ในการวางแผนและควบคุมงานสถาบันที่จัดอบรมหลักสูตรนี้ ได้แก่ เซฟตี้อินไทยเน้นการวิเคราะห์งานเพื่อระบุอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันเสริมสร้างทักษะในการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนการทำงานอย่างปลอดภัยเหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ในการวางแผนและควบคุมงานเหตุผลที่ต้องอบรม:พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 13 และ 14 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงและจัดทำมาตรการป้องกันอันตรายในการทำงาน ซึ่งการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (JSA) เป็นหนึ่งในวิธีการที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยช่วยให้พนักงานสามารถระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของงาน และกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ5.หลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพเบื้องต้น (First Aid & CPR)หลักสูตรนี้เน้นการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุ รวมถึงการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)เหมาะสำหรับพนักงานทุกระดับในองค์กรสถาบันที่จัดอบรมหลักสูตรนี้ ได้แก่ เซฟตี้อินไทยเน้นการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุเสริมสร้างความมั่นใจในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินเหมาะสำหรับพนักงานทุกระดับในองค์กรเหตุผลที่ต้องอบรมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 กำหนดให้มีการจัดตั้งระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ มีการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพเบื้องต้นการอบรมช่วยให้พนักงานสามารถให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ลดความรุนแรงของการบาดเจ็บและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตสรุปการอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยภายในองค์กร และส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาสถานที่อบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยในการทำงานทั้ง 5 หลักสูตรที่สำคัญในปี 2025 เซฟตี้อินไทย (SafetyInThai) เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งเนื่องจากมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 19 ปี และได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้เป็นหน่วยฝึกอบรมด้านความปลอดภัยฯ เลขที่ใบอนุญาต จป. ๑๓-๖๖-๐๐๖

ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์การประเมินโดยวิธีการทดสอบ หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ

หลักเกณฑ์การประเมินโดยวิธีการทดสอบ หลักสูตรจป.เทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์การประเมินโดยวิธีการทดสอบ หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ ลงวันที่ 9 มกราคม 2568 มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้ ดาวน์โหลดประกาศได้ที่นี่วัตถุประสงค์ประกาศนี้จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ผ่านการอบรมมีความรู้ความสามารถตามที่กำหนดเนื้อหาสำคัญ การประเมินผล การประเมินผลจะใช้วิธีการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา และความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง ระดับเทคนิคขั้นสูง การทดสอบจะครอบคลุมเนื้อหาในหลักสูตร เช่น การบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การประเมินความเสี่ยง การสอบสวนอุบัติเหตุ และการป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร เป็นต้น ระดับวิชาชีพ การทดสอบจะมีความเข้มข้นและครอบคลุมเนื้อหาที่สูงขึ้น เช่น การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในระดับสูง การจัดการระบบความปลอดภัย การวางแผนและดำเนินการด้านความปลอดภัยในระดับองค์กร เป็นต้น วิธีการทดสอบ การทดสอบอาจใช้วิธีการต่างๆ เช่น ข้อสอบปรนัย ข้อสอบอัตนัย การนำเสนอผลงาน การปฏิบัติงานจริง หรือการสอบสัมภาษณ์ เป็นต้น เกณฑ์การประเมิน จะมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน เช่น คะแนนขั้นต่ำที่ต้องได้ในการสอบแต่ละภาค เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ผ่านการอบรมมีความรู้ความสามารถตามที่กำหนด ประโยชน์ประกาศนี้มีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ผู้เข้ารับการอบรม ได้ทราบถึงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินที่ชัดเจน ทำให้สามารถเตรียมตัวและตั้งใจอบรมได้อย่างเต็มที่ สถานฝึกอบรม ใช้เป็นแนวทางในการจัดการอบรมและการประเมินผลให้มีมาตรฐาน นายจ้าง มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่ผ่านการอบรมมีความรู้ความสามารถตามที่กฎหมายกำหนด

จป. checklist สิ้นเดือนนี้ต้องทำอะไรบ้าง

จป. checklist สิ้นเดือนนี้ต้องทำอะไรบ้าง

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว บทบาทของ จป. ก็ยิ่งสำคัญ! เดือนธันวาคมนี้ มีอะไรที่ควรเช็กและต้องทำให้เรียบร้อยก่อนจะขึ้นปีใหม่ เรามาดูกันทีละข้อแบบง่าย ๆ กันเลยจป. checklist สิ้นเดือนนี้ต้องทำอะไรบ้างการปฏิบัติงานในส่วนของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยประจำเดือน โดยเฉพาะในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงสิ้นปี ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนครบถ้วนเรียบร้อย ดังนี้รายงานตามข้อกำหนดกฎหมาย1. รายงาน จป.ว. (ครั้งที่ 2)     - เตรียมรายงานสรุปผลการดำเนินการความปลอดภัยในรอบปีส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน     - ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้ครบถ้วนตามแบบฟอร์มที่กำหนด ดาวน์โหลดไฟล์ที่นี่2. รายงานตรวจวัดสิ่งแวดล้อม     - รวบรวมผลการตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง ฝุ่น และสารเคมี     - ส่งรายงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง3. แบบแจ้งการฝึกอบรม/พัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย     - สรุปผลการฝึกอบรมตลอดทั้งปี     - จัดส่งแบบแจ้งไปยังกรมสวัสดิการฯ ดาวน์โหลดไฟล์ที่นี่4. รายงาน รง.8 (ข้อมูลการประกอบกิจการโรงงาน)     - ตรวจสอบและจัดทำรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมและการดำเนินงานของโรงงาน  5. รายงาน รว.8 (การใช้งานหอเผาทิ้ง)     - รายงานผลการใช้งานและการตรวจสอบหอเผาทิ้งประจำเดือน  6. รายงานการจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์     - ตรวจสอบปริมาณการใช้และจัดการวัตถุดิบรวมถึงผลิตภัณฑ์  7. รายงานชนิด จำนวน และการเก็บรักษาสารกัมมันตรังสี     - จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีที่ใช้ภายในโรงงานให้ครบถ้วน  กิจกรรมและการตรวจสอบภายใน1. ประชุม คปอ. (คณะกรรมการความปลอดภัยฯ)     - จัดประชุมและสรุปผลการประชุมพร้อมบันทึกการดำเนินการ  2. เดินตรวจความปลอดภัย (Safety Patrol)     - ตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติงานและอุปกรณ์ความปลอดภัย     - รายงานผลการตรวจพบเพื่อการแก้ไข  3. ตรวจสอบความคาดเคลื่อนของเครื่องมือ/อุปกรณ์พิเศษ     - ตรวจสอบเครื่องมือ BOD/COD และระบบ Online Sensor     - จัดทำรายงานผลการตรวจสอบ  4. สรุปสถิติการประสบอันตราย     - รวบรวมข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุหรือ เหตุการณ์ที่เกือบเกิด (Near Miss)     - สรุปสถิติเพื่อนำไปวางแผนปรับปรุงในปีถัดไป  สรุปการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้การจัดการด้านความปลอดภัยในองค์กรเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างยั่งยืน

พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรายงานอย่างไร? เมื่อพบผู้ซึ่งเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคจากสิ่งแวดล้อม

พนักงาน เจ้าหน้าที่ต้องรายงานอย่างไร เมื่อพบผู้ซึ่งเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ

พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรายงานอย่างไร ? เมื่อพบผู้ซึ่งเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคจากสิ่งแวดล้อมภายใต้ “พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562”โรคจากการประกอบอาชีพ หรือ โรคจากสิ่งแวดล้อม คืออะไร?โรคจากการประกอบอาชีพ หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพ เช่น การสัมผัสสารเคมี, ฝุ่นละออง, เสียงดัง, ความร้อน, รังสี หรือการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมโรคจากสิ่งแวดล้อม หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ, น้ำ หรือดิน ซึ่งอาจเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การผลิต, การขนส่ง หรือการกำจัดขยะตัวอย่างโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมโรคจากการประกอบอาชีพ โรคปอดจากฝุ่นซิลิกา (เกิดจากการสูดดมฝุ่นซิลิกาในงานก่อสร้าง), โรคมะเร็งปอดจากใยหิน (เกิดจากการสัมผัสใยหิน), โรคหูหนวกจากเสียงดัง (เกิดจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง), โรคผิวหนังจากสารเคมี (เกิดจากการสัมผัสสารเคมี) โรคจากสิ่งแวดล้อม โรคระบบทางเดินหายใจจากมลพิษทางอากาศ (เกิดจากการสูดดมฝุ่นละออง PM2.5), โรคผิวหนังจากน้ำเสีย (เกิดจากการสัมผัสน้ำเสีย), โรคมะเร็งจากสารเคมีในน้ำดื่ม (เกิดจากการดื่มน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน)1. กรณีพบ ผู้ซึ่งเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า เป็นโรคจากการประกอบอาชีพ หรือโรคจากสิ่งแวดล้อมได้รับแจ้งจากนายจ้าง ในกรณีที่พบลูกจ้างซึ่งเป็น หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจาการประกอบอาชีพในสถานประกอบกิจการได้รับแจ้งจากผู้รับผิดชอบของสถานพยาบาลให้รายงานต่อกรมควบคุมโรค และ คณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจังหวัด หรือคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่พบผู้ซึ่งเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคจากสิ่งแวดล้อม หรือนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง2. กรณีเสียชีวิต กรณีที่ผู้ซึ่งเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ หรือโรคจากสิ่งแวดล้อมที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบ หรือได้รับแจ้งจากนายจ้าง และสถานพยาบาล เสียชีวิตให้รายงานต่อกรมควบคุมโรค และ คณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจังหวัด หรือคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่วันที่พบผู้ซึ่งเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคจากสิ่งแวดล้อม หรือนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งวิธีการรายงานให้ดำเนินการทางโทรศัพท์: ติดต่อโดยตรงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางโทรสาร: ส่งเอกสารผ่านโทรสารเป็นหนังสือ: ส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: ส่งอีเมลวิธีการอื่นใด: อาจมีช่องทางการรายงานอื่นๆ ที่หน่วยงานกำหนดเพิ่มเติมที่มา : กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม

จป.ต้องรู้ หลักสูตรการฝึกอบรม การพัฒนาความรู้เพิ่มเติม 12 ชั่วโมง

จป.ต้องรู้ หลักสูตรการฝึกอบรม การพัฒนาความรู้เพิ่มเติม 12 ชั่วโมง

จป.ต้องรู้ตัวอย่าง หลักสูตรการฝึกอบรม หรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม 12 ชั่วโมง(จป.เทคนิค จป.เทคนิคขั้นสูง และจป.วิชาชีพ)เงื่อนไข หลักเกณฑ์ ตัวอย่างหลักสูตรฝึกอบรมเพิ่มเติม 12 ชั่วโมงสำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ทุกระดับตามที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2565 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง หรือวิชาชีพต้องได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ปีละไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อให้มีความรู้ความสามารถทันสมัยและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหลักสูตรฝึกอบรม 12 ชั่วโมง ควรครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลายและทันสมัยหลักสูตรฝึกอบรม 12 ชั่วโมง ควรครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลายและทันสมัย โดยคำนึงถึงระดับความรู้และประสบการณ์ของผู้เข้าอบรม รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร ดังนี้ตัวอย่างหลักสูตรฝึกอบรม 12 ชั่วโมงสำหรับ จป. ทุกระดับการวิเคราะห์อันตรายและการประเมินความเสี่ยง (HAZARD Analysis and Risk Assessment) เน้นเทคนิคการวิเคราะห์อันตรายที่หลากหลาย เช่น HAZOP, FTA การประเมินความเสี่ยง และการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงการสืบสวนอุบัติเหตุและเหตุการณ์ใกล้เคียง เน้นกระบวนการสืบสวนอุบัติเหตุอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุ และการกำหนดมาตรการป้องกันซ้ำการใช้เครื่องมือป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เน้นการเลือกใช้ PPE ที่เหมาะสม การบำรุงรักษา และการฝึกอบรมการใช้งาน PPE อย่างถูกวิธีการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน เน้นเทคนิคการสื่อสารด้านความปลอดภัย การจัดทำเอกสารและสื่อการสอน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยสำหรับ จป. เทคนิคขั้นสูง และ จป. วิชาชีพการจัดการระบบความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (OHSAS 18001)เน้นการวางแผนและดำเนินการระบบ OHSAS 18001 การตรวจสอบภายใน และการแก้ไขปัญหาการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อน เน้นการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสารเคมีอันตรายการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก เน้นการใช้เครื่องมือวิเคราะห์เชิงสถิติ และการวิเคราะห์สาเหตุต้นตอของอุบัติเหตุการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย เน้นการวางแผนงบประมาณด้านความปลอดภัย การประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และการนำเสนอผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารการฝึกอบรมหลักสูตรที่สามารถเก็บชั่วโมงได้หลักสูตร การสอบสวนและวิเคราะห์อุบัติเหตุ หรือโรคจากการทำงานหลักสูตร การตรวจวัดและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการทำงานหลักสูตร การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมหลักสูตร การจัดการกากของเสียในงานอุตสาหกรรมหลักสูตร การประเมินความเสี่ยงหลักสูตร ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหลักสูตรที่คุณกล่าวถึงล้วนเป็นหัวข้อสำคัญที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ควรได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมทั้งสิ้น เนื่องจากหัวข้อเหล่านี้จะช่วยให้ จป. มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพการพัฒนาความรู้ และหลักสูตรที่ไม่สามารถนำมานับรวมชั่วโมงสะสมการพัฒนาความรู้ 12 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยต้องผ่านการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างน้อยปีละ 12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายการรายงาน หลังจากเข้ารับการฝึกอบรมครบ 12 ชั่วโมงแล้ว ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วันหลักสูตรที่ไม่สามารถนำมานับรวมหลักสูตรที่ไม่สามารถนำมานับรวมใน 12 ชั่วโมง เช่น การดับเพลิงขั้นต้น, การฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ เป็นต้นคำชี้แจงเพิ่มเติมการเป็นวิทยากร ถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะประสบการณ์ และสั่งสม องค์ความรู้ด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานดังนั้น การเป็นวิทยาครของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง และวิชาชีพจะต้องเป็นผู้ที่มีการศึกษาหาความรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การเป็นวิทยากรในหัวข้อการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายจะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานแสดงการมีคุณสมบัติเพื่อเป็นวิทยากรในหัวข้อดังกล่าวได้ซึ่งต้องสามารถแสดงเอกสารหรือหลักฐานการศึกษา การค้นคว้า การจดบันทึกสรุปเนื้อหาที่เกี่ยวข้องก่อนการเป็นวิทยากร หรือหลักฐานการรับรองเป็นวิทยากรในหัวข้อวิชาที่เป็นวิทยากรจากหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปตามที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2565 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง หรือวิชาชีพ ต้องได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ปีละไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อให้มีความรู้ความสามารถทันสมัยและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยมีความรู้ความสามารถที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย

28 เมษายน วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล

28 เมษายน วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล

28 เมษายน “วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล”วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล (World Day for Safety and Health at Work) เป็นวันที่ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์การแรงงานโลก (ILO) เพื่อเน้นให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน โดยวันนี้จะเป็นโอกาสในการยกขึ้นการตรวจสอบและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน เพื่อให้สิ่งแวดล้อมการทำงานปลอดภัยและช่วยลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตในที่ทำงานทั่วโลกวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล มีความสำคัญอย่างไรโดยหลักการของวันนี้คือการสร้างการตระหนักในความสำคัญของการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ การเสียชีวิตจากการทำงานหรือการติดเชื้อโรคที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทำงาน เพื่อป้องกันความเสียหายทั้งต่อบุคคลและองค์กรในวันนี้ หลาย ๆ องค์กรและบริษัทจะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การสัมมนา เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในสถานที่ทำงาน การฝึกอบรมและสัมมนาเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในที่ทำงาน และการแชร์ประสบการณ์เชิงบวกในการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในสถานที่ทำงานนอกจากนี้ ในวันนี้เรายังควรเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทำงาน และร่วมทำสิ่งที่สามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานที่ทำงานได้ เช่น การทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นที่ทำงานเป็นประจำ การตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องมือทำงานว่าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมหรือไม่ การเลือกสถานที่ทำงานที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และการตรวจสอบว่ามีการประเมินความเสี่ยงและการบริหารจัดการความเสี่ยงในสถานที่ทำงานอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในที่ทำงาน สรุป วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากลเป็นวันที่สำคัญในการเน้นให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในทุกๆ ส่วนของโลก

สรุปประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหลักสูตรการฝึกอบรมจป. คุณสมบัติวิทยากร

สรุป หลักสูตรการฝึกอบรมจป.คุณสมบัติวิทยากรตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

สรุป หลักสูตรคุณสมบัติวิทยากรและการฝึกอบรมจป. ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน          จาก ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหาร โดยที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๔๓ กำหนดให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการฝึกอบรมเพื่อให้ลูกจ้างมีคุณสมบัติ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหาร ทั้งนี้ หลักสูตร การฝึกอบรม คุณสมบัติของวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมของนายจ้างหรือผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรมให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๓ วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปสรุป หลักสูตรอบรม ระดับหัวหน้างาน มีอะไรบ้าง ?หมวด 1ความรู้เกี่ยวกับดวามปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ฝึกอบรม 3 ชม.หมวด 2กฎหมายดวามปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฝึกอบรม 3 ชม.การบริหารกฎหมายดวามปลอดภัยสาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัยหมวด 3การค้นหาอันตรายจากการทำงานและการจัดทำคู่มือ ฝึกอบรม 3 ชม.การตรวจความปลอดภัยการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยการสอบสวน การวิเคราะห์ และการรายงานอุบัติเหตุการจัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยฉบับเต็มประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหารหมวด ๑ หลักสูตรการฝึกอบรม          ข้อ ๒ หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระยะเวลา การฝึกอบรมสิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย ๔ หมวดวิชา ดังต่อไปนี้          (๑) หมวดวิชาที่ ๑ ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน และบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระยะเวลา การฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                                         (ก) ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน                    (ข) บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน          (๒) หมวดวิชาที่ ๒ กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                           (ก) การบริหารกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของกระทรวงแรงงาน                    (ข) สาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน และการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ           (๓) หมวดวิชาที่ ๓ การค้นหาอันตรายจากการทำงานและการจัดทำคู่มือว่าด้วย ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                    (ก) การตรวจความปลอดภัย                    (ข) การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย                    (ค) การสอบสวน การวิเคราะห์ และการรายงานอุบัติเหตุ                    (ง) การจัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของหน่วยงาน          (๔) หมวดวิชาที่ ๔ การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรม สามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                    (ก) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากเครื่องจักร                    (ข) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากไฟฟ้า                    (ค) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุ                    (ง) การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบกิจการ                    (จ) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน                    (ฉ) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากสารเคมี                    (ช) การป้องกันและควบคุมปัญหาด้านการยศาสตร์                    (ซ) การป้องกันและควบคุมอันตรายในงานก่อสร้าง                    (ฌ) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล          ข้อ ๓ หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ระยะเวลาการฝึกอบรม สิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย๓ หมวดวิชา ดังต่อไปนี้          (๑) หมวดวิชาที่ ๑ ความรู้เกี่ยวกับการบริหาร จัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ระยะเวลาการฝึกอบรม สามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                    (ก) ความรู้เกี่ยวกับการบริหาร จัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทำงาน                    (ข) บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร          (๒) หมวดวิชาที่ ๒ กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                    (ก) การบริหารกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของกระทรวงแรงงาน                    (ข) สาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน และการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ          (๓) หมวดวิชาที่ ๓ ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมหกชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                    (ก) แนวคิดระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน                    (ข) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานของกระทรวงแรงงาน                    (ค) ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของมาตรฐานประเทศไทยและสากล                    (ง) การประยุกต์ใช้ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานสรุป คุณสมบัติวิทยากรข้อ 1ระดับการศึกษา ป.ตรี ในสาขาที่เกี่ยวข้องประสบการณ์ด้านความปลอดภัย ไม่น้อยกว่า 5 ปีประสบการณ์การเป็นวิทยากร ไม่น้อยกว่า 3 ปีข้อ 2ระดับการศึกษา อาจารย์สถาบัน/ป.ตรี สาขาที่เกี่ยวข้องประสบการณ์การเป็นวิทยากร ไม่น้อยกว่า 3 ปีข้อ 3ระดับการศึกษา เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐประสบการณ์ด้านความปลอดภัย ไม่น้อยกว่า 5 ปีประสบการณ์การเป็นวิทยากร ไม่น้อยกว่า 3 ปีข้อ 4ระดับการศึกษา ป.ตรี มีความรู้สาขาที่เกี่ยวข้องประสบการณ์ด้านความปลอดภัย ไม่น้อยกว่า 5 ปีประสบการณ์การเป็นวิทยากร ไม่น้อยกว่า 3 ปีทั้งนี้ การนับระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าว ให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรองหมวด ๒ คุณสมบัติของวิทยากร          ข้อ ๔ วิทยากรผู้ทำการฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้          (๑) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับหมวดวิชา ที่บรรยาย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ การนับระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าวให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง          (๒) เป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีในสาขา ที่เกี่ยวข้องกับหมวดวิชาที่บรรยาย และมีประสบการณ์การสอนด้านความปลอดภัยในการทำงาน ไม่น้อยกว่าสามปีนับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง          (๓) เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาในการ เป็นวิทยากรฝึกอบรมที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการทำงาน ด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากร ด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ การนับระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าว ให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง          (๔) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี และมีความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ หมวดวิชาที่บรรยาย ทั้งนี้ ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปีหมวด ๓ การจัดฝึกอบรมของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม          ข้อ ๕ ผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม ประสงค์ที่จะจัดฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้          (๑) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และต้องได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับรองระบบบริหารงานคุณภาพ หรือ          (๒) สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ          (๓) เป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือเอกชน และต้องมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ประเมิน ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา หรือ          (๔) เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์          ข้อ ๖ ให้ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๕ ยื่นคำขอต่ออธิบดี พร้อมด้วย รายชื่อวิทยากร และเอกสารตามแบบ กภ.จป.นบ ๑ แนบท้ายประกาศนี้ ณ กองความปลอดภัยแรงงาน หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด          ข้อ ๗ เมื่อผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ได้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อขอรับรองหลักสูตร การฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรถูกต้องและครบถ้วน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายออกหลักฐาน การรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรของผู้ยื่นคำขอภายในหกสิบวัน การออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ กภ.จป.นบ ๒ และออกได้คราวละ สามปีนับแต่วันที่ได้รับการรับรอง ในกรณีที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นว่าผู้ยื่นคำขอขาดคุณสมบัติตามข้อ ๕ หรือเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๖ ไม่ถูกต้องและครบถ้วน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายแจ้ง ให้ผู้ยื่นคำขอทราบทันทีหรือภายในไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ หากผู้ยื่นคำขอไม่แก้ไข หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์ที่จะให้ดำเนินการ ตามคำขอต่อไป และให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ ในกรณีเช่นนี้ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ส่งเอกสารคืนผู้ยื่นคำขอ พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ให้ผู้ยื่นคำขอทราบ          ข้อ ๘ การขอต่ออายุการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรของผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม ให้ยื่นคำขอไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันที่การรับรองจะสิ้นสุด และให้นำความในข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ มาใช้บังคับแก่การยื่นคำขอต่ออายุการรับรองโดยอนุโลม เมื่อยื่นคำขอต่ออายุการรับรองแล้ว ให้ผู้ได้รับการรับรองดำเนินการต่อไปได้จนกว่าอธิบดี จะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุการรับรองนั้น การต่ออายุการรับรองหลักสูตรให้มีอายุคราวละสามปีนับแต่วันที่การรับรองเดิมสิ้นสุด ข้อ ๙ ในกรณีที่เอกสารการรับรองสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ยื่นคำขอใบแทนการรับรองต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ดังกล่าว          ข้อ ๑๐ ในกรณีผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองตามข้อ ๗ มีการเปลี่ยนแปลง วิทยากร บุคลากรซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการการฝึกอบรม สถานที่ตั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใด จากที่ได้ยื่นขอการรับรองไว้ ให้แจ้งเป็นหนังสือ พร้อมส่งเอกสารแสดงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงหมวด 4 การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการทำงานฝึกอบรม 3 ชม.การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการทำงานฝึกอบรม 3 ชม.อันตรายจากเครื่องจักรอันตรายจากไฟฟ้าอันตรายจากการเคลื่อนย้าย และการจัดเก็บวัสดุการป้องกันและระงับอัคคีภัยอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงานอันตรายจากสารเคมีปัญหาด้านการยศาสตร์อันตรายในงานก่อสร้างอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยสวนบุคคลสรุป หลักสูตรอบรม ระดับบริหาร มีอะไรบ้าง ?หมวด 1ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ฝึกอบรม 3 ชม.หมวด 2กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฝึกอบรม 3 ชม.การบริหารกฎหมายความปลอดภัยสาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัยหมวด 3หมวดวิชาที่ ต ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมหกชั่วโมงแนวคิดระบบการจัดการดวามปลอดภัยระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานของกระทรวงแรงงานระบบการจัดการดวามปลอดภัย ของมาตรฐานประเทศไทย และสากลการประยุกต์ใช้ระบบการจัดการความปลอดภัย สรุป การจัดฝึกอบรมของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม มีดังนี้ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมประสงค์ที่จะจัดฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย หรือเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัญหรือเอกชนเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์สรุป การดำเนินการอบรม มีดังนี้ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมนายจ้างกรณีนายจ้าง ดำเนินการจัดฝึกอบรม ต้องอบรมตามหลักสูตรในหมวดที่ 1 และต้องมีวิทยากรที่มีคุณสมบัติตามหมวด 2สรุป ขั้นตอนการดำเนินการฝึกอบรม กรณีนายจ้างขั้นตอนแจ้งดำเนินการอบรม กรณีนายจ้างแจ้งกำหนดการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมรายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากรเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๑๒หลังการฝึกอบรม ให้จัดส่งรายงานผลการฝึกอบรม รายชื่อผู้ผ่านการฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากร ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม ยื่นต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรุงเทพมหานคร พื้นที่หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด เพื่อให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 15 วัน ทำการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งด้วยตนเอง หรือผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้หมวด ๔ การดำเนินการฝึกอบรม          ข้อ ๑๑ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ดำเนินการจัดฝึกอบรมตามหลักสูตร ในหมวด ๑ และจัดให้มีวิทยากรที่มีคุณสมบัติตามหมวด ๒          ข้อ ๑๒ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการ ดังนี้          (๑) กรณีนายจ้างให้แจ้งกำหนดการฝึกอบรม หลักสูตรการฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้ารับ การฝึกอบรม พร้อมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร และเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๑๒ (๘) ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานจังหวัดเพื่อให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันท าการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้ง ด้วยตนเองหรือผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้          (๒) กรณีผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมเป็นผู้จัดฝึกอบรม ให้แจ้งกำหนดการฝึกอบรม หลักสูตร การฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร และเอกสารหรือ หลักฐานตามข้อ ๖ ณ กองความปลอดภัยแรงงาน ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันทำการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งด้วยตนเองหรือผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้          (๓) จัดให้ห้องฝึกอบรมหนึ่งห้องมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกินหกสิบคน          (๔) จัดให้มีคู่มือประกอบการฝึกอบรม จัดเตรียมอุปกรณ์ สื่อและเอกสารประกอบการฝึกอบรม และสถานที่ที่ถูกสุขลักษณะให้มีความพร้อมใช้งานตลอดเวลาที่มีการดำเนินการ          (๕) จัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตร          (๖) จัดให้มีการประเมินผลทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม          (๗) ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยมีรายละเอียด อย่างน้อย ดังนี้                    (ก) ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า “จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง ” หรือ “จัดฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง หลักสูตร เลขที่ ...”                    (ข) ชื่อและนามสกุลของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม                    (ค) ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรม ให้ระบุข้อความ ดังนี้ “หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ตามข้อ ๔๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒ ชั่วโมง ” หรือ “หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ตามข้อ ๔๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือ คณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒ ชั่วโมง ” แล้วแต่กรณี                    (ง) ระบุสถานที่ในการฝึกอบรม                    (จ) ระบุวัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม                    (ฉ) ลงนามโดยนายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม แล้วแต่กรณี          (๘) จัดให้วิทยากรได้รับการฝึกอบรมหรือมีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มเติมปีละไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมง          ข้อ ๑๓ นอกจากดำเนินการตามข้อ ๖ แล้ว ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้          (๑) จัดทำค่าบริการที่กำหนดรายละเอียดของค่าใช้จ่ายในการให้บริการเสนอต่อผู้รับบริการ ก่อนการให้บริการ โดยค่าบริการที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมจะเรียกเก็บให้คำนวณจากค่าใช้จ่าย ในการให้บริการของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมรวมกับค่าตอบแทนที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมได้รับจากการให้บริการ ซึ่งค่าตอบแทนดังกล่าวต้องไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนค่าใช้จ่ายในการให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ หมายความถึง ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในการให้บริการ เช่น ค่าตอบแทนบุคลากร ค่าวัสดุ อุปกรณ์ หรือสถานที่ในการให้บริการ และค่าใช้จ่ายอื่นใดของผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม          (๒) ไม่เปิดเผยความลับของผู้รับบริการซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการให้บริการ          ข้อ ๑๔ ให้นายจ้าง หรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมส่งรายงานผลการฝึกอบรม รายชื่อผู้ผ่าน การฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากร ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม ณ กองความปลอดภัย แรงงาน หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตามแบบ กภ.จป.นบ ๓          ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการตามข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ และ          ข้อ ๑๔ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจเพิกถอนการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากร

จปคืออะไร

จปคืออะไร สถานประกอบการ บริษัทต้องมีจป.อะไร ตามกฎกระทรวง2565

จป.คืออะไร คือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเป็นบุคลากรทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด จป. ย่อมาจาก "เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน" เป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ทำหน้าที่หลักในการป้องกันอุบัติเหตุ เตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆในองค์กร ดูแลทุกกิจกรรมการทำงานของบริษัทเกิดความปลอดภัย เป็นบุคคลที่มีความชำนาญในการให้คำแนะนำปรึกษาในด้านต่างๆ แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในบริษัทให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องยกเลิก ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน  5 ระดับ คือ             กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 มีการกำหนดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน 5 ระดับ คือ1. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร2. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน3. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค4. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง5. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพยกเลิก กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 ใช้บังคับแก่กิจการหรือสถานประกอบกิจการ ดังต่อไปนี้             (1) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน กิจการปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี            (2) การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง เก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่ง ดัดแปลง แปรสภาพ ทำให้เสียหรือทำลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สินรวมทั้งการต่อเรือ การให้กำเนิด แปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น            (3) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบำรุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร สนามบินทางรถไฟ ทางรถราง ทางรถใต้ดิน ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำ ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ท่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวม ทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของการก่อสร้าง            (4) การขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และรวมทั้งการบรรทุกขนถ่ายสินค้า            (5) สถานีบริการหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ            (6) โรงแรม            (7) ห้างสรรพสินค้า            (8) สถานพยาบาล            (9) สถาบันทางการเงิน            (10) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ            (11) สถานบริการบันเทิง นันทนาการ หรือการกีฬา            (12) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ            (13) สำนักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม (1) ถึง (12)            (14) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับต่าง ๆ และ หน่วยงานความปลอดภัย ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 ดังต่อไปนี้กฎกระทรวง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2565อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนี่ง และมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ กฏกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๓ ในกฎกระทรวงนี้ "กรรมการความปลอดภัย "หมายความว่า กรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ "คณะกรรมการความปลอดภัย " หมายความว่า คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ "ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร" หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้บริหารซึ่งมีหน้าที่และอำนาจทำการแทนนายจ้างในการจ้าง การเลิกจ้าง การให้บำเหน็จ การลงโทษ หรือการวินิจฉัยข้อร้องทุกข์และได้รับมอบหมายเป็หนังสือให้ป็นผู้แทนนายจ้างระดับบริหารเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ "หน่วยงานความปลอดภัย " หมายความว่า หน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานความสำคัญของ กฎกระทรวง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2565กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานประกอบกิจการทุกแห่งที่มีลูกจ้างทำงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป เนื่องจากกฎกระทรวงนี้กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนลูกจ้างและประเภทของสถานประกอบกิจการ เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีความปลอดภัยในการทำงาน และคุ้มครองลูกจ้างจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานมีหน้าที่หลักในการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน ดังนี้ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานวิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้างแนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานยังมีหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตราย การจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอันตราย การจัดทำรายงานการเกิดอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงาน เป็นต้นดังนั้น การมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเพียงพอและเหมาะสมจึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานในสถานประกอบกิจการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และบุคคลภายนอกหมวด ๑เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ข้อ ๔ นายจ้างของสถานประกอบกิจการประเภทที่ระบุในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ต้องจัด ให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เว้นแต่เป็นสถานประกอบกิจการประเภทที่มีจำนวนลูกจ้าง ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการที่นายจ้างต้องจัดให้มี ตามวรรคหนึ่ง จะเป็นประเภทใดหรือระดับใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ข้อ ๕ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมีสองประเภท ดังต่อไปนี้(๑) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่ง(๒) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยหน้าที่เฉพาะส่วนที่ 1 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่งข้อ ๖ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่งมีสองระดับ ดังต่อไปนี้(๑) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน(๒) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารบัญชีท้ายกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 สถานประกอบกิจการที่ต้องมี จป. ดังต่อไปนี้บัญชี 1 สถานประกอบกิจการที่ต้องมีจป. อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการทำเหมืองตามกฎหมายว่าด้วยแร่อุตสาหกรรมเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมอุตสาหกรรมเกี่ยวกับปิโตรเคมีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแยกก๊าซธรรมชาติบัญชี 2 สถานประกอบกิจการที่ต้องมีจป.อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากยาสูบอุตสาหกรรมสิ่งทออุตสาหกรรมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายอุตสาหกรรมเครื่องหนังอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้อุตสาหกรรมกระดาษหรือผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากกระดาษอุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์หรือเวชภัณฑ์ทางการแพทย์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่อโลหะอุตสาหกรรมโลหะหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรมเครื่องจักรหรือเครื่องมือกลอุตสาหกรรมยานพาหนะ ชิ้นส่วนยานพาหนะ หรืออุปกรณ์เสริมสำหรับยานพาหนะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์อุตสาหกรรมเครื่องประดับอุตสาหกรรมเครื่องดนตรีอุตสาหกรรมอุปกรณ์กีฬาออกกำลังกายอุตสาหกรรมของเล่นอุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์อุตสาหกรรมการผลิต การจัดส่ง หรือการจ่ายไฟฟ้าอุตสาหกรรมการผลิตหรือการบรรจุก๊าซอุตสาหกรรมการผลิตถ่านโค้กอุตสาหกรรมการผลิต การเก็บ หรือการจำหน่ายไอน้ำอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์หรือการเพาะปลูกสถานีบริการตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงคลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงการให้บริการบำบัดน้ำเสียหรือกำจัดของเสียตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอุตสาหกรรมการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่อุตสาหกรรมการแต่งแร่ การขุดแร่รายย่อย หรือการร่อนแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่การก่อสร้าง การดัดแปลง การซ่อมแซม หรือการรื้อถอนอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารอุตสาหกรรมการขนส่งการบริการการเดินอากาศตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็นตามกฎหมายว่าด้วยคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นกิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมการติดตั้ง การซ่อม หรือการซ่อมบำรุงเครื่องจักรโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมกิจการนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจค้าส่งศูนย์การจัดประชุมและการแสดงสินค้าโรงพยาบาลการทดสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติการทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ หรือวิศวกรรมการขายและการบำรุงรักษายานยนต์หรือการซ่อมยานยนต์สวนสัตว์หรือสวนสนุก  บัญชี 3 สถานประกอบกิจการที่ต้องมีจป. ธุรกิจสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์การประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตหรือการประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยโรงรับจำนำตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำโรงถ่ายทำภาพยนต์หรือละคสวนพฤกษศาสตร์สนามกีฬาหรือการนันทนาการสถานที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงสำนักงานบริหารของสถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 และบัญชี 2ประเภท สปก.และจำนวนลูกจ้างที่ต้องจัดให้มี จป./คปอ.หน่วยงานความปลอดภัย ตามกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานฯ 2565   หมายเหตุ ประเภท สปก.และจำนวนลูกจ้างที่ต้องจัดให้มี จป./คปอ.หน่วยงานความปลอดภัย ตามกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานฯ 2565นายจ้างต้องแต่งตั้ง จป.โดยตำแหน่งภายใน 120 วันนับตั้งแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวณดังกล่าว หรือนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างาน หรือลูกจ้างระดับบริหารนายจ้างต้องแต่งตั้ง จป.โดยหน้าที่เฉพาะภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวนดังกล่าวกรณี จป. โดยหน้าที่เฉพาะพ้นจากหน้าที่จัดให้มี จป. ดังกล่าวแทนภายใน 90 วันผู้บริหารหน่วยงานฯ ต้องผ่านการฝึกอบรมและต้องไม่เป็น จป.วิชาชีพ กรณีแต่งตั้ง จป.วิชาชีพ เป็นผู้บริหารหน่วย ไม่ต้องผ่านการอบรมกรณีผู้บริหารหน่วยงานพ้นจากหน้าที่ ให้จัดให้มีผู้บริหารหน่วยแทนภายใน 90 วันนายจ้างยื่นขึ้นทะเบียน จป. โดยหน้าที่เฉพาะ จป.โดยตำแหน่ง และผู้บริหารหน่วยภายใน 30 วันนับแต่วันที่แต่งตั้งกรณีจป.โดยหน้าที่เฉพาะ จป.โดยตำแหน่งหรือผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัยพ้นจากตำแหน่ง นายจ้างแจ้งภายใน 30 วันหรือบุคคลดังกล่าวใช้สิทธิแจ้งก็ได้คปอ.ต้องจัดให้มีภายใน 30 วันนับตั้งแต่ว้นที่มีลูกจ้างครบจำนวนดังกล่าวและจัดให้มี การอบรม คปอ. ภายใน 60 วันเมื่อแต่งตั้ง คปอ. ให้ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งยี่นต่ออธิบดี ภายใน 15 วันนายจ้างส่งรายงานการดำเนินงานของ จป. โดยหน้าที่เฉพาะ 2 ครั้ง ครั้งแรกใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. ครั้งที่ 2 ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.คการแต่งตั้งคปอ. ตามกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานฯ 2565คำแนะนำสำหรับนายจ้าง สิ่งที่ท่านควรทราบหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 อาจได้รับโทษตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ดังนี้มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 (จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในการทำงาน) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.นอกจากนี้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ อาจส่งผลให้สถานประกอบกิจการมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของลูกจ้างและบุคคลภายนอกได้ดังนั้น นายจ้างจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนลูกจ้างและประเภทของสถานประกอบกิจการ เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีความปลอดภัยในการทำงาน และคุ้มครองลูกจ้างจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานสรุปได้ว่า กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 มุ่งเน้นให้นายจ้างให้ความสำคัญกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานหรือบุคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนลูกจ้างและประเภทของสถานประกอบกิจการ เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีความปลอดภัยในการทำงาน และคุ้มครองลูกจ้างจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน

อยากเป็นจป.วิชาชีพ

อยากเป็นจป.วิชาชีพต้องทำอย่างไร ?

ตามที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพต้องมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้1.เคยเป็นจป.วิชาชีพตามกฎกระทรวงฯเคยเป็นจป.วิชาชีพตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ.25492.เป็นจป.ตามกฎหมาย2528 หรือกฎหมายรัฐวิสาหกิจฯ 2534เป็น จป.ตามกฎหมาย หรือกฎหมายรัฐวิสาหกิจฯ 2534 และผ่านการฝึกอบรม และผ่านการประเมิน (ดำเนินการภายใน 5 ปี)3.ปริญญาตรีปริญญาตรี อาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า4.เป็นจป.เทคนิคขั้นสูง 5 ปีการศึกษาปริญญาตรี และ เป็น จป.เทคนิคขั้นสูง 5 ปี และผ่านการฝึกอบรม และผ่านการประเมิน5.มีประสบการณ์ทำงาน 5 ปี ในสถานประกอบการตามบัญชี 1 และ 2การศึกษาปริญญาตรี และมีประสบการณ์ทำงาน 5 ปี ในสถานประกอบการตามบัญชี 1 และ 2 และผ่านการฝึกอบรม และผ่านการประเมิน (ดำเนินการภายใน 5 ปี)6.เป็น จป.วิชาชีพ ตามกฎหมาย 2540เป็น จป.วิชาชีพ ตามกฎหมาย 2540 และผ่านการฝึกอบรม และผ่านการประเมิน (ดำเนินการภายใน 5 ปี)

หน้าที่จป.บริหาร 2565

หน้าที่จป.บริหารตามกฎกระทรวง 2565 มีอะไรบ้าง

ตามที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565จป.บริหาร หรือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหาร คือ ลูกจ้างที่ นายจ้างแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหาร ซึ่งเป็น หัวหน้าหน่วยงานที่มีระดับสูงกว่าหัวหน้าหน่วยงานขึ้นไปไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตามหมวด ๑เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานข้อ ๑๒ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร มีหน้าที่ดังต่อไปนี้หน้าที่จป.บริหาร(๑)กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของตน(๒)เสนอแผนงานหรือโครงการด้านความปลอดภัยในการทำงานในหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อนายจ้างหน้าที่จป.บริหาร(๓)ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการดำเนินงาน เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นไปตามแผนงาน หรืหอโครงการเพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกิจการกอบการ(๔)กำกับดูและและติดตามให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างตามที่ได้รับรายงานหรือตามข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานคณะกรรมการความปลอดภัยหรือหน่วยงานความปลอดภัย

หน้าที่จป.เทคนิคขั้นสูง 2565

หน้าที่จป.เทคนิคขั้นสูงตามกฎกระทรวง 2565 มีอะไรบ้าง

ตามที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565"เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน" หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งนายจ้างแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิค ขั้นสูง และระดับวิชาชีพหมวด ๑เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานข้อ ๑๙ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้หน้าที่จป.เทคนิคขั้นสูง(๑)ตรวจสอบและเสนอแนะให้นานยจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน(๒)วิเคราะห์เพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้างหน้าที่จป.เทคนิคขั้นสูง(๓)วิเคราะห์แผนงานหรืหอโครงการและข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ และเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการทำงานต่อนานยจ้าง(๔)ตรวจประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแผนงาน โครงการ หรือมาตรการความปลอดภัยในการทำงานหน้าที่จป.เทคนิคขั้นสูง(๕)แนะนำให้ลูกจ้างปฏบัติตามข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ(๖)แนะนำฝึกสอน และอบรมลูกจ้าง เพื่อให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน(๗)ตรวจสอบหาสาเหตุและวิเคราะหืการประสบอันตรายการเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง และรายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า(๘)รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล และจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตรายการเจ้บป่วยหรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างเสนอต่อนายจ้าง(๙)ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

หน้าที่จป.เทคนิค2565

หน้าที่จป.เทคนิคตามกฎกระทรวง 2565 มีอะไรบ้าง

ตามที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565"เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน" หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งนายจ้างแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิค ขั้นสูง และระดับวิชาชีพหมวด ๑เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานข้อ ๑๖ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคที่ มีหน้าดังต่อไปนี้หน้าที่จป.เทคนิค(๑)ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน(๒)วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้างหน้าที่จป.เทคนิค(๓)แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ(๔)ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วยหรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง และรายงานผลการตรวจสอบรวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้าหน้าที่จป.เทคนิค(๕)รวบรวมสถิติและจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตรายการเจ็บป่วยหรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างเสนอต่อนายจ้าง(๖)ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

หน้าที่จป.วิชาชีพ 2565

หน้าที่จป.วิชาชีพตามกฎกระทรวง 2565 มีอะไรบ้าง

ตามที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565"เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน" หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งนายจ้างแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิค ขั้นสูง และระดับวิชาชีพหมวด ๑เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานข้อ ๒๒ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้หน้าที่จป.วิชาชีพ(๑) ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน(๒) วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายและกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง(๓) ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานหน้าที่จป.วิชาชีพ(๔) วิเคราะห์แผนงานหรือโครงการ และข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ และเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการทำงานต่อนายจ้าง(๕) ตรวจประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนงาน โครงการหรือมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน(๖) แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการหน้าที่จป.วิชาชีพ(๗)แนะนำ ฝึกสอน และอบรมลูกจ้าง เพื่อให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน(๘)ตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือดำเนินการร่วมกับบุคคล หรือนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง(๙)เสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องหน้าที่จป.วิชาชีพ(๑๐)ตรวจสอบหาสาเหตุและวิเคราะห์การประสบอันตรายการเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญและรายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายจ้าง(๑๑)รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล และจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตรายการเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างเสนอต่อนายจ้าง(๑๒)ให้ความรู้และอบรมด้านโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแก่ลูกจ้างก่อนเข้าทำงานและระหว่างทำงาน เพื่อทบทวนความรู้อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งหน้าที่จป.วิชาชีพ(๑๓)ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

หน้าที่คปอ2565

หน้าที่คปอ.ตามกฎกระทรวง 2565 มีอะไรบ้าง

ตามที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565“คณะกรรมการความปลอดภัย” หมายความว่า คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการหมวด ๒ คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการข้อ ๓๒ คณะกรรมการความปลอดภัยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ หน้าที่และอำนาจคปอ.(๑) จัดทำนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการ เสนอต่อนายจ้าง(๒) จัดทำแนวทางการป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง หรือความไม่ปลอดภัยในการทำงาน เสนอต่อนายจ้าง(๓) รายงานและเสนอแนะมาตรการ หรือแนวทางปรับปรุงแก้ไขสภาพการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานต่อนายจ้าง เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ผู้รับเหมา และบุคคลภายนอกที่เข้ามาปฏิบัติงานหรือ เข้ามาใช้บริการในสถานประกอบกิจการ หน้าที่และอำนาจคปอ.(๔) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบกิจการ (๕) พิจารณาคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการเพื่อเสนอความเห็นต่อนายจ้าง(๖) สำรวจการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในการทำงานและรายงานผลการสำรวจดังกล่าว รวมทั้งสถิติการประสบอันตรายที่เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการนั้นในการประชุมคณะกรรมการ ความปลอดภัยทุกครั้ง หน้าที่และอำนาจคปอ.(๗) พิจารณาโครงการหรือ แผนการฝึกอบรม เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึง โครงการหรือแผนการอบรมเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านความปลอดภัยของลูกจ้าง หัวหน้างาน ผู้บริหาร นายจ้าง และบุคลากรทุกระดับเพื่อเสนอความเห็นต่อนายจ้าง (๘) จัดวางระบบให้ลูกจ้างทุกคนทุกระดับมีหน้าที่ต้องรายงานสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ต่อนายจ้าง (๙) ติดตามผลความคืบหน้าเรื่องที่เสนอต่อนายจ้าง หน้าที่และอำนาจคปอ.(๑๐) รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี รวมทั้งระบุปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการความปลอดภัยเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบหนึ่งปีเสนอต่อนายจ้าง (๑๑) ประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบกิจการ (๑๒) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย  

โรคจากการทำงาน การป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ การป้องกันโรคจากการทํางาน กฎหมายโรคจากการประกอบอาชีพ พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โรคจากการทำงานตามกฎกระทรวงเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย โรคจากการทำงาน2565,โรคจากการทำงานที่จป.ควรรู้ตามกฎหมาย

โรคจากการทำงานตามกฎหมายสำหรับ จป.

โรคจากการทำงานตามกฎหมาย 2565โรคจากการทำงานตามกฎหมาย ตามกฎกระทรวง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัย ในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 หมวดที่ 1 ส่วนที่ 2  ข้อที่ 21 วงเล็บที่ 12 ของ จป. วิชาชีพ ให้ความรู้ และ อบรมด้านโรคจากการประกอบอาชีพ (โรคจากการทำงาน) และ สิ่งแวดล้อมแก่ลูกจ้างก่อนเข้าทำงานและ ระหว่างทำงานเพื่อทบทวนความรู้ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งโรคจากการทำงาน คืออะไรโรคจากการทำงาน (Occupational Disease) คือ ภาวะสุขภาพ หรือความผิดปกติ ที่เกิดจากสภาพเป็นโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการทำงานโดยตรง แต่การทำงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดโรค หรืออาจส่งผลให้โรคที่เป็นรุนแรงมากขึ้นแวดล้อมในการทำงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง กับการทำงา เช่น ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ความเครียดหลังเกิดบาดแผล มะเร็ง แต่การทำงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดโรค หรืออาจส่งผลให้โรคที่เป็นรุนแรงมากขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูงจากความเครียด, จากการทำงาน หรือโรคกระเพราะอาหารจากการทำงานกะ เป็นต้น โรคจากการทำงาน คืออะไรโรคจากการทำงาน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุสารชีวภาพ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ปรสิต แมลง พืช นก สัตว์ หรือคนสารเคมี เช่น เบอริลเลี่ยม ตะกั่ว เบนซีน ไอโซไซยาเนตปัญหาตามหลักการยศาสตร์ เช่น การเคลื่อนไหวซ้ำๆ การติดตั้งสถานีงาน แสงสว่างไม่เพียงพอ การออกแบบ เครื่องมือที่ไม่เหมาะสมทางกายภาพ เช่น รังสีที่แตกตัวเป็นไอออน สนามแม่เหล็ก อุณหภูมิ เสียง ความสั่นสะเทือน ปัญหาทางสังคม เช่น ความเครียด ความรุนแรง การกลั่นแกล้งการล่วงละเมิด และการขาดการยอมรับ เป็นต้นปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดการพัฒนาหรือความรุนแรงของโรคจากการทำงาน ได้แก่ㆍปริมาณการสัมผัสหรือปริมาณที่เข้าสู่ร่างกายㆍ ระยะเวลาในการสัมผัสㆍความเป็นพิษของสารเคมีㆍการขับสารออกจากร่างกายㆍ ความไวในการรับสัมผัสส่วนบุคคลㆍผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น่ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ㆍการสัมผัสสารเคมีชนิดอื่น ความรุนแรงของโรค ขึ้นอยู่กับการรับสัมผัสสารด้วย เช่นกันโดยทั่วไป หากยิ่งรับสัมผัสเป็นเวลานาน และปริมาณความเข้มข้นที่สูง ความเสี่ยงหรือการพัฒนาของโรคต่อสุขภาพก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยโรคจากการทำงาน สามารถป้องกันได้อย่างไรการป้องกันโรคจากการทำงานสามารถทำได้ เพื่อทำให้ผู้ปฏิบัติงานปลอดภัยจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ปฏิบัติงาน โดยสามารถป้องกันได้ ดังนี้- เรียนรู้อันตรายในสถานที่ทำงาน เพื่อหาวิธีป้องกันผู้ปฏิบัติงานจากอันตรายนั้น- นายจ้างควรพัฒนาระบบความปลอดภัย โปรแกรม ข้อกำหนดและขั้นตอนการทำงาน ที่ออกแบบมาเพื่อ       ป้องกันผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานไม่ให้เกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย และลูกจ้างควรปฏิบัติตาม- สื่อสารความเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความเสี่ยงต่อพนักงาน ให้ข้อมูลที่เหมาะสม และอบรมให้ความรู้       กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถป้องกันตนเองจากอันตรายเบื้องต้นได้โรคจากการทำงาน สามารถป้องกันได้อย่างไร- ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อสอบสวนการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยที่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจ  เกี่ยวข้องกับการทำงาน  เช่น บอกกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่าทำงานที่ไหนทำงานอะไร และเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใด เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน

การอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม pdf,การประหยัดพลังงานในโรงงาน ppt,การใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม,การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า pdf,วิธีประหยัดพลังงานในออฟฟิศ,วิธีการ อนุรักษ์พลังงานใน โรงงาน อุตสาหกรรม,อุปกรณ์ประหยัดพลังงานใน โรงงาน อุตสาหกรรม,วิชาการ อนุรักษ์พลังงานใน โรงงาน อุตสาหกรรม,การใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม

การสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงานช่วยประหยัดพลังงานในโรงงาน

การสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์พลังงานช่วยประหยัดพลังงานในโรงงานจิตสำนึกการที่บุคคลมีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วมีพฤติกรรมหรือการปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ โดยรู้ตนเองว่ากำลังทำอะไรอยู่และทำไปเพื่ออะไร และสามารถบอกถึงผลกระทบจากการปฏิบัติของตนได้พลังงาน (Energy)หมายถึง ความสามารถในการทำงานหรือทำให้เกิดงานผลการทำงานของแรงนั้นทำให้วัตถุหรือสิ่งใด ๆ เคลื่อนที่ หรือเคลื่อนไหว พลังงานนั้นสามารถจัดเก็บไว้ได้พลังงานไม่สามารถถูกทำลายได้แต่สามารถเปลี่ยนแปลงจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งได้ เช่น พลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าพลังงานไฟฟ้า เป็น พลังงานกล หรือ พลังงานความร้อน เป็นต้นอาจใส่เเนวโน้มความต้องการพลังงานการอนุรักษ์พลังงานคืออะไรการอนุรักษ์พลังงาน คือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน คือการไม่ใช้พลังงานเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้หรือการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้นอนุรักษ์พลังงานที่ “ไม่” ยั่งยืน1)  ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร และ เพื่อนร่วมงาน2) ขาดผู้ดูแลการใช้พลังงาน3) ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน4) ขาดการติดตาม ตรวจสอบการใช้พลังงาน5) ขาดการดูแลซ่อมบำรุงอุปกรณ์6) ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน1)  การอนุรักษ์พลังงานมิใช่การไม่ยอมใช้พลังงาน2) อนุรักษ์พลังงานแล้วไม่ต้องกระทบกับความปลอดภัย3) อนุรักษ์พลังงานแล้วต้องไม่กระทบกับคุณภาพชีวิต ทั้งมาตรฐานชีวิตและความสุขสบาย4) การอนุรักษ์พลังงานคือการใช้เมื่อสมควรที่จะใช้ ทั้งในแง่ ปริมาณและเวลา และใช้อย่างมีประสิทธิภาพ5) การอนุรักษ์พลังงานต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง และผลได้ ผลเสียให้รอบคอบ 6) การอนุรักษ์พลังงานทำไม่ได้ถ้าต้องการดำเนินการกับคนที่มีความคิดสุดโต่ง   2  ประเภท        6.1 มีเงินจ่ายไม่ว่าพลังงานจะแพงขนาดไหน (ที่บ้าน)        6.2 ไม่ใช่เงินตัวเองที่จะจ่าย (ที่ทำงาน)               6.2.1 สวัสดิการต่างๆ                6.2.2 สาธารณูปโภคที่ดีขึ้น การอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม.pdf

อัปเดตกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยพ.ศ. 2565,สรุปกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยพ.ศ. 256,นายจ้างต้องรู้กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน,นายจ้างต้องรู้ต้องทำกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน,สรุป การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย2565,สรุป การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย2565-2566,หมวด1เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน,สรุปหมวด1เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน,สรุปหมวด1เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน2565,นายจ้างต้องทำอะไรบ้างในกฎกระทรวงการจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

นายจ้างต้องรู้นายจ้างต้องทำในกฎกระทรวงการจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน

นายจ้างต้องรู้!สิ่งที่นายจ้างต้องทำในกฎกระทรวงเรื่อง การจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2565อัปเดตกฎกระทรวง หมวดที่ 1หมวด1เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน          ข้อ 4 นายจ้างของสถานประกอบกิจการประเภทที่ระบุในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ต้องจัด ให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางาน เว้นแต่เป็นสถานประกอบกิจการประเภทที่มีจํานวนลูกจ้างไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางาน          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานในสถานประกอบกิจการที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามวรรคหนึ่งจะเป็นประเภทใดหรือระดับใด ให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในหมวดนี้          ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานมีสองประเภท ดังต่อไปนี้         (1) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานโดยตําแหน่ง          (2) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานโดยหน้าที่เฉพาะส่วนที่ 1 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานโดยตําแหน่ง         ข้อ 6 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานโดยตําแหน่งมีสองระดับ ดังต่อไปนี้         (1) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างาน         (2) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหาร          ข้อ 7 นายจ้างของสถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างจํานวน สองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามบัญชี 3 ที่มีลูกจ้างจํานวนยี่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้าง ระดับหัวหน้างานซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 8 ทุกคน เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับ หัวหน้างานของสถานประกอบกิจการ ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจํานวน ดังกล่าว          ในกรณีที่ลูกจ้างระดับหัวหน้างานไม่มีคุณสมบัติตามข้อ 8 ให้นายจ้างดําเนินการให้ลูกจ้างนั้น เข้ารับการฝึกอบรมตามข้อ 8 (1) เพื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับ หัวหน้างาน ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่นายจ้างแต่งตั้งให้เป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างาน          ข้อ 8 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างานต้องเป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างาน และมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้          (1) ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างาน          (2) เคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างานตามกฎกระทรวงกําหนด มาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2549          (3) มีคุณสมบัติตามข้อ 15 ข้อ 18 หรือข้อ 21 แล้วแต่กรณี                   ข้อ 10 นายจ้างของสถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างจํานวน สองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามบัญชี 3 ที่มีลูกจ้างจํานวนยี่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้าง ระดับผู้บริหารซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 11 ทุกคน เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับ บริหารของสถานประกอบกิจการ ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจํานวนดังกล่าว          ในกรณีที่ลูกจ้างระดับผู้บริหารไม่มีคุณสมบัติตามข้อ 11 ให้นายจ้างดําเนินการให้ลูกจ้างนั้น เข้ารับการฝึกอบรมตามข้อ 11 (1) เพื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับ บริหาร ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่นายจ้างแต่งตั้งให้เป็นลูกจ้างระดับผู้บริหาร          ข้อ 11 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหารต้องเป็นลูกจ้างระดับผู้บริหาร และมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้          (1) ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหาร          (2) เคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหารตามกฎกระทรวงกําหนด มาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางาน พ.ศ. 2549          (3) มีคุณสมบัติตามข้อ 21 ข้อ 12 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหารมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้           (1) กํากับดูแลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานทุกระดับซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของตน          (2) เสนอแผนงานหรือโครงการด้านความปลอดภัยในการทํางานในหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่อนายจ้าง          (3) ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการดําเนินงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทํางาน ให้เป็นไปตามแผนงานหรือโครงการ เพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทํางานที่เหมาะสมกับ สถานประกอบกิจการ          (4) กํากับดูแลและติดตามให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความปลอดภัยในการทํางานของ ลูกจ้างตามที่ได้รับรายงานหรือตามข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางาน คณะกรรมการความปลอดภัย หรือหน่วยงานความปลอดภัย

หน้าที่ จป.หัวหน้างาน 10 ข้อ,จป.หัวหน้างาน คุณสมบัติ,บทบาทหน้าจป.หัวหน้างาน,อบรมจปหัวหน้างาน,จป.หัวหน้างาน คุณสมบัติ,หน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างาน,หน้าที่จป.หัวหน้างานใหม่ล่าสุด,หน้าที่จป.หัวหน้างานตามกระทรวงล่าสุด

อัปเดตหน้าที่จปหัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างานตามกฎกระทรวง65

อัปเดตหน้าที่จป.หัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างานตามกฎกระทรวงล่าสุด2565อัปเดตหน้าที่จป.หัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับหัวหน้างานตามกฎกระทรวงล่าสุด 2565           ข้อ 9 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างานมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้          (1) กํากับดูแลลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ปฏิบัติตามคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ          (2) วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้นจาก การทํางาน โดยอาจร่วมดําเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับเทคนิค ขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ          (3) จัดทําคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของ หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยร่วมดําเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับ เทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ เพื่อเสนอคณะกรรมการความปลอดภัยหรือนายจ้าง แล้วแต่กรณี และ ทบทวนคู่มือดังกล่าวตามที่นายจ้างกําหนด โดยนายจ้างต้องกําหนดให้มีการทบทวนอย่างน้อยทุกหกเดือน          (4) สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ในการทํางาน          (5) ตรวจสอบสภาพการทํางานของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้อยู่ใน สภาพที่ปลอดภัยก่อนลงมือปฏิบัติงานประจําวัน          (6) กํากับดูแลการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ          (7) รายงานการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรําคาญอันเนื่องจาก การทํางานของลูกจ้างต่อนายจ้าง และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับ เทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ สําหรับสถานประกอบกิจการที่มีหน่วยงานความปลอดภัย ให้แจ้ง ต่อหน่วยงานความปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุ          (8) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรําคาญ อันเนื่องจากการทํางานของลูกจ้างร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ระดับ เทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และรายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาต่อนายจ้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า          (9) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทํางาน(10) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทํางานอื่นตามที่นายจ้างหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทํางานระดับบริหารมอบหมาย

กฎกระทรวงราชกิจจานุเบกษา,กฎกระทรวงการจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน2565,กฎกระทรวงการจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานล่าสุด,ท้ายบัญชีกฎกระทรวงเพิ่มสถานประกอบกิจการเป็น64แห่ง,กฎกระทรวงจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยดำเนินการด้านความปลอดภัยจาก 14 แห่งเพิ่มเป็น 64 แห่ง,อบรมจป.ตามกฎหมาย, สถานประกอบกิจการที่ต้องจัดให้มีการดำเนินการ2565, สถานประกอบกิจการที่ต้องจัดให้มีการดำเนินการเพิ่มเป็น64แห่ง

ไม่ใช่แค่โรงงานนะที่จะต้องมีจป.อัปเดตตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง 2565

สถานประกอบกิจการใดบ้าง ที่ต้องจัดให้มีจป.หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานอัปเดตตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง 2565 เช็คได้ที่บทความนี้จป คืออะไร จป หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานนั้นถือได้ว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องแต่งตั้งตามกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎกระทรวงเรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานปี พ.ศ. 2549 สถานประกอบกิจการต่างๆ ที่เข้าข่ายตามกฎหมายกำหนดจะต้องมีการแต่งตั้ง จป ในระดับต่างๆ หากนายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนมีสิทธิ์ติดคุกได้ นายจ้างที่ไม่จัดให้มีการแต่งตั้ง จป ถือได้ว่ามีความผิดตาม พรบ ความปลอดภัยฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองแสนหรือทั้งจำทั้งปรับว่าด้วยเรื่อง กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากรหน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2565 การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ในช่วงบัญชีท้ายกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือบุคลากรหรือหน่วยงานหรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2565 ซึ่งในกฎกระทรวงใหม่ล่าสุดได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยภัยดูแลสถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีการดำเนินการเพิ่มเป็น 64 แห่ง จากเดิมมีอยู่เพียง 14 แห่งแบ่งเป็น 3 บัญชี ได้แก่บัญชีที่ ๑ลำดับสถานประกอบกิจการ๑อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการทำเหมืองตามกฎหมายว่าด้วยแร่๒อุตสาหกรรมเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม๓อุตสาหกรรมเกี่ยวกับปิโตรเคมี๔อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม๕อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแยกก๊าซธรรมชาติบัญชีที่ ๒ลำดับสถานประกอบกิจการ๑อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์๒อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร๓อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม๔อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากยาสูบ๕อุตสาหกรรมสิ่งทอ๖อุตสาหกรรมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกาย๗อุตสาหกรรมเครื่องหนัง๘อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้๙อุตสาหกรรมกระดาษหรือผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากกระดาษ๑๐อุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ลำดับสถานประกอบกิจการ๑๑อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์หรือเวชภัณฑ์ทางการแพทย์๑๒อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง๑๓อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก๑๔อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่อโลหะ๑๕อุตสาหกรรมโลหะหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะ๑๖อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์๑๗อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า๑๘อุตสาหกรรมเครื่องจักรหรือเครื่องมือกล๑๙อุตสาหกรรมยานพาหนะ ชิ้นส่วนยานพาหนะหรืออุปกรณ์เสริมสำหรับยานพาหนะ๒๐อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ลำดับสถานประกอบกิจการ๒๑อุตสาหกรรมเครื่องประดับ๒๒อุตสาหกรรมเครื่องดนตรี๒๓อุตสาหกรรมอุปกรณ์กีฬาออกกำลังกาย๒๔อุตสาหกรรมของเล่น๒๕อุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์๒๖อุตสาหกรรมการผลิต การจัดส่ง หรือการจ่ายไฟฟ้า๒๗อุตสาหกรรมการผลิตหรือการบรรจุก๊าซ๒๘อุตสาหกรรมการผลิตถ่านโค้ก๒๙อุตสาหกรรมการผลิต การเก็บ หรือการจำหน่ายไอน้ำ๓๐อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์หรือการเพาะปลูกลำดับสถานประกอบกิจการ๓๑สถานีบริการตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง๓๒คลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง๓๓การให้บริการบำบัดน้ำเสียหรือกำจัดของเสียตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ๓๔อุตสาหกรรมการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่๓๕อุตสาหกรรมการแต่งแร่ การขุดแร่รายย่อยหรือการร่อนแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่๓๖การก่อสร้าง การดัดแปลง การซ่อมแซม หรือการรื้อถอนอาคารตามกฎหมายว่าด้วย การควบคุมอาคาร๓๗อุตสาหกรรมการขนส่ง๓๘การบริการการเดินอากาศตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศลำดับสถานประกอบกิจการ๓๙กิจการคลังสินค้า กิจการไชโล หรือกิจการห้องเย็นตามกฎหมายว่าด้วยคลังสินค้า ไซโลและห้องเย็น๔๐กิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม๔๑การติดตั้ง การซ่อม หรือการซ่อมบำรุงเครื่องจักร๔๒โรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม๔๓กิจการนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด๔๔ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจค้าส่ง๔๕ศูนย์การจัดประชุมและการแสดงสินค้า๔๖โรงพยาบาลลำดับสถานประกอบกิจการ๔๗การทดสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติการทางกายภาพ เคมี ชีวภาพหรือวิศวกรรม๔๘การขายและการบำรุงรักษายานยนต์หรือการซ่อมยานยนต์๔๙สวนสัตว์หรือสวนสนุกบัญชีที่ ๓ลำดับสถานประกอบกิจการ๑ธุรกิจสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน๒ธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์๓สหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์๔การประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตหรือการประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย๕โรงรับจำนำตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ๖โรงถ่ายทำภาพยนตร์หรือละคร๗สวนพฤกษศาสตร์๘สนามกีฬาหรือการนันทนาการ๙สถานที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง๑๐สำนักงานบริหารของสถานประกอบกิจการตามบัญชี ๑ และบัญชี ๒สรุป  สถานประกอบกิจการที่ต้องจัดให้มีการดำเนินการ การบังคับใช้ สถานประกอบกิจการ บัญชีที่ 1, 2, 3บัญชีที่ 1 มี 5 สถานประกอบกิจการบัญชีที่ 2 มี 49 สถานประกอบกิจการบัญชีที่ 3 มี 10 สถานประกอบกิจการอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยตามกฎหมายได้แล้ววันนี้ที่ www.เซฟตี้อินไทย.com

อุบัติเหตุและอันตรายจากการทำงาน,อันตรายจากการทํางาน มีอะไรบ้าง,สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุภายในที่ทำงาน,สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบัติเหตุภายในที่ทำงาน,

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุภายในที่ทำงาน

     อุบัติเหตุภายในที่ทำงาน เป็นปัญหาที่พบได้ในทุกสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงาน ไซต์ก่อสร้าง หรือกิจการขนาดเล็ก หลายองค์กรอาจมองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเหตุสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อุบัติเหตุส่วนใหญ่มีสาเหตุชัดเจน และสามารถป้องกันได้ หากมีการวิเคราะห์และจัดการอย่างถูกต้อง      สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุภายในที่ทำงาน                     เซฟตี้อินไทย ขออธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุภายในที่ทำงานนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีปัจจัยใดบ้างที่เป็นต้นตอ และเหตุใดองค์กรจำนวนมากจึงยังประสบอุบัติเหตุซ้ำ ๆ ทั้งที่มีกฎ มีมาตรการ และมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วนแล้วความหมายของอุบัติเหตุจากการทำงานอุบัติเหตุจากการทำงาน หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ไม่ได้ตั้งใจ และก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง อันเนื่องมาจากการทำงาน หรือเกี่ยวข้องกับการทำงาน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน ใช้เครื่องจักร ขนย้ายวัสดุ หรืออยู่ภายในพื้นที่ทำงานอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคล หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน และบ่อยครั้งเกิดจากทั้งสองปัจจัยร่วมกัน หากขาดการควบคุมเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นทันทีสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุภายในที่ทำงานโดยหลักแล้ว สามารถแบ่งสาเหตุออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่1 การกระทำที่ไม่ปลอดภัย 2 สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยทั้งสองกลุ่มนี้ เป็นรากฐานสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ และเป็นหัวใจของการบริหารจัดการความปลอดภัยในองค์กรการกระทำที่ไม่ปลอดภัยการกระทำที่ไม่ปลอดภัย หมายถึง พฤติกรรมหรือการปฏิบัติงานของบุคลากรที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมักเกิดจากความประมาท ความเคยชิน ความรีบเร่ง หรือทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความปลอดภัยตัวอย่างการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ได้แก่ การกระทำที่ไม่ปลอดภัย1. การหยอกล้อ เล่นกัน หรือปฏิบัติงานโดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อันตราย2 รีบเร่ง หรือทำงานลัดขั้นตอนการทำงาน2 รีบเร่ง หรือทำงานลัดขั้นตอนการทำงาน การข้ามขั้นตอนความปลอดภัยเพื่อความรวดเร็ว เป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุจำนวนมาก3 ไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น หมวกนิรภัย ถุงมือ แว่นตา หรือรองเท้านิรภัย ทำให้เมื่อเกิดเหตุ ความรุนแรงของการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทันที4 ขับรถโดยใช้ความเร็วสูง ทั้งรถยนต์ รถยก หรือยานพาหนะภายในโรงงาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการชนและการทับ 5 การขาดความร่วมมือที่ดีในเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้ความสำคัญกับกฎ ระเบียบ หรือคำแนะนำด้านความปลอดภัย 6 ไม่รายงานอุบัติเหตุ ทำให้องค์กรไม่สามารถวิเคราะห์และป้องกันการเกิดซ้ำได้ 7 ไม่ปฏิบัติตามความปลอดภัย เช่น ฝ่าฝืนข้อห้าม ใช้เครื่องมือผิดประเภท หรือทำงานโดยไม่ขออนุญาต 8 ไม่ช่วยเตือนหรือห้ามผู้ปฏิบัติที่กระทำการเสี่ยงอันตราย ปล่อยให้ความเสี่ยงดำเนินต่อไปจนเกิดอุบัติเหตุ 9 การทำงานไม่ถูกวิธี หรือไม่ถูกขั้นตอน ขาดการอบรม หรือไม่ปฏิบัติตามวิธีการทำงานที่ปลอดภัย10. สภาพของร่างกายไม่พร้อม เช่น ป่วย อ่อนเพลีย เมาค้าง หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อสมาธิในการทำงาน11. การมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เช่น มองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องของเคราะห์กรรม แก้ไขไม่ได้12. เครื่องแต่งกายหรือเครื่องมือไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน เช่น เสื้อผ้าหลวม เครื่องมือไม่ได้มาตรฐาน13. ความประมาท พลั้งเผลอ เหม่อลอย เกิดจากความเคยชินหรือขาดสมาธิ14. ความไม่เอาใจใส่ในการทำงาน ละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย15. การมีนิสัยชอบเสี่ยง เลือกวิธีที่เร็ว ง่าย แต่ไม่ปลอดภัยสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย นอกจากพฤติกรรมของบุคลากรแล้ว สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ แม้พนักงานจะตั้งใจทำงานอย่างปลอดภัย แต่หากสภาพแวดล้อมไม่เอื้อ อุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นได้ สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยตัวอย่างสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ได้แก่1. อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือเครื่องมือชำรุด ขาดการบำรุงรักษา ตรวจสอบไม่สม่ำเสมอ2. ถอดเครื่องกำบังเครื่องจักร เพื่อความสะดวกหรือความรวดเร็วในการทำงาน3. กองวัสดุสูงเกินไป เสี่ยงต่อการล้ม ทับ หรือพังถล่ม4. ส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักรไม่มีเครื่องกำบัง เช่น ส่วนที่เคลื่อนไหว เฟือง หรือสายพาน5. สถานที่ทำงานแออัด ทางเดินแคบ การเคลื่อนไหวไม่สะดวก6. สถานที่ทำงานสกปรกรกรุงรัง เพิ่มความเสี่ยงต่อการสะดุด ลื่น หรือหกล้ม7. พื้นที่โรงงานขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ส่งผลต่อการเดิน การขนย้าย และการใช้รถยก8. ระบบไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดบกพร่อง เสี่ยงต่อไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าลัดวงจร และอัคคีภัย9. การวางผังโรงงานที่ไม่ถูกต้อง จัดโซนการทำงานไม่เหมาะสม เกิดจุดอันตรายซ้ำซ้อนความสูญเสียจากอุบัติเหตุในการทำงาน เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ประสบเหตุเท่านั้น แต่ส่งผลต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถแบ่งความสูญเสียออกเป็น 2 ประเภทความสูญเสียจากอุบัติเหตุความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางตรง ได้แก่ค่ารักษาพยาบาลค่าทดแทนค่าทำขวัญสูญเสียอวัยวะ พิการสูญเสียชีวิตเกิดโรคจากการทำงานอวัยวะหรือร่างกายได้รับบาดเจ็บ บาดแผลความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางอ้อม ได้แก่ลูกจ้างได้รับความบาดเจ็บ ความพิการ เสียขวัญและกำลังใจครอบครัวสูญเสียคนรัก ขาดรายได้ สูญเสียโอกาสในชีวิตนายจ้างสูญเสียผลผลิต ค่าล่วงเวลา และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ประเทศชาติขาดกำลังแรงงานที่มีความชำนาญ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมสรุปอุบัติเหตุภายในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นผลจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัยและสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม หากองค์กรให้ความสำคัญกับการปรับพฤติกรรม ควบคู่กับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง อุบัติเหตุสามารถลดลงได้อย่างชัดเจน

กฎหมายความปลอดภัยทั่วไป,เตรียมตัวให้พร้อมก่อนปฏิบัติงาน,ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายความปลอดภัย,กฎหมาย ความปลอดภัยทั่วไป,การป้องกันผู้ปฏิบัติงาน,know lage กฎหมายความปลอดภัยทั่วไป,กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานทั่วไป,กฎหมายความปลอดภัย ในการทำงานทั่วไป

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนปฏิบัติงานรู้เรื่องกฎหมายทั่วไปด้านความปลอดภัย

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนปฏิบัติงาน(ชุดความรู้เกี่ยวกับผู้การปฏิบัติงาน)รู้เรื่องกฎหมายทั่วไปด้านความปลอดภัยการเตรียมพร้อมในการส่วมเครื่องแบบ1  ชายเสื้อ แขนเสื้อ ขากางเกง เข็มขัด ไม่รุ่มร่าม2 ติดกระดุมเสื้อทุกเม็ดให้เรียบร้อย3 รวบผม หรือสวมหมวกคลุมผมให้เรียบร้อย4 ไม่ถอดเสื้อผ้าขณะทำงานไม่สวมเสื้อผ้าที่เปียกน้ำเพราะอาจถูกไฟดูด5 ไม่นำเครื่องมือที่มีความแหลมคมหรือสารไวไฟไว้ในกระเป๋าชุดทำงานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หมายความว่า สิ่งที่สวมใส่ที่อวัยวะ ส่วนใดส่วนหนึ่งของ ร่างกายหรือหลายส่วนรวมกัน เพื่อป้องกันอันตรายหรือลดระดับความรุนแรงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ ผู้ปฏิบัติงานในระหว่างการปฏิบัติงาน อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล แบ่งเป็น 8 ประเภท ดังนี้ 1. อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ 2. อุปกรณ์ป้องกันระบบการได้ยิน 3. อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและดวงตา 4. อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ5. อุปกรณ์ป้องกันลำตัว6. อุปกรณ์ป้องกันมือและแขน7. อุปกรณ์ป้องกันเท้าและขา 8. อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงกฎความปลอดภัยทั่วไป1    พนักงานต้องแต่งกายด้วยชุดปฏิบัติงานที่เรียบร้อย ไม่ขาดรุ่งริ่ง      และห้ามถอดเสื้อในเวลาทำงานปกติ2   ต้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)      ที่เหมาะสม ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน3   พนักงานต้องศึกษาคู่มือการปฏิบัติงานให้เข้าใจ      ก่อนปฏิบัติงานทุกครั้งและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด4   พนักงานต้องมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน5   เครื่องมือ/อุปกรณ์ต้องอยู่ในสภาพที่ดี ใช้งานได้อย่างปลอดภัย6   ห้ามหยอกล้อเล่นกันในขณะปฏิบัติงาน 7    เชื่อฟังคำแนะนำ คำสั่งสอนจากหัวหน้างาน8    ต้องยึดหลัก 5ส.ในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ9    ห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่ทำงาน ยกเว้นบริเวณที่กำหนด10   ห้ามเสพของมึนเมาและเข้ามาในสถานปฏิบัติงาน       ในลักษณะมึนเมาโดยเด็ดขาด11    พนักงานต้องช่วยกันเตือน และห้ามเพื่อนร่วมงานที่กำลังปฏิบัติ       หรือ กระทำการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการ เกิดอันตราย12   ปฏิบัติตามป้าย และสัญลักษณ์ความปลอดภัย โดยเคร่งครัด13  เมื่อพบเห็นสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ต้องรายงาน      ให้หัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทราบ      เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานให้แจ้งหัวหน้างาน 14  ผู้บังคับบัญชา และส่วนความปลอดภัยทราบโดยเร็วที่สุด

หน้าที่ของ จป.,  เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย จป. คือ, หน้าที่ของ จ ป, บทบาทหน้าที่ของจป., หน้าที่จป.ทุกระดับ,

หน้าที่จป.ต่างๆมีอะไรบ้าง

บทบาทเเละหน้าที่ของจป.เเต่ละจป.มีอะไรบ้างนะอัปเดตใหม่ล่าสุด!!!หน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ระดับต่างๆ ตามกฎกระทรวง เรื่อง กฎกระทรวงการจัดให้มีจป.ในสถานประกอบกิจการ หน่วยงาน หรือคณะบุคคล 2565จป.วิชาชีพ (The safety officer in professional level)ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยเสนอแนะนายจ้างให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมวิเคราะห์และจัดทำรายงานการประสบอันตรายวิเคราะห์งานเพื่อบ่งชี้อันตรายประเมินความเสี่ยงตรวจประเมินตามแผนให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับความปลอดภัยฯแนะนำฝึกสอน อบรม ลูกจ้างปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยอื่นๆ ที่นายจ้างมอบหมายให้ความรู้และอบรมด้านโรคจากการประกอบอาชีพ NEW UPDATEจป.หัวหน้างาน(The safety officer in supervising level)รายงานการประสบอันตรายต่อนายจ้างและแจ้งจป. หรือหน่วยงานความปลอดภัยส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับความปลอดภัยฯวิเคราะห์งานเพื่อค้นหาความเสี่ยงร่วมกับ จป.ตรวจสอบสาเหตุการประสบอันตราย และรายงานผลต่อนายจ้างปฏิบัติงานถ้านความปลอดภัยอื่นตามที่ จป.บริหารมอบหมายตรวจสอบสภาพการทำงานเครื่องจักร เครื่องมือและอปกรณ์กำกับ ดูแลการใช้อุปกรณ์ PPEส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยจัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยฯ NEW UPDATEจป.เทคนิคขั้นสูง(The safety officer in advanced technical level)รวบรวมสถิติวิเคราะห์ข้อมูลทำรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตรายตรวจสอบหาสาเหตุและวิเคราะห์การประสบอันตรายให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับความปลอดภัยฯวิเคราะห์แผนงานโครงการตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติดามกฎหมายความปลอดภัยปฏิบัติงานถ้านความปลอดภัยอื่นตามที่นายจ้างบอบหมายวิเคราะห์เพื่อบ่งชี้อันตรายตรวจประเมินตามแผนแนะนำ ฝึกสอน อบรมลูกจ้างจป.บริหาร(Safety Officer in Management Level)กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยฯ ทุกระดับติดตามให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้างสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานถ้านความปลอดภัยให้เป็นตามแผนงานเสนอแผนงานโครงการถ้านความปลอดภัยในหน่วยงานจป.เทคนิค(The safety officer in technical level)ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยวิเคราะห์งานเพื่อบ่งชี้อันตรายปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตามที่นายจ้างมอบหมายให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับความปลอดภัยรวบรวมสถิติ จัดทำรายงานและข้อเสนอแนะการประสบอันตรายจัดทำรายงานการประสบอันตราย

แจกฟรีสติ๊กเกอร์ไลน์

ประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีกิจกรรมแจกฟรี สติ๊กเกอร์ไลน์เซฟตี้อินไทย

ประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีกิจกรรมแจกฟรีสติ๊กเกอร์ไลน์เซฟตี้อินไทย ครั้งที่ 1 เนื่องในวันจป.คุณ Supanun Tubtachangคุณ Aye Jirapornคุณ Natchapat Buathongคุณ Nit Nittayaคุณ Theerasak Ruenguraiคุณ Natcha Tongwongคุณ นภาภรณ์ พลศักดิ์(นภา)คุณ Pear Ploypetchคุณ Sarita Saengkaewคุณ ลูก' เชอร์รี่คุณ อัม นิติวัชร์คุณ Auraiporn Ployคุณ Nuriyah Mamatคุณ สกาย'ยย ดาว'วว คุณ นิตย์ สู้ๆๆๆคุณ Nawarat Inthusoponคุณ Kan Kantimaคุณ Nattida Kongrabamคุณ ภูวดล จีนจรรยาคุณ Porntip Panthawongคุณ Phichapa Kongmeคุณ Athisak Niraputคุณ PK KGคุณ Busadee In-taคุณ Zhang Peieคุณ New Mini'z(Nick)คุณ Taw Sittheeคุณ Thanita Hongthongคุณ ขรินทร์ทิพย์ จันพิพัฒน์คุณ Pla PKคุณ EnchanTress J. Pennyคุณ Mean Suratwadeeคุณ Giftgiwe Paveetidaคุณ N'Orawan Panthongคุณ Niramon Chailangkanคุณ View Natchawan คุณ Assama Boontemคุณ Parm Thanatchapornคุณ นกจร้า จป.คุณ N'Nan Areerat Chaliwan คุณ Sudjid Suvorapamaneesadคุณ Chakeereen Greenคุณ Jarawee Seerakulคุณ Pimnapat Taevongcharoenjaiคุณ Manlika Suksaiคุณ Jan Uaryyคุณ Aib Chainsara Pummoonคุณ Pongsakorn Rungchotคุณ Pawamon Jaruคุณ Supannee Ruangkerd· คณะกรรมการขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกผู้โชคดีที่ทำถูกกติกาที่กำหนดเท่านั้น· การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด **ผู้โชคดีไม่ต้อง Inbox เพื่อยืนยันสิทธิ์**หมายเหตุ- ขอสงวนสิทธิ์พิจารณาแจกรางวัลสำหรับผู้ที่กดไลก์ แชร์ และเป็นผู้ที่ติดตามเพจ https://www.facebook.com/IamSafetyInThai เท่านั้น- หากท่านเป็นผู้ได้รับรางวัล ให้ท่านแคปหลักฐานและทักทาง LIne : https://bit.ly/2Lure28 เพื่อยืนยันตัวตนเท่านั้น หากไม่มารายงานตัวภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ถือว่าสละสิทธิ์- การตัดสินของทีมงานถือเป็นที่สิ้นสุด- บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

12 พฤศจิกายน วันจป. safety is safety day

12 พฤศจิกายน วันจป.

12 พฤศจิกายนวันจป. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน          ย้อนกลับไปเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2528 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2528 โดยข้อกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการ จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน  โดยรับผิดชอบงานความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง  รวมถึงการพัฒนางานความปลอดภัยในการทำงาน  จนต่อมาได้เกิดองค์กรภาคีเครือข่ายและชมรมของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ  ซึ่งมีกระบวนการทำงานเป็นการทำงานแบบรวมพลังประชารัฐ ในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมและพัฒนางานด้านความปลอดภัยในการทำงาน  และได้กำหนดให้วันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานวันจป. คือวันที่เท่าไหร่ ?12 พฤศจิกายนของทุกปี คือวันเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒ (๗) และข้อ ๑๔ แห่งประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ กระทรวงมหาดไทยจึงกำหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยสำหรับลกจ้างไว้ดังต่อไปนั้          ข้อ ๑ ประกาศนี้เริยกว่า " ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง"          ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจงานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ ๓ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับแก่นายจ้างที่ประกอบกิจการดังต่อไปนั้(๑) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน หรือกิจการปิโตรเลียม(๒) การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุงเก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่ง ตัดแปลงเพื่อการค้า แปรสภาพ ทำให้เสียหาย หรือทำลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สินและรวมถึงการต่อเรือ การให้กำเนิด แปลงและจ่ายไฟฟ้า หรือพลังงานอย่างอื่น(๓) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบำรุง ด้ดแปลง หรือรื้อถอน อาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ท่าเรืออู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำ ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ห่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก็าซหรือประปา หรืองานก่อสร้างอื่น ๆ รวมทั้ง การเตรียม หรือวางรากฐานของงานก่อสร้าง หรือโครงสร้างนั้น ๆ(๔) การขนส่งคนโดยสาร หรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และรวมถึงการบรรทุกขนถ่ายสินค้าด้วย          ข้อ  ๔ ประกาศนี้มิให้ใช้บังคับแก่( ๑) ราชการส่วนกลาง(๒) ราชการส่วนภูมิภาค(๓) ราชการส่วนท้องถิ่น(๔ ) กิจการอื่นตามที่ที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด          ข้อ ๕ ในประกาศนี้          " นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทน นายจ้างในกรณีที่นายจ้า เป็นนิติบุคคล หมายความว่าผู้มิอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล          "ลูกจ้าง " หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้าง เพื่อรับค่าจ้างไม่ว่าจะเป็นผู้รับค่าจ้างด้วยตนเองหรือไม่ก็ ตาม และหมายความ รวมถึงลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว แต่ไม่รวมถึงลุกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน"ความปลอดภัยในการทำงาน' หมายความว่า สภาพการทำงานซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ การประสมอันตราย โรค การเจ็บป่วย หรือความเดือดร้อนรำคาญเนื่องจากการทำงานหรือเกี่ยวกับการทำงาน          "เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน" หมายความว่า ลูกจ้างผู้ซึ่งนายจ้างแต่งตั้งให้ปฏิบัตีหน้าที่ตามประกาศนี้          "สถานประกอบกิจการ" หมายความว่า หน่วยงานแต่ละแห่งของนายจ้างที่ดำเนินกิจการตามลำพังเป็นหน่วย ๆ และมีลูกจ้างทำงานอยู่          "อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมแรงงาน          ข้อ ๖ ให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปในสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานอย่างน้อยแห่งละหนึ่งคน เพื่อปฏิบัตหน้าที่ตลอดเวลาที่มีการทำงานดังต่อไปนั้(๑) ดูแลให้มีการปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง(๒) ให้คำปรึกษา แนะนำ เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานแก่นายจ้างและลูกจ้าง(๓) ควบคุมและดูแลการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยให้ถูกวิธีและให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้(๔) ตรวจตราสภาพการทำงานและการปฏิบัตึงานของลูกจ้างแล้วรายงานนายจ้างให้ปรับปรุงแก้ไข เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน(๔) บันทึก จัดทำรายงาน และสอบสวมเกี่ยวกับอุบัตเหตุและโรค ซึ่งเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับการทำงาน(๖ ) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน          ข้อ ๗ เจ้าหน้าที่ความปลอตภัยในการทำงานต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้(๑) สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่าสาขาอาชีวอนามัย หรือสาขาอื่นที่มีหลักสูตรเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน หรือ(๒)ผ่านการศึกษาอบรมและทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานจากกรมแรงงาน หรือสถาบันที่กรมแรงงานรับรอง หรือ(๓) ปฏิบัติงานในหน้าที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งบีก่อนวันที่ประกาศนใช้บังคับ          ข้อ ๘  ให้นายจ้างแจ้งชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้แต่งตั้ง d การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างแสดงปริญญาบัตร หลักฐานการศึกษาอบรมและทดสอบหรือหลักฐานการปฏิบัติงานของผู้นั้นด้วย          ข้อ ๙ เมื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดกัยในการทำงาน พ้นจากหน้าที่ให้นายจ้างจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานคนใหม่แทน และแจ้งชื่อต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานคนเดิมพ้นหน้าที่          ข้อ ๑๐ ให้นายจ้างส่งรายงานการดำเนินการเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานตามแบบที่กรมแรงงานกำหนดต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเข็นประจำทุกหกเดือนทำงานภายในเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดวันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น วันเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (วัน จป.)หรือที่เรียกกันว่า “วันจป.แห่งชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ ยกย่องและเชิดชูเกียรติของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ที่ทำหน้าที่สำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและดูแลความปลอดภัยในสถานประกอบการทั่วประเทศวันจป. ถูกกำหนดขึ้นโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึง ความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน และเพื่อส่งเสริมให้ลูกจ้าง นายจ้าง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรกิจกรรมที่มักจัดขึ้นในวันนี้ เช่น- พิธีมอบรางวัลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยดีเด่น- การจัดนิทรรศการความปลอดภัย- การอบรมสัมมนา และกิจกรรมรณรงค์ “Zero Accident”- การร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับความปลอดภัยแจกฟรีตัวการ์ตูนเซฟตี้สุดน่ารักเนื่องในวันจป.เนื่องในวันเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เซฟตี้อินไทย ได้จัดทำแจกไฟล์ POWERPOINT ตัวการ์ตูนสุดน่ารักให้กับพี่ ๆ จป.นำไปจัดทำสื่อการสอนด้านความปลอดภัยหรือสื่อต่าง ๆ ในการทำงานพร้อมไอคอนเชิงสัญลักษณ์ด้านความปลอดภัย ซึ่งตัวการ์ตูนเซฟตี้สุดน่ารักทางเราได้จัดทำมา 14 แบบ เป็นไฟล์ PNG พร้อมใช้งานDowload แจกไฟล์ตัวการ์ตูน.pptx

เตือนนายจ้างกิจการที่ไม่มีจป.มีสิทธิ์ติดคุก จป พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. ๒๕๕๔

เตือนนายจ้าง! กิจการที่ไม่มีจป.มีสิทธิ์ติดคุก

เตือนนายจ้าง! กิจการที่ไม่มีจป.มีสิทธิ์ติดคุกหมวด ๘บทกําหนดโทษตามพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. ๒๕๕๔มาตรา ๕๓ นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กําหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๘ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๕๔ ผู้ใดมีหน้าที่ในการรับรอง หรือตรวจสอบเอกสารหลักฐาน หรือรายงานตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๘ วรรคสอง กรอกข้อความอันเป็นเท็จในการรับรองหรือตรวจสอบเอกสารหลักฐานหรือรายงาน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๕๕ ผู้ใดให้บริการตรวจวัด ตรวจสอบ ทดสอบ รับรอง ประเมินความเสี่ยงจัดฝึกอบรม หรือให้คําปรึกษาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๙ หรือไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๕๖ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๓๒ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๕๗ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๓๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทมาตรา ๕๘ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดอนื หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๕๙ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๐ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่กินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๑ ผู้ใดขัดขวางการดําเนินการของนายจ้างตามมาตรา ๑๙ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานตรวจความปลอดภัย หรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๓ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๓ ผู้ใดกระทําการเป็นผู้ชํานาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๓ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๔ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อํานวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานตรวจความปลอดภัยตามมาตรา ๓๕ หรือมาตรา ๓๖ วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยตามมาตรา ๓๖วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๖ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้สิ่งที่พนักงานตรวจความปลอดภัยสั่งให้ระงับการใช้หรือผูกมัดประทับตราไว้กลับใช้งานได้อีกระหว่างการปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกนแปดแสนบาท ิ หรือทั้งจําทั้งปรับ และปรับอีกเป็นรายวันไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะดําเนินการตามคําสั่งมาตรา ๖๗ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๙ ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินห้าหมื่นบาทมาตรา ๖๘ นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๒ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับมาตรา ๖๙ ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทําความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการ หรือการกระทําของบุคคลใด หรือเกิดจากการไม่สั่งการ หรือไม่กระทําการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทําของกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดําเนินงานของนิติบุคคลนั้นผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สําหรับความผิดนั้น ๆ ด้วยมาตรา ๗๐ ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดที่เกี่ยวกับกิจการของนายจ้างอันเป็นข้อเท็จจริงที่ปกติวิสัยของนายจ้างจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผยซึ่งผู้นั้นได้หรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือเพื่อประโยชน์แก่การค้มครองแรงงาน ุ การแรงงานสัมพันธ์ หรือการสอบสวนหรือพิจารณาคดีมาตรา ๗๑ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีอัตราโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้ เห็นว่าผู้กระทําผิดไม่ควรได้รับโทษจําคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอํานาจเปรียบเทียบดังนี้(๑) อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย สําหรับความผิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร(๒) ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย สําหรับความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น ในกรณีที่มีการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทําความผิดที่เจ้าพนักงานมีอํานาจเปรียบเทียบได้ตามวรรคหนึ่งและบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่บุคคลนั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ เมื่อผู้กระทําผิดได้ชําระเงินค่าปรับตามจํานวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถ้าผู้กระทําความผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชําระเงินค่าปรับภายในกําหนดเวลาตามวรรคสาม ให้ดําเนินคดีต่อไปมาตรา ๗๒ การกระทําความผิดตามมาตรา ๖๖ ถ้าคณะกรรมการเปรียบเทียบซึ่งประกอบด้วยอธิบดี ผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือผู้แทน และอัยการสูงสุด หรือผู้แทนเห็นว่าผู้กระทําผิดไม่ควรได้รับโทษจําคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอํานาจเปรียบเทียบได้ และให้นํามาตรา ๗๑ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

คู่มือการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ISO14001:2015 โรงงาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เด็กผู้ชายใส่หมวกปั่นจักรยาน โรงงานอุตสาหรกรรม เด็กผู้ชาย

คู่มือการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

คู่มือการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ฉบับปรับปรุง          คู่มือฉบับนี้จะอธิบายถึงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลักดังต่อไปนี้          1. ผู้บริหารแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนโดยการประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม           2. วางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยทำความเข้าใจกับบริบทองค์กร ความต้องการ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการปฏิบัติตามพันธกรณีและวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม          3. ปฏิบัติตามแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้           4. ตรวจสอบผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องและ มั่นใจว่ามีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง           5. การทบทวนการบริหารงาน โดยผู้บริหารต้องทำการทบทวนความเหมาะสมและ ผลการดำเนินงานของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม หาโอกาสปรับปรุง และ พัฒนาการดำเนินการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง          กระบวนการหลักของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ซึ่งรวมถึงมาตรฐานระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO 14001) มีพื้นฐานมาจาก “Plan-Do-Check-Act” ซึ่งเป็นแนวความคิดเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในที่นี้หมายถึงการพัฒนาปรับปรุง การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง                ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมนั้นมีพื้นฐานมาจาก “Plan-Do-Check-Act” ซึ่งทำให้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมีการวางแผนควบคุม และตรวจติดตามประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบส่งผลให้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและบรรลุเปู้าหมายที่องค์กร กำหนดไว้           ในบทนี้จะอธิบายถึงหลักเกณฑ์และข้อกำหนดการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งข้อกำหนดที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มีแนวทางที่สอดคล้อง หรือเทียบเท่ากับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ISO 14001 : 2015 โดยภาพรวมของการดำเนินระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม          หลักเกณฑ์ในการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมของกรมโรงงาน อุตสาหกรรมได้แบ่งออกเป็น 2 ขั้น ซึ่งสามารถสรุปใจความส าคัญของหลักเกณฑ์แต่ละข้อได้ ดังต่อไปนี้            หลักเกณฑ์การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 1           1. บริบทขององค์กร (Context of the organization)           ทำความเข้าใจบริบทขององค์กร โดยวิเคราะห์ประเด็นภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำหนดขอบเขตของระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม           2. ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่น (Leadership and commitment) ผู้บริหารระดับสูงแสดงการเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบที่จะดำเนินงานพัฒนา ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ รวมถึงกำหนด หน้าที่ผู้รับผิดชอบและสนับสนุนบุคลากรที่เข้ามาร่วมในการจัดท าระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง           3. นโยบายสิ่งแวดล้อม (Environmental policy) ผู้บริหารระดับสูงต้องกำหนดและอนุมัตินโยบายด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Policy) เป็นลายลักษณ์อักษร และประกาศให้พนักงานทุกคนและผู้เกี่ยวข้องได้ทราบ เพื่อแสดงถึง เจตนารมณ์ ความตั้งใจในการพัฒนาประสิทธิภาพของการผลิตผลิตภัณฑ์และการบริการ โดยให้ความส าคัญต่อการปกปูองสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปูองกันมลพิษและความมุ่งมั่นที่ เกี่ยวข้องในบริบทองค์กร ปฏิบัติตามกฎหมาย และด าเนินการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสีย           4. บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ขององค์กร (Organizational roles, responsibilities and authorities) กำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ บุคลากรของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไว้ในโครงสร้างการบริหารงานขององค์กร มีการมอบหมายอำนาจหน้าที่กำหนดความรับผิดชอบ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและสื่อสารให้พนักงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ           5. ปฏิบัติการเพื่อดำเนินการกับความเสี่ยงและโอกาส (Actions to address risks and opportunities) พิจารณาความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม พันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามบริบทองค์กรทั้งประเด็นภายในและภายนอก ความต้องการและคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ดำเนินการจำแนกลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน และพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด จัดลำดับความสำคัญของปัญหาลงในทะเบียนลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบุวิธีการปฏิบัติควบคุม หรือแก้ไขปัญหาที่องค์กรดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน          6. การปฏิบัติตามพันธกรณี(Compliance obligations) ดำเนินการค้นหา รวบรวมและจัดทำทะเบียนกฎหมาย และข้อกำหนดต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมพันธกรณีทั้งหมด ทั้งข้อบังคับทางกฎหมายและไม่ไช่ข้อบังคับทางกฎหมาย แต่มีความสำคัญต่อธุรกิจ           7. วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental objectives) กำหนดวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงเจตนาและแนวทางที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากกิจกรรม การผลิต ผลิตภัณฑ์และการบริการ ตลอดวงจรวัฏจักรชีวิต รวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น           8. การวางแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Planning actions to achieve environmental objectives) กำหนดแผนปฏิบัติการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นลายลักษณ์อักษร และอนุมัติโดยผู้บริหาร ระดับสูง โดยแผนปฏิบัติการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องประกอบด้วยวัตถุประสงค์เป้าหมาย ดัชนีชี้วัดประสิทธิผลที่กำหนดไว้ รายละเอียดของกิจกรรม ขั้นตอนหรือวิธีการบรรลุผล ระยะเวลาดำเนินงาน งบประมาณ ทรัพยากรที่จำเป็น และหน่วยงานที่รับผิดชอบ           9. การสนับสนุนทรัพยากร ความสามารถ และความตระหนัก (Resources, competence and awareness support) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็น สร้างจิตสำนึกและความสามารถของพนักงาน โดย มีการวิเคราะห์ความต้องการฝึกอบรม (Training Need) ของพนักงาน และจัดฝึกอบรม ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมให้พนักงานในระดับหัวหน้างาน           10. การวางแผนและควบคุมการด าเนินงาน (Operational planning and control) การระบุกิจกรรมที่เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องควบคุมการปฏิบัติงาน (Operational Control) โดยพิจารณาจากความเสี่ยงและโอกาส วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติงาน และสื่อสารให้พนักงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและทำการควบคุมการปฏิบัติงานให้เป็นไป ตามที่กำหนด           11. การเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency preparedness and response) การระบุเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรม กระบวนการผลิต หรือ ผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กร และจัดท าแผนการเตรียม ความพร้อมในการปูองกันและโต้ตอบสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งแผนบรรเทาและฟื้นฟู ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุนั้น           12. การตรวจติดตาม การตรวจวัด การวิเคราะห์ และการประเมินผล (Monitoring, measurement, analysis and evaluation) มีแผนการเฝูาติดตามและการตรวจวัดผลกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตามพันธกรณีความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย กำหนดสิ่งที่ต้อง ตรวจติดตาม เกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบ ความถี่ในการตรวจวัด และผู้รับผิดชอบ          หลักเกณฑ์การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 2           1. บริบทขององค์กร (Context of the organization) มีการติดตาม ทบทวนวิธีการวิเคราะห์บริบทขององค์กร และผลกระทบที่ได้รับ เพื่อให้มี ความสอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กรในปัจจุบัน             2. ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่น (Leadership and commitment) ผู้บริหารระดับสูงให้ความมั่นใจในการส่งเสริมและปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจในการสนับสนุนบทบาทบุคลากรผู้รับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารงานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมได้มาซึ่งสมรรถนะสิ่งแวดล้อม          3. นโยบายสิ่งแวดล้อม (Environmental policy) ทบทวนนโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์และบริบทขององค์กร รวมถึง การนำไปใช้เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปฏิบัติตามพันธกรณี           4. บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ขององค์กร (Organizational roles, responsibilities and authorities) ทบทวนบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ ของผู้รับผิดชอบต่อระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม           5. ปฏิบัติการเพื่อดำเนินการกับความเสี่ยงและโอกาส (Action to address risks and opportunities) มีการวิเคราะห์และทบทวนความเสี่ยงและโอกาส ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นระยะๆ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรม หรือการดำเนินการใดๆ โดยกำหนดมาตรการและ ปรับเปลี่ยนการควบคุม เพื่อพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ           6. การปฏิบัติตามพันธกรณี (Compliance obligations) มีการทบทวนและปรับปรุงทะเบียนกฎหมาย ข้อกำหนด และกฎระเบียบอื่นๆ เมื่อมีการเพิ่มข้อกำหนดใหม่หรือเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นปัจจุบัน และสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทำความเข้าใจ และปฏิบัติตาม           7. วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental objectives) ต้องมีการทบทวนอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถปฏิบัติและการบรรลุผลสำเร็จในการปฏิบัติตาม กฎหมาย ลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการผลิต           8. การวางแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Planning actions to achieve environmental Objectives) มีการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการจัดการสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ใน ขั้นที่ 1 อย่างครบถ้วน และติดตามความคืบหน้า พร้อมกับทำการทบทวนเพื่อปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์และ เป้าหมายหรือดัชนีชี้วัดประสิทธิผลใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น           9. การสนับสนุนทรัพยากร ความสามารถ และความตระหนัก (Resources, competence and awareness support) ตรวจสอบสมรรถนะสำหรับแต่ละตำแหน่งหน้าที่ตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้วจัดทำแผนการฝึกอบรม และดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้เพื่อพัฒนาความรู้สร้างความสามารถ สร้างจิตสำนึก ความตระหนัก และทักษะการทำงานของพนักงาน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม          10. การสื่อสาร (Communication) ทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกขององค์กร เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและเข้าใจภาระหน้าที่ การปฏิบัติตามระเบียบ ข้อกำหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝุายมีส่วนร่วมในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง           11. เอกสารสารสนเทศ (Documented information) จัดทำวิธีการควบคุมเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม จัดทำทะเบียน เอกสาร บัญชีการแจกจ่ายเอกสารที่กำหนดชั้นความลับ และข้อมูลทั่วไป บันทึกประวัติและสถานการณ์การปรับปรุงแก้ไข ระบุระยะเวลาในการจัดเก็บและทำลายเอกสาร ทั้งนี้ ต้องปรับเปลี่ยนเอกสารให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลา           12. การวางแผนและควบคุมการดำเนินงาน (Operational planning and control) ทำการทบทวนขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงานให้เป็นไปตามขอบเขตการควบคุมกิจกรรมหรือ สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแผนปฏิบัติการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบที่ได้รับ จากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก           13. การเตรียมพร้อมและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency preparedness and response) ดำเนินการทดสอบ ประเมินผลการทดสอบความเข้าใจและปัญหาที่เกิดขึ้น และทำการ ปรับปรุงแผนปูองกันและโต้ตอบสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นระยะ หรือกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง ของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น องค์กรจะต้อง ดำเนินการตามแผนโต้ตอบสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งแผนบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม           14. การตรวจติดตาม การตรวจวัด การวิเคราะห์ และการประเมินผล (Monitoring measurement analysis and evaluation) ทำการตรวจติดตาม ตรวจวัด วิเคราะห์ และการประเมินผลแต่ละกิจกรรมที่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตามพันธกรณีความต้องการและความคาดหวังของ ผู้มีส่วนได้เสีย และสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และ รายงานผลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ โดยจะต้องบันทึกและจัดเก็บผลการตรวจวัดไว้ เป็นหลักฐาน                     15. การตรวจประเมินภายใน (Internal audit) จัดทำแผนและดำเนินการตรวจประเมินระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร (Internal audit) เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ตามความต้องการของตนเองและตาม ข้อกำหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมว่ามีการปฏิบัติและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม รวมทั้งบันทึกผลการตรวจประเมิน และรายงานไปยังส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารรับทราบ           16. การทบทวนการบริหารงาน (Management review) ผู้บริหารทำการทบทวน ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงบริบท ขององค์กรทั้งประเด็นภายในและภายนอก ผู้มีส่วนได้เสีย ความเสี่ยงและโอกาส โดยเฉพาะพันธกรณีที่มีเพิ่มขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงไป พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงาน ปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง          17. การปรับปรุง (Improvement) ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ทบทวนประสิทธิผลของ การดำเนินการปรับปรุงแก้ไข รวมถึงมีผลการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อม สามารถลดมลพิษ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้           สรุปได้ว่าองค์กรหรือโรงงานที่ดำเนินการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินการ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และข้อก าหนดการให้การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตามที่แสดงรายละเอียดไว้ข้างต้น ทั้งนี้ การดำเนินงานของโรงงาน อุตสาหกรรมจะแบ่งได้เป็น 2 ขั้น ดังนี้           โรงงานที่ขอการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 1           จะต้องดำเนินงานให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และข้อกำหนดการให้การรับรอง ขั้นที่ 1 จากนั้นโรงงานจะได้รับการตรวจประเมิน โดยคณะทำงานตรวจประเมินระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรณีที่ โรงงานผ่านการพิจารณาการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 1 จากคณะกรรมการ รับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม จะได้รับใบรับรองระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม และตราสัญลักษณ์การรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 1 จาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำหนดอายุการรับรอง 2 ปี และโรงงานต้อง ดำเนินการต่อเพื่อให้ได้รับการรับรอง ขั้นที่ 2           โรงงานที่ขอการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 2           จะต้องดำเนินงานให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และข้อกำหนดการให้การรับรอง ขั้นที่ 2 จากนั้นโรงงานจะได้รับการตรวจประเมิน โดยคณะทำงานตรวจประเมินระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรณีที่ โรงงานผ่านการพิจารณาการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 2 จากคณะกรรมการ รับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม จะได้รับใบรับรองระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม และตราสัญลักษณ์รับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 2 จาก กรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีกำหนดอายุการรับรอง 3 ปีสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ได้แก่           - แหล่งความช่วยเหลือหรือข้อมูลที่มีอยู่มากมายทั้งในหน่วยงานราชการและองค์กร เอกชน          - ควรดำเนินการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ช้าเกินไป จนไม่ได้รับความสนใจหรือไม่ได้รับความร่วมมือจากพนักงาน หรือเร็วเกินไป จนกลายเป็นภาระขององค์กรและพนักงาน          - ควรจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับระบบบริหารจัดการที่มีอยู่เดิม ไม่ควรจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากระบบบริหารจัดการเดิม โดยสิ้นเชิง           - ควรจัดสรรงบประมาณหรือแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ สำหรับ การดำเนินงานเพื่อการลดการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุน การปฏิบัติตามกฎหมาย กำหนด เพื่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงงานตามแผนปฏิบัติการจัดการสิ่งแวดล้อม          กระบวนการวางแผนการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งองค์กรควรให้ ความสำคัญก่อนที่จะเริ่มจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมนั้นควรพิจารณาถึง          - สิ่งที่ต้องดำเนินการและลำดับความสำคัญก่อน-หลัง          - แนวทางการดำเนินงาน          - ผู้รับผิดชอบคู่มือการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม-ฉบับปรับปรุง.pdf

การบริหารความปลอดภัยตามกฎกระทรวงกำหนด พ.ศ. 2549, 2553

กฎกระทรวง กําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2549, 2553          1. กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับแก่สถานประกอบกิจการ ดังต่อไปนี้           (1) เหมืองแร่ เหมืองหิน ปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี          (2) โรงงานอุตสาหกรรม อู่ต่อเรือ ธุรกิจพลังงาน          (3) งานก่อสร้าง          (4) การขนส่งคมนาคมทั้งคนโดยสารและการบรรทุกขนถ่ายสินค้า          (5) สถานีบริการน้ํามันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ           (6) โรงแรม           (7) ห้างสรรพสินค้า           (8) สถานพยาบาล           (9) สถาบันทางการเงิน           (10) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ           (11) สถานบันเทิง กีฬา นันทนาการ           (12) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ           (13) สํานักงานที่สนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม (1) ถึง (12)           (14) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกําหนด          2. ให้นายจ้างจัดให้มีข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทํางานซึ่งอย่างน้อยต้องกําหนดขั้นตอน และวิธีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย          3. นายจ้างต้องจัดให้มีการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการทํางานจนกว่าลูกจ้างจะสามารถทํางานได้อย่าง ถูกต้องปลอดภัย รวมทั้งมีการควบคุม กํากับ ดูแล โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานทุกระดับ           4. ให้นายจ้างซึ่งมีผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงเข้ามาปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการจัดให้มีข้อบังคับ และคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทํางานสําหรับผู้รับเหมาดังกล่าว           5. ในกรณีที่นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทํางานใหม่หรือให้ลูกจ้างทํางานในลักษณะหรือสภาพงานที่แตกต่างไปจาก เดิมอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง ให้นายจ้างจัดให้มีการอบรมลูกจ้างให้มีความรู้เกี่ยวกับ ข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทํางานก่อนเริ่มปฏิบัติงาน           6. ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างไปทํางาน ณ สถานที่อื่นที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ให้นายจ้างแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับ อันตรายจากการทํางานในสถานที่ดังกล่าว พร้อมทั้งวิธีการป้องกันอันตรายให้ลูกจ้างทราบก่อนการปฏิบัติงาน           7. สถานประกอบกิจการต่อไปนี้ต้องแต่งตั้งลูกจ้างระดับหัวหน้างานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างาน           - สถานประกอบกิจการตาม (1) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป           - สถานประกอบกิจการตาม (6) ถึง (14) ที่มลีูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป           8. สถานประกอบกิจการต่อไปนี้ต้องจัดให้ลูกจ้างระดับบริหารทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหาร           - สถานประกอบกิจการตาม (1) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป           - สถานประกอบกิจการตาม (6) ถึง (14) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป           9. สถานประกอบกิจการตาม (2) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 - 49 คน ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ ทํางานระดับเทคนิคอย่างน้อย 1 คน เพื่อปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง เว้นแต่มี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพอยู่แล้ว           10. สถานประกอบกิจการตาม (2) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 - 99 คน ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ ทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงอย่างน้อย 1 คน เว้นแต่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพอยู่แล้ว           11. สถานประกอบกิจการต่อไปนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพอย่างน้อย 1 คน - สถานประกอบกิจการตาม (1) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป - สถานประกอบกิจการตาม (2) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป          12. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างานต้องเป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างานและมี คุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้           - ผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด           - เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างานตามประกาศกระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทํางานของลูกจ้าง พ.ศ. 2540           13. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคต้องมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้           - สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า           - เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับหัวหน้างานและผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด           - เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับพื้นฐานตามประกาศกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทํางานของลูกจ้าง พ.ศ. 2540           14. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงต้องมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้           - สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า           - สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูง อนุปริญญา หรือเทียบเท่า และผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ อธิบดีประกาศกําหนด           - สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า และ ได้ทํางานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคหรือระดับพื้นฐานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด           15. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพต้องมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้           - สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า           - สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าระดับปริญญาตรีและได้ทํางานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางาน ระดับเทคนิคขั้นสูงมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีและผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศ กําหนดจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรอง           16. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหารต้องเป็นลูกจ้างระดับบริหารและมีคุณสมบัติ เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้           - ผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด           - เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับบริหารตามประกาศกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทํางานของลูกจ้าง พ.ศ. 2540                     17. ให้นายจ้างจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานทุกระดับได้รับการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับความ ปลอดภัยในการทํางานเพิ่มเติม          18. สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50 – 99 คน ให้มคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 5 คน ดังนี้           - นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร 1 คน เป็นประธานกรรมการ           - ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา 1 คน เป็นกรรมการ           - ผู้แทนลูกจ้าง 2 คน เป็นกรรมการ           - เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพ 1 คน เป็นกรรมการและ เลขานุการ          19. สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 100 – 499 คน ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 7 คน ดังนี้           - นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร 1 คน เป็นประธานกรรมการ           - ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา 2 คน เป็นกรรมการ          - ผู้แทนลูกจ้าง 3 คน เป็นกรรมการ           - เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพ 1 คน เป็นกรรมการและ เลขานุการ           20. สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 11 คน ดังนี้           - นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร 1 คน เป็นประธานกรรมการ           - ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา 4 คน เป็นกรรมการ           - ผู้แทนลูกจ้าง 5 คน เป็นกรรมการ          - เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพ 1 คน เป็นกรรมการและ เลขานุการ           21. จํานวนคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบ กิจการตามข้อ 18 – 20 สามารถเพิ่มมากกว่าจํานวนขั้นต่ําได้โดยให้เพิ่มในสัดส่วนที่เท่ากัน                     22. ในกรณีที่้สถานประกอบกิจการไม่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพ ให้นายจ้างคัดเลือกผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา 1 คน เป็นกรรมการ และให้ประธานกรรมการเลือกกรรมการที่เป็นผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา 1 คน เป็นเลขานุการของคณะกรรมการฯ           23. กรรมการผู้แทนนายจ้างระดับบริหารและระดับบังคับบัญชา ให้นายจ้างเป็นผู้แต่งตั้ง          24. กรรมการผู้แทนลูกจ้าง ให้นายจ้างจัดให้มีการเลือกตั้ง           25. กรรมการและเลขานุการ ให้นายจ้างคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูง หรือวิชาชีพ หรือตามข้อ 22 แล้วแต่กรณี           26. คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการมี วาระ 2 ปีแต่สามารถได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งใหม่ได้โดยให้ดําเนินการให้แล้วเสรจภายใน ็ 30 วัน ก่อน วันที่กรรมการชุดเดิมครบวาระ และให้ดํารงตําแหน่งตั้งแต่กรรมการชุดเดิมพ้นวาระ หากไม่สามารถดําเนินการ ให้แล้วเสร็จได้ทันให้กรรมการชุดเดิมดํารงตําแหน่งไปพลางก่อน           27. คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ พ้นจากตําแหน่งเมื่อ           - พ้นจากตําแหน่งตามวาระ           - พ้นจากการเป็นผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา ผู้แทนลูกจ้าง หรือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือวิชาชีพ           - พ้นจากการเป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการ           28. ต้องจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของ สถานประกอบกิจการอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร้องขอ           29. ในการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถาน ประกอบกิจการต้องแจ้งกําหนดการประชุมและระเบียบวาระการประชุมให้กรรมการทราบอย่างน้อย 3 วัน ก่อนถึงวันประชุม           30. ให้นายจ้างจัดให้คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถาน ประกอบกิจการได้รับการอบรมเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ตามกฎหมายภายใน 60 วันนับแต่วันที่แต่งตั้งหรือ เลือกตั้ง           31. เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายใดๆให้นายจ้างเรียกประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการโดยมิชักช้าเพื่อดําเนินการทบทวนรายงานการสอบสวน อุบัติเหตุรวมทั้งเสนอแนะแนวทางป้องกันแก้ไขต่อนายจ้าง แล้วให้นายจ้างพิจารณาและดําเนินการตามมติ หรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถาน ประกอบกิจการโดยมิชักช้า โดยมติหรือข้อเสนอแนะนั้นต้องมีเหตุผลอันสมควรและสอดคล้องกับมาตรฐานที่ทางราชการกําหนด           32. นายจ้างต้องสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางาน และไม่ กระทําการใดที่ทําให้คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้           33. ให้นายจ้างปิดประกาศรายชื่อและหน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการฯโดยเปิดเผย ณ สถานประกอบกิจการ หากมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการฯ ให้นายจ้างดําเนินการปิดประกาศใหม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มี การเปลี่ยนแปลง ในการปิดประกาศดังกล่าวให้ปิดประกาศไว้อย่างน้อย 15 วัน และส่งสําเนารายชื่อและหน้าที่ รับผิดชอบของคณะกรรมการต่ออธิบดีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แต่งตั้งหรือมีการเปลี่ยนแปลง           34. สถานประกอบกิจการตาม (1) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีหน่วยงานความความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ภายใน 360 วัน          35. สถานประกอบกิจการตาม (2) ถึง (5) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีหน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ภายใน 360 วัน หากภายหลังมีลูกจ้างลดลงน้อยกว่า 200 คน ให้คงหน่วยงานฯไว้เว้นแต่มีลูกจ้างลดลงน้อยกว่า 100 คน           36. ให้หน่วยงานความปลอดภัยฯขึ้นตรงต่อผู้บริหารสูงสุดของสถานประกอบกิจการ           37. ให้นายจ้างแต่งตั้งบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพหรือผ่าน การอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนดเป็นหัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ           38. ให้นายจ้างแจ้งชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานเพื่อขึ้นทะเบียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน           39. ให้นายจ้างส่งผลการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูง (จปท.) และ ระดับวิชาชีพ (จปว.) ต่ออธิบดีทุก 3 เดือนตามปีปฏิทิน ภายในไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกําหนด           40. เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหายตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ให้นายจ้างแจ้งต่อ อธิบดีภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรจะได้ทราบ           41. ให้นายจ้างปิดประกาศมติของที่ประชุมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทํางานไว้ในที่เปิดเผยภายใน 7 วัน นับแต่วันประชุม           42. นายจ้างต้องจัดทําสําเนาบันทึก รายงานการดําเนินงาน หรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการและ หน่วยงานความปลอดภัยฯ และเก็บไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันที่จัดทําพร้อมให้ พนักงานแรงงานตรวจสอบได้           43. สถานประกอบกิจการที่มลีูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป และมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือระดับวิชาชีพ ให้นายจ้างส่งสําเนารายชื่อและหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือระดับวิชาชีพต่ออธิบดี           44. ให้นายจ้างเก็บสําเนารายชื่อและหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิค ขั้นสูงหรือระดับวิชาชีพ รวมทั้งหลักฐานการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการฯและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือระดับวิชาชีพไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 2 ปี           45. สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีระบบการจัดการด้านความ ปลอดภัยในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย           - นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน           - โครงการบริหารงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน           - แผนงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน           - การประเมินผลและทบทวนการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ ทํางาน           - การดําเนินการปรับปรุงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน           46. ให้นายจ้างปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทํางานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง           47. ให้นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหารดําเนินการให้เป็นไปตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทํางาน โดยมีหน้าที่ดังต่อไปนี้           - ควบคุมดูแลการดําเนินการตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทํางาน           - ส่งเสริมให้ลูกจ้างทุกคนมีส่วนร่วมในการดําเนินการตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการ ทํางาน พร้อมทั้งรายงานผลการดําเนินการตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทํางานต่อนายจ้างในกรณีที่ ผู้ดําเนินการเป็นผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร           48. ให้นายจ้างจัดทําเอกสารเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทํางาน และเก็บไว้ในสถานประกอบกิจการเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันจัดทํา           49. นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัยใน การทํางานได้ 

รับมือคลัสเตอร์ในโรงงาน BUBBLE AND SEAL

รับมือคลัสเตอร์ในโรงงาน BUBBLE AND SEAL          หากสถานการณ์โควิดยังเป็นอย่างนี้ต่อไป เราจะขาดกำลังคนในการผลิตอุปกรณ์อุปโภคบริโภค เศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้สังคมไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หนึ่งในห่วงโซ่สำคัญ คือ ฝ่ายผลิตในโรงงาน เราจะหาทางออกอย่างไร ให้กลุ่มคนงานปลอดภัย และทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องหยุดชะงักทางออกที่ว่า ก็คือ ‘มาตรการ Bubble and Seal’ Bubble and Seal คืออะไร?          มาตรการควบคุมการระบาดในสถานประกอบการ โรงงานขนาดใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม หรือที่พักคนงาน สามารถทำได้ตั้งแต่ยังไม่มีผู้ติดเชื้อ ไปจนถึงมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากแล้ว เพื่อไม่ให้เสียกำลังแรงงาน สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และลดการแพร่เชื้อสู่ชุมชน          ระยะเวลาควบคุมประมาณ 1 เดือนหรือ 28 วัน โดยมีการคัดกรอง แยกกลุ่มที่ป่วยเพื่อทำการรักษา ส่วนกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อหรือมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็สามารถกลับไปทำงานได้ปกติข้อแตกต่างของ Bubble กับ Seal. Bubble ใช้กับโรงงานที่พนักงาน ‘พักอยู่นอกโรงงาน’การดำเนินการ          - จัดพนักงานแยกเป็นกลุ่มๆ มีสัญลักษณ์แสดงชัดเจน ไม่ให้มีกิจกรรมข้ามระหว่างกลุ่ม          - ควบคุมการเดินทางระหว่างที่ทำงานกับที่พัก จัดหารถให้พียงพอต่อการรับ-ส่ง ไม่แวะทำธุระระหว่างทาง          - เมื่อกลับถึงที่พักแล้ว ต้องอยู่เฉพาะภายในที่พักเท่านั้นSeal ใช้กับโรงงานที่พนักงาน ‘พักในโรงงาน’ การดำเนินการ           - มีการควบคุมไม่ให้พนักงานออกนอกพื้นที่โรงงาน          - จัดเตรียมสถานที่พักภายในโรงงาน มีการตรวจหาเชื้อก่อนเข้าที่พัก           - จัดหาร้านขายอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค ภายในโรงงานหรือที่พัก เพื่อลดการสัมผัสระหว่างคนงานกับคนในชุมชน          - จัดหาสถานพยาบาลที่พร้อมให้บริการตรวจหาเชื้อ กรณีมีการติดเชื้อภายในโรงงาน          - จัดเตรียมโรงพยาบาลสนาม และพื้นที่พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อ          - จัดเตรียมสถานที่พักกักตัวของผู้สัมผัสในโรงงานหรือชุมชน ที่ยังตรวจไม่พบเชื้อหรือไม่มีอาการแนวทางปฏิบัติตามมาตรการ สำหรับพนักงาน          1) ห้ามออกนอกพื้นที่ควบคุม ยกเว้นเดินทางไปกลับจากสถานที่ทำงาน มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อ          2) ห้ามไปตลาด ร้านค้า หรือสถานที่ชุมชน          3) ดำเนินการตามมาตรการ D M H T T A          4) ติดตั้งแอป 'หมอชนะ' และ 'DDC care' เพื่อใช้ติดตามและสอบสวนโรคสำหรับผู้เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการโรงงาน          กำกับดูแลคนงานให้ทำตามมาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้เจ้าของร้านค้า/ผู้ดูแลชุมชน :           ทำตามมาตรการความปลอดภัย เว้นระยะห่างทางสังคมเจ้าของหอพัก          กำชับผู้พักอาศัยไม่ให้ออกนอกที่พัก และสอดส่องไม่ให้คนภายนอกเข้ามา

การจัดอบรมหลักสูตรความปลอดภัยฯ ช่วงโควิด-19

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง แนวทางการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)          ด้วยสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ได้แพร่ระบาดระลอกใหม่กระจายไปในหลายเขตพื้นที่ของประเทศ และพบผู้ติดชื้เอเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวจนรัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับการบังคับใช้มาตรการป้องกันโรค กำหนดพื้นที่ควบคุมที่จำเป็นต้องมีมาตรการเข้มข้นเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคทำให้การดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชน          เช่น การสอบ การฝึกอบรม หรือการกระทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากต้องดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันโรคด้วยการรักษาเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อให้การดำเนินการฝึกอบรมในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสอดคล้องกับมาตรการป้องกันโรคดังกล่าวกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงกำหนดแนวทางการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน           ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ให้นายจ้างบุคคล นิติบุคคล ผู้ให้บริการฝึกอบรมตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปฏิบัติดังต่อไปนี้          ๑. ให้นายจ้าง บุคคล นิติบุคคล ผู้ให้บริการฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรมตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดังต่อไปนี้ ดำเนินการจัดฝึกอบรมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์          (๑) การฝึกอบรมผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามความในมาตรา ด๖ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔          (๒) หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคชั้นสูง หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร หลักสูตรการอบรมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ และหลักสูตรหัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัย          (๓) หลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. ๒๕๖๒          (๔) หลักสูตรการฝีกอบรมความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าสำหรับลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๘          (๕) หลักสูตรการอบรมการดับเพลิงขั้นต้น ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕          ๒. ในการฝึกอบรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้จัดการฝึกอบรมปฏิบัติ ดังนี้          (๑) การแจ้งกำหนดการก่อนดำเนินการจัดอบรมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอริบตีมอบหมายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ในแต่ละหลักสูตร          (๒) จัดให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าอบรมตามระยะเวลาและหัวข้อวิชาตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนดไว้          (๓) จัดให้มีเอกสารประกอบการอบรมตามรายละเอียดเนื้อหาที่กำหนดไว้ในแต่ละหลักสูตร          (๔) จัดวิทยากรและจำนวนวิทยากรตามคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด          (๕) จัดให้มีผู้เข้าอบรมภาคทฤษฎีต่อการอบรมหนึ่งครั้งเท่ากับหนึ่งห้องอบรมไม่เกินหกสิบคน และภาคปฏิบัติไม่เกินสิบห้าคนต่อวิทยากรหนึ่งคน หรือเป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ในแต่ละหลักสูตร          (๖) มีมาตรการควบคุมและตรวจสอบการเข้าอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตรที่อบรม          (๗) มีการวัดผลและประเมินผลผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรที่อบรมตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้          (๘) จัดให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถซักถาม-โต้ตอบ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ          (๙) จัดให้มีการบันทึกเสียง หรือทั้งเสียงและภาพของผู้เข้ารับการอบรมทุกคนตลอดระยะเวลาที่มีการอบรมในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์          (๑๐) จัดให้ผู้เข้ารับการอบรมแสดงตนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก่อนการอบรม และจัดเก็บข้อมูลจราจรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เข้ารับการอบรมทุกคนไว้เป็นหลักฐาน          (๑๑) จัดทำรายงานผลการฝึกอบรมและส่งหลักฐานการฝึกอบรมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือเก็บหลักฐานไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้การดำเนินการใดๆ ที่เกี่วข้องกับการฝึกอบรมตามวรรคหนึ่ง เช่น การส่งหนังสือ เอกสารประกอบการอบรม การแจ้งกำหนดการก่อนดำเนินการจัดอบรม ให้ดำเนินการทางวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก                   ต. กรณีหลักสูตรการกอบรมที่ต้องมีการฝึกภาคปฏิบัติ ผู้จัดการฝึกอบรมต้องดำเนินการให้มีการฝึกปฏิบัติจริง และได้รับการฝึก          ใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการฝีกอบรมอย่างทั่วถึงทุกคน โดยให้คำนึงถึงหลักวิชาการและผลลัพธ์ที่ผู้เข้ารับการฝึกภาคปฏิบัติสามารถนำไปปฏิบัติงาน          ได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของภาครัฐละมีมาตรการด้านสาธารณสุขรองรับในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด          ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด          ๔ กรณีผู้ดำเนินการฝึกอบรมไม่ดำเนินการตามประกาศนี้ อาจถูกบังคับให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น พักใช้ เพิกถอนใบอนุญาต เป็นต้น          ๕ การฝึกอบรมตามประกาศนี้ ให้มีผลใช้ดำเนินการไปจนกว่ารัฐบาลจะมีการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) หรือจนกว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แนวทางการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย.pdf

สาระสำคัญหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบหลักสูตร ฉบับที่ 2

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ (ฉบับที่ ๒)          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒0 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๓๘ (๓) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๗ คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานจึงออกประกาศไว้ ดังนี้          ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งสริมการพัฒนาฝืมือแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวซ้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๒๑ กั้นยายน พ.ศ. ๒๕๕๙          ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน          ข้อ ๒ ให้ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างที่จัดให้มีการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานหรือการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพจัดส่งหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โตยให้ยื่นคำขอตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดการยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นหลัก ในกรณีที่ไม่สามารถยื่นโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ยื่นต่อหน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างมีสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาที่จะดำเนินการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตั้งอยู่ ดังต่อไปนี้          (๑) ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ๑๓ กรุงเทพมหานครหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่          (๒) ในจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น"          ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของ ก. ของข้อ ๓ ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการคำใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน          "(๔) จำนวนผู้รับการฝึกอบรมให้เป็นดังนี้          กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยาย สำหรับการฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมรุ่นละไม่เกินหนึ่งร้อยคน สำหรับการฝึกอบรมทางกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมรุ่นละไม่เกินสามสิบคน          กรณีการฝึกอบรมโดยการจัดกิจกรรมกลุ่ม ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมกลุ่มละไม่เกินห้าสิบคนต่อวิทยากรหนึ่งคน          กรณีการฝึกอบรมทักษะฝีมือซึ่งต้องมีภาคปฏิบัติ ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมกลุ่มละไม่เกินยี่สิบห้าคนต่อวิทยากรหนึ่งคน          "ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๓) ของ ค. ของข้อ ๓ ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงานและการฝึกเปลี่ยนสาชาอาชีพ ลงวันที่๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑          (๓) กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยายด้วยวิธีกรฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกทุกคนแสคงตนก่อนเข้ารับการฝึกอบรม โดยผู้เข้ารับกและครูฝึกหรือวิทยากรไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ต้องสามารถสื่อสารกันได้ทั้งภตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงของผู้เข้ารับการฝึกทุกคนตลอดระยะเวลาที่มีการฝึกอบรมและเก็บไว้เพื่อให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันเสร็จสิ้นการฝึก"          ข้อ ๕ ให้ผู้ซึ่งจัดให้มีการฝึกยกระดับฝีมือแรงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ซึ่งได้รับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านในการยืนยันตัวตนของผู้ขอใช้บริการตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่ใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ สามารถใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านนั้นสำคำขอรับความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดเกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อ 6 วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝืมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการคำใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศนี้          ข้อ ๖ บรรดาคำขอและการพิจารณาคำขอตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการคำใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ให้ดำเนินการตามประกาศดังกล่าวจนเสร็จสิ้นประกาศคณะกรรมการส่งเสริมฯ (ฉบับที่2).pdf

มาตรการ COVID-19 ในสถานประกอบกิจการ

มาตรการโควิดในสถานประกอบกิจการประกาศสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน)เรื่อง คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับสถานประกอบกิจการ              โดยที่พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554             มาตรา 52 ได้บัญญัติให้มีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานและกำหนดให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบตามกฎหมาย และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน(องค์การมหาชน) พ.ศ. 2558 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้            มาตรา 5  ซึ่งบัญญัติให้จัดตั้งสถาบันดังกล่าวขึ้น โดยมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมทั้งหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดด้วย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโรคดังกล่าว เป็นจำนวนมาก และได้แพระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงไปยังหลายประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) สำหรับสถานประกอบกิจการขึ้น โดยอ้างอิงหลักการจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบกิจการ            1.1 ควรให้ความรู้ คำแนะนำ หรือจัดหาสื่อประชาสัมพันธ์การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคกับลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ เช่น โปสเตอร์กินร้อน ซ้อนกลาง ลัางมือ การล้างมือที่ถูกวิธี และการสวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น            1.2 จัดหาสบู่ เจลล้างมือแอลกอฮอลล์ หรือจัดสถานที่สำหรับล้างมือ ภายในสถานประกอบกิจการ เช่น ประตูทางเข้าห้องทำงาน ประตูทางเข้าไลน์การผลิต ห้องอาหาร ห้องสุขา เป็นต้น เพื่อให้บริการแก่ลูกจ้าง            1.3 จัดหหน้ากากอนามัย สำหรับแจกจ่ายให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งจัดเตรียมน้ำยาทำความสะอาด และ ๗๐% แอลกอฮอลล์ ให้เพียงพอต่อการใช้งาน            1.4 ควรให้การดูแลรักษาเบื้องตัน แก่ลูกจ้างที่พบอาการ เพื่อแยกผู้ป่วยออกจากสถานที่ทำงานหรือไลน์การผลิตที่มีคนรวมกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งกลับไปรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาล            1.5 เพิ่มความตระหนักให้กับลูกจ้างทุกคน และรณรงค์ให้ลูกจ้างทุกคนป้องกันตนเองโดยการสวมหน้ากากอนามัยและลงมือก่อนเข้าทำงานและทุกครั้งที่สัมผัสอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก            1.6 เพิ่มความตระหนักให้กับพนักงานทำความสะอาดเกี่ยวกับความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อโรค โดยให้ความสำคัญในการป้องกันตนเอง เช่น การสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือขณะปฏิบัติงาน และการดูแลทำความสะอาดสิ่งของที่ใช้งานบ่อย ๆ เช่น โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำงาน รวมทั้งการทำความสะอาดอุปกรณ์ส่วนรวมอื่นๆ            1.7 จัดให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอ เช่น โต๊ะทำงน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำงาน ราวบันได ที่จับประตู ห้องน้ำ ด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาด และ ๗๐% แอลกอฮอลล์            1.8 ระมัดระวัการเก็บขยะติดเชื้อ เช่น ทิชชูที่ผ่านการใช้แล้ว ซึ่งอาจปนเปื้อนสารคัดหลั่ง ก่อนทิ้งขยะติดเชื้อควรใส่ถุงปิดให้มิดชิด หรือทิ้งในถังขยะติดเชื้อ และล้างมือทำความสะอาดเพื่อป้องกันการตกค้างของเชื้อโรค            1.9 สำหรับสถานประกอบกิการที่มีลูกจ้างทำงานรวมกันจำนวนมากจนเป็นพื้นที่แออัด ควรจัดให้มีการตรวจคัดกรองลูกจ้างทุกคนก่อนเข้าทำงาน หากพบลูกจ้างป่วย ควรพิจารณาให้หยุดรักษาตัวที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในสถานประกอบกิจการ และหากมีอาการป่วยรุนแรงให้ส่งพบแพทย์ทันที            1.10 กรณีสถานประกอบกิจการที่มีรถรับ-ส่งพนักงาน ให้ดำเนินการทำความสะอาดยานพาหนะบริเวณ ที่สัมผัสกับโดยสาร เช่น ราวจับ กลอนประตู เบาะนั่ง ที่เทแขนด้วยน้ำผสมผงชักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดและ ๗0% แอลกอฮอลล์ ซึ่งสามารถทำลายเชื้อไวรัสได้            1.11 หากมีสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง ช่น พบลูกจ้างป่วยเป็นจำนวนมาก ให้พิจารณาหยุดการผลิตทั้งหมดหรืบางส่วนเป็นการชั่วคราว ตามความจำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างหยุดพักรักษาตัวและลดการแพร่กระจายเชื้อโรค            1.12 ปฏิบัติตามคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคไวรัสโคโรนา ของกรมควบคุมโรควันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ที่มีการจัดการประชุมสัมมนา หรือจัดกิจกรรมอื่นที่ลักษณะใกล้เคียงกัน            1.13 ในกรณีที่สถานประกอบกิการมีหอพักสำหรับลูกจ้าง ให้นำคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคไวรัสโคโรนา สำหรับผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนท์ หอพัก ของกรมควบคุมโรค ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 มาถือปฏิบัติด้วย อนึ่ง สถานประกอบกิจการใด พบว่ามีลูกจ้างหรือแรงงานที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค ดังกล่าว ซึ่งอาจแพระบาดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2018 ต้องรีบดำเนินการส่งตัวไปยังแพทย์หรือสถานพยาบาลเพื่อรักษาสุขภาพโดยด่วนต่อไปคำแนะนำสำหรับลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ            2.1 ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอลล์ เพื่อใช้ป้องกันการแพร่เชื้อหรือรับเชื้อสำหรับตนเองและเพื่อนร่วมงาน            2.2 ทำความสะอาดเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้งาน เช่น โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ด้วยน้ำยาทำความสะอาด และ 70% แอลกอฮอลล์            2.3 หากสังเกตเห็นเพื่อนร่วมงานมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ให้แจ้งหัวหน้างานเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัย หรือให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่ลูกจ้างดังกล่าว            2.4 หากพบว่าตนเองเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา หรือหยุดพักเพื่อเฝ้าระวังและรักษาตัวที่บ้าน หรือถ้ามีความจำเป็นต้องไปทำงานให้สวมหน้ากากอนามัย

หน้าที่จป.เทคนิค

จป.เทคนิคตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. ๒๕๔๙          ข้อ ๑๐ ให้นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างคนหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ ๑๑ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคประจำสถานประกอบกิจการตามข้อ ๑ (๒) ถึง (๕) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไปแต่ไม่ถึงห้าสิบคน เพื่อปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยประจำตามเวลาที่กำหนดไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมงภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ หรือภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไป เว้นแต่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพอยู่แล้ว          ข้อ ๑๑ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคต้องมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้(๑) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า(๒) เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน และผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด(๓) เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับพื้นฐานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐          ข้อ ๑๒ ให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้(๑) ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน(๒) วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตราย รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง(๓) แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือตามข้อ ๓(๔) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงาน และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า(๕) รวบรวมสถิติ จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง(๖) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

จป จปคืออะไร

จปคืออะไร

จปคืออะไรคือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเป็นบุคลากรทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด           กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 มีการกำหนดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน 5 ระดับ คือ             (1) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร            (2) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน            (3) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค            (4) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง            (5) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549 ใช้บังคับแก่กิจการหรือสถานประกอบกิจการ ดังต่อไปนี้             (1) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน กิจการปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี            (2) การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง เก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่ง ดัดแปลง แปรสภาพ ทำให้เสียหรือทำลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สินรวมทั้งการต่อเรือ การให้กำเนิด แปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น            (3) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบำรุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร สนามบินทางรถไฟ ทางรถราง ทางรถใต้ดิน ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำ ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ท่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของการก่อสร้าง            (4) การขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และรวมทั้งการบรรทุกขนถ่ายสินค้า            (5) สถานีบริการหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ              (6) โรงแรม            (7) ห้างสรรพสินค้า            (8) สถานพยาบาล            (9) สถาบันทางการเงิน            (10) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ            (11) สถานบริการบันเทิง นันทนาการ หรือการกีฬา            (12) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ            (13) สำนักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม (1) ถึง (12)            (14) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนดการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับต่างๆและหน่วยงานความปลอดภัย ดังต่อไปนี้

กิจการใดบ้างที่ต้องมีจป.

สถานประกอบกิจการใดบ้างที่ต้องมี จป. กฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. ๒๕๔๙            อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้           ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับแก่กิจการหรือสถานประกอบกิจการ ดังต่อไปนี้(๑) การทําเหมืองแร่ เหมืองหิน กิจการปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี (๒) การทํา ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบํารุง เก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่ง ดัดแปลง แปรสภาพ ทําให้เสียหรือทําลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สิน รวมทั้งการต่อเรือ การให้กําเนิดแปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น                   (๓) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบํารุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ทางรถใต้ดิน ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ํา ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ท่อน้ํา โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของการก่อสร้าง                                                     (๔) การขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ และรวมทั้งการบรรทุกขนถ่ายสินค้า                   (๕) สถานีบริการหรือจําหน่ายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ (๖) โรงแรม                   (๗) ห้างสรรพสินค้า                                    (๘) สถานพยาบาล                   (๙) สถาบันทางการเงิน                   (๑๐) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ                   (๑๑) สถานบริการบันเทิง นันทนาการ หรือการกีฬา                   (๑๒) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ                                    (๑๓) สํานักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม (๑) ถึง (๑๒)                  (๑๔) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด         ข้อ ๒ กฎกระทรวงนี้ในกฎกระทรวงนี้                  “ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” หมายความว่า การกระทำหรือสภาพการทำงานซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือความเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานหรือเกี่ยวกับการทำงาน                           “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน” หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งนายจ้างแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ                   “ลูกจ้างระดับปฏิบัติการ” หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน                   “ลูกจ้างระดับหัวหน้างาน” หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ควบคุม ดูแล บังคับบัญชาสั่งงานให้ลูกจ้างทำงานตามหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ                   “ลูกจ้างระดับบริหาร” หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีระดับสูงกว่าหัวหน้างานขึ้นไปไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม                   “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ                   “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน         ของสถานประกอบกิจการ                   “ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร” หมายความว่า ลูกจ้างระดับบริหารซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การลดค่าจ้าง การเลิกจ้าง การให้บำเหน็จ การลงโทษ หรือการวินิจฉัยข้อร้องทุกข์ และได้รับมอบหมายเป็นหนังสือให้กระทำการแทนนายจ้าง เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้                   “ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา” หมายความว่า ลูกจ้างระดับหัวหน้างานหรือเทียบเท่าขึ้นไปที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายจ้างให้เป็นกรรมการ เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้                   “ผู้แทนลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้แทนลูกจ้างซึ่งเป็นลูกจ้างระดับปฏิบัติการที่ได้รับการเลือกตั้งจากฝ่ายลูกจ้างให้เป็นกรรมการ เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้                   “หน่วยงานความปลอดภัย” หมายความว่า หน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งนายจ้างให้ดูแลและปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ                   “สถานประกอบกิจการ” หมายความว่า ที่ทำงานของนายจ้างแต่ละแห่งที่ประกอบกิจการแยกออกไปตามลำพัง เป็นหน่วย ๆ และมีลูกจ้างทำงานอยู่

กิจการที่ไม่มีคปอระวังโดนปรับ

สถานประกอบกิจการใดบ้าง ?ที่ต้องมีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.)คปอ. คือ คณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานหมวด ๒คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการ ข้อ ๒๓ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปให้นายจ้างจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานของสถานประกอบกิจการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ หรือภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบห้าสิบคน โดยมีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้(๑) สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้มีกรรมการไม่น้อยกว่าห้าคน ประกอบด้วย  - นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหารหนึ่งคน เป็นประธานกรรมการ- ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชาหนึ่งคน เป็นกรรมการ- ผู้แทนลูกจ้างสองคน เป็นกรรมการ - โดยมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับเทคนิคขั้นสูงหรือระดับวิชาชีพ เป็นกรรมการและเลขานุการ  (๒) สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป แต่ไม่ถึงห้าร้อยคน ให้มีกรรมการไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ประกอบด้วย  - นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหารหนึ่งคน เป็นประธานกรรมการ- ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชาสองคน เป็นกรรมการ- ผู้แทนลูกจ้างสามคน เป็นกรรมการ - โดยมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพหนึ่งคน เป็นกรรมการและเลขานุการ(๓) สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างห้าร้อยคนขึ้นไปให้มีกรรมการไม่น้อยกว่าสิบเอ็ดคน ประกอบด้วย  - นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหารหนึ่งคน เป็นประธานกรรมการ- ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชาสี่คน เป็นกรรมการ- ผู้แทนลูกจ้างห้าคน เป็นกรรมการ - โดยมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทํางานระดับวิชาชีพหนึ่งคน เป็นกรรมการและเลขานุการมาตรา ๕๗ นายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

การป้องกันโควิค19ในโรงงาน COVID 19

การป้องกัน COVID-19 ในโรงงานที่ จป.ต้องรู้

คำแนะนำด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)สำหรับสถานประกอบกิจการหรือโรงงาน          สถานประกอบกิจการหรือโรงงาน เป็นสถานที่ที่มีการรวมตัวกันของผู้ปฏิบัติงานเพื่อผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งจะมีการใช้สถานที่ เครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆ และการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน จึงอาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ทั้งจากการสัมผัสระหว่างบุคคล หรือจากการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้อุปกรณ์สินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากกระบวนการผลิต กรมอนามัย จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ และผู้ปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ          ข้อที่ 1) กำหนดเส้นทางเข้า-ออกให้ชัดเจน ให้มีการลงทะเบียนบุคคลภายนอกทุกคน ที่จะเข้าสถานประกอบกิจการ และมีการคัดกรองผู้ปฏิบัติงานและผู้มาติดต่อ หากพบว่ามีอาการไข้หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ร่วมกับ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย หรือกลับจากพื้นที่เสี่ยง ผู้ประกอบกิจการพิจารณาให้หยุดปฏิบัติงานและแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที           ข้อที่ 2)  ให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้มาติดต่อ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และอาจจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันตนเองเพิ่มเติม สำหรับผู้ปฏิบัติงาน เช่น ถุงมือ แผ่นใสครอบหน้า (Face shield) เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ          ข้อที่ 3) จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้บริการในบริเวณต่างๆ เช่น ทางเข้าออก หน้าลิฟต์ ห้องอาหาร ห้องส้วม สำหรับผู้ปฏิบัติงานและผู้มาติดต่ออย่างเพียงพอ          ข้อที่ 4) มีมาตรการควบคุมจำนวนผู้ปฏิบัติงานมิให้แออัด โดยลดการรวมกลุ่มระหว่างบุคคล เช่น หลีกเลี่ยงการจัดประชุมที่มีผู้ร่วมประชุมจำนวนมากโดยการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร การอนุญาตให้ทำงานที่บ้าน กรณีงานสามารถทำที่บ้านได้จัดเวลาทำงาน เวลาพัก และเวลารับประทานอาหารให้เหลื่อมกัน          ข้อที่ 5) จัดให้ผู้ปฏิบัติงานมีระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย ๑ เมตร โดยมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ชัดเจน ทั้งในบริเวณพื้นที่ผลิต บริเวณสำนักงาน จุดนั่งพัก จุดรับประทานอาหาร สถานที่พักผ่อน สำหรับบริเวณที่ไม่สามารถรักษาระยะห่างได้อาจใช้แผ่นพลาสติกกั้น ปรับสายการผลิต ปรับที่นั่งไม่ให้เผชิญหน้าโดยตรง กำหนดผังพื้นที่กำหนดบริเวณที่จำกัดผู้ปฏิบัติงานเท่าที่จำเป็น          ข้อที่ 6) ให้ทำความสะอาดพื้นที่ บริเวณพื้นผิว และอุปกรณ์ที่มีการสัมผัสร่วมกัน ดังนี้          - พื้นที่โดยรอบ พื้นผิวสัมผัส เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆในพื้นที่ส่วนกลาง ทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดและอาจฆ่าเชื้อบริเวณที่มีคนใช้ร่วมกันจำนวนมากด้วยโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% หรือแอลกอฮอล์ 70% เช่น โต๊ะ เก้าอี้ราวบันได ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ เป็นต้น          - เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต ทำความสะอาดอย่างถูกสุขลักษณะ ทำความสะอาดทุกรอบการปฏิบัติงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด ที่ใช้กับการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ (เช่นผลิตอาหาร ต้องใช้คลอรีนเข้มข้นน้อยกว่านี้) หรืออาจฆ่าเชื้อโรคด้วยโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% หรือแอลกอฮอล์ 70% ตามความเหมาะสม          - บริเวณและภายในห้องส้วม ทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยน้ำยาทำความสะอาด และอาจฆ่าเชื้อโรคด้วยโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% หรือแอลกอฮอล์ 70% บริเวณจุดเสี่ยง ได้แก่ กลอนหรือลูกบิดประตู ก๊อกน้ำอ่างล้างมือ ที่รองนั่ง โถส้วม ที่กดโถส้วมหรือโถปัสสาวะ สายฉีดน้ำชำระ และพื้นห้องส้วม ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีสบู่สำหรับล้างมืออย่างเพียงพอ           ข้อที่ 7) จัดให้มีภาชนะรองรับขยะมูลฝอยประเภทต่าง ๆ ที่สะอาด สภาพดี และมีฝาปิด พร้อมติดป้ายแสดงขยะมูลฝอยแต่ละประเภทให้ชัดเจน กำหนดให้มีจุดรวบรวม เพื่อรอไปกำจัดอย่างถูกต้องต่อไป           ข้อที่ 8) จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม โดยตรวจสอบประสิทธิภาพและทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ กรณีสถานประกอบกิจการมีประตู หน้าต่าง ควรเปิดประตู หน้าต่างเป็นระยะเพื่อให้อากาศถ่ายเท          ข้อที่ 9) กรณีสถานประกอบการมีบริการรถรับส่งผู้ปฏิบัติงาน ให้ทำความสะอาดยานพาหนะบริเวณที่มีการสัมผัสกับคนจำนวนมากด้วยโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% หรือแอลกอฮอล์ 70% ทุกเที่ยวการเดินทาง เช่น ราวจับ ประตู เบาะนั่ง ทั้งนี้ให้จำกัดจำนวนคนภายในรถไม่ให้แออัด โดยอาจเพิ่มจำนวนรถรับส่งเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล          ข้อที่ 10) กรณีสถานประกอบการมีสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับสถานที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม          ข้อที่ 11) กรณีสถานประกอบกิจการมีหอพักสำหรับผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับหอพัก          ข้อที่ 12) ชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติงานทราบขั้นตอน วิธีปฏิบัติในการใช้สถานที่ และให้คำแนะนำสื่อประชาสัมพันธ์การป้องกันและการลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายเชื้อโรค และกำกับดูแลให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด          ข้อที่ 13) มีมาตรการติดตามข้อมูลของผู้ปฏิบัติงาน เช่น การใช้แอพพลิเคชั่นตามที่ทางราชการกำหนดหรือใช้มาตรการควบคุมการเข้าออกสถานที่ด้วยการบันทึกข้อมูล2. แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติงาน          1) สังเกตอาการของตนเอง หากพบว่า มีอาการไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสร่วมกับ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ให้หยุดปฏิบัติงาน แจ้งหัวหน้างาน และพบแพทย์ทันที          2) หลีกเลี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยง หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ          3) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ป้องกันตนเองเพิ่มเติมสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เช่น ถุงมือ แผ่นใสครอบหน้า (Face shield) ตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ          4) หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หรือหลังจากหยิบจับสิ่งของหรือจุดที่มีการสัมผัสร่วมกัน ก่อนรับประทานอาหาร ภายหลังใช้ส้วม หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และดูแลรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เมื่อกลับถึงบ้านควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที          5) ขณะปฏิบัติงานและระหว่างพักควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 เมตร งดหรือเลี่ยงการพูด ตะโกน โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในพื้นที่แคบ หรือมีการระบายอากาศไม่ดี          6) ไม่ควรรับประทานอาหารในพื้นที่ปฏิบัติงาน          7) ไม่ใช้อุปกรณ์หรือสิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ จาน ช้อน ผ้าเช็ดมือ ชุดปฏิบัติงาน เป็นต้น          8) พนักงานทำความสะอาด พนักงานเก็บรวบรวมขยะต้องป้องกันตนเอง โดยสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ ผ้ากันเปื้อน รองเท้าพื้นยางหุ้มแข้ง ใช้ที่คีบด้ามยาวเก็บขยะใส่ถุงมัดปากถุงให้มิดชิด นำไปรวบรวมไว้ที่พักขยะ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จในแต่ละวัน หากเป็นไปได้ควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที          9) ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานประกอบกิจการอย่างเคร่งครัด

ความปลอดภัย


การทำงานกับความร้อน

การทำงานกับความร้อน ตามกฎหมาย

ในโลกของการทำงานอุตสาหกรรม “ความร้อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศร้อนหรือแดดแรงเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของลูกจ้างโดยตรง และยังเป็นเรื่องที่ “กฎหมายแรงงานไทย” ให้ความสำคัญอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสถานประกอบการที่มีการใช้ความร้อนในกระบวนการผลิต หรือทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานบทความนี้เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของความร้อนในการทำงาน ไปจนถึงข้อกำหนดตามกฎหมายไทย แนวทางป้องกัน และบทบาทของนายจ้าง-ลูกจ้าง เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยการทำงานกับความร้อนตามกฎหมายความหมายของความร้อนในการทำงานความร้อนในการทำงาน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายได้รับความร้อนจากสภาพแวดล้อมหรือจากกระบวนการทำงาน จนส่งผลกระทบต่อสมดุลของร่างกาย หากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่นอ่อนเพลียจากความร้อนตะคริวจากความร้อนลมแดด (Heat Stroke)ภาวะขาดน้ำซึ่งหากรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติหรือเสียชีวิตได้พูดง่าย ๆ คือ ร่างกายเราเหมือนเครื่องจักร ถ้าร้อนเกินไปแล้วไม่มีระบบระบาย ก็ “น็อค” ได้เหมือนกันแหล่งกำเนิดความร้อนในสถานประกอบการความร้อนในการทำงานไม่ได้มีแค่แดด แต่สามารถเกิดได้จากหลายแหล่ง เช่นแหล่งความร้อนจากกระบวนการผลิต เช่น เตาหลอม เตาเผา หม้อไอน้ำ เครื่องจักรที่มีอุณหภูมิสูงความร้อนจากสภาพแวดล้อม เช่น งานกลางแจ้ง งานก่อสร้าง งานเกษตรความร้อนสะสมในพื้นที่ปิด เช่น โรงงานที่อากาศถ่ายเทไม่ดี โกดัง หรือพื้นที่อับอากาศความร้อนจากร่างกาย (Metabolic heat) เกิดจากการใช้แรงงานหนัก เช่น ยกของ วิ่ง ทำงานต่อเนื่องประเภทของความร้อนในการทำงานความร้อนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ความร้อนแห้ง (Dry Heat) เกิดจากแหล่งความร้อนโดยตรง เช่น เครื่องจักร เตาไฟความร้อนชื้น (Moist Heat) เกิดจากความชื้นในอากาศสูง ทำให้ร่างกายระบายเหงื่อได้ยากในทางปฏิบัติ ความร้อนชื้นจะอันตรายมากกว่า เพราะร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี แม้อุณหภูมิจะไม่สูงมากก็ตามประเภทงานหรืออุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมีหลายอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับความร้อนโดยตรง เช่นอุตสาหกรรมโลหะ (หลอม หล่อ รีด)อุตสาหกรรมแก้ว เซรามิก ปูนซีเมนต์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเคมีอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้เตางานก่อสร้างกลางแจ้งงานเหมือง งานอุโมงค์งานในพื้นที่อับอากาศพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ งานที่ “เหงื่อออกก่อนเริ่มงาน” แบบนี้ต้องระวังเป็นพิเศษกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในการทำงานในประเทศไทย การทำงานเกี่ยวกับความร้อนถูกควบคุมภายใต้กฎหมายหลัก ได้แก่พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง คลิกที่นี่ เพื่อดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดซึ่งกำหนดหน้าที่ของนายจ้างไว้อย่างชัดเจน เช่นต้องประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานต้องควบคุมระดับความร้อนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างค่ามาตรฐานความร้อน (Heat Stress Standard)กฎหมายไทยมักใช้ค่า WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) เป็นตัวชี้วัดความร้อนค่า WBGT จะคำนึงถึงอุณหภูมิความชื้นลมรังสีความร้อนซึ่งแตกต่างจากการดูแค่อุณหภูมิทั่วไปตัวอย่างแนวคิดถ้าอากาศ 34°C แต่ชื้นมาก อาจอันตรายกว่า 38°C ที่แห้งหน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายนายจ้างมีหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่นประเมินความเสี่ยง ต้องตรวจวัดความร้อนในพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น ติดตั้งระบบระบายอากาศ พัดลม ฉนวนกันความร้อนจัดเวลาทำงาน ลดระยะเวลาทำงานในพื้นที่ร้อน หรือจัดเวลาพักจัดหาน้ำดื่ม ต้องมีน้ำสะอาดเพียงพอให้ลูกจ้างจัด PPE เช่น เสื้อสะท้อนความร้อน หมวกนิรภัยอบรมให้ความรู้ ให้ลูกจ้างรู้วิธีป้องกันตนเองตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่ร้อนเป็นประจำหน้าที่ของลูกจ้างลูกจ้างเองก็มีบทบาทสำคัญ เช่นปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยสวม PPE อย่างถูกต้องดื่มน้ำให้เพียงพอแจ้งเมื่อมีอาการผิดปกติอย่าคิดว่า “ฝืนไหว” เพราะความร้อนนี่ไม่เตือนล่วงหน้าเสมออาการอันตรายจากความร้อนHeat Cramps กล้ามเนื้อเป็นตะคริวHeat Exhaustion อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หน้ามืดHeat Stroke อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40°C อันตรายถึงชีวิตสัญญาณเตือน เช่นเวียนหัวคลื่นไส้ไม่มีเหงื่อตัวร้อนจัดถ้าเจอแบบนี้ ต้องรีบช่วยทันทีแนวทางการป้องกันความร้อนในการทำงานEngineering Controlติดตั้งพัดลมใช้ฉนวนกันความร้อนปรับปรุงระบบระบายอากาศAdministrative Controlจัดเวลาพักหมุนเวียนพนักงานลดเวลาทำงานในจุดเสี่ยงPersonal Protectionเสื้อระบายความร้อนหมวกกันแดดแว่นตานิรภัยการจัดเวลาทำงานและพัก (Work-Rest Cycle)กฎหมายแนะนำให้จัดเวลาพักตามระดับความร้อน เช่นความร้อนต่ำ → ทำงานต่อเนื่องได้ความร้อนปานกลาง → พักทุก 1 ชั่วโมงความร้อนสูง → ต้องพักถี่ขึ้นนี่คือจุดที่หลายโรงงานพลาด เพราะ “อยากได้งาน” แต่ลืมว่า “คนทำงานก็ต้องรอดก่อน”การจัดน้ำดื่มและเกลือแร่ลูกจ้างควรได้รับน้ำอย่างน้อยประมาณ 250 มล. ทุก 15-20 นาทีและในบางกรณีควรมีเครื่องดื่มเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียเหงื่อการอบรมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่มีอุปกรณ์ แต่ต้อง “ทำให้คนใช้เป็น”องค์กรที่ดีจะต้องอบรมพนักงานมีป้ายเตือนมีระบบแจ้งเหตุเพราะความปลอดภัยที่แท้จริง คือพฤติกรรม ไม่ใช่แค่กฎบทบาทของ จป. (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย)จป. มีบทบาทสำคัญมาก เช่นประเมินความเสี่ยงตรวจวัดความร้อนให้คำแนะนำตรวจสอบการปฏิบัติงานเรียกได้ว่าเป็น “ด่านหน้า” ของความปลอดภัยเลยก็ว่าได้สรุปการทำงานกับความร้อน เป็นความเสี่ยงที่พบได้บ่อยในหลายอุตสาหกรรม และมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของลูกจ้าง กฎหมายไทยจึงกำหนดมาตรฐานและหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยนายจ้างต้องจัดการระบบให้ดี ลูกจ้างต้องดูแลตัวเอง และ จป. ต้องคอยควบคุม ถ้าทั้ง 3 ส่วนทำงานร่วมกันได้ดี ความร้อนก็จะไม่ใช่ “ตัวร้าย” อีกต่อไป

10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย

10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย

ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม เครื่องจักรถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั๊มโลหะ เครื่องกลึง เครื่องเชื่อม เครื่องตัด หรือเครื่องจักรอัตโนมัติในสายการผลิต เครื่องจักรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และทำให้กระบวนการผลิตมีความแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากใช้งานโดยไม่ระมัดระวัง เครื่องจักรเหล่านี้ก็สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้เช่นกันสถิติการเกิดอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อย มีสาเหตุมาจากการทำงานกับเครื่องจักร เช่น การถูกหนีบ การถูกดึงเข้าเครื่อง การถูกตัด การถูกกระแทก หรือการได้รับบาดเจ็บจากชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมา อุบัติเหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากมีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม และพนักงานทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัยบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จึงรวบรวม 10 ข้อปฏิบัติสำคัญในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย1 เครื่องจักรต้องมีระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายเครื่องจักรทุกชนิดควรมี อุปกรณ์ป้องกันอันตราย (Machine Guard) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสกับส่วนที่เป็นอันตราย เช่นจุดหมุนจุดหนีบจุดตัดจุดบดอัดอุปกรณ์ป้องกันเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของฝาครอบเหล็ก ตะแกรงป้องกัน หรือระบบเซ็นเซอร์ที่หยุดการทำงานของเครื่องจักรทันทีเมื่อมีสิ่งผิดปกตินอกจากนี้อุปกรณ์ป้องกันต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี ไม่ถูกถอดออกหรือดัดแปลง เพราะการถอดฝาครอบเพื่อความสะดวกในการทำงานเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุจากเครื่องจักรการตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนเริ่มงานทุกครั้ง2 เครื่องจักรต้องได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเครื่องจักรที่ใช้งานในโรงงานควรได้รับการ ตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา อย่างสม่ำเสมอ โดยวิศวกรหรือผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรยังคงอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยการตรวจสอบควรครอบคลุมระบบไฟฟ้าระบบไฮดรอลิกระบบควบคุมระบบป้องกันอันตรายโครงสร้างของเครื่องจักรหากเครื่องจักรมีความชำรุด เช่น เสียงผิดปกติ การสั่นสะเทือนมากกว่าปกติ หรือระบบควบคุมทำงานผิดพลาด ควรหยุดใช้งานทันทีและแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อตรวจสอบการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ3 สภาพแวดล้อมในการทำงานต้องปลอดภัยการทำงานกับเครื่องจักร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ก็มีผลต่อความปลอดภัยเช่นกันพื้นที่ทำงานควรมีแสงสว่างเพียงพอทางเดินที่ชัดเจนป้ายเตือนอันตรายการจัดพื้นที่อย่างเป็นระเบียบการกำหนดระยะห่างระหว่างเครื่องจักรและทางเดินต้องเหมาะสม เพื่อป้องกันการชนหรือการเข้าใกล้เครื่องจักรโดยไม่ตั้งใจนอกจากนี้ควรมีการตีเส้นแบ่งพื้นที่เขตเครื่องจักรเขตเดินเขตวางวัสดุการจัดพื้นที่ทำงานอย่างเป็นระบบช่วยลดความสับสนและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย4 ลูกจ้างต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนใช้งานเครื่องจักรพนักงานที่ทำงานกับเครื่องจักรต้องได้รับ การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย ก่อนเริ่มใช้งานเครื่องจักรทุกครั้งเนื้อหาการอบรมควรครอบคลุมวิธีการใช้งานเครื่องจักรอย่างถูกต้องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นวิธีป้องกันอุบัติเหตุวิธีหยุดเครื่องจักรในกรณีฉุกเฉินการฝึกอบรมช่วยให้พนักงานเข้าใจกลไกการทำงานของเครื่องจักร และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ผิดปกติได้อย่างถูกต้องต้องการอบรม ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร (Machine & Tools safety operation) คลิกที่นี่พนักงานที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมไม่ควรได้รับอนุญาตให้ใช้งานเครื่องจักร เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ5 ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความชำนาญเครื่องจักรบางประเภทถือเป็น เครื่องจักรที่มีความเสี่ยงสูงเครื่องปั๊มโลหะเครื่องเชื่อมไฟฟ้าเครื่องเชื่อมก๊าซรถยกเครื่องตัดการใช้งานเครื่องจักรเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานพนักงานควรได้รับการฝึกฝนจนมีความชำนาญ และต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียดในหลายองค์กรอาจมีการออกใบอนุญาตภายใน หรือกำหนดให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการรับรองเท่านั้นจึงจะสามารถใช้งานเครื่องจักรบางประเภทได้6 ต้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ PPE (Personal Protective Equipment) เป็นสิ่งที่ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุอุปกรณ์ที่ควรใช้หมวกนิรภัยแว่นตานิรภัยถุงมือรองเท้าเซฟตี้เสื้อสะท้อนแสงนอกจากนี้การแต่งกายต้องเหมาะสมกับลักษณะงานเสื้อผ้าต้องกระชับไม่ใส่เครื่องประดับหากผมยาวต้องรวบผมให้เรียบร้อยสิ่งเหล่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าหรือร่างกายถูกดึงเข้าไปในเครื่องจักร10 ข้อปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย7 ต้องมีขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัยทุกองค์กรควรกำหนด ขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัย (Safe Work Procedure) สำหรับการใช้เครื่องจักรขั้นตอนเหล่านี้ควรระบุอย่างชัดเจนวิธีเริ่มต้นการทำงานวิธีการหยุดเครื่องจักรวิธีการทำความสะอาดเครื่องจักรวิธีการตรวจสอบก่อนใช้งานพนักงานต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด และไม่ควรข้ามขั้นตอนเพื่อความรวดเร็ว เพราะอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้8 ระวังส่วนของร่างกายเข้าใกล้จุดอันตรายในขณะทำงานกับเครื่องจักรต้องระวังไม่ให้มือแขนเสื้อผ้าส่วนของร่างกายเข้าใกล้ จุดหมุน จุดหนีบ หรือชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวเครื่องจักรจำนวนมากมีแรงดึงสูง หากมือหรือเสื้อผ้าเข้าไปเกี่ยว อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานถูกดึงเข้าไปในเครื่องจักรได้ภายในเสี้ยววินาทีดังนั้นผู้ปฏิบัติงานต้องมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา และไม่ควรทำงานด้วยความเร่งรีบ9 รายงานความผิดปกติทันทีหากพบว่าเครื่องจักรมี ความผิดปกติหรือมีจุดเสี่ยงอันตรายเครื่องจักรสั่นผิดปกติเสียงดังผิดปกติระบบป้องกันชำรุดมีชิ้นส่วนหลวมผู้ปฏิบัติงานควรหยุดใช้งานและรายงานหัวหน้างานทันทีการแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง10 ใช้ระบบ Log Out / Tag Outเมื่อมีการซ่อมบำรุงหรือปรับปรุงเครื่องจักร ต้องใช้ระบบ Lock Out / Tag Out (LOTO) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดเครื่องจักรโดยไม่ได้ตั้งใจระบบนี้ประกอบด้วยการล็อกแหล่งพลังงานการติดป้ายเตือนการควบคุมผู้ที่สามารถเปิดเครื่องจักรได้LOTO เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุระหว่างการซ่อมบำรุงเครื่องจักรสรุปการทำงานกับเครื่องจักรมีความเสี่ยงสูง หากขาดความรู้ ความระมัดระวัง หรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่รุนแรงได้แนวปฏิบัติเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ทำให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงานเมื่อทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด องค์กรก็จะสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ พนักงานทุกคนสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกวัน

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง ในสถานประกอบการ เป็นเรื่องที่ผู้บริหาร นายจ้าง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ “เสียง” เป็นภัยเงียบที่ไม่เห็นด้วยตา แต่ทำลายการได้ยินได้แบบถาวร หากปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่โรคจากการทำงาน การสูญเสียประสิทธิภาพแรงงาน และความรับผิดตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายความปลอดภัยบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะอธิบายอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความหมายของอันตรายจากเสียงดัง ผลกระทบต่อสุขภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางป้องกันที่ถูกต้อง ทั้งสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบความหมายของอันตรายจากเสียงดังในการทำงานเสียงดัง (Noise) คือเสียงที่ไม่พึงประสงค์หรือมีระดับความเข้มสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการได้ยินและสุขภาพโดยรวม โดยทั่วไปในสถานประกอบการ หากลูกจ้างต้องสัมผัสเสียงเกิน 85 เดซิเบลเอ (dBA) ต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงต่อวัน ถือว่าอยู่ในระดับที่ต้องควบคุมและป้องกันอย่างจริงจังแหล่งกำเนิดเสียงดังในโรงงานหรือไซต์งาน เช่นเครื่องจักรอุตสาหกรรมเครื่องปั๊มโลหะเครื่องตัด เครื่องเจียรเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบอัดลมงานก่อสร้างงานสนามบิน ท่าเรือ หรือเหมืองแร่อันตรายจากเสียงดังไม่ได้เกิดเฉพาะโรงงานหนักเท่านั้น แม้แต่สถานประกอบการขนาดเล็กที่มีเครื่องจักรบางประเภท ก็อาจมีระดับเสียงเกินมาตรฐานได้เช่นกันผลกระทบของเสียงดังต่อสุขภาพผลกระทบต่อระบบการได้ยินการสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมจากเสียง (Noise-Induced Hearing Loss: NIHL) ซึ่งเป็นการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อาการเริ่มต้นมักเป็นหูอื้อ ได้ยินเสียงวิ้งในหู หรือฟังเสียงพูดไม่ชัด โดยเฉพาะในที่มีเสียงรบกวนหากไม่ได้รับการแก้ไข จะพัฒนาไปสู่การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งในงานและชีวิตส่วนตัวผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจเสียงดังไม่ได้กระทบเฉพาะหูเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความดันโลหิตสูงความเครียดเรื้อรังอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติสมาธิลดลงประสิทธิภาพการทำงานลดลงเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการสื่อสารผิดพลาดในบางกรณี เสียงดังทำให้พนักงานไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัย ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเสียงดังประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงในสถานประกอบการ และจัดให้มีการตรวจวัดระดับเสียง รวมถึงตรวจสุขภาพการได้ยินของลูกจ้างตามระยะเวลาที่กำหนด หากฝ่าฝืนอาจมีโทษทั้งทางปกครองและทางอาญาหน้าที่ของนายจ้างโดยสรุปประเมินความเสี่ยงจากเสียงดังตรวจวัดระดับเสียงในพื้นที่ทำงานจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่ได้มาตรฐานจัดให้มีการตรวจสมรรถภาพการได้ยินประจำปีควบคุมชั่วโมงทำงานในพื้นที่เสียงดังจัดทำมาตรการควบคุมทางวิศวกรรมการบริหารจัดการเสียงดังจึงไม่ใช่เรื่องสมัครใจ แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายวิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดังวิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดังที่ควรทำสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงอย่างถูกต้องตลอดเวลาทำงานพนักงานที่ทำงานในพื้นที่เสียงดังต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น ที่อุดหู (Earplug) หรือครอบหู (Earmuff) ที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม และต้องสวมใส่อย่างถูกวิธี เพราะหากใส่ไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพในการลดเสียงจะลดลงทันทีควรมีการฝึกอบรมวิธีใช้งาน และตรวจสอบความเหมาะสมกับระดับเสียงในแต่ละพื้นที่ตรวจวัดระดับเสียงในพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอการใช้เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter) หรือเครื่องวัดสะสมเสียงส่วนบุคคล (Dosimeter) เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยง ข้อมูลที่ได้จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสมควรมีการบันทึกผลการตรวจวัด และทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตตรวจสมรรถภาพการได้ยินประจำปีการตรวจการได้ยิน (Audiometric Test) เป็นการเฝ้าระวังสุขภาพพนักงาน หากพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น จะสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันเวลาควรมีการเก็บบันทึกผลตรวจเป็นประวัติสุขภาพระยะยาวควบคุมเวลาทำงานในพื้นที่เสียงดังหากระดับเสียงสูงมาก ควรจัดตารางหมุนเวียนพนักงานเพื่อลดระยะเวลาสัมผัสเสียง โดยอ้างอิงตามเกณฑ์มาตรฐาน เช่น เสียงยิ่งดัง ระยะเวลาที่อนุญาตให้สัมผัสต้องยิ่งสั้นลงควบคุมทางวิศวกรรมแนวทางที่ดีที่สุดคือการควบคุมที่แหล่งกำเนิด เช่นติดตั้งฉนวนกันเสียงครอบเครื่องจักรบำรุงรักษาเครื่องจักรให้ทำงานปกติใช้เครื่องจักรที่มีระดับเสียงต่ำกว่าแนวทางนี้ถือเป็นมาตรการลำดับต้น ๆ ตามหลักการควบคุมอันตรายสิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดการเสียงดังสวมใส่ PPE ที่ไม่ได้มาตรฐานอุปกรณ์ราคาถูกที่ไม่ได้ผ่านการรับรอง อาจไม่สามารถลดระดับเสียงได้ตามที่ระบุ ทำให้พนักงานเข้าใจผิดว่าปลอดภัย ทั้งที่ยังเสี่ยงอยู่ละเลยการตรวจสุขภาพเมื่อเริ่มมีอาการหากพนักงานเริ่มมีอาการหูอื้อหรือได้ยินเสียงผิดปกติ ไม่ควรปล่อยผ่านหรือกลัวเสียงาน การแจ้งหัวหน้างานและเข้ารับการตรวจทันที เป็นแนวทางที่ถูกต้องใช้เครื่องมือวัดเสียงที่ไม่ได้สอบเทียบเครื่องมือที่ไม่ได้สอบเทียบอาจให้ค่าคลาดเคลื่อน ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงผิดพลาด และอาจกลายเป็นความผิดตามกฎหมายได้ฝ่าฝืนระเบียบควบคุมเสียงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ถอดที่ครอบหูระหว่างทำงาน หรือเข้าเขตเสียงดังโดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกัน ถือเป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นบทบาทของ จป. ในการควบคุมอันตรายจากเสียงดังเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมีหน้าที่สำคัญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงเสนอแผนควบคุมให้ความรู้พนักงานตรวจติดตามการปฏิบัติตามมาตรการประสานงานกับผู้บริหารการทำงานของ จป. ต้องอาศัยข้อมูลเชิงเทคนิคและความเข้าใจในกฎหมายควบคู่กันการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเรื่องเสียงการป้องกันอันตรายจากเสียงดังจะยั่งยืนได้ ต้องปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้เห็นความสำคัญของการได้ยิน เพราะการสูญเสียการได้ยินไม่สามารถย้อนกลับได้แนวทางสร้างวัฒนธรรมจัดอบรมให้ความรู้ติดป้ายเตือนระดับเสียงรณรงค์วันอนุรักษ์การได้ยินใช้กรณีศึกษาจริงเป็นตัวอย่างสรุปอันตรายจากเสียงดัง เป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงาน การป้องกันต้องทำอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการประเมินความเสี่ยง ควบคุมที่แหล่งกำเนิด ใช้มาตรการทางวิศวกรรม จัดหา PPE ที่ได้มาตรฐาน ตรวจสุขภาพประจำปี และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรองค์กรที่บริหารจัดการเรื่องเสียงได้ดี ไม่เพียงลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดอุบัติเหตุ และสะท้อนความรับผิดชอบต่อพนักงานอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว “การได้ยิน” คือทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้ และการป้องกันวันนี้ คือการรักษาคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้าอย่างยั่งยืน

LOCK OUT TAG OUT ความปลอดภัยในการตัดแยกพลังงาน

LOCK OUT TAG OUT ความปลอดภัยในการตัดแยกพลังงาน

Lockout Tagout (LOTO) เป็นหนึ่งในระบบความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะ มีหน้าที่ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการเริ่มทำงานของเครื่องจักรโดยไม่ตั้งใจ หรือจากพลังงานสะสมภายในเครื่องจักรระหว่างที่มีการซ่อมบำรุง ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเน้นการ “ตัดแยกพลังงาน – ล็อก – เตือน – ตรวจสอบ” ก่อนเริ่มงานทุกครั้งLOCK OUT TAG OUT ความปลอดภัยในการตัดแยกพลังงานในหลายกรณี อุบัติเหตุรุนแรงเกิดจากความประมาทเล็กน้อย เช่น การปิดสวิตช์แต่ไม่ได้ล็อก การตัดไฟแต่ยังมีแรงดันตกค้าง หรือการไม่แจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้อง การทำ LOTO ให้ถูกต้องจึงเปรียบเหมือนเกราะป้องกันสำคัญที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติความหมายของระบบล็อกและป้ายเตือนความหมายของระบบล็อกและป้ายเตือน Lockout คือ ระบบที่ใช้ตัดแยกพลังงาน โดยติดตั้งอุปกรณ์ล็อกไว้ที่แหล่งกำเนิดพลังงาน เช่น เบรกเกอร์ วาล์ว หรือสวิตช์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดกลับโดยไม่ได้รับอนุญาตTagout คือ ป้ายคำเตือนที่ติดไว้ร่วมกับกุญแจล็อก ระบุชื่อผู้ปฏิบัติงาน ประเภทงาน เวลา และใบอนุญาต เพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่า “เครื่องนี้ห้ามใช้งาน” จนกว่าจะปลดป้ายออกหลังงานเสร็จสิ้นLockout และ Tagout เป็นระบบที่ต้องใช้งานควบคู่กันเสมอ เพราะการเตือนอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการเปิดเครื่องโดยไม่ตั้งใจได้องค์ประกอบสำคัญของระบบ Lockout Tagoutการทำ LOTO ให้ได้ผลจริง ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วนที่ช่วยกัน “ปิด–ล็อก–เตือน–ควบคุม” อย่างเป็นระบบ ดังนี้องค์ประกอบสำคัญของระบบ Lockout Tagoutอุปกรณ์ล็อก (Lock Device)เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ยึดหรือล็อกตำแหน่งแหล่งกำเนิดพลังงาน เช่น สวิตช์ เบรกเกอร์ วาล์ว เพื่อไม่ให้ถูกเปิดกลับโดยไม่ได้ตั้งใจ ตัวอย่างอุปกรณ์ ได้แก่อุปกรณ์ล็อกวาล์วอุปกรณ์ล็อกเบรกเกอร์ Hasp สำหรับล็อกหลายกุญแจอุปกรณ์ล็อกสวิตช์ต่างๆ คุณสมบัติสำคัญคือ ต้องแข็งแรง ทนทาน ใช้กับอุปกรณ์เฉพาะทางได้อย่างเหมาะสมกุญแจล็อก (Padlock) เป็นกุญแจเฉพาะบุคคลที่ใช้ล็อกอุปกรณ์ Lock Device เพื่อควบคุมสิทธิ์ในการปลดล็อก ใช้เพื่อยืนยันว่า “ผู้ปฏิบัติงานกำลังทำงานอยู่ในระบบ” จุดสำคัญคือ1 คน = 1 กุญแจห้ามใช้กุญแจร่วมกันผู้ที่ล็อกเท่านั้นที่ปลดได้ ควรมีรหัสสีหรือป้ายชื่อกำกับเพื่อป้องกันสับสนป้ายเตือน (Tag or Sign) เป็นป้ายแสดงข้อความเตือนอันตราย เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวถูกแยกพลังงานและห้ามใช้งาน ข้อมูลที่ควรระบุ ได้แก่ชื่อผู้ปฏิบัติงานวันที่และเวลาเริ่มงานหมายเลขใบอนุญาตทำงานรายละเอียดของงานชื่อผู้รับผิดชอบ ป้ายต้องติดไว้กับกุญแจหรือจุดล็อกตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน และถอดได้เมื่อผู้ที่รับผิดชอบปลดล็อกแล้วเท่านั้นมาตรฐานหรือระเบียบปฏิบัติ (Standard of Procedure : SOP) คือแนวทางการทำงานที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามเหมือนกันทั้งองค์กร SOP ที่ดีควรประกอบด้วย • ขั้นตอนการปิด–ล็อก–ทดสอบ–ปลดล็อก • รายการพลังงานอันตรายแต่ละชนิดของเครื่องจักร • วิธีการแยกพลังงานแต่ละจุด • รายการอุปกรณ์ที่ต้องใช้ • บทบาทและหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง • กระบวนการตรวจสอบและบันทึกผลองค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนี้ช่วยทำให้ระบบ LOTO มีความสมบูรณ์ ลดความผิดพลาดจากคน ลดความเสี่ยงจากเครื่องจักร และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในงานซ่อมบำรุงขั้นตอนการทำ Lockout Tagout (LOTO Procedures)ขั้นตอนการทำ Lockout Tagout (LOTO Procedures)1.เตรียมการปิดระบบ (Preparation for Shutdown) เริ่มจากตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจักร เช่น แหล่งพลังงานทั้งหมด (ไฟฟ้า ลม ไฮดรอลิก ความร้อน แรงโน้มถ่วง ฯลฯ) จุดควบคุม ตำแหน่งตัดแยก และอุปกรณ์ LOTO ที่ต้องใช้ พร้อมแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ทราบก่อนเริ่มงาน เพื่อป้องกันการใช้งานโดยไม่ตั้งใจ2.ปิดเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ (Machine or Equipment Shutdown) ปิดเครื่องตามขั้นตอนปกติของผู้ผลิตหรือ SOP ของโรงงาน เช่น ปิดสวิตช์ หยุดระบบลำเลียง ปิดวาล์ว และรอให้เครื่องหยุดการเคลื่อนที่ทั้งหมด เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนตัดแยกพลังงาน3.การตัดแยกเครื่องจักร (Machine Isolation)ปิดแหล่งพลังงานต้นทางทุกชนิด เช่น ปิดเบรกเกอร์ ปิดวาล์ว ปลดฟิวส์ ปิดวาล์วนิวเมติก/ไฮดรอลิก และทำการบล็อกเพื่อไม่ให้ใครเปิดกลับโดยไม่ได้รับอนุญาต จุดสำคัญคือ "ต้องตัดแยกครบทุกแหล่งพลังงาน"4.ใช้อุปกรณ์ระบบล็อกและระบบป้ายเตือน (Lockout Tagout Device Application)ติดตั้งอุปกรณ์ล็อก (Lock Device) ตามจุดตัดแยกพลังงาน และล็อกด้วยกุญแจของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน พร้อมแขวนป้ายเตือน (Tagout) ระบุชื่อ-งานที่ทำ-วันที่-ผู้รับผิดชอบ การล็อกต้องปลดได้โดยเจ้าของกุญแจเท่านั้น5.การปล่อย/ควบคุมพลังงานสะสม (Stored Energy Release/Restraint)จัดการพลังงานที่ยังคงค้าง เช่นปล่อยแรงดันลม/ไฮดรอลิกระบายความร้อนหรือพลังงานความร้อนสะสมผ่อนแรงสปริงหรือชิ้นส่วนที่ค้างอยู่บล็อกหรือตรึงชิ้นงานที่อาจตกหรือเคลื่อนที่เองขั้นตอนนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากพลังงานที่ “มองไม่เห็นแต่ยังคงอยู่”6.การตรวจสอบ (Verification / Test / Try Out)ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด ทำเพื่อยืนยันว่าเครื่องจักร “ไม่สามารถเริ่มทำงานได้จริง” โดย พยายามกดปุ่มสตาร์ทหรือสวิตช์ตรวจสอบว่าไม่มีแรงดันกลับมาตรวจสอบความนิ่งของระบบ เมื่อยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว จึงสามารถเริ่มงานซ่อมบำรุงได้ขั้นตอนการปลดล็อกและป้ายเตือน (Lockout Release)ขั้นตอนการปลดล็อกและป้ายเตือน (Lockout Release)การปลดล็อกถือเป็นขั้นตอนที่ต้อง “รอบคอบเท่าเทียมกับการล็อก” เพราะเป็นช่วงที่เครื่องจักรจะถูกนำกลับเข้าสู่สภาพพร้อมใช้งาน หากทำผิดขั้นตอนอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ขั้นตอนหลักประกอบด้วยดังนี้1.จัดเก็บพื้นที่ และนำอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ไม่จำเป็นออก (Inspect and clear area and remove nonessential tools)ตรวจสอบพื้นที่ให้โล่งและปลอดภัย เก็บเครื่องมือ เศษวัสดุ ชิ้นส่วนต่างๆ ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันอันตรายเมื่อเครื่องจักรกลับมาทำงาน เช่น การหนีบ การกระแทก หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดในระบบ2.ตรวจสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์ มีส่วนประกอบครบถ้วน (Inspect machine or equipment components)ตรวจดูว่าเครื่องจักรถูกประกอบกลับถูกต้อง ไม่มีชิ้นส่วนหลงเหลือ ไม่มีวัตถุแปลกปลอมค้างในระบบ ท่อ สายไฟ หรือระบบขับเคลื่อนอยู่ในสภาพพร้อมทำงาน3.แจ้งการปลดล็อกให้พนักงานที่เกี่ยวข้องทราบ(Notified to affected employee)สื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ช่างซ่อมบำรุง พนักงานประจำเครื่อง หรือหัวหน้างาน ทราบว่ากำลังจะปลดล็อกและจ่ายพลังงานคืน เพื่อป้องกันการอยู่ในจุดเสี่ยงขณะเครื่องเริ่มทำงาน4.ปลดอุปกรณ์ระบบล็อกและระบบป้ายเตือน(LOTO release/remove)ดำเนินการถอดอุปกรณ์ล็อก กุญแจ และป้ายเตือนออกตามลำดับ โดยย้ำกฎสำคัญที่สุด “ผู้ที่เป็นคนติดอุปกรณ์ล็อก ต้องเป็นผู้ที่ปลดล็อกเองเท่านั้น”เพื่อรับรองความปลอดภัยและความถูกต้องของกระบวนการ5.ทดสอบและตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักร (Start and test machines)ค่อยๆ จ่ายพลังงานกลับเข้าสู่ระบบ และทดสอบการทำงานของเครื่องจักร ตรวจสอบเสียง การสั่น การเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางเทคนิคก่อนคืนพื้นที่ให้ผู้ใช้งานประจำเครื่องดำเนินงานตามปกติสรุปLockout Tagout เป็นระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรและพลังงานสะสม ระบบนี้ไม่ใช่เพียง “ล็อกกุญแจกับแขวนป้าย” แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยขั้นตอน การสื่อสาร การตรวจสอบ และความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนยิ่งองค์กรปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน LOTO มากเท่าไร ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

cpr

CPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

CPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผู้หมดสติและหยุดหายใจ การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า "CPR" หรือ "การช่วยฟื้นคืนชีพ" ถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุได้ในนาทีวิกฤต โดยเฉพาะในช่วง 4 นาทีแรกที่หัวใจหยุดเต้น ซึ่งหากปล่อยไว้นานกว่านั้นสมองจะขาดออกซิเจนและเกิดความเสียหายถาวรบทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ CPR อย่างถูกต้องตามลำดับ พร้อมภาพประกอบที่น่ารักจากเพจ เซฟตี้อินไทย เพื่อช่วยให้จดจำง่ายและสามารถนำไปใช้ได้จริงขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีสติหรือไม่CPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานก่อนจะทำการใด ๆ ต้องประเมินผู้ป่วยเบื้องต้นโดยการเรียกชื่อ หรือเขย่าตัวเบา ๆ หากไม่มีการตอบสนอง ไม่ขยับตัว ไม่ลืมตา ให้ถือว่าเป็น "หมดสติ"หากผู้ป่วยหมดสติ = เข้าสู่ภาวะวิกฤต ต้องเริ่มการช่วยเหลือทันทีขั้นตอนที่ 2 เรียกขอความช่วยเหลือเมื่อพบว่าผู้ป่วยหมดสติ ให้ตะโกนเรียกคนรอบข้างให้มาช่วยทันที เช่น "ช่วยด้วย! มีคนหมดสติ!" เพื่อกระตุ้นให้มีคนมาช่วย หรือสามารถไปนำเครื่อง AED (เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ) ได้หากอยู่ในพื้นที่ที่มีขั้นตอนที่ 3 โทรแจ้งสายด่วน 1669CPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ห้ามลืม คือ การโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยระหว่างที่รอรถพยาบาล เราสามารถเริ่ม CPR ไปได้เลยเบอร์ 1669 คือหมายเลขฉุกเฉินสำหรับการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยขั้นตอนที่ 4 ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจหรือไม่ให้เปิดทางเดินหายใจด้วยการเชยคางและกดหน้าผากเบา ๆ แล้วดูว่า หน้าอกมีการขยับหรือไม่ หรือเอาหูแนบใกล้จมูกผู้ป่วยเพื่อฟังเสียงลมหายใจถ้าไม่พบการหายใจหรือหายใจเฮือก (agonal breathing) ถือว่าเข้าสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นขั้นตอนที่ 5 เริ่มต้นการทำ CPR โดยการวางมืออย่างถูกต้องCPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้ผู้ช่วยเหลือคุกเข่าข้างตัวผู้ป่วย วางส้นมือข้างหนึ่งบนกระดูกหน้าอก บริเวณครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก จากนั้นวางมืออีกข้างซ้อนทับกัน ปลายนิ้วไม่สัมผัสหน้าอกข้อศอกต้องเหยียดตรง ไม่งอแขน และให้แรงมาจากลำตัวเพื่อกดได้แรงพอขั้นตอนที่ 6 ตั้งศอกให้ตรง โน้มตัวให้หัวไหล่อยู่ตรงจุดกดหัวไหล่ของผู้ช่วยเหลือต้องอยู่เหนือมือที่กดโดยตรง น้ำหนักตัวจึงจะถ่ายลงสู่หน้าอกผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโน้มตัวอย่างถูกวิธีจะช่วยให้แรงกดสม่ำเสมอและลดการเมื่อยล้าขั้นตอนที่ 7 เริ่มกดหน้าอกด้วยความเร็ว 100 ครั้งต่อนาทีความเร็วในการกดหน้าอกต้องอยู่ที่ประมาณ 100-120 ครั้งต่อนาที แต่ละครั้งต้องกดให้ลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร และให้หน้าอกดีดตัวกลับขึ้นมาก่อนกดครั้งต่อไปเสมอใช้เพลงเช่น "Stayin' Alive" ของ Bee Gees เพื่อช่วยจับจังหวะได้ดีห้ามกดเร็วเกินไป ห้ามกดตื้นเกินไป และห้ามไม่ให้หน้าอกดีดกลับการใช้งาน AED (ถ้ามี)ถ้าพบเครื่อง AED ใกล้จุดเกิดเหตุ ให้นำมาใช้งานทันที โดยเปิดเครื่องและทำตามคำแนะนำเสียงพูดของเครื่อง เครื่องจะบอกให้แปะแผ่นนำไฟฟ้าที่หน้าอก แล้วจะวิเคราะห์จังหวะหัวใจและช็อกไฟฟ้าหากจำเป็นหยุดการกดหน้าอกชั่วคราวขณะเครื่องวิเคราะห์จังหวะหัวใจทำต่อเนื่องจนกว่ามีการตอบสนองหรือเจ้าหน้าที่มาถึงการทำ CPR ต้องทำต่อเนื่องโดยไม่หยุด จนกว่าผู้ป่วยจะเริ่มขยับหรือหายใจ หรือจนกว่าหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงและรับช่วงต่อถ้ามีผู้ช่วยหลายคน ควรผลัดเปลี่ยนกันทุก 2 นาที เพื่อรักษาความแรงและความสม่ำเสมอในการกดหน้าอก ทักษะนี้ไม่ควรรอให้เกิดเหตุจึงเรียนรู้การฝึกอบรม CPR อย่างถูกวิธี จะช่วยให้ประชาชนมีความมั่นใจในการช่วยชีวิตผู้อื่น และยังเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุได้อย่างมหาศาลจากสถิติ: หากทำ CPR ภายใน 4 นาทีหลังหัวใจหยุดเต้น โอกาสรอดชีวิตอาจเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่าสรุปCPR ไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัยเท่านั้น แต่คือหน้าที่ของทุกคนที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนแปลกหน้าบนท้องถนนหากคุณรู้จัก CPR และลงมือทำทันทีเมื่อมีเหตุ คุณอาจเป็น "ฮีโร่" ที่ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งไว้ได้อย่างแท้จริง แนะนำให้เข้าอบรมหลักสูตร CPR กับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จากเซฟตี้อินไทย ที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริง ใช้อุปกรณ์จริงจำลองสถานการณ์ พร้อมใบรับรองผ่านการอบรมอย่ารอให้เหตุเกิดก่อนแล้วจึงนึกถึงการเรียนรู้ เพราะในชีวิตจริง... โอกาสในการช่วยชีวิตอาจมีแค่ครั้งเดียว

จป. ขอเตือน ตรุษจีนนี้ต้องระวังอะไรบ้าง

จป. ขอเตือน ตรุษจีนนี้ต้องระวังอะไรบ้าง

เทศกาลตรุษจีน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองและประเพณีอันดีงาม แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้หากเราไม่ระมัดระวัง ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยจะช่วยให้คุณและครอบครัวเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ได้อย่างสบายใจ วันนี้ เซฟตี้อินไทย จึงขอนำเสนอวิธีป้องกันอันตรายในช่วงเทศกาลตรุษจีน มาให้ทุกท่านได้อ่านกันนะครับวิธีป้องกันอันตรายในช่วงเทศกาลตรุษจีน เคล็ดลับสำคัญที่คุณควรรู้ความเสี่ยงที่ควรระวังในช่วงตรุษจีนได้รับบาดเจ็บจากการจุดประทัดการจุดประทัดในพื้นที่แคบหรือไม่ปลอดภัย อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้สำลักควันธูปและฝุ่นฟุ้งกระจายการจุดธูปในปริมาณมาก อาจสร้างควันและฝุ่นที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจอุบัติเหตุระหว่างเดินทางในช่วงเทศกาล มักมีการเดินทางกลับบ้านหรือไปไหว้ญาติพี่น้อง อุบัติเหตุบนท้องถนนจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวังเศษกระดาษติดไฟเศษกระดาษที่เผาในพิธีกรรม อาจติดไฟลุกลามได้ง่ายหากเผาในพื้นที่ที่มีลมแรงเพลิงไหม้จากเตาแก๊สหรือการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าการปรุงอาหารหรือการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีการเฉลิมฉลอง อาจเกิดเพลิงไหม้ได้หากไม่มีการตรวจเช็กอุปกรณ์ให้เรียบร้อยวิธีป้องกันอันตรายช่วงตรุษจีนเพื่อความปลอดภัยในช่วงตรุษจีน คุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้จุดประทัดอย่างปลอดภัยควรจุดประทัดในพื้นที่โล่งแจ้งและอยู่ห่างจากผู้คนหรือสิ่งกีดขวางอย่างน้อย 10 เมตรลดการจุดธูปเลือกใช้ธูปขนาดสั้น เพื่อลดปริมาณควันและฝุ่น และไม่ควรปล่อยให้ธูปจุดทิ้งไว้โดยไม่มีการควบคุมตรวจสภาพรถก่อนเดินทางหมั่นตรวจเช็กสภาพรถยนต์และความพร้อมของคนขับก่อนเดินทางไกล เพื่อลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุเผาในพื้นที่ปลอดภัยหากต้องทำพิธีกรรมเผากระดาษ ควรเลือกสถานที่ปลอดภัยที่ไม่มีลมแรงเพื่อป้องกันไฟลุกลามปิดวาล์วแก๊สหลังใช้งานอย่าลืมตรวจสอบเตาแก๊สหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งาน และจัดเก็บอาหารในตู้เย็นเพื่อความเรียบร้อยสรุปการเตรียมตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย สามารถช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้ ไม่ว่าจะเป็นการจุดประทัด การเดินทาง หรือการทำพิธีกรรมต่าง ๆ อย่าลืมว่าความปลอดภัยของครอบครัวและคนที่คุณรักสำคัญที่สุด

พีระมิดแสดงสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุ

พีระมิดแสดงสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุ

พีระมิดแสดงสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุ หรือ "พีระมิดความปลอดภัย" (Safety Pyramid) เป็นแนวคิดสำคัญที่ จป. (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน) ควรรู้ เพราะมันช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัย (near miss) กับอุบัติเหตุที่รุนแรง แนวคิดนี้พัฒนามาจากการศึกษาของ H. W. Heinrich ซึ่งระบุว่าอุบัติเหตุเล็กน้อยและเหตุการณ์เกือบพลาดมีความเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุร้ายแรงพีระมิดแสดงสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุ คืออะไรพีระมิดนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่ออธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง เหตุการณ์เสี่ยง (At Risk Behavior) เหตุการณ์เฉียด (Near Miss) อุบัติเหตุที่บาดเจ็บเล็กน้อย ไปจนถึงการบาดเจ็บรุนแรงและการเสียชีวิต โดยชี้ให้เห็นว่าทุก “เหตุเล็กๆ” หากไม่ถูกจัดการ จะสะสมและนำไปสู่ “เหตุใหญ่” ได้ในที่สุดพีระมิดแสดงสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต (Fatality Incident)ระดับสูงสุดของพีระมิด หมายถึงเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลให้มีการสูญเสียชีวิต จุดสูงสุดของพีระมิดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากไม่ควบคุมเหตุเล็กน้อย อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน (Serious Injury)มีผู้บาดเจ็บสาหัส ต้องหยุดงานเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น กระดูกหักหรือบาดเจ็บหนัก ไฟไหม้ ผ่าตัดอุบัติเหตุไม่ถึงขั้นหยุดงาน (Minor Injury)ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย เช่น แผลฟกช้ำ แผลถลอก หรือของมีคมบาด หรืออาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่ต้องหยุดงานเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss)เหตุการณ์ที่เกือบจะเป็นอุบัติเหตุ แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เช่น เครื่องมือร่วงลงมาเฉียดหัว หรือสะดุดเกือบล้มพฤติกรรมเสี่ยง (At Risk Behavior)พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ เช่น ไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย หรือไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างถูกต้อง ไม่สวม PPE ปีนที่สูงโดยไม่ใช้เชือกนิรภัย หรือใช้เครื่องจักรโดยไม่ปิดสวิตช์ล็อกเอาต์-แท็กเอาต์สัดส่วนของพีระมิดในภาพ1 อุบัติเหตุเสียชีวิต30 อุบัติเหตุรุนแรง300 อุบัติเหตุเล็กน้อย3,000 เหตุการณ์ Near Miss300,000 พฤติกรรมเสี่ยงการนำไปใช้ในงานความปลอดภัยป้องกันจากฐานพีระมิด: การแก้ไขและควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงจะช่วยลดเหตุการณ์เกือบพลาด (Near Miss) และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้เน้นวัฒนธรรมการรายงาน: การกระตุ้นให้พนักงานรายงานเหตุการณ์ Near Miss หรือพฤติกรรมเสี่ยงจะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยเชิงป้องกันวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยง: ใช้สถิติจากพีระมิดนี้เพื่อตรวจสอบแนวโน้มและหาจุดเสี่ยงในระบบบทเรียนจากพีระมิดนี้ การป้องกันเริ่มที่ฐาน หากองค์กรจัดการ “พฤติกรรมเสี่ยง” ได้ดี จะช่วยลดทั้ง Near Miss และอุบัติเหตุที่รุนแรงขึ้นไป เหตุเล็กไม่ควรมองข้าม บางครั้งคนทำงานจะคิดว่า “เจ็บนิดเดียว” หรือ “แค่เกือบพลาด” ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จริงๆ แล้วคือสัญญาณเตือน สร้างวัฒนธรรมการรายงาน ทุก Near Miss ต้องมีการบันทึก วิเคราะห์ และสื่อสาร เพื่อหาทางแก้ไขก่อนจะสายเกินไป ผู้นำต้องลงมาเล่นบทจริง ไม่ใช่แค่สั่งการ แต่ต้องเป็นตัวอย่างและสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยสรุปพีระมิดนี้เน้นให้เห็นว่า การป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงต้องเริ่มจากการจัดการพฤติกรรมเสี่ยงและเหตุการณ์เล็กน้อย อย่างสม่ำเสมอ หากองค์กรสามารถลดพฤติกรรมเสี่ยงและเหตุการณ์เกือบพลาดได้ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงก็จะลดลงไปด้วย

content หน้าฝน อันตรายจากหน้าฝน โรคที่มากับหน้าฝน 2566 โรคที่มากับหน้าฝน วิธีป้องกัน

ความปลอดภัยในการทำงานในหน้าฝนที่ทุกคนต้องรู้

หน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ซึ่งอาจมีผลต่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงานได้ การปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญในช่วงหน้าฝนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว1 โรคติดต่อ ช่วงหน้าฝนเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย เช่น ไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อ ท้องเสีย โรคผิวหนัง ไข้เลือดออก ควรดุแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ2 ไฟฟ้าช็อต มือเปียกไม่ควรจับอุปกรณ์ไฟฟ้าหมั่นตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน3 สัตว์ร้าย หลีกเลี่ยงการเดินในที่รกเพราะมักเป็นที่อยู่ของสัตว์มีพิษเช่น งู ตะขาบ แม่งป่อง ฯลฯ4 ฟ้าผ่า เมื่อฝนตกไม่ควรอยู่กลางแจ้งหรือใต้ต้นไม้เพราะอาจเสี่ยงฟ้าผ่าได้   การป้องกันการทำงานในช่วงหน้าฝนอยู่ในที่ร่ม: เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนองให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง หากเลี่ยงไม่ได้ต้องไม่อยู่ใกล้ที่สูงเช่น ต้นไม้สูง เสาโทรศัพท์ เสาไฟฟ้า ห้ามกางร่มที่มีปลายโลหะยอดแหลมปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง: ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดโดยองค์กรหรือสถานที่ทำงาน เช่น การปิดการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นหรือการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทำความสะอาดและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า: ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อให้มีสภาพที่ดีและปลอดภัยตลอดเวลา รวมถึงการเช็คสายไฟที่อาจเสียหรือชำรุดในสภาวะฝนตกการป้องกันสัตว์มีพิษช่วงหน้าฝน: การตัดหญ้าในบริเวณโดยรอบช่วยลดพื้นที่ที่สัตว์มีพิษสามารถอาศัยอยู่ที่จะลดพื้นที่ที่สัตว์มีพิษสามารถซ่อนตัวได้4 ของต้องเตรียมสำหรับแรงงานเพื่อความปลอดภัยในฤดูฝน          ช่วงฤดูฝน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะแรงงาน ก็คืออุบัติเหตุที่มาพร้อมกับฝน ซึ่งอันตรายที่พบบ่อยที่สุด หนีไม่พ้นอันตรายที่เกิดจากการลื่นไถล อันตรายที่เกิดจากการมองเห็นทัศนวิสัยไม่ชัดเจน มีเศษฝุ่นละอองเข้าตา เมื่อเกิดลมแรงในระหว่างการทำงานก่อนที่ฝนจะตก และอันตรายที่เกิดจากสิ่งของหล่นจากที่สูง ซึ่งช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานมากกว่าช่วงเวลาอื่น อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้แรงงานสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ โดยนอกจากจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษแล้ว ยังสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ที่จะช่วยลดอุบัติภัยได้อีกทางหนึ่ง                แน่นอนที่สุดว่าอุบัติเหตุที่พบบ่อยคือ การลื่นไถลหรือลื่นล้ม ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานควรสวมใส่รองเท้านิรภัยหรือเลือกสวมใส่รองเท้าบู๊ทนิรภัย ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือเจิ่งนอง โดยพื้นรองเท้าควรมีคุณสมบัติป้องกันการลื่น ซึ่งผู้ใช้อาจจะเลือก “รองเท้านิรภัยแบบเสริมหัวเหล็ก” ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 523-2554 สามารถทนแรงกระแทกได้ถึง 200 จูล ซึ่งเทียบเท่ากับรถบรรทุกสี่ล้อเหยียบทับและกันแรงกระแทกจากวัตถุที่มีน้ำหนัก 20 กก. ตกใส่จากความสูง 100 ซม.หรือระดับหน้าอกโดยประมาณ      นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานควรเลือกสวมใส่ “แว่นครอบตานิรภัย” ที่เลนส์แว่นตาเคลือบสาร Anti Fog เพื่อลดการเกิดฝ้าที่เลนส์แว่นตาในขณะปฏิบัติงาน และยังสามารถป้องกันเศษวัสดุต่างๆ กระเด็นเข้าดวงตา เนื่องจากมีการปิดครอบคลุมทั้งดวงตา                รวมถึงควรใส่ “ชุดกันฝน” เพื่อป้องกันร่างกายจากความเปียกชื้น โดยเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของผู้ปฏิบัติงาน และที่สำคัญ ชุดกันฝนควรจะต้องมีแทบสะท้อนแสง เพื่อสามารถมองเห็นผู้สวมใส่ได้ชัดเจนแม้อยู่ในระยะไกล               และควรเลือก “หมวกนิรภัย” ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 368-2554 เพื่อป้องกันศีรษะจากวัตถุที่อาจจะตกลงมากระแทก และที่สำคัญควรเลือกประเภทหมวกนิรภัยที่ไม่มีช่องระบายอากาศ เพื่อจะได้ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า                อุปกรณ์ทั้ง 4 ประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้านิรภัย แว่นครอบตา ชุดกันฝน และหมวกนิรภัย มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการทำงานในช่วงฤดูฝน ซึ่งข้อควรระวังเพิ่มเติมก็คือ ผู้ใช้ต้องเลือกใช้อุปกรณ์เซฟตี้ให้เหมาะสมกับหน้างาน ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีกระแสไฟ้ฟ้า เพราะอาจเกิดการรั่วไหลของไฟฟ้าอันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงานที่ที่ทำงานในฤดูฝนฤดูฝนมักเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจมีผลต่อสุขภาพของเราโรคที่มากับฤดูฝนไข้หวัดใหญ่ เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสกลุ่ม Influenza Virus อาการ • ปวดศีรษะ • ไอแห้ง • มีน้ำมูก คัดจมูก • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ • มีไข้สูงวิธีการป้องกัน • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด หรือใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ • ควรฉีกวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีโรคปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง จะทำให้ถุงลมปอดเต็มไปด้วยหนองหรือสารคัดหลั่ง ส่งผลให้การหายใจไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนลดลงอาการ  • มีไข้สูง ตัวร้อน หน้าแดง เหงื่อออก หนาวสั่น  • ไอ มีเสมหะ  • เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว หายใจลำบาก หอบเหนื่อย  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย  • อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว ปวดตามข้อ  • ผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม รู้สึกสับสน • ในทารกหรือเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำ บางรายอาจมีอาการชักจากไข้วิธีการป้องกัน  • ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากสารจากควันบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอด  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น  • เมื่อเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน  • สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  • สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในกระแสเลือดโรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira มักพบการระบาดในหน้าฝนหรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง สัตว์ที่แพร่เชื้อโรคนี้ ได้แก่ พวกสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไว้ที่ไต ดังนั้นเมื่อฉี่ออกมาจะมีเชื้อนี้ปนอยู่ด้วย จึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคฉี่หนู”อาการ • เยื่อบุตาบวมแดง • เจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง • มีเลือดออกบริเวณต่างๆ เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง • มีผื่นขึ้นบริเวณผิวหนัง • อาการเหลืองวิธีการป้องกัน • ควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบูท ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อผ้า • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค • หลีกเลี่ยงการสัมผัสปัสสาวะโค กระบือ หนู สุกร และไม่ใช้แหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อ • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทิ้งไว้ค้างคืนที่ไม่ปิดภาชนะ เป็นต้น • หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำหรือต้องลุยน้ำ ลุยโคลนเป็นเวลานานๆ • รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหากแช่หรือย่ำลงไปในแหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรคตาแดงเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง และการใช้สิ่งของร่วมกัน หรือจากการหายใจหรือไอจามรดกัน เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้ตามสถานที่ที่มีผู้คนอยู่ร่วมกันมากๆ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน และมักพบในกลุ่มเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อาการ • ตาแดง  • ปวดเล็กน้อยในเบ้าตา • คันตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา • น้ำตาไหล เปลือกตาบวม อาจพบตุ่มเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป • ในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย จะมีขี้ตามาก ทำให้ลืมตายากในช่วงตื่นนอนวิธีการป้องกัน • หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือขยี้ตา • ไม่ใช้ยาหยอดตาขวดเดียวกันกับดวงตาทั้งสองข้าง หยุดใช้คอนแทคเลนส์จนกว่าอาการจะหายสนิท • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน ผ้าห่ม ร่วมกับผู้ป่วยโรคตาแดง • พักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อไม่ให้โรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่น • พักการใช้สายตา และพักผ่อนให้เพียงพอ • ไม่จำเป็นต้องปิดตา เว้นแต่กรณีที่กระจกตาอักเสบหรือเคืองตามากอาจปิดตาชั่วคราว หรือสวมแว่นกันแดดแทนโรคไข้เลือดออกติดต่อจากคนสู่คนโดยมียุงลายเป็นพาหะที่สำคัญ ยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในยุง และสามารถถ่ายทอดเชื้อให้คนที่ถูกกัดต่อไปได้อาการระยะไข้(2-7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขาระยะช็อก ไข้เริ่มลดลง มีอาการซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย ในรายที่รุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ระยะนี้เกิน48 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายไม่จำเป็นต้องเป็นรุนแรง และเข้าสู่ภาวะช็อกทุกราย ในผู้ป่วยไข้เลือดออกที่อาการไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดก็จะมีอาการดีขึ้น รับประทานอาหารได้ เข้าสู่ระยะฟื้นตัวระยะฟื้นตัว อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัววิธีการป้องกัน • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน รวมทั้งรอบๆ บริเวณบ้าน • ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะที่ขังน้ำทุก 7 วัน เช่น แจกัน • ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะอื่นๆ ให้มิดชิด หรือใส่ทรายเคมี กำจัดลูกน้ำในภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้ ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูลงในจานรองขาตู้กับข้าวสัปดาห์ละครั้ง • ในผู้ที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาแล้ว หลังจากหายป่วยจากโรคเป็นเวลา 1  ปี ควรรับการฉีดวัคซีนไข้เหลือดออก เพราะผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาแล้ว หากกลับมาเป็นซ้ำ ส่วนมากอาการจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นโรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัวที่เรียกว่า พลาสโมเดียม (Plasmodium) มียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะ เชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย คือ พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (Plasmodium Falciparum) และรองลงมา คือ พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (P.Vivax)อาการมีไข้สูง หนาวสั่น มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิต เช่น เชื้อมาลาเรียขึ้นสมอง ระบบการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง ไตวาย ตับโต ม้ามโตวิธีการป้องกัน • หากจำเป็นต้องเข้าไปค้างแรมในป่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกินยาป้องกันโรค และปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด • ใช้ยาจุดกันยุงเพื่อไล่ยุงเวลานอนในป่า เพื่อช่วยลดการถูกยุงกัดได้ • ควรนอนในมุ้งเวลานอนในป่า • การทายากันยุง โดยเฉพาะชนิดที่ป้องกันได้นาน ๆFREE โปสเตอร์อันตรายและผลกระทบช่วงหน้าฝน_SAFETYINTHAI.pdf

วิธีการอ่านป้ายสัญลักษณ์ที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีและวัตถุอันตราย

วิธีการอ่านป้ายสัญลักษณ์ที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีและวัตถุอันตราย

ไขข้อสงสัย! ป้ายสัญลักษณ์ที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีและวัตถุอันตราย บ่งบอกถึงอะไร?หลายๆคนคงเคยเห็น สัญลักษณ์ แล้วเวลาขับรถบนท้องถนน หรืออาจจะเห็นตามขวดสารเคมีต่างๆ ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้คือ "สัญลักษณ์ แสดงความเป็นอันตราย" นั่นเอง แต่! เคยสงสัยไหม ว่าสัญลักษณ์พวกนี้บ่งบอกถึงอะไร บางอันเราก็พอจะเดาออก แต่บางก็ไม่ทราบ วันนี้ทางเซฟตี้อินไทยจะมาบอก วิธีการอ่าน ป้ายสัญลักษณ์ ที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีและวัตถุอันตราย ว่ามีอะไรบ้างสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตราย มีอยู่ 4 ระบบที่นิยมใช้กัน คือ ระบบ EEC, ระบบ UN, ระบบ NFPA และ ระบบ GHSตามข้อกำหนดของประชาคมยุโรป ที่ 67/548/EEC สัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายจะแบ่งออกตามประเภทของอันตราย โดยใช้รูปภาพสีดำเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายบนพื้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีส้ม และมีอักษรย่อกำกับที่มุมขวาระบบ EEC1. สารพิษ (T+/T: Toxic) การสูดดม กลืนกิน หรือดูดซึมผ่านผิวหนังแม้เพียงปริมาณเล็กน้อยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรืออาจถึงตายได้ ในกรณีที่ได้รับสารเข้าไปในปริมาณมากหรือสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานานจะปรากฏอาการรุนแรง และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างถาวร โดยเฉพาะผลการก่อมะเร็ง การทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ และก่อการกลายพันธุ์2. สารอันตราย (Xn : Harmful) การสูดดม การกลืนกิน หรือซึมผ่านผิวหนังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพแบบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ถ้าใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสารซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ และสารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ การสูดดมอาจก่อให้เกิดอาการแพ้3. สารระคายเคือง (Xi : Irritant) แม้จะไม่ได้มีคุณสมบัติกัดกร่อน หากผิวหนังหรือเยื่อเมือกสัมผัสสารนี้ ซ้ำๆ กันหรือเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดอาการบวม หากสัมผัสกับผิวหนังอาจก่อให้เกิดอาการแพ้4. วัตถุไวไฟมาก (F: Highly Flammable) ของเหลวที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 0°Cและจุดเดือดไม่เกิน 35°C แก๊ส และแก๊สผสมซึ่งไวไฟในอากาศที่อุณหภูมิและความดันปกติ5. วัตถุไวไฟสูงมาก (F+: Extremely Flammable) ของเหลวที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 0°C และจุดเดือดไม่เกิน 35°C แก๊ส และแก๊สผสมซึ่งไวไฟในอากาศที่อุณหภูมิและความดันปกติ6. วัตถุระเบิดได้ (E: Explosive) สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยาแล้วให้ความร้อนและแก๊สอย่างรวดเร็ว หรือ เมื่อได้รับความร้อนในสภาวะจำกัดจะเกิดการระเบิด หรือ เผาไหม้อย่างรุนแรง7. สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (N: Dangerous for the environment) การปล่อยสู่สภาพแวดล้อม จะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมทันที8. สารออกซิไดส์ (O: Oxidizing) สารเคมีซึ่งโดยปกติไม่ลุกไหม้เอง แต่เมื่อสัมผัสกับสารซึ่งลุกไหม้ได้สามารถให้ออกซิเจน แล้วเร่งการลุกไหม้ได้9. สารกัดกร่อน (C : Corrosive) สารซึ่งโดยปฏิกิริยาเคมีจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตและกัดกร่อนอุปกรณ์ปฏิบัติการUnited Nations Committee of Experts on the Transport of Dangerous Goods จำแนกสารที่เป็นอันตรายและเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตได้ หรือก่อให้เกิดความเสียหาย ออกเป็น 9 ประเภท (UN-Class) ตามลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสี่ยงในการเกิดอันตรายระบบ UN1. ระเบิดได้ (Explosives) : ของแข็งหรือของเหลว หรือสารผสมที่สามารถเกิดปฏิกิริยาทางเคมีด้วยตัวมันเอง ทำให้เกิดแก๊สที่มีความดัน และความร้อนอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายแก่บริเวณโดยรอบได้ ซึ่งรวมถึงสารที่ใช้ทำดอกไม้เพลิงและสิ่งของที่ระเบิดได้ด้วย2. แก๊ส (Gases) : สารที่อุณหภูมิ 50°C มีความดันไอมากกว่า 300 kP หรือมีสภาพเป็นแก๊สอย่าง   สมบูรณ์ที่อุณหภูมิ 20°C และมีความดัน 101.3 kP ได้แก่ แก๊สอัด แก๊สพิษ แก๊สในสภาพของเหลว แก๊สในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำ และรวมถึงแก๊สที่ละลายในสารละลายภายใต้ความดัน เมื่อเกิดการรั่ว ไหลสามารถก่อให้เกิดอันตรายจากการลุกติดไฟและ/หรือเป็นพิษและแทนที่ออกซิเจนในอากาศ3. ของเหลวไวไฟ (Flammable Liquids): ของเหลวหรือของเหลวผสมที่มีจุดวาบไฟ (Flash Point) ไม่เกิน 60.5°C  จากการทดสอบด้วยวิธีถ้วยปิด หรือไม่เกิน 65.6°C จากการทดสอบด้วยวิธีถ้วยเปิด ไอของเหลวไวไฟพร้อมลุกติดไฟเมื่อมีแหล่งประกายไฟ เช่น แอซีโตน น้ำมันเชื้อเพลิง ทินเนอร์ เป็นต้น4. ของแข็งไวไฟ (Flammable solid) : สารที่ลุกไหม้ได้เองและสารที่สัมผัสกับน้ำแล้วให้แก๊สไวไฟ5. สารออกซิไดซ์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Oxidizing and Organic peroxide)6. สารพิษและสารติดเชื้อ (Toxic )7. วัสดุกัมมันตรังสี (Radioactivity) : วัสดุที่สามารถแผ่รังสีที่มองไม่เห็นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 0.002 ไมโครคูรีต่อกรัม เช่น โมนาไซด์ ยูเรเนียม โคบอลต์-60 เป็นต้น8. สารกัดกร่อน (Corrosion) : ของแข็งหรือของเหลวซึ่งโดย ปฏิกิริยาเคมีมีฤทธิ์กัดกร่อนทำความเสียหาย ต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตอย่างรุนแรงหรือ ทำลายสินค้า/ยานพาหนะที่ทำการขนส่ง เมื่อเกิดการรั่วไหลของสารไอระเหยของ สารประเภทนี้ บางชนิดก่อให้เกิดการ ระคายเคืองต่อจมูกและตา เช่น HCl, H2SO4, NaOH เป็นต้น9. วัสดุอันตรายเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Dangerous Substances and Articles) : สารหรือสิ่งของที่ในขณะขนส่งเป็นสารอันตรายซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 ถึง 8 เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต เป็นต้น และให้รวมถึงสารที่ต้องควบคุมให้มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 100°C ในสภาพของเหลวหรือมีอุณหภูมิ ไม่ต่ำกว่า 240°C  ในสภาพของแข็งในระหว่างการขนส่งThe National Fire Protection Association ของสหรัฐอเมริกา กำหนดสัญลักษณ์แสดงอันตรายเป็นรูปเพชร (Diamond-shape) เพื่อใช้ในการป้องกันและตอบโต้เหตุเพลิงไหม้ สัญลักษณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่วางตั้งตามแนวเส้นทแยงมุม ภายในแบ่งออกเป็นสี่เหลี่ยมย่อย ขนาดเท่ากัน 4 รูป ใช้พื้นที่กำกับ 4 สีระบบ NFPAสีแดง แสดงอันตรายจากไฟ (Flammability)สีน้ำเงิน แสดงอันตรายต่อสุขภาพ (Health)สีเหลือง แสดงความไวต่อปฏิกิริยาของสาร (Reactivity)สีขาว แสดงคุณสมบัติพิเศษของสาร และใช้ตัวเลข 0 ถึง 4 แสดงถึงระดับอันตรายGHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals)คือระบบสากลการจัดกลุ่มความเป็นอันตรายและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก พัฒนาขึ้นโดยองคNการสหประชาชาติเพื่อให้ทั่วโลกมีการจัดกลุ่มความเป็นอันตรายของสารเคมีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยคํานึงถึงความเป็นอันตรายทางด้านกายภาพ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกําหนดมาตรฐานการสื่อสารความเป็นอันตรายในรูปของฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัยในการทํางานกับสารเคมี รูปสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายมี 9 รูประบบ GHS1. Explosive (GHS01) เป็นวัตถุระเบิด เป็นสารที่ทำปฏิกิริยาได้ด้วยตนเอง2. Flammable (GHS02) เป็นสารไวไฟ, สารที่ทำปฏิกิริยาได้ด้วยตนเอง, สารที่ลุกติดไฟได้เอง, สารที่เกิดความร้อนได้เอง3. Oxidizing (GHS03) สารออกซิไดส์, สารเปอร์ออกไซด์4. Compressed Gas (GHS04) ก๊าซบรรจุภายใต้ความดัน5. Corrosive (GHS05) สารกัดกร่อน, มีพิษต่อดวงตาและผิวหนัง6. Toxic (GHS06) สารที่มีพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต7. Harmful (GHS07) สารที่มีพิษเฉียบพลัน เป็นอันตราย ทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง มีผลต่อทางเดินหายใจ8. Health Hazard (GHS08) สารที่เป็นพิษต่อสุขภาพ, สารก่อมะเร็ง, เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์9. Environmental Hazard (GHS09) สารที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำเมื่อเราทราบถึงสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตราย มีอยู่ 4 ระบบที่นิยมใช้กัน คือ ระบบ EEC, ระบบ UN, ระบบ NFPA และ ระบบ GHSมาทราบวิธีการอ่านป้ายสัญลักษณ์ที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีและวัตถุอันตรายขั้นตอนที่ 1 ดูสีสีแดง : มีความไวไฟสีฟ้า : เมื่อเปียกจะทำให้ก๊าซไวไฟสีเหลือง : มีความอันตรายสีส้ม : ระเบิดได้สีเขียว : มีความปลอดภัยสีขาว : สารอันตรายที่มีความเป็นพิษขั้นตอนที่ 2 ดูสัญลักษณ์1. ระเบิดได้2. สารออกซิไดส์3. มีความไวไฟ4. สารติดเชื้อ5. ถังอัดความดัน6. วัสดุกัมมันตรังสี7. สารพิษ8. สารกัดกร่อนขั้นตอนที่ 3 ดูหมายเลข1. วัตถุระเบิด2. ก๊าซ3. ของเหลว4. ของแข็ง5. สารออกซิไดส์หรืออินทรีย์เปอร์ออกไซด์6. สารพิษหรือสารติดเชื้อ7. วัสดุกัมมันตรังสี8. สารกัดกร่อน9. วัตถุเคมีอื่นซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภท ที่ 1-8 แต่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายสรุปสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตราย มีอยู่ 4 ระบบที่นิยมใช้กัน คือ ระบบ EEC, ระบบ UN, ระบบ NFPA และ ระบบ GHS ซึ่งหากเราสามารถจำแนกและอ่านสัญลักษณ์ป้ายได้เราสามารถเข้าใจและใช้สารได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล(PPE)

ทำงานในโรงงานต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอะไรบ้าง?(อุปกรณ์ส่วนบุคคล PPE)

"ทำงานในโรงงานต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอะไรบ้าง?"ต้องสวมอะไรบ้าง? เพื่อความปลอดภัยในการทำงานกฎหมายให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554หมวด 2การบริหาร การจัดการ และการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน มาตรา 22 ให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนดลูกจ้างมีหน้าที่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและดูแลรักษาอุปกรณ์ตามวรรคหนึ่งให้สามารถใช้งานได้ตามสภาพและลักษณะของงานตลอดระยะเวลาทำงานในกรณีที่ลูกจ้างไม่สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว ให้นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดการทำงานนั้นจนกว่าลูกจ้างจะสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าวPPE (Personal Protective Equipment) อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ตัวช่วยป้องกันอุบัติเหตุและลดการสูญเสียระหว่างทำงานหมวกนิรภัย อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection Devices)หมวกนิรภัย หรือหมวกเซฟตี้ ใช้สำหรับป้องกันของแข็งตกกระทบศีรษะ ส่วนใหญ่ตัวหมวกจะทำมาจากพลาสติกแข็ง โลหะ หรือไฟเบอร์กลาส (ใยแก้ว) มีสายรัดศีรษะที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับศีรษะของผู้สวมใส่ได้ และสายรัดคางหมวกเซฟตี้แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ตามการใช้งาน ได้แก่หมวกเซฟตี้ประเภท A ทำมาจากพลาสติก หรือไฟเบอร์กลาส นิยมใช้งานกันทั่วไป เช่น งานก่อสร้าง งานในคลังสินค้า หมวกเซฟตี้ประเภท B ทำมาจากพลาสติก หรือไฟเบอร์กลาส สำหรับใช้งานที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าแรงสูงโดยเฉพาะหมวกเซฟตี้ประเภท C ทำมาจากโลหะ เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน แต่ไม่ควรใช้กับงานที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า หมวกเซฟตี้ประเภท D ทำมาจากพลาสติก หรือไฟเบอร์กลาส เหมาะกับใช้ในงานดับเพลิงนอกจากนั้นถ้าลองสังเกต หมวกเซฟตี้ ตามท้องตลาดมีหลายสี ซึ่งบางครั้งในหลายๆ โรงงาน ก็ใช้สีของหมวกเพื่อแยกตำแหน่งหน้าที่ของบุคคลากรอุปกรณ์ป้องกันหู (Ear Protection)อุปกรณ์เซฟตี้สำหรับป้องกันหู จะช่วยลดแรงกระแทกจากคลื่นเสียงที่อาจเป็นอันตรายกับแก้วหูและกระดูกหู เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้างที่ใช้เครื่องเจาะปูน หรือใช้ในพื้นที่ที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลาอุปกรณ์เซฟตี้ป้องกันหู มี 2 แบบ คือที่ครอบหู (Ear muff)  มีลักษณะเป็นจุกยางเล็ก ๆ ใช้อุดเข้าไปในรูหู ที่ครอบหู (Ear muffs) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ปิดครอบหูส่วนนอกหรือใบหูทั้งหมดเพื่อลดเสียง โดยประสิทธิภาพในการลดเสียงจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ ขนาด รูปทรง โครงสร้างอุปกรณ์และชนิดของสายคาด นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อประสิทธิภาพของที่ครอบหูอีก เช่น นวมที่บุภายในด้วยของเหลวจะกันเสียงได้ดีกว่านวมพลาสติก หรือโฟม แต่มักประสบปัญหาคือรั่วไหลได้ง่ายที่อุดหู (Ear plug) มีลักษณะคล้ายหูฟังแบบไร้สายใช้ครอบหูทั้งสองข้าง ปลั๊กอุดหู (Ear plugs) เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสียงชนิดสอดเข้าไปในรูหู (Insert Earplugs) เพื่อปิดกั้นเสียง สามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 แบบ ดังนี้1.ชนิดปั้นขึ้นรูป (Formable Earplugs) ส่วนใหญ่นิยมใช้กัน โดยมากทำจากโฟมที่สามารถยืดขยายตัวได้ เวลาใช้งานต้องใช้มือบีบโฟมให้มีขนาดเล็ก ๆ แหลม ๆ แล้วสอดเข้าไปในรูหู ถ้าต้องการใส่ให้ใส่ให้กระชับมากขึ้น ให้เอื้อมมือข้างหนึ่งข้ามศีรษะมาดึงใบหูขึ้น แล้วใช้อีกมือหนึ่งสอดปลั๊กอุดหูเข้าไปในรูหู ข้อดีของปลั๊กอุดหูชนิดนี้คือ ใส่แล้วกระชับกับรูหูของแต่ละบุคคล มีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงได้ดีกว่าปลั๊กอุดหูชนิดอื่น ๆ ข้อเสียคือ ก่อนที่จะใช้งานต้องบีบก้อนโฟมให้มีขนาดและรูปร่างตามที่ต้องการ ซึ่งอาจทำให้สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ที่มือนั้นปนเปื้อนไปที่ก้อนโฟม ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในรูหูได้ โดยมากจึงเป็นประเภทใช้แล้วทิ้ง2.ชนิดขึ้นรูปสำเร็จ (Pre-Molded Earplugs) ปลั๊กอุดหูชนิดนี้ จะเป็นแบบมาตรฐานที่ทำจากยางซิลิโคน หรือพลาสติกและมีก้านเสียบไว้ให้มือจับ จึงทำให้สามารถเข้าไปในรูหูของผู้ใช้ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากรูหูของผู้ใช้มีลักษณะแตกต่างจากผู้ใช้คนอื่น ๆ มาก ก็จะทำให้รู้สึกว่าใส่ไม่พอเหมาะหรืออาจเกิดความรำคาญได้3.ชนิดสั่งทำโดยเฉพาะ (Custom–Made Earplugs) เป็นปลั๊กอุดหูชนิดที่ทำขึ้น เพื่อใช้ให้เหมาะกับขนาดรูหูของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องวัดขนาดรูหูของผู้ปฏิบัติงานเสียก่อนอุปกรณ์ป้องกันหู (Ear Protection)แว่นนิรภัย สำหรับป้องกันดวงตาจากสารเคมี สะเก็ดไฟ เศษวัสดุ หรือเศษฝุ่น ส่วนใหญ่มักสวมใส่ขณะปฏิบัติงานในพื้นที่เขตก่อสร้าง งานเชื่อม-ตัดโลหะ หรืองานทดลองเกี่ยวกับสารเคมีเป็นแว่นครอบตา สำหรับใช้ในงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น งานเจียระไน งานสกัด/กระแทกวัตถุ งานเชื่อมหรือตัดโลหะถุงมือนิรภัย (Hand Protection)ถุงมือนิรภัย เป็นหนึ่งอุปกรณ์เซฟตี้ที่จำเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือต้องเลือกถุงมือให้เหมาะสมตามลักษณะของงาน การทำงานในโรงงาน คลังสินค้า หรืองานก่อสร้าง ซึ่งต้องหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลาชนิดของถุงมือนิรภัยแบ่งตามลักษณะได้ดังนี้ถุงมือใยหิน สำหรับป้องกันความร้อนหรือไฟถุงมือใยโลหะ สำหรับงานที่ต้องหั่น ตัด หรือจับของมีคมถุงมือยาง สำหรับงานไฟฟ้า แต่ถ้าเป็นงานเกี่ยวกับไฟฟ้าแรงสูง ต้องสวมถุงมือหนังทับอีก 1 ชั้นถุงมือยางไวนีล/ถุงมือยางนีโอพรีน สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีถุงมือหนัง สำหรับงานไม้ งานโลหะ งานขัดผิว แกะสลัก หรืองานเชื่อมที่ไม่ได้ใช้ความร้อนสูงถุงมือหนังเสริมใยเหล็ก สำหรับงานหลอมหรือถลุงโลหะถุงมือผ้าแบบเคลือบน้ำยา สำหรับงานที่ต้องสัมผัสสารเคมีเล็กน้อย เช่น งานในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารถุงมือผ้า สำหรับงานทั่วไปที่ต้องหยิบจับสิ่งของ ใช้เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกหรือของมีคมเสื้อนิรภัย (Body Protection Equipment)เสื้อนิรภัย อุปกรณ์ป้องกันลำตัวใช้ป้องกันอันตรายจากสารเคมี ความร้อน ตะกั่ว หรือสะเก็ดไฟ ซึ่งเสื้อนิรภัยที่ใช้ในงานต่างชนิดกันก็ทำมาจากวัสดุต่างกันดังนี้เสื้อนิรภัยป้องกันสารเคมี จะทำจากโพลีเมอร์ที่ทนต่อฤทธิ์ของสารเคมีได้ เสื้อนิรภัยกันความร้อน ทำจากผ้าทอเส้นใยแข็งเคลือบผิวด้านนอกด้วยอะลูมิเนียม ถ้าต้องการใช้เพื่อป้องกันการติดไฟ ต้องใช้เสื้อนิรภัยที่ชุบด้วยสารป้องกันไฟ เสื้อนิรภัยตะกั่ว ทำจากผ้าใยแก้วฉาบผิวด้วยตะกั่ว ใช้สำหรับป้องกันร่างกายจากรังสีต่างๆเสื้อสะท้อนแสง ใช้สำหรับสวมใส่ทับเสื้อผ้าปกติ ในงานที่ทำในพื้นที่แสงสว่างน้อย ที่อับ หรือที่แคบ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยปกติแล้วเสื้อสะท้อนแสงจะมองเห็นได้ง่ายทั้งเวลากลางวันและกลางคืนมีหลากหลายสี เช่น สีเหลือง สีส้ม และสีเขียวเสื้อนิรภัย (Body Protection Equipment)รองเท้านิรภัยอุปกรณ์ป้องกันเท้าที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทก ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับนิ้วเท้า เท้า และข้อเท้า รองเท้านิรภัย มีให้เลือกหลากหลายชนิด ตามความเหมาะสมของงานรองเท้านิรภัยแบบหัวโลหะ รับน้ำหนักตัวได้มากถึง 1,100 กิโลกรัม และทนแรงกระแทกของวัตถุที่หนักราวๆ 20 กิโลกรัมได้เป็นอย่างดี เหมาะกับผู้ทำงานก่อสร้างรองเท้านิรภัยแบบหุ้มข้อ ทำจากยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ ใช้เป็นฉนวนเพื่อป้องกันกระแสไฟในงานไฟฟ้ารองเท้านิรภัยแบบหุ้มแข้ง ใช้ในงานถลุงโลหะ หลอมโลหะ และงานเชื่อมต่างๆ เพื่อ ป้องกันความร้อนรองเท้านิรภัยแบบพื้นไม้ ใช้ในโรงงานที่พื้นเปียกชื้นตลอดเวลา เช่น โรงงานผลิตเบียร์รองเท้าบูธยาง ทำจากไวนิล นีโอพรีน ยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ที่สามารถทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมีหมายเหตุ รองเท้านิรภัยจะต้องสวมใส่สะดวกและถอดออกได้ง่ายในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเสื้อนิรภัย (Body Protection Equipment)หน้ากากนิรภัย เป็นอุปกรณ์สำหรับป้องกันระบบหายใจ สามารถใช้กรองอนุภาคแขวนลอยที่ปะปนอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่นควัน ฟูมโลหะ (อนุภาคของโลหะที่กระจายตัวอยู่ในอากาศ) ไอระเหยจากก๊าซหรือสารเคมีสำหรับโรงงานที่มีฝุ่นละอองน้อย อาจใช้เป็นหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 แทนได้ สำหรับโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี สารระเหย หรือโรงงานที่พนักงานต้องเจอกับฝุ่นละอองตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ จำเป็นต้องใช้หน้ากากกันฝุ่นชนิดกรองอากาศแบบมีไส้กรอง จะมีประสิทธิภาพอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันอันตรายบริเวณดวงตาและใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ในงานเชื่อมโลหะ ตัดโลหะ หรืองานซ่อมบำรุง ใช้สำหรับป้องกันใบหน้าและดวงตาจากสะเก็ดไฟ เศษของแข็ง ได้แก่หน้ากากเชื่อม ใช้ในงานเชื่อมเหล็ก หรือโลหะโดยเฉพาะ ช่วยป้องกันใบหน้า และดวงตาจากสะเก็ดไฟ และแสงจ้าที่ครอบป้องกันใบหน้า เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมทั้งศีรษะ ใบหน้า ลำคอ ไหล่ จนถึงบริเวณหน้าอก ใช้สำหรับป้องกันสารเคมี ฝุ่น และสารอื่นๆเข็มขัดนิรภัย อุปกรณ์เซฟตี้ชิ้นนี้เป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยหากต้องทำงานบนพื้นที่สูง เช่น งานก่อสร้าง งานเช็ดกระจก งานไฟฟ้า ฯลฯเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐาน ควรเป็นลักษณะแบบสายรัดลำตัว คาดยาวตั้งแต่หัวไหล่ หน้าอก เอว และช่วงขา เพื่อเอาไว้ช่วยพยุงตัว โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันการตกจากที่สูง มีส่วนประกอบสำคัญ ดังต่อไปดังนี้1. เข็มขัดนิรภัย ประกอบด้วยตัวเข็มจัด และเชือกนิรภัย ตัวเข็มขัด ทำด้วยหนังเส้นใยจากฝ้าย และใยสังเคราะห์ 2. สายรัดตัวนิรภัย หรือสายพยุงตัว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานที่ต้องเสี่ยงภัย ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนตัวหรือช่วยพยุงตัวในขณะทำงานได้ 3. เชือก เป็นสิ่งที่ผูกหรือยึดติดกับโครงสร้างของอาคาร หรือส่วนที่มั่นคงของอาคารนั้น ๆ ซึ่งเชือกเส้นนี้จะถูกต่อเข้ากับเชือกนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย หรือสายรัดตัวนิรภัย (สายพยุงตัว) โดยประเภทของเชือกที่ได้รับความนิยม คือ เชือกช่วยชีวิต ที่จะใช้ร่วมกับอุปกรณ์ยึดจับเชือก และยังมีเชือกช่วยชีวิตแบบที่หดกลับอัตโนมัติข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง1. ก่อนใช้เข็มขัดนิรภัย ควรตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ ถ้าพบว่ามี ไม่ควรนำมาใช้งาน และเมื่อใช้ไป 1-3 เดือน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ2. ควรทำความสะอาดทำเดือนละครั้ง โดยล้างด้วยน้ำอุ่น และสบู่กรด ตามด้วยน้ำสะอาด และปล่อยให้แห้ง ซึ่งถ้าเป็นเข็มขัดนิรภัยหนัง ก่อนที่จะแห้งสนิท ควรชโลมหนังด้วยน้ำมันละหุ่ง หรือน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อเป็นการรักษาหนังข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง1. จุดยึด คือจุดที่เอาไว้สำหรับยึดตัวกับฐานหรือโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งโดยมาตรฐานสากลแล้ว อุปกรณ์ต้องสามารถรับแรงได้อย่างน้อย 22 KN และการใช้งานควรอยู่ในตำแหน่งเหนือหัวขึ้นไปและอยู่ในแนวเดียวกับผู้ใช้ เพื่อป้องกันการลดระยะการตกและลดการเหวี่ยงตัว2. อุปกรณ์เชื่อมต่อ ควรมีอยู่อย่างน้อย 2 จุดคือจุดที่เชื่อมต่อกับจุดยึด และจุดที่ยึดกับตัว Harness จะต้องทนต่อการกัดกร่อนผิวจะต้องเรียบ ไม่มีรอยเชื่อม และทำจากเหล็กที่ผ่านการหล่อขึ้นรูปหรือ 3. เชือก ควรอยู่ในลักษณะรักษาตำแหน่ง และความยาวเชือกควรมีระยะสั้นที่สุดเพื่อไม่ให้ผู้ใช้พลัดตกไปเกิน 2 ฟุตสิ่งที่นายจ้างต้องปฏิบัติสำหรับการทำงานอยู่บนที่สูง ซึ่งมีดังนี้สิ่งที่นายจ้างต้องทำ1. ในกรณีที่นายจ้างให้ทำงานในที่สูงจากพื้นดินหรือพื้นอาคารตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป สิ่งที่นายจ้างต้องทำก็คือ ต้องจัดให้มีนั่งร้าน บันได ขาหยั่ง หรือม้ายืน ที่ปลอดภัยตามสภาพของงานสำหรับผู้ปฏิบัติงานในงานนั้น ๆ2. ในกรณีที่นายจ้างให้ทำงานบนที่ลาดชันที่ทำมุมเกินสามสิบองศาจากแนวราบและสูงตั้งแต่ 2 เมตร ขึ้นไป  ต้องจัดให้มีนั่งร้านที่เหมาะสมกับสภาพของงาน และต้องพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูงทั้งหมด3. ในกรณีที่นายจ้างให้ทำงานในสถานที่ที่มีโอกาสได้รับอันตรายจากการพลัดตกหรือถูกวัสดุพังทับ จากระยะความสูงตั้งแต่ 4 เมตร ขึ้นไป หรือทำงานบนหรือในถัง บ่อ กรวยสำหรับเทวัสดุ นายจ้างจะต้องจัดทำราวกั้นหรือรั้วกันตก ตาข่าย สิ่งปิดกั้น เพื่อป้องกันการพลัดตกของผู้ปฏิบัติงานหรือสิ่งของ และต้องจัดอุปกรณ์ป้องกันการตกที่สูงเอาไว้ให้พร้อม4. งานก่อสร้างที่มีปล่องหรือช่องเปิดซึ่งอาจทำให้เกิดการพลัดตกไปได้นั้น สิ่งที่นายจ้างต้องทำคือ ต้องจัดทำฝาปิดที่แข็งแรง ราวกั้นหรือรั้วกันตกที่มีความสูงไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร และมีแผงทึบหรือขอบกันของตกมีความสูงไม่น้อยกว่า 7 เซนติเมตร พร้อมทั้งติดป้ายเตือนอันตราย

อบรมผู้ปฏิบัติงานถังขนส่งน้ำมัน 2566 อบรม กรมธุรกิจพลังงาน 2566 กฎหมาย การขนส่งน้ำมัน เชื้อเพลิง  อบรม พนักงานขับรถ น้ำมัน 2566  ความ ปลอดภัย ในการขนส่งน้ำมัน  การตรวจ สอบ รถขนส่งน้ำมัน  กฎกระทรวง การ ซ่อม บำรุง ถังเก็บน้ำมันและถังขนส่งน้ำมัน พ ศ 2560  ผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12

ผู้ปฏิบัติงานถังขนส่งน้ำมัน ประเภทรถขนส่งน้ำมัน

กฎหมายผู้ปฏิบัติงานน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ แบบคำขอ แบบใบรับรอง แบบบัตรประจำตัว และหลักสูตรการฝึกอบรมของผู้ฝึกอบรม วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2559 หมวด ๑ บททั่วไปข้อ ๒ การประกอบกิจการถังขนส่งน้ำมัน ประเภทรถขนส่งน้ำมันคลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมันประเภท ก สถานีบริการน้ำมันประเภท ข สถานีบริการน้ำมันประเภท ค ลักษณะที่สอง สถานีบริการน้ำมันประเภท จ ลักษณะที่สอง สถานีบริการน้ำมันประเภท ฉ ระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อ สถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่สาม ถังขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่นำมาตรึงไว้กับตัวโครงรถ คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว สถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเสียมเหลวประเภทโรงบรรจุ สถานที่บรรจุ กฎหมายด้านความปลอดภัยกิจการก๊าซธรรมชาติ (สถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ)ก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ สถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว สถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม สถานที่เก็บรักษา ก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทร้านจำหน่าย ลักษณะที่สอง สถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทโรงเก็บ ลักษณะที่สอง ระบบการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวทางท่อ ถังขนส่งก๊าซธรรมชาติ คลังก๊าซธรรมชาติ สถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ ต้องมีผู้ปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคนตลอดระยะเวลาที่เปิดดำเนินการหรือทำการขนส่ง แล้วแต่กรณีการประกอบกิจการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ ผู้รับใบอนุญาตแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับใบอนุญาตกี่ฉบับก็ตาม ต้องมีผู้ปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคนกิจการควบคุมประเภทที่ 3 คือกิจการควบคุมประเภทที่ 3 มี 7 ประเภท ดังนี้ คือ1) สถานที่ก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ลักษณะที่ 3 หมายถึงโรงงานขนาดใหญ่•  เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ชบิดไวไฟมาก ปริมาณเกิน 454 ลิตร•  เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดไวไฟป่านกลาง ปริมาณเกิน 1,000 ลิตร•  เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ชนิดไวไฟน้อย ปริมาณเกิน 15,000 ลิตรโดยมีปริมาณรวมกันไม่เกิน 500.000 ลิตร2) คลังน้ำมันเชื้อเพลิง•  เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทุกชนิด ตั้งแต่ 500,000 มิครขึ้นไป3) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท ก. หมายถึง สถานีบริการติดถนนใหญ่•  บริการให้แก่ยานพาหนะทางบก•  ถังเก็บน้ำมันเชื้อ อเพลิงต้องฝังใด้พื้นดิน•  สถานที่ตั้งต้องติดเขตถนนทางหลวง หรือถนนสาธารณะ ที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร หรือถนนส่วนบุคคลที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร4) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท ข. หมายถึง สถานีบริการติดถนนซอย•  บริการให้แก่ยานพาหนะทางบก•  ถังเก็บน้ำมันเนื้อเพลิงต้องฝังได้พื้นดิน•  สถานที่ตั้งต้องติดเขตถนนสาธารณะ ที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร หรือถนนส่วนบุคคลที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร5) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท . ลักษณะที่ 2 หมายถึง ปั๊มถังลอยริมถนน•  บริการ ให้แก่ยานพาหนะทางบก•  เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟปานกลาง หรือไวไฟน้อยตั้งแต่ 10,000 ลิตรขึ้นไป•  ห้ามเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก•  ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งบนดิน6) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงประเกท จ. ลักษณะที่ 2 หมายถึง สถานีบริการทางน้ำ•  บริการให้แก่เรือ•  เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟปานกลาง หรือไวไฟน้อย ตั้งแต่ 10,000 ลิตรขึ้นไป ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งบนดิน หรือ ฝังใต้พื้นดิน หรือภายใน โป๊ะเหล็ก•  กรณีมีการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ให้ฝังถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ใต้พื้นดิน7) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท จ. หมาขถึงสถานีบริการให้แก่อากาศยานบริการให้แก่เครื่องบินผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถชนิดที่ 4 คือใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ชนิดที่สี่ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสำหรับรถที่ใช้ขนส่งวัตถุอันตรายตามประเภทหรือชนิดและลักษณะการบรรทุกตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ขอรับใบอนุญาต ประเภทส่วนบุคคล และประเภททุกประเภท ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีผู้ขับรถบรรทุกวัตถุอันตรายทุกรายต้องมี ใบขับขี่รถ ท4 หรือเรียกแบบเป็นทางการว่าใบอนุญาตขับ รถชนิดที่ 4  เท่านั้น คือ ใบอนุญาตขับรถที่ใช้ขนส่งวัตถุอันตราย  ผู้ขับขี่รถบรรทุกวัตถุอันตรายที่ไม่มีใบขับขี่รถ ท4 จะมีความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหากเกิดอุบัติเหตุด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการขอ สอบใบขับขี่รถ ท4 จะต้องทำอะไรบ้าง มีเงื่อนไข ดังนี้1.   ผู้ขอรับใบขับขี่รถท4 จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี2.  ต้องมีการ ทำใบขับขี่รถท3 หรือ สอบใบขับขี่ท3 (รถที่ใช้สําหรับลากจูงรถอื่น หรือล้อเลื่อนที่บรรทุกสิ่งของชนิดที่ 3) มาก่อนแล้ว3.  ต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากร และจะต้องไม่มีโทษจําคุก หรือหากมีจะต้องพ้นโทษมาแล้วเกิน 3 ปี4.  ต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย5.  ผ่านการอบรมจํานวน 6 ชั่วโมง โดยมีเนื้อหาการอบรมได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ UN กําหนดไว้นอกจากนี้ ผู้ขอรับใบขับขี่ ท4 จะต้องสอบข้อเขียน ข้อสอบใบขับขี่ วิชาความรู้ เกี่ยวกับวัตถุอันตราย จำนวน 30 ข้อ ผู้รับการทดสอบ จะต้องทำคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60% จึงจะถือว่าผ่านการสอบ โดยเนื้อหาที่ออกข้อสอบ หลักๆจะเป็นเรื่องของป้ายและสัญลักษณ์ ต้องเข้าใจในเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ เกี่ยวกับวัตถุอันตราย ชนิดต่างๆ และต้องเข้าใจหลักการบรรทุกวัตถุอันตราย เมื่อสอบผ่านแล้วจะได้รับใบอนุญาต ท 4 โดยใบอนุญาตขับรถหรือ ใบขับขี่จะมีอายุ 3 ปีการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจ เกิดขึ้นได้•  ขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง•  ไม่ขับรถด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด•  ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัช•  มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางตลอดระหว่างการขับขี่•  ตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง•  มองไกลตลอดการขับขี่ทิ้งระยะห่างคันหน้า7-10เมตรป้องกันการเบรก•  สอดส่ายสายตาตลอดการขับขี่ และก่อนออกรถ•  ไม่ขับรถจับกลุ่มสร้างระยะห่างรอบ ๆตัวรถให้สัญญาณทุกครั้งที่ขับ และหยุดรถมาตรการกำกับดูแลการขนส่งน้ำมันดิบทางบกมาตรการกำกับดูแลการขนส่งน้ำมันดิบทางบกในการผลิตน้ำมันดิบนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการกำกับ ดูแล และควบคุม ตั้งแต่กระบวนการผลิต การเก็บ การขนถ่าย จนถึงการซื้อขาย โดยมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางที่หลุมผลิตปิโตรเลียม จนกระทั่งถึงปลายทางยังโรงกลั่นน้ำมันน้ำมันดิบที่ผลิตได้นั้น จะถูกส่งไปตามท่อขนส่งไปยังถังเก็บน้ำมันดิบ มีการตรวจสอบปริมาณที่ผลิตได้ด้วยมาตรวัด หลังจากนั้น เมื่อถึงเวลาขนถ่ายไปยังรถบรรทุกเพื่อออกไปยังโรงกลั่นน้ำมัน จะมีการตรวจสอบและบันทึกปริมาณการขนถ่าย แล้วผนึกฝาถังหรือที่เรียกว่า Seal และบันทึกหมายเลขของ Seal ทุกครั้งก่อนขนส่งออกไป นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบติดตามตำแหน่งรถด้วยดาวเทียม หรือ ระบบ GPS ในรถขนส่ง เพื่อติดตามตำแหน่งของรถขนส่งตั้งแต่ออกเดินทางจากสถานีผลิตปิโตรเลียม จนถึงปลายทางที่โรงกลั่นน้ำมัน โดยสามารถตรวจสอบพิกัดได้ตลอดเวลาเมื่อรถขนส่ง ได้เดินทางมาถึงโรงกลั่นน้ำมันดิบแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มาตรวจสอบการผนึกฝาถังอีกครั้ง ว่ามีร่องรอยการเปิดหรือทำลายหรือไม่ รวมถึงหมายเลขของ Seal ที่ฝาถังว่าตรงกับเอกสารขนส่งหรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการซื้อ - ขาย น้ำมันดิบ โดยมีการตรวจสอบปริมาณน้ำมันดิบผ่านมาตรวัด (Meter) ที่ได้รับมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม American Petroleum Institute หรือ API ซึ่งมาตรวัดจะมีการปรับเทียบตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในระยะเวลาที่กำหนด ต่อหน้าเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบขนถ่ายน้ำมันดิบไม่ให้เกิดขึ้นได้องค์ประกอบของน้ำมันดิบน้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลวในธรรมชาติ ส่วนมากมีสีดำหรือน้ำตาล มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ ปะปนกันอยู่ และในบางครั้งอาจมีสารอื่น ๆ ประกอบอยู่ด้วย เช่น กำมะถัน ไนโตรเจน ออกซิเจน เป็นต้น โดยน้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาได้ จะต้องนำไปผ่านกระบวนการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ออกก่อน เรียกว่า การกลั่นน้ำมันดิบ จึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้การดับเพลิงเบื้องต้นทฤษฎีของไฟ องค์ประกอบทั้ง 3 ในการติดไฟเชื้อเพลิง - ไม้ กระดาษ ผ้า ไอระเหยของน้ำมัน เป็นต้นอากาศ - มีก๊าซออกซิเจน (ประมาณ 21% ช่วยในการเผาไหม้ความร้อน - ปริมาณความร้อนมีมากพอสำหรับเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

การจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

"การจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ที่ชาวเซฟตี้ต้องรู้"มาตรฐานการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานOccupational Safety and Health Risk Management System Standardการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยให้ลดการเกิดความเสี่ยงในการทำงาน ลดอัตราการเกิดความสูญเสียต่อทรัพย์สินและชีวิตการชี้บ่งอันตรายการชี้บ่งอันตราย หมายถึง กระบวนการค้นหาและแจกแจงองค์ประกอบของอันตราย ดังนั้น นายจ้างต้องเลือกใช้วิซีซื้บ่งอันตรายที่เหมาะสมให้ครอบคลุมทุกงาน ทุกกิจกรรม ทุกกระบวนการ ทุกวัสดุอุปกรณ์ และทุกสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและอาชีวอนามัยต่อลูกจ้าง ผู้รับเหมา ผู้เยี่ยมชม และบุคคลภายนอก"การชี้บ่งอันตรายต้องทำอย่างไร"  นายจ้างต้องกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ต้องทำการชี้บ่งอันตรายแต่ละวิธีให้ครอบคลุมทั้งสถานประกอบกิจการนายจ้างต้องจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานในการชี้บ่ง และติตตามกฎหมายความปลอดภัย  อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบกิจการให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ คณะทำงานจัดการความเสี่ยง อาจเลือกใช้วิธีการชี้บ่งอันตรายวิธีใตวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามลักษณะการประกอบกิจการ หรือลักษณะความเสี่ยงจากอันตรายที่ อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ ได้แก่ วิธี Job Safety Analysis (JSA) วิธี Checklist วิธี What If วิธี Hazard andOperability Studies (HAZOP) วิธี Failure Mode and Effect Analysis (FMEA) วิธี Fault Tree Analysis (FTA) หรือวิธี Event Tree Analysis (ETA)  "การชี้บ่งอันตรายต้องทำอย่างไร"นายจ้างควรพิจารณาการจัดการความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่- การประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ (Ergonomics Risk Assessment) อาจใช้วิธี Rapid  Upper Limb Assessment (RULA) เพื่อประเมินท่าทางการทำงานของร่งกายส่วนบน วิธี Rapid Entire BodyAssessment (REBA) เพื่อประเมินทำทางการทำงานของร่างกาย ทั้งลำตัววิธี RULA for ComputerUsersเพื่อประเมินท่าทางของร่างกายสำหรับ การปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์- การประเมินอันตรายต่อสุขภาพ (Health Hazard Assessment)"การประเมินความเสี่ยง"  ความเสี่ยง หมายถึง ระดับของอันตรายที่บ่งบอกว่ายอมรับได้หรือยอมรับไม่ได้  การประเมินความเสี่ยง หมายถึง กระบวนการจัดระดับของอันตรายโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ของ โอกาสที่จะเกิดความสูญเสียและผลของความรุนแรงจากความสูญเสีย ดังนั้นค่าความเสี่ยง = ค่าโอกาสที่จะเกิดความสูญเสียของอันตราย x ค่าความรุนแรงจากความสูญเสียของอันตราย  นายจ้างต้องนำองค์ประกอบของแต่ละอันตรายมาพิจารณาหาค่าโอกาสที่จะเกิด และค่าความรุนแรง เพื่อให้ทราบว่าอันตรายใดมีความเสี่ยงยอมรับได้ (ระดับความเสี่ยงล็กน้อยหรือปานกลาง) และความเสี่ยงยอมรับไม่ได้ (ระดับความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก)"การประเมินความเสี่ยง"ในการประเมินความเสี่ยง ให้ใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาต่อไปนี้- พิจารณาถึงโอกาสที่จะเกิดความสูญเสียของอันตราย- พิจารณาถึงความรุนแรงจากความสูญเสียของอันตราย"การดำเนินการประเมินความเสี่ยง"  การดำเนินการประเมินความเสี่ยงพิจารณาค่าโอกาสที่จะเกิดความสูญเสียของอันตรายและค่าความรุนแรงจากความสูญเสียของอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ให้ระบุลงในตารางการประเมินค่าความเสี่ยงซึ่งแบ่งค่าโอกาสจะเกิดความสูญเสียของอันตรายและค่าความรุนแรงจากความสูญเสียของอันตราย จะได้ระดับความเสี่ยง ดังนี้1) ความเสี่ยงยอมรับไม่ได้ แบ่งระดับความสี่ยงได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับความเสี่ยงสูงมาก และระดับความเสี่ยงสูง2) ความเสี่ยงยอมรับได้ แบ่งระดับความเสี่ยงด้เป็น 2 ระตับ ได้แก่ ระดับความเสี่ยงปานกลาง และระดับความเสี่ยงเล็กน้อย"การจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง"นายจ้างต้องจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง- กรณีความเสี่ยงยอมรับไม่ด้ จะต้องจัดทำแผนลดความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มมาตรการที่สามารถควบคุมป้องกัน ระงับ ยับยั้งองค์ประกอบของอันตรายนั้นได้- กรณีความเสี่ยงยอมรับได้ จะต้องจัดทำแผนควบคุมความเสี่ยง โดยควบคุมมาตรการที่มีให้คงอยู่อย่างต่อเนื่อง"การจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง" กรณีความเสี่ยงยอมรับไม่ต้ ต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการเพื่อลดระดับความเสี่ยงลงดังนี้- ระดับความเสี่ยงสูงมาก ต้องหยุดกิจกรรมอันตรายนั้นและพิจารณาเพิ่มมาตรการลดระดับความเสี่ยงลงจนกว่าความเสี่ยงยอมรับได้ ด้วยการนำมาตรการลระตับความเสี่ยงไปจัดทำแผนลดความเสี่ยง- ระดับความเสี่ยงสูง ให้พิจารณาเพิ่มมาตรการลดระดับความเสี่ยงลงอย่างเร่งด่วนจนกว่าความเสี่ยงยอมรับได้ ด้วยการนำมาตรการลดระดับความเสี่ยงไปจัดทำแผนลดความเสี่ยง"การจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง"กรณีความเสี่ยงยอมรับได้ ให้พิจารณาดำเนินการดังนี้- ระดับความเสี่ยงปานกลาง ให้พิจารณาควบคุมมาตรการที่มีอยู่ให้คงอยู่และดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยการนำมาตรการที่มีอยู่ไปจัดทำแผนควบคุมความเสี่ยง- ระดับความเสี่ยงเล็กน้อย ไม่ต้องจัดทำแผนควบคุมความเสี่ยง แต่ยังต้องมีกำรทบทวนความเสี่ยงตามความเหมาะสมการกำหนดมาตรการเพื่อลดความเสี่ยง มีข้อพิจารณา ดังนี้1) การขจัดอันตราย2) การทดแทน3) การควบคุมทางวิศวกรรม4) การควบคุมเชิงบริหารจัดการ5) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล นายจ้างต้องกำหนดผู้รับผิดชอบในการจัดทำแผนเพื่อลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยงของแต่ละอันตราย พร้อมทั้งกำหนดวันแล้วเสร็จของแผนการประเมินความเสี่ยงทุกรายการ จะต้องดำเนินกำรทบทวนแผนจัดการความเสี่ยงเป็นประจำอย่างต่อเนื่องตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้

ความปลอดภัยทางรังสี ความ ปลอดภัย ในการใช้รังสี คู่มือ ความ ปลอดภัย ในการ ทำงาน กับ รังสี ประโยชน์จากรังสี ด้านความ ปลอดภัย มาตรฐาน การป้องกันอันตรายจากรังสี ความ ปลอดภัย ในการใช้รังสี คู่มือความปลอดภัยทางรังสี มาตรฐานความ ปลอดภัย ทางรังสี อันตรายจากรังสี รังสีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ วิธีป้องกันจากรังสี รังสีมีอันตรายจริงหรือไม่ อบรมความปลอดภัยในการทํางานเกี่ยวกับรังสี ผู้ปฏิบัติงานทางรังสี เซฟตี้อินไทย

ความปลอดภัยทางรังสี

ความปลอดภัยทางรังสี-เซฟตี้อินไทยการป้องกันการทำงานสำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับรังสีเป็นสิ่งสำคัญ รังสีมีทั้งประโยชน์และอันตรายเพราะฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความปลอดภัยทางรัง สำหรับคนที่สนใจ อบรมความปลอดภัยในการทํางานเกี่ยวกับรังสีผู้ปฏิบัติงานทางรังสี เซฟตี้อินไทย พร้อมให้บริการ แต่ก่อนเราจะไป อบรม เรามาดูเนื้อหาในบทความ นี้กันก่อนดีกว่ารังสี Radiusรังสี คือ พลังงาน ที่แผ่จากต้นกำเนิดรังสี ผ่านอากาศ หรือสารในรูป คลลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นความร้อน แสงสว่าง คลื่นวิทยุ รังสีเอกซ์รังสีแกมมา กระแสของอนุภาค ที่เคลื่อนตัวเร็ว เช่น รังสีคอสมิก รังสีแอลฟา รังสีบีตา นิวตรอน โปรตอน อันตรายจากรังสีปฏกิริยาทางอ้อม (Indirect action) รังสีจะทำปฏิกิริยากับส่วนประกอบที่เป็นน้ำ ที่อยู่ในเซลล์แล้วเกิดอนุมูลอิสระ และอนุมูลอิสระเหล่านี้จะเข้าไปทำลายส่วนประกอบของเซลล์ให้เสียหายได้ปฏกิริยาทางตรง (Direct action) จะเกิดจากการทำปฏิกิริยาของรังสีกับเซลล์ โดยตรงและทำให้ส่วนประกอบของเซลล์สิ่งมีชีวิตเสียหายหรือตายไปได้ความไวของรังสีจากน้อยไปมากระบบประสาท > กระดูก และฟัน > ผิวหนัง > อวัยวะในระบบสืบพันธ์ุ > อวัยวะในการสร้างเลือดจากน้อยไปมากผู้ใหญ่ > เด็ก > ทารกในครรภ์ >ตัวอ่อนการป้องกันรังสี1.Justification การใช้รังสี ต้องแน่ใจว่าเกิดประโยชน์เป็นผลในทางบวก มากกว่าผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับปริมาณรังสีการป้องกันรังสี2.Optimization การใช้รังสีจำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้ประโยชนช์จากรังสีให้เกิดประโยชน์มากเท่าที่ทำได้ โดยมีความปลอดภัยการป้องกันรังสี3.Dose Limit การทำงานกับรังสีต้องมีการกำหนดขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีประโยชน์จากรังสีประโยชน์จากรังสี ทางการแพทย์   การนำรังสี หรือสารกัมมันตรังสีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทาง การแพทย์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ได้มีการคิดค้น และปรับปรุงขึ้น เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถดำเนินการวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และดียิ่งขึ้น ประโยชน์จากรังสีในทาง การแพทย์มีหลายด้านเครื่องฉายรังสีระยะใกล้-ไกลรักษาต้อตาการวินิจฉัยโรคโดยใช้รังสีการรักษาโดยใช้รังสีประโยชน์จากรังสีประโยชน์จากรังสี ทางการเกษตรการใช้รังสีในการเกษตรเป็นการใช้ในการปรับปรุงพืชผลที่เป็นอาหาร การถนอมอาหาร การหาแหล่งน้ำบาดาล การควบคุมและกำจัดแมลง เป็นต้น เพื่อสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการอาหาร น้ำ และมีสุขภาพดีการกำจัดแมลงการทำหมันแมลงการยับยั้งการงอกการปรับปรุงพันธ์ุพืชการรักษา ยืดอายุอาหารรังสีติดตามประโยชน์จากรังสีประโยชน์จากรังสี ทางเทคโนโลยีการใช้รังสีเพื่อการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเครื่องตรวจจับควันอุปกรณ์ตรวจจับอิเล็คตรอนวัสดุกัมมันตรังสีมาตรฐานอุปกรณ์วิเคราะห์ XRFเสา สายล่อฟ้าสารเรืองแสงเป็นต้นเว็บ TopproBooking การลงทุนในความรู้ จะอยู่กับคุณไปอีกนาน ต่อยอดไม่สิ้นสุด

อันตรายจากการ ทํา งานกับ เครื่องจักร, อันตรายจากเครื่องจักร มีอะไรบ้าง, อันตรายจากเครื่องจักร โรงงาน, อุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจัก, การป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร, อุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรเซฟตี้, อันตรายจากเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ

การป้องกันและควบคุมอันตรายจากเครื่องจักร

การป้องกันและควบคุมอันตรายจากเครื่องจักรทำอย่างไรวันนี้เซฟตี้อินไทยมีคำตอบ          เราอาจเคยสงสัยหรือเคยพบเห็นหรือได้ฟังข่าวอุบัติเหตุจากการทำงานซึ่งเกิดจากเครื่องจักร เป็นผลทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนสูญเสียอวัยวะจนต้องพิการสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือทำให้การใช้ชีวิตลำบากมากยิ่งขึ้น และบางทีก็อาจร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอาจเกิดมาจากเครื่องจักรชำรุด หรือเกิดจากความประมาทของพนักงาน ในบทความนี้จะพาทุกคนได้รู้ถึงความสำคัญของการป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรเเละได้เรียนรู้เรื่องอันตรายจากการทํางานกับเครื่องจักรเป็นอย่างไรทางเซฟตี้มีคำตอบเครื่องจักร,เครื่องกล หรือ เครื่องจักรกล หมายถึง     - เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ประกอบขึ้นจากส่วนหนึ่งหรือส่วนต่าง ๆ หลายส่วนซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงอย่างหนึ่ง เครื่องจักรเป็นอุปกรณ์ที่มีพลังขับเคลื่อน ซึ่งมักจะเป็นพลังงาน เชิงกล เคมี ความร้อน หรือไฟฟ้า บ่อยครั้งก็ถูกทำให้เป็นเครื่องยนต์ ในประวัติศาสตร์สมัยก่อน อุปกรณ์จะเรียกว่าเป็นเครื่องจักรได้ก็ต่อเมื่อมีส่วนที่ขยับเคลื่อนที่ได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์นำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนที่ขยับเคลื่อนที่ได้ สาเหตุของอุบัติเหตุของเครื่องจักรสาเหตุที่ 1 เกิดจากพนักงานมีความประมาทไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบในการทำงานเช่น การไม่สวมใส่อุปกรณ์เซฟตี้การสูญบุหรี่ในขณะปฏิบัติหน้าที่สาเหตุของอุบัติเหตุของเครื่องจักรสาเหตุที่ 2 พนักงานขาดการฝึกอบรมที่มากพอแม้จะทำตามกฎระเบียบในการทำงานแต่ถ้าไม่มีความรู้ในการควบคุมเครื่องจักรย่อมทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานได้ง่าย (ที่เซฟตี้อินไทยมีอบรมหลักสูตรเพื่อความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรด้วยนะ)สาเหตุของอุบัติเหตุของเครื่องจักรสาเหตุที่ 3 เครื่องจักรไม่มีเซฟการ์ด บางเครื่องจักรไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุสาเหตุของอุบัติเหตุของเครื่องจักรสาเหตุที่ 4 พนักงานขาดการฝึกอบรมที่มากพอแม้จะทำตามกฎระเบียบในการทำงานแต่ถ้าไม่มีความรู้ในการควบคุมเครื่องจักรย่อมทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานได้ง่ายวิธีการป้องกันการรเกิดอันตรายจากเครื่องจักร1.ดำเนินการติดตั้งเซฟการ์ด2.หมั่นตรวจสอบสภาพเครื่องจักร และบำรุงรักษาเครื่องจักรให้พร้อมใช้งานเสมอ3.พนักงานทุกคนต้องสวมใส่อุปกรณ์เซฟตี้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานกับเครื่องจักร4.การฝึกอบรมให้พนักงานทุกคนได้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างถูกต้องปลอดภัย5.ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการทำงานอย่างเคร่งครัด6.การมีป้ายห้าม ป้ายเตือน ติดเครื่องจักรที่มีอันตรายทุกที่ เช่น ป้ายห้ามบุคคลภายนอกใช้งานเครื่องจักรสรุปอุบัติเหตุจากเครื่องจักรเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากเราไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและประมาทในการทำงาน เพื่อความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร

ความหมายของสีหมวกนิรภัย,ความหมายของสี หมวกนิรภัย,สีหมวกนิรภัย,รู้หรือไม่ !? ทำไมสีของหมวกSAFETY ถึงมีหลากหลายสี ?,หมวกนิรภัยสีขาว,หมวกเซฟตี้สีเขียว,หมวกนิรภัย สีเหลือง,หมวกนิรภัย ความหมาย,หมวกเซฟตี้สีส้ม

รู้หรือไม่ !? ทำไมสีของหมวกSAFETY ถึงมีหลากหลายสี ? มาไขความลับกันเถอะ

รู้หรือไม่ทำสีของหมวกเซฟตี้ถึงมีหลากหลายสี?สีหมวกเซฟตี้มี7สี1.สีเหลือง2.สีขาว3.สีน้ำเงิน4.สีเเดง5.สีเขียว6.สีเทา7.สีน้ำตาลรู้หรือไม่ว่าสีหมวกเเต่ละสีต่างกันอย่างกันอย่างไรสีของหมวกนิรภัย ที่ต่างกัน เป็นสัญลักษณ์ที่สามารถบ่งบอกได้ถึง ตำแหน่ง หน้าที่ ของคนที่สวมหมวกในแต่ละสีนั่นเองสีเหลือง- พนักงานระดับปฏิบัติการ  - พนักงานทั่วไปสีขาว- หัวหน้างาน, วิศวกร, ผู้บริหาร- ผู้มาเยี่ยมชม (บางหน่วยงาน)สีน้ำเงิน- พนักงานระดับปฏิบัติการ  - พนักงานทั่วไปสีเเดง- สำหรับเจ้าหน้าที่งานดับเพลิงสีเขียว- เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.)สีเทา- สำหรับผู้เยี่ยมชม (Visitor)สีน้ำตาล-พนักงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความร้อน (ช่างเชื่อม)

หลักเกณฑ์เเละวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ได้ยินในสถานประกอบกิจการ,หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ได้ยินในสถานประกอบกิจการ, มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน ppt, คู่มือ โครงการอนุรักษ์การได้ยิน, โครงการอนุรักษ์การได้ยิน ระดับเสียง

หลักเกณฑ์เเละวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ได้ยินในสถานประกอบกิจการ

การสูญเสียการได้ยินจากการทำงานเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและสามารถป้องกันได้ การจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องสุขภาพของพนักงานและลดต้นทุนทางการแพทย์ในระยะยาวหลักเกณฑ์เเละวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ได้ยินในสถานประกอบกิจการตามกฎหมายแรงงานไทย กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีระดับเสียงในที่ทำงานเฉลี่ย 8 ชั่วโมงเกิน 85 เดซิเบล ต้องมีมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน โดยมีรายละเอียดดังนี้แผนผังแสดงระดับเสียง หรือ Noise Contour Mapแผนผังแสดงระดับเสียง หรือ Noise Contour Map เป็นภาพกราฟิกที่แสดงให้เห็นถึงระดับเสียงในพื้นที่ต่างๆ ภายในสถานที่หนึ่งๆ เช่น โรงงาน โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่บริเวณรอบๆ สถานที่ก่อสร้าง โดยจะแสดงเป็นเส้นโค้งที่เชื่อมต่อจุดที่มีระดับเสียงเท่ากัน ทำให้เห็นภาพรวมของระดับเสียงในพื้นที่นั้นได้อย่างชัดเจนแผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map)แผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) เป็นภาพกราฟิกที่แสดงให้เห็นถึงระดับเสียงในพื้นที่ต่างๆ ภายในสถานที่หนึ่งๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานที่ก่อสร้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมของระดับเสียงและสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนป้องกันอันตรายจากเสียงดังได้อย่างมีประสิทธิภาพ1) ช่องไฟระหว่างตัวอักษรต้องไม่แตกต่างกันมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของข้อความทั้งหมด2) ลักษณะของตัวอักษรต้องดูเรียบง่าย ไม่เขียนแรเงา หรือมีลวดลาย3) ความสูงของตัวอักษรมีความสูงอย่างน้อย ๒๐ มิลลิเมตร และความกว้างของตัวอักษรต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๗๐ ของความสูงของตัวอักษร4) ข้อความสามารถก าหนดเป็นภาษาอื่น ๆ ได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเมียนมา ภาษาลาว และภาษากัมพูชา แต่ต้องมีข้อความที่เป็นภาษาไทยก ากับไว้ด้วย5) แผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) ต้องเห็นได้อย่างชัดเจนภายใต้ความสว่างทุกสภาวะ ประโยชน์ของแผนผังแสดงระดับเสียงระบุจุดที่มีเสียงดัง ช่วยให้ทราบว่าจุดใดในพื้นที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานวางแผนการป้องกัน เมื่อทราบจุดที่มีปัญหาแล้ว สามารถวางแผนการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ลดเสียง การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลปฏิบัติตามกฎหมาย กฎหมายแรงงานกำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานต้องมีมาตรการป้องกัน การมีแผนผังแสดงระดับเสียงจะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องหรือไม่แผนผังแสดงระดับเสียงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการปัญหาเสียงดังในสถานประกอบกิจการ ช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์ วางแผนแก้ไข และป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากเสียงดังได้อย่างมีประสิทธิภาพป้ายบอกระดับเสียงและเตือน ให้ระวังอันตรายจากเสียงดังป้ายสัญลักษณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตือนให้บุคคลที่ทำงานในพื้นที่ทราบว่ามีระดับเสียงสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของหู และแนะนำวิธีป้องกันเบื้องต้น องค์ประกอบของป้ายสัญลักษณ์สัญลักษณ์ภาพ รูปหูที่สวมที่ครอบหู เพื่อสื่อถึงอันตรายที่เกิดจากเสียงดัง และความจำเป็นในการสวมอุปกรณ์ป้องกันหูข้อความอันตรายจากเสียงดัง ระบุชัดเจนว่าพื้นที่นี้มีเสียงดังสวมที่ครอบหู แนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันหู เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินdB เป็นหน่วยวัดระดับเสียงค่า dB ที่ระบุ ระบุระดับเสียงสูงสุดที่อนุญาตให้ได้รับในพื้นที่นั้นขนาดของป้าย กำหนดขนาดของป้ายให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากระยะไกลความหมายและความสำคัญอันตรายจากเสียงดัง: เสียงดังในระดับสูงสามารถทำลายเซลล์ประสาทหูได้อย่างถาวร หากได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้สูญเสียการได้ยิน หรือเกิดอาการหูอื้อความจำเป็นในการป้องกัน: การสวมอุปกรณ์ป้องกันหู เช่น ที่ครอบหู หรือปลั๊กหู สามารถลดระดับเสียงที่เข้าสู่หูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันความเสียหายต่อการได้ยินการปฏิบัติตามกฎหมาย: การติดตั้งป้ายสัญลักษณ์นี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอันตรายจากเสียงดัง และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องป้ายสัญลักษณ์อันตรายจากเสียงดังนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงและส่งเสริมให้บุคคลที่ทำงานในพื้นที่ ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันตนเอง การปฏิบัติตามคำแนะนำบนป้ายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ป้ายบอกระดับเสียงและเตือนให้ระวังอันตรายจากเสียงดัง๑) องค์ประกอบของป้ายบอกระดับเสียงและระวังอันตรายจากเสียงดัง ประกอบด้วย สัญลักษณ์ระวัง อันตราย (Safety Alert Symbol) ค าสัญญาณ (Signal Word) สัญลักษณ์ความปลอดภัย (Safety Symbol) ข้อความพื้นที่ที่มีอันตรายจากเสียงดัง การแสดงระดับความดังเสียง และการป้องกัน อันตรายจากการสัมผัสเสียงดัง (Word Message) ๒) ช่องไฟระหว่างตัวอักษรต้องไม่แตกต่างกันมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของข้อความทั้งหมด ๓) ลักษณะของตัวอักษรต้องดูเรียบง่าย ไม่เขียนแรเงา หรือมีลวดลาย ๔) ความสูงของตัวอักษรหรือตัวเลขที่แสดงค าสัญญาณ (Signal Word) และระดับความดังเสียงมีความสูง อย่างน้อย ๖๐ มิลลิเมตร และความสูงตัวอักษรทั่วไปมีความสูงอย่างน้อย ๒๐ มิลลิเมตร และความกว้าง ของตัวอักษรต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของความสูงของตัวอักษร ๖) รูปสัญลักษณ์และข้อความสามารถก าหนดเป็นรูปแบบอื่น ๆ ได้ แต่ต้องสื่อความหมายว่าพื้นที่มี อันตรายจากเสียงดัง การแสดงระดับความดังเสียง และการป้องกันอันตรายจากการสัมผัสเสียงดัง ๗) ข้อความสามารถกำหนดเป็นภาษาอื่น ๆ ได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเมียนมา ภาษาลาว และภาษากัมพูชา แต่ต้องมีข้อความที่เป็นภาษาไทยก ากับไว้ด้วย ๘) ป้ายบอกระดับเสียงและเตือนให้ระวังอันตรายจากเสียงดัง ต้องเห็นได้อย่างชัดเจนภายใต้ความสว่าง ทุกสภาวะเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลเครื่องหมายนี้มีไว้เพื่อเตือนให้ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ทราบว่ามีระดับเสียงดัง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของหู และจำเป็นต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันหู เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับการได้ยินองค์ประกอบของเครื่องหมายสัญลักษณ์ภาพ รูปคนสวมที่ครอบหู เพื่อสื่อถึงอันตรายที่เกิดจากเสียงดัง และความจำเป็นในการสวมอุปกรณ์ป้องกันหูข้อความต้องสวมที่ครอบหู หรือปลั๊กหู: ระบุชัดเจนถึงอุปกรณ์ป้องกันที่ต้องสวมใส่Wear Ear Muff or Ear Plug: เป็นข้อความภาษาอังกฤษที่สื่อความหมายเดียวกันขนาดของป้าย กำหนดขนาดของป้ายให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากระยะไกลความสำคัญของเครื่องหมายนี้เตือนภัย เครื่องหมายนี้ทำหน้าที่เตือนให้ผู้ปฏิบัติงานตระหนักถึงอันตรายจากเสียงดังป้องกันอันตราย การสวมอุปกรณ์ป้องกันหูตามที่ระบุในป้ายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินปฏิบัติตามกฎหมาย การติดตั้งป้ายนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล 1) พื้นที่สีฟ้าต้องครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ของพื้นที่ทั้งหมดของเครื่องหมาย2) ช่องไฟระหว่างตัวอักษรต้องไม่แตกต่างกันมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของข้อความทั้งหมด3) ลักษณะของตัวอักษรต้องดูเรียบง่าย ไม่เขียนแรเงา หรือมีลวดลาย4) ความกว้างของตัวอักษรต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของความสูงของตัวอักษร5) ความกว้าง (b) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของความสูง (a)6) รูปสัญลักษณ์และข้อความสามารถก าหนดเป็นรูปแบบอื่น ๆ ได้ แต่ต้องสื่อความหมายว่าเป็นการป้องกัน อันตรายจากการสัมผัสเสียงดัง เช่น ต้องสวมที่ครอบหูลดเสียง ต้องสวมปลั๊กลดเสียง เป็นต้น7) ข้อความสามารถก าหนดเป็นภาษาอื่น ๆ ได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเมียนมา ภาษาลาว และภาษากัมพูชา แต่ต้องมีข้อความที่เป็นภาษาไทยก ากับไว้ด้วย8) เครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลต้องเห็นได้อย่างชัดเจน ภายใต้ความสว่างทุกสภาวะสรุปเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน และเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

สัญลักษณ์เตือนภัย, เครื่องหมายสัญลักษณ์เตือนภัย, เครื่องหมายระวังอันตราย, สัญลักษณ์เตือนอันตราย เครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย, เครื่องหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย, สัญลักษณ์ความปลอดภัยในโรงงาน, สัญลักษณ์ความ ปลอดภัย มี อะไร บ้าง, สัญลักษณ์ความปลอดภัย สีเขียว,สัญลักษณ์ความปลอดภัย สีแดง,สัญลักษณ์ความปลอดภัย สีเหลือง,ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ป้ายความปลอดภัย

รู้หรือไม่4เเถบสีเตือนภัยเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

รู้หรือไม่!?4เเถบสีเตือนภัยเพื่อความปลอดภัยในการทำงานสีเเละความหมายของการเตือืนเเต่ละสีเครื่องหมายประเภทสีเเดง=ห้าม  หรือ หยุด ในสัญลักษณ์ความปลอดภัย  หมายถึง “หยุด” ตัวอย่างการใช้งาน เช่น เครื่องหมายหยุด , เครื่องหมายห้าม , เครื่องหมายอุปกรณ์ฉุกเฉิน , เครื่องหมายห้าม มีสีตัดเป็น สีขาวเครื่องหมายประเภทสีฟ้า=บังคับในสัญลักษณ์ความปลอดภัย  หมายถึง “บังคับให้ต้องปฏิบัติ” ตัวอย่างการใช้งาน เช่น เครื่องหมายบังคับให้ต้องสวมเครื่องป้องกันส่วนบุคคล , เครื่องหมายเตือน  เครื่องกีดขวาง มีสีตัดเป็น สีขาวเครื่องหมายประเภทสีเหลือง=เตือน หรือ ระวังตัวอย่างการใช้งาน เช่น ชี้บ่งว่าอันตราย (เช่น ไฟ วัตถุ ระเบิด กัมมันตภาพรังสี วัตถุมีพิษและอื่นๆ ) หรือ ชี้บ่งถึงเขตอันตราย ทางผ่านที่มีอันตราย เครื่องกีดขวาง มีสีตัดเป็น สีดำเครื่องหมายประเภทสีเขียว=ปลอดภัยแสดงภาวะปลอดภัย  ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ทางหนี , ทางออกฉุกเฉินหน่วยปฐมพยาบาล , ฝักบัวชำระล้างฉุกเฉิน , หน่วยกู้ภัย , เครื่องหมายสารนิเทศแสดงภาวะปลอดภัยเเดงคือสีห้ามฟ้าคือสีบังคับสีเหลืองคือเตือนเขียวคือปลอดภัยในสัญลักษณ์ความปลอดภัย  หมายถึง “หยุด” ตัวอย่างการใช้งาน เช่น เครื่องหมายหยุด , เครื่องหมายห้าม , เครื่องหมายอุปกรณ์ฉุกเฉิน , เครื่องหมายห้าม มีสีตัดเป็น สีขาวในสัญลักษณ์ความปลอดภัย  หมายถึง “บังคับให้ต้องปฏิบัติ” ตัวอย่างการใช้งาน เช่น เครื่องหมายบังคับให้ต้องสวมเครื่องป้องกันส่วนบุคคล , เครื่องหมายเตือน  เครื่องกีดขวาง มีสีตัดเป็น สีขาวตัวอย่างการใช้งาน เช่น ชี้บ่งว่าอันตราย (เช่น ไฟ วัตถุ ระเบิด กัมมันตภาพรังสี วัตถุมีพิษและอื่นๆ ) หรือ ชี้บ่งถึงเขตอันตราย ทางผ่านที่มีอันตราย เครื่องกีดขวาง มีสีตัดเป็น สีดำแสดงภาวะปลอดภัย  ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ทางหนี , ทางออกฉุกเฉินหน่วยปฐมพยาบาล , ฝักบัวชำระล้างฉุกเฉิน , หน่วยกู้ภัย , เครื่องหมายสารนิเทศแสดงภาวะปลอดภัยแถบขาวแดง - แสดงพื้นที่หวงห้ามแถบขาวฟ้า -  แสดงพื้นที่บังคับให้ปฏิบัติแถบเหลืองดำ - แสดงพื้นที่อันตรายแถบขาวเขียว -  แสดงพื้นที่สภาวะปลอดภัยการปฏิบัติงานในโรงงาน หรือ กิจการไหนก็ตาม สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน รวมถึงป้ายสัญลักษณ์ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของความปลอดภัยด้วยเช่นกันป้ายความปลอดภัยเป็นมาตรฐานระดับโลกที่ทุกคนจะต้องรู้ในความหมายและสีว่ามันหมายความว่าอย่างไรแต่ละสีบ่งบอกถึงอะไร การที่เราจะเข้าไปในพื้นที่โรงงาน หรือ พื้นที่ของใครก็ตามควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่นั้นอย่างเคร่งครัดบางที่ก็ติดเป็นข้อความ บางที่ก็ติดเป็นป้ายต่างๆเราจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานป้ายเตือนต่างๆเพื่อที่จะได้ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง สัญลักษณ์เตือนอันตราย เครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ ข้อ 2 ให้นายจ้างติดประกาศสัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เหมาะสมกับลักษณะและสภาพการทำงานในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบกิจการ 

อันตรายจากเสียงดัง มลภาวะทางเสียง, อันตรายจากเสียงดัง มีผลกระทบต่อสุขภาพ, อันตรายจากเสียง,วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง, วิธีการป้องกันอันตรายจากเสียงดัง, อบรมอันตรายจากเสียงดัง, ผลกระทบจากเสียงดัง, การป้องกันอันตรายจากเสียงดัง, วิธีการป้องกันอันตรายจากเสียงดัง, อันตรายจากเสียงในโรงงาน, อันตรายที่เกิดจากการสั่นสะเทือน,

หลักเกณฑ์เเละวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบการ

หลักเกณฑ์เเละวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบการอาศัยอำนาจตามความในข้อ11แห่งกฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดําเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ให้นายจ้างจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการเป็นลายลักษณ์อักษร(1) นโยบายการอนุรักษ์การได้ยิน(2) การเฝ้าระวังเสียงดัง (Noise Monitoring)(3) การเฝ้าระวังการได้ยิน (Hearing Monitoring)(4) หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องให้นายจ้างจัดให้มีการเฝ้าระวังเสียงดังโดยการสํารวจและตรวจวัดระดับเสียง การศึกษาระยะเวลาสัมผัสเสียงดัง และการประเมินการสัมผัสเสียงดังของลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ แล้วแจ้งผลให้ลูกจ้างทราบให้นายจ้างจัดให้มีการเฝ้าระวังการได้ยินโดยให้ดำเนินการ(1) ทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometric sting) (2) แจ้งผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินให้ลูกจ้างทราบภายในเจ็ดวัน(3) ทดสอบสมรรถภาพการได้ยินของลูกจ้างซ้ำอีกครั้งภายในสามสิบวัน กรณีพบว่าลูกจ้างมีสมรรถภาพการได้ยินเป็นไปตามข้อ 6เกณฑ์การพิจารณาผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน1) ใช้ผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินครั้งแรกของลูกจ้างที่ความถี่ 500 1000 2000 3000 4000 และ 6000เฮิรตช์ ของหูทั้งสองข้างเป็นข้อมูลพื้นฐาน (2) นำผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินครั้งต่อไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินที่เป็นข้อมูลพื้นฐานทุกครั้งข้อ6หากผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินพบว่าลูกจ้างสูญเสียการได้ยินที่หูข้างใดข้างหนึ่งตั้งแต่สิบห้าเดชิเบลขึ้นไปที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใด1) จัดให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล       การใช้ที่ครอบหู (Ear Muffs)       ที่อุดหู (Ear Plug)(2) เปลี่ยนงานให้ลูกจ้าง หรือหมุนเวียนสลับหน้าที่ระหว่างลูกจ้างด้วยกันให้นายจ้างจัดทำเเละติดแผนเเสดงระดับเสียงในแต่ละพื้นที่เกี่ยวกับผลการตรวจวัดระดับเสียงติดป้ายบอกระดับเสียงและเตือนให้ระวังอันตรายจากเสียงดังข้อ 8 ให้นายจ้างอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการอนุรักษ์การได้ยินความสำคัญของการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินข้อ 9 ให้นายจ้างประเมินผลและทบทวนการจัดการมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งครั้งข้อ 10 ให้นายจ้างบันทึกข้อมูลและจัดทำเอกสารการดำเนินการตามข้อ 3 ถึงข้อ 10 เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่าห้าปี

อบรมวิทยากรความปลอดภัย; อบรมวิทยากรความปลอดภัย 2564, อบรมวิทยากรภายในด้านความปลอดภัย, เทคนิคการเป็นวิทยากรภายในด้านความปลอดภัย

เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ

เทคนิคการเป็นวิทยากรมืออาชีพ1. คุณลักษณะทั่วไป- มั่นใจในตนเอง- เป็นคนช่างสังเกต- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์- แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง- มีการวางแผนที่ดี- มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี- มีบุคลิกภาพที่ดี- มีความเป็นกัลยาณมิตร- เป็นนักประชาธิปไตย- มีความจริงใจในการถ่ายทอดความรู้- วางตนเหมาะสมกับทุกคน- ยอมรับจุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง2. ต้องรู้จริง- ต้องเป็นคนรอบรู้ ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ- ต้องรู้รายละเอียดในเรื่องนั้นอย่างเพียงพอ- ต้องเข้าใจเหตุผลของรายละเอียดนั้น- ต้องรู้สมมติฐานหรือความเป็นมาของสิ่งนั้น- ต้องสามารถประยุกต์สิ่งนั้นให้เป็นจริงได้3. ถ่ายทอดเป็น- มีเทคนิคในการถ่ายทอดให้เกิดความรู้- พูดแล้วทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว- ฟังให้เป็น ขณะที่ฟังอย่าคิดคำตอบทันที- สรุปประเด็นให้ชัดเจน- มีอารมณ์ขัน- มีประสิทธิภาพในการอบรม- ใช้ภาษาพูดได้ดี4. มีหลักจิตวิทยาในการสอนผู้ใหญ่-  มุ่งประโยชน์ในการรับฟังเป็นสำคัญ- วิทยากรต้องแยกเรื่องที่สอนออกเป็นประเด็น- จะเรียนรู้ได้ดีถ้าฟังไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติ- จะเรียนรู้ได้ดีถ้าฝึกแล้วทราบผลของการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว- จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีการฝึกหัดอยุ่เสมอ- จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเปิดโอกาสให้ใช้เวลาในการทำความเข้าใจ5. มีจรรยาบรรณของวิทยากร- ต้องมั่นใจว่ามีความรู้จรืงในเรื่องที่จะสอน- ต้องมุ่งประโยชน์ของผู้ฟังเป็นที่ตั้ง- ไม่ฉกฉวยโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว- ความประพฤติและการปฏิบัติควรสอดคล้องกับเรื่องที่สอน6. ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเป็นวิทยากร- ต้องมีกิจกรรมมากกว่าการบรรยาย- ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี-ต้องมีสื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี- ต้องมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา- ต้องให้คนติดใจในการเรียนรู้- ต้องให้ความรู้ ไม่ใช่อวดความรู้

Process Safety Management,อบรม PSM 2565,หลักสูตร การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต,ความปลอดภัย,อบรม safty,อบรมออนไลน์,การตรวจประเมิน PSM,ผู้ตรวจประเมินการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต,ความปลอดภัยในการทำงาน,อบรมความปลอดภัยฯ

ทำความรู้จักการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต

ทำความรู้จักการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิตPSM (Process Safety Management) หรือ การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต คือ การจัดการให้เกิดความปลอดภัย การป้องกันการเกิดอุบัติการณ์และการบาดเจ็บ ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตที่มีการใช้สารเคมีอันตรายร้ายแรง ซึ่งใช้มาตรการทางการจัดการ และพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมในการชี้บ่ง ประเมิน และควบคุมอันตรายจากกระบวนการผลิต รวมถึงการจัดเก็บ การออกแบบ การใช้ การผลิต การบํารุงรักษา การตรวจสอบ การทดสอบ และการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายสารเคมีอันตรายร้ายแรงในเขตนิคมอุตสาหกรรม1. เพื่อป้องกันควบคุม และ/หรือ ลดความสูญเสียจากอุบัติภัยร้ายแรง มีทั้งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน2. เพื่อใช้มาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสมกับลักษณะของอันตรายที่มีอยู่ในกระบวนการผลิต ใช้สารเคมีอันตรายสูง จำปนต้องใช้เทกนิคเฉพาะและทีมที่มีความชำนาญ การทำ PSM จึงใช้เทคนิค อาทิ Checkist, What-If,HAZOP, FMEA และ FTA1. การมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Participation)2. ข้อมูลความปลอดภัยกระบวนการผลิต (Process Safety Information)3. การวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต (Process Hazard Analysis) (PHA)4. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Operating Procedures)5. การฝึกอบรม (Training)6. การจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (ContractorManagement)7. การทบทวนความปลอดภัยก่อนการเริมเดินเครื่อง (Pre-startupSafety Review)8. ความพร้อมใช้ของอุปกรณ์ (Mechanical Integrity)9. การอนุญาตทำงาน ที่อาจทำให้เกิดความร้อนและประกายไฟ (HotWork Permit) และการอนุญาตทำงานพิเศษ Non-routine Work Permit)10. การจัดการความเปลี่ยนแปลง (Management of Change)11. การสอบสวนอุบัติการณ์ (Incident Investigation)12. การเตรียมความพร้อมและการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (EmergencyPlanning and Response)13. การตรวจประเมินการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Audits)14. ความลับทางการค้า (Trade Seerets)การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ออกข้อบังคับคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (ฉบับที่ 4 )และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6 ) สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เทคนิค5สง่ายๆช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม

เทคนิค5สง่ายๆช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม

เทคนิค 5ส ง่ายๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม1. สะสาง (Clearing Up)  คือ การแยกของที่ต้องการออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป เลือกทิ้งหรือแยกเอกสารที่ยังใช้งานออกจากเอกสารที่ไม่ใช้แล้ว เป็นการแยกชัดเจนระหว่างสิ่งของจำเป็นและไม่จำเป็นออกจากกัน ซึ่งการสะสางโรงงานนี้ จะมีประโยชน์กับองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะการจัดเก็บของที่มากเกินความจำเป็น อันเป็นสาเหตุเกิดผลเสียในหลายๆ อย่าง เช่น ของหายบ่อย หาไม่พบ ทำให้มีพื้นที่ทำงานคับแคบ เสียเวลาในการค้นหาสิ่งของต่างๆ รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งได้อีกด้วย2.สะดวก (Organizing)คือ การจัดวางสิ่งของต่างๆ ในที่ทำงานหรือโรงงานอุตสาหกรรม ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน จัดเก็บเป็นสัดส่วน แยกชนิดประเภทสิ่งของให้สามารถหาง่ายขึ้น ตั้งเอกสารที่ใช้บ่อยไว้ใกล้มือ แล้วเอกสารที่นานๆ ทีออกมาใช้ก็เอาเก็บใส่ตู้ไว้ ซึ่งการจัดวางของที่จำเป็นให้ง่ายต่อการใช้ให้ทุกคนสามารถหยิบใช้ได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการสะสางในส่วนของที่ต้องการเก็บ มาจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อสะดวกในการหยิบใช้สอย แยกประเภทหรือหมวดหมู่ที่จะจัดเก็บ กำหนดตำแหน่งการจัดวาง มีป้ายกำกับ ยึดตามหลัก First-in-First-out3สะอาด (Cleaning)การทำความสะอาด เครื่องมือ เครน อุปกรณ์ สถานทีทำงาน ปัดกวาด เช็ดโต๊ะทำงานของตนเป็นประจำ เป็นหูเป็นตา ดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยกำหนดพื้นที่รับผิดชอบ ขจัดต้นเหตุของความสกปรก  ทำความสะอาดแม้แต่จุดเล็กๆ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศให้น่าอยู่ สภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศในการทำงานที่ดีขึ้น วัสดุอุปกรณ์สำนักงานในการทำงานไม่เสื่อมสภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดเวลาการใช้งานของเครื่องใช้และวัสดุอุปกรณ์สำนักงาน4.สุขลักษณะ (Standardizing)เป็นผลมาจาก 3 ส.ข้างต้น สภาพหมดจด สะอาดตา ถูกสุขลักษณะ และควรรักษาให้ดีตลอดไป เริ่มทำกำหนดพื้นที่รับผิดชอบ การทำ 3 ส. แรกของบุคลากรแต่ละคนอย่างจริงจัง เพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเรามากกว่า 70% อยู่กับโต๊ะทำงาน ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาสภาพให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดตาอยู่ตลอดเวลา โดยการทำ 3 ส. แรกให้ได้อย่างต่อเนื่อง5.สร้างนิสัย (Training & Discipline)มีการฝึกบุคลากรให้ทำ 4 ส. ข้างต้นให้เป็นนิสัย การสร้างนิสัยในการมีจิตสำนึก ทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานตามระเบียบและข้อบังคับอย่าง เคร่งครัด รวมทั้งอบรมให้รู้จักค้นคว้า และปรับปรุงสถานที่ทำงาน โดยไม่ต้องมีการตักเตือนอีก5ถ้าไม่ทำ 5ส อาจจะ1.เสียของ เนื่องจากเก็บของไว้มากเกินความจำเป็น2.เสียเวลา ในการค้นหาสิ่งของการทำงาน3.เสียหาย สิ่งของไม่พร้อมใช้งาน เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาด4.เสียงาน งานที่ทำไม่ได้มาตรฐาน เพราะไม่มีมาตรฐานในการทำงาน5.เสียคน เสียบุคลลากรที่ดี คนดีเเละคนที่มีระบบความคิดที่ดีลาออกจากองค์กร

เเนวทางการป้องกัน อุทกภัยในโรงงาน, เเนวทางการป้องกันการน้ำท่วมภายในโรงงาน,เเนวทางการป้องกันการน้ำท่วมในโรงงาน

รู้เท่าทันระวังภัยเมื่อเกิดอุทกภัยในโรงงานต้องทำอย่างไรEP.1

รู้เท่าทันระวังภัยเมื่อเกิดอุทกภัยในโรงงานต้องทำอย่างไรเริ่มต้นวางแผนโดยจัดทำรายการสิ่งที่จำเป็นตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะ เกิดอุทกภัยและใช้ checklist เมื่อเกิดอุทกภัยเริ่มต้นวางแผนโดยจัดทำรายการสิ่งที่จำเป็นตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะ เกิดอุทกภัยและใช้ checklist เมื่อเกิดอุทกภัยคิดว่าสามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ชิ้นใดไว้บนที่สูงขึ้นได้บ้าง• อย่ารอให้น้ำท่วมขึ้นถึงอุปกรณ์ให้เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เครื่องจักร สารเคมี ที่ เคลื่อนย้ายได้ไว้ในที่ที่ปลอดภัยก่อนรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิด อุทกภัย • ตกลงร่วมกันว่าเมื่อเกิดอุทกภัยจะ อพยพไปที่ใดและมีวิธีการติดต่อ เพื่อนร่วมงานอย่างไร• ตรวจสอบความพร้อมของศูนย์ อพยพว่าสามารถรองรับคนได้มาก เพียงใด เพียงพอต่อพนักงานทุกคน หรือไม่• เก็บรักษาข้อมูลการติดต่อบุคคลที่ เกี่ยวข้องไว้ในที่ที่ง่ายต่อการพบ เห็นตรวจสอบความครอบคลุมประกันภัย • ตรวจสอบอาคารและบริเวณโดยรอบ เพื่อดูความเสียหายว่าเข้าหลักเกณฑ์ ครอบคลุมของแผนประกันภัยที่โรงงานถืออยู่ • ตรวจสอบให้มั่นใจว่าแผนการประกันภัยที่มีอยู่ครอบคลุมถึงเรื่องอุทกภัย • อย่าประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ต่ำกว่าความเป็นจริงศึกษา เตรียมการ เพื่อพร้อมในการปิดระบบก๊าซ ไฟฟ้า และน้ำประปา • สอบถามบริษัทคู่ค้าถึงการปิดระบบดังกล่าว • ใช้สัญลักษณ์เป็นเทปกาว หรือกาเครื่องหมายไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าปิดการทำงาน เรียบร้อยแล้ว เตรียมเก็บสิ่งของที่จำเป็นจัดเป็นหมวดหมู่กล่องอุทกภัย • เอกสารสำคัญของโรงงานเช่น เอกสารทางราชการ เอกสารประกันภัย • ไฟฉายและถ่านไฟสำรอง • เครื่องปั่นไฟ และวิทยุสื่อสารแบบที่ใช้ไฟกระแสตรงได้ (ใส่ถ่านไฟ) • ชุดและผ้าห่มกันน้ำที่ให้ความอบอุ่นได้ • อุปกรณ์ปฐมพยาบาล • น้ำและอาหารแห้งโทรศัพท์ฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยควรมีหมายเลขโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ (เติมหมายเลขที่เกี่ยวข้องกับโรงงานในช่องว่างแล้วติดไว้กับกล่องอุทกภัย) สายด่วนนิรภัย (ปภ.)                                         1784กรมโรงงานอุตสาหกรรม                                    0-2202-4000โรงพยาบาลใกล้เคียง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยงานฉุกเฉินของโรงงานสถานีตำรวจใกล้เคียง โรงแรมใกล้เคียง บริการรถขายน้ำอุปโภคบริโภค การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ใกล้เคียงผู้ให้บริการด้านก๊าซผู้ให้บริการด้านสารเคมีช่างไฟฟ้าสถานีวิทยุท้องถิ่นสำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเหตุ: กรอกโทรศัพท์ของสถานที่ใกล้เคียงโรงงานเพื่อง่ายต่อการติดต่อเมื่อเกิดน้ำท่วม

ระบบ lock out tag out หมายถึง,  lock out tag out, การตัดแยกพลังงาน (LOTO) คืออะไร, ใครบ้างต้องเรียนรู้ อบรม และเข้าใจในขั้นตอนการตัดแยกพลังงาน (LOTO), ความปลอดภัยในการตัดแยกพลังงาน กฏหมายที่เกี่ยวข้องมีระบุไว้หรือไม่, มาตรฐาน OSHA กับการตัดแยกพลังงาน,

การตัดแยกพลังงาน Lock out tag out -LOTO

การตัดแยกพลังงาน Lock out tag out - LOTOที่จป.ต้องรู้1. การตัดแยกพลังงาน (LOTO) คืออะไร          การตัดแยกพลังงาน คือการทำให้เกิด Isolation แยกเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ออกจากแหล่งจ่ายพลังงานและป้องกันการเชื่อมต่อพลังงานโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นทั้งขณะมีการซ่อมบำรุง ซ่อมแซม หรือทำความสะอาดเครื่องจักร หรืออุปกรณ์นั้นๆ โดยใช้วิธีการ Lock-out Tag-out หรือเรียกสั้นๆว่า LOTO          ระบบล็อกและระบบป้ายเตือน (Lock out/Tag out System; LOTO) หมายถึง ระบบการตัดแยกแล่งพลังงานที่มีความเป็นอันรายแะการกำจัดแหล่งพลังงนที่อาจะหลงเหลืออยู่ วมไปถึงการติตตั้งอุปกรณ์ล็อกและควบคุมอุปกรณ์ตัดแยกแหล่งพสังงานที่เป็นอันตราย ณ จุดที่ทำการตัดแยก(Isolation Point) และต้องมีการติตป้ายเตือนแสดงความเป็นอันตราย ซึ่งนำไปติดไว้ที่อุปกรณ์ตัดแยกหรือจุดที่ล็อกกุญแจ2. ใครบ้างต้องเรียนรู้ อบรม และเข้าใจในขั้นตอนการตัดแยกพลังงาน (LOTO)          ขั้นตอนการตัดแยกพลังงาน เป็นจุดเล็กๆที่ช่วยป้องกันความปลอดภัยที่ส่วนใหญ่มักมองข้ามไป ทั้งอาจเกิดจากความเร่งรีบในการซ่อม ความคุ้นเคยจนเป็นความเผลอเรอในขั้นตอนการทำความสะอาด  จึงมีข่าวออกมาบ่อยครั้งว่า มีพนักงานซ่อมบำรุง โดยเครื่องจักรหนีบ โดยความไม่ตั้งใจของพนักงานคนอื่นที่เผลอไปกดสวิทช์ หรือกดสวิทช์ผิดเครื่อง หรือพนักงานลงไปทำความสะอาด โดยเพื่อนเข้าใจว่าขึ้นมาจากบริเวณนั้นแล้ว ขั้นตอนการตัดแยกพลังงานอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง          ดังนั้น พนักงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร พนักงานที่ดูแลพื้นที่นั้นๆ รวมถึง ช่างซ่อมบำรุงทุกคน จึงจำเป็นต้องมีการอบรม เรียนรู้ขั้นตอนการตัดแยกพลังงาน เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานได้ถูกต้อง และเข้าใจตรงกัน          3. ความปลอดภัยในการตัดแยกพลังงาน กฏหมายที่เกี่ยวข้องมีระบุไว้หรือไม่                    เพราะว่านอกจากการเดินระบบผลิตปกติ ในโรงงานทุกประเภท หรือแม้แต่ในงานก่อสร้าง ต้องมีกิจกรรมที่จำเป็นต้องมีการตัดแยกพลังงาน เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การซ่อมบำรุงตรวจเช็คสภาพ (Preventive Maintenance : PM) ตามรอบเวลาที่กำหนด   การซ่อมแซมต่างๆ (Breakdown Maintenance :BM) เพื่อเปลี่ยนอะไหล่อุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย หรือแม้กระทั่งทำความสะอาด (Cleaning) ตามรอบการผลิต ฯลฯ          กิจกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องมีช่าง หรือพนักงานเข้าทำงานในส่วนที่อาจเกิดอันตรายได้ในด้านต่างๆเช่น อัตรายจากกระแสฟ้า เช่นการซ่อมแซมตู้ไฟฟ้าควบคุม  อันตรายเชิงกลจากอุปกรณ์ เช่นจากการหมุนของเฟือง สายพาน มูเลย์ มอเตอร์ ใบพัด ใบกวนในถัง ใบตัด  อันตรายจากความร้อน,ความเย็น,สารเคมี ที่จ่ายเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ รวมถึงก๊าซชนิดต่างๆที่เป็นพิษต่อร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน หรือส่งผลต่อปริมาณออกซิเจนบริเวณนั้นๆ          ตัวอย่างข้างต้นของกิจกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องมีการตัดแยกพลังงาน และทำให้เกิดความมั่นใจว่าการตัดแยกพลังงานทำได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่อาจต่อกับแหล่งจ่ายได้ทั้งเกิดจาก ระบบอัตโนมัติ  ระบบป้องกันความปลอดภัยของอุปกรณ์ จากพนักงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งจากความพลั้งเผลอของพนักงานเอง ขั้นตอนการตัดแยกพลังงานมีไว้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในตัวของพนักงานผู้ปฏิบัติงานเอง และเป็นการปฏิบัติตามกฏหมาย ตัวอย่างเช่น ดังนี้          กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551          (ข้อ 23 ในระหว่างที่มีการทำงานติดตั้ง ตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ให้นายจ้างจัดให้มีการใช้กุญแจป้องกันการสับสวิตช์เชื่อมต่อวงจร หรือจัดให้มีระบบระมัดระวังป้องกันมิให้ผู้ใดสับสวิตช์เชื่อมต่อวงจรตลอดเวลาที่ทำงานดังกล่าว และติดป้ายแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ห้ามสับสวิตช์เชื่อมต่อวงจรไว้ด้วย)          กฏกระทรวง กำหนดมาตราฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ.2552          (ข้อ 4 ในบริเวณที่มีการติดตั้ง การซ่อมแซม หรือการตรวจสอบเครื่องจักรหรือเครื่องป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร นายจ้างต้องติดป้ายแสดงการดำเนินการดังกล่าว โดยใช้เครื่องหมายหรือข้อความที่เข้าใจง่ายและเห็นได้ชัดเจน รวมทั้งจัดให้มีระบบ วิธีการ หรืออุปกรณ์ป้องกันมิให้เครื่องจักรนั้นทำงาน และให้แขวนป้ายแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ห้ามเปิดสวิตช์ไว้ที่สวิตช์ของเครื่องจักรด้วย)          กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562          (ข้อ 11 กรณีที่ที่อับอากาศที่ให้ลูกจ้างทำงานมีผนังต่อหรือมีโอกาสที่พลังงาน สาร หรือสิ่งที่เป็นอันตรายจะรั่วไหลเข้าสู่บริเวณที่อับอากาศที่ทำงานอยู่ ให้นายจ้างปิดกั้นหรือกระทำโดยวิธีการอื่นใดที่มีผลในการป้องกันมิให้พลังงาน สารหรือสิ่งที่เป็นอันตรายเข้าสู่บริเวณที่อับอากาศในระหว่างที่ลูกจ้างกำลังทำงาน)          จากกฏกระทรวงดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน ลดการสูญเสียจากการซ่อมบำรุง หรือจากการปฏิบัติงาน ดังนั้นการตัดแยกพลังงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ พนักงานทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆควรมีการอบรม ซักซ้อม ทำความเข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติ ตระหนักถึงความจำเป็นในการล๊อคอุปกรณ์ และเข้าใจถึงคอนเซฟหลักในการใช้อุปกรณ์ตัดแยกพลังงานเหล่านั้น จะได้เข้าใจตรงกันโดยง่าย และครอบคลุมทุกประเด็นที่อาจส่งผลให้อุปกรณ์ทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจได้4. มาตรฐาน OSHA กับการตัดแยกพลังงาน             นอกจากกฏกระทรวงอย่างน้อยๆ 3 ฉบับข้างต้นแล้ว ยังมีมาตรฐาน OSHA ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ OSHA 1910.147 The Control of Hazardous Energy (Lockout/Tagout) ที่นิยมใช้เป็นข้อกำหนด ขั้นตอนระเบียบแบบแผนหลัก เพื่อให้เกิด Plant Isolation เป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นระหว่างการซ่อมบำรุง ซึ่งมีการลงรายละเอียดปลีกย่อย ในขั้นตอนการปฏิบัติตั้งแต่การล๊อคแหล่งจ่ายพลังงาน( lock-out) การทำให้ระบบปลอดจากพลังงาน (Zero Energy) การแขวนป้าย (Tag-Out) การปลดจากการล๊อค เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ ฝึกฝน มีการปฏิบัติ เข้าใจในหลักการ วิธีการ จุดที่จำเป็นต้องมีการล๊อค เพราะว่าระบบหรืออุปกรณ์ในแต่ละชนิด แต่ละแห่งย่อมไม่เหมือนกัน หลักสำคัญในการล๊อคคือ “ผู้อื่นต้องเข้าใจโดยง่ายด้วย” ทำให้เกิดความซับซ้อนน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อลดการเกิดข้อบกพร่องในการล๊อคที่ยากต่อการเข้าใจ ซึ่งรายละเอียดควรฝึกอบรม5.ขั้นตอนการทำ Log-Out Tag-Out (LOTO) เบื้องต้น          ขั้นที่ 1 ระบุหาอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการซ่อมบำรุง หรือ การทำความสะอาด  ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจในการทำงานของอุปกรณ์ เครื่องจักรนั้น  ทั้งการเดินระบบปกติ ระบบป้องกันความปลอดภัยของตัวเครื่อง และพลังงานที่อาจสะสมตกค้างในตัวเครื่องจักร หรืออุปกรณ์นั้นๆ          ขั้นที่ 2 ปิดเครื่องจักร หรืออุปกรณ์นั้น ให้อยู่ในสภาพ shutdown ที่สมบูรณ์  ไม่มีพลังงานหรือสารเคมีใดๆตกค้าง เช่น เครื่องหยุดหมุนนิ่งสนิท ไม่มีแรงดัน ประจุไฟฟ้า หรือสารเคมีที่เป็นอันตราย          ขั้นที่ 3 ตัดแยกพลังงานภายนอกออกจากเครื่องจักรอย่างสมบูรณ์ เช่น ปิดวาล์วจ่ายสารหรือก๊าซชนิดต่างๆ และพลังงานให้สนิทโดยไม่มีการไหลเข้าเครื่องจักร หรือถอดจุดเชื่อมต่อท่อกับใช้หน้าแปลนปิด แทนที่ชั่วคราวก่อน  สับเบรกเกอร์ไฟฟ้าลง          ขั้นที่ 4 ล๊อคและป้องกันการเชื่อมต่อพลังงานโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยใช้กุญแจ อุปกรณ์เสริมสำหรับล๊อคป้องกันทั้งระบบไฟฟ้า วาล์วจ่ายก๊าซหรือพลังงานที่เกี่ยวข้อง          ขั้นที่ 5 ตรวจเช็คอีกครั้งว่าไม่มีพลังงานสะสมอยู่จนก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ประจุไฟฟ้า แรงดัน ความร้อน สารเคมีอันตราย  และไม่มีการเชื่อมต่อพลังงานอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทั้งจากผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากระบบเปิดอัตโนมัติของอุปกรณ์นั้นๆ หรือระบบเซฟตี้ของอุปกรณ์นั้น          ในการทำขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นนั้น ควรทำร่วมกันระหว่างพนักงานปฏิบัติงาน ช่างซ่อมบำรุง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย เพื่อระบุและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วนจนเกิดความปลอดภัยในการซ่อมบำรุง ซ่อมแซม หรือทำความสะอาด ซึ่งการกระทำดังกล่าวจำเป็นต้องเป็นผู้ได้รับการฝึกอบรมมาแล้วร่วมด้วย และจัดทำเป็นแนวทางปฏิบัติในการตัดแยกพลังงานสำหรับเครื่องจักรเครื่องนั้นโดยเฉพาะ  ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง (Affected Person) หมายถึง ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการตัตแยกและการควบคุมการตัดแยกพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการเดินกระบวนการผลิต หรือมีหน้าที่ปฏิบัหิงานซ่อมบำรุงหรืองานวิศวกรรมเครื่องจักร/อุปกรณ์ เช่น พนักงาน นายผลิต พนักงานฝ่ายซ่อมบำรุง ผู้รับเหมา เป็นต้นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน1) เสนอแนะให้ผู้บริหารจัดทำและทบทวนระเบียบชั้นตอนการปฏิบัติงานเรื่องการตัตแยกพลังงานและควบคุมให้มีการดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างเป็นระบน2) วางแผนฝึกอบรมเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติงานการตัดแยกพลังงานให้กับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานตัดแยกพลังงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทบทวนตามแผนฝึกอบรมที่กำหนด3) ให้คำแนะนำ วางแผนการแก้ไข ป้องกันร่วมกับทางผู้บริหาร หรือหัวหน้างาน กรณีมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติงานเรื่องการตัดแยกพลังงาน4) จัดทำแผนการดำเนินงาน รวมถึงติดตาม ตรวจสอบประสิทธิผลการนำมาตรฐานไปใช้ครอบคลุมการตรวจสอบและการทวนสอบความถูกต้อง (Verify & Validate) และรายงานผลให้กับทางผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบการฝึกอบรมและการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดแยกพลังงานด้วยระบบล็อกและระบบป้ายเดือน          ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมการตัดแยกพลังงานด้วยระบบล็อกและระบบป้ายเตือนต้องได้รับการฝึกอบรมตามความจำเป็น และสอดคล้องกับงานที่ได้รับมอบหมาย โดยสถานประกอบกิจการต้องกำหนดความถี่ในการฝึกอบรม และความถี่ในการทบทวน อย่างน้อยทุก ๆ 3 ปี หรือเมื่อมีระเบียบการปฏิบัติงาน (Work Procedure) หรือขั้นตอนการทำงาน (Wark Instruction) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือเมื่อมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าผู้เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมการตัตแยกพลังงานขาดความรู้ความเข้าใจและจะต้องเก็บหลักฐานที่สามารถตรวจสอบการผ่านฝึกอบรมนั้นได้ ดังตารางนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดแยกพลังงานด้วยระบบล็อกและระบบป้ายเตือนการฝึกอบรมการทบทวน1. ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานตัดแยกพลังงาน- เจ้าของพื้นที่- เจ้าของงานแนวปฏิบัติการตัดแยกพลังงานด้วยระบบล็อก และระบบป้ายเตือน โดยมีความเข้าใจเรื่องพลังงานอันตรายต่าง ๆ ประเภท และขนาดของพลังงาน รวมถึงขั้นตอน และวิธีการควบคุมและตัดแยกพลังงานอย่างน้อยทุก ๆ 3 ปี หรือตามระยะเวลาที่กฎหมายอื่นกำหนด2. ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องความรู้ทั่วไปของแนวปฏิบัติการตัดแยกพลังงานด้วยระบบล็อก และระบบป้ายเตือน ซึ่งจะมีการอบรมให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าปฏิบัติงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงการควบคุม และขั้นตอนการควบคุมพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมทบทวนความปลอดภัยฯ ประจำปีของสถานประกอบกิจการ

การควบคุมพลังงานอันตราย LOCK OUT TAG OUT

การควบคุมพลังงานอันตรายLOCK OUT TAG OUT          การทำงานกับเครื่องจักรทุกชนิดมีความเสี่ยงสูงต้องมีการป้องกันตัวเองและควบคุมอันตรายเอาไว้ให้ดี เพราะหากร้ายแรงก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย โดยเฉพาะระบบล็อคและการแขวนป้ายเพื่อป้องกันอันตรายสำคัญมากต้องมีการจัดอบรม Lockout Tag out ทุกบริษัทเพื่อให้พักงานทำงานกันได้อย่างเต็มที่จะปลอดภัย เพราะว่าในกระบวนการบางอย่างของการใช้งานเครื่องจักรเราก็อาจจะไม่รู้ว่าอะไรอันตรายบ้างLOCK OUT TAG OUT          เป็นมาตรการหนึ่งในการควบคุมพลังงานที่เป็นอันตราย เช่น กระแสไฟฟ้า แรงกล แรงดันอากาศ แก๊ส ไฮโดรลิก ฯลฯ โดยหมายถึงกระบวนการปฏิบัติเฉพาะกิจเพื่อป้องกันลูกจ้างจากการเกิดขึ้นของพลังงานต่างๆ ที่ไม่ได้คาดคิดหรือการเดินเครื่องของเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือปล่อยพลังงานที่เป็นอันตรายระบบล็อค Lock out คือ          เป็นการล็อคและตัดแยกระบบพลังงานออกไป การล็อคนั้นคนที่อบรม Lockout Tag out จะทราบดีว่าเป็นการสร้างความมั่นใจว่าพลังงานได้ถูกแยกไปแล้วอยู่ในการควบคุมให้หยุดทำงานไปจนกว่าจะเสร็จกระบวนการการแขวนป้าย Tag out คือ          เป็นการแขวนป้ายบนอุปกรณ์ตัดแยกพลังงานโดยจะต้องทำงานพร้อมกันกับรถบบล็อค ถึงได้เรียกว่า LOTO โดยป้ายทะเบียนนี้จะเป็นตัวบอกว่าตอนนี้พลังงานกลไลของเครื่องจักรนั้นได้หยุดทำงานลงไปแล้ว จนกว่าจะเอาป้ายออกขั้นตอนการทำ Log Out Tag Out (LOTO)          1. ชี้บ่งอันตรายของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่จะทำการซ่อมบำรุงว่ามีอันตรายอะไรบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น          2. ปิดเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ซึ่งเครื่องจักรต้อง อยู่ในลักษณะหยุดนิ่ง ไม่ก่อให้เกิดอันตรํายต่อ ผู้ปฏิบัติงาน          3. ตัดแยกพลังงานของเครื่องจักร เช่น ปิดเบรกเกอร์ สวิตช์ วาล์วต่างๆ เป็นต้น          4. ทำการล็อกโดยใช้กุญแจและทำป้ายเตือนซึ่งจะต้องติดกับตัวอุปกรณ์ท่ีทำการตัดแยกพลังงาน          5. ตรวจสอบเครื่องจักรหลังจากตัดแยกแหล่งพลังงานแล้ว ต้องพิจารณา ว่าไม่มีพลังงานที่ถูกสะสมอยู่หรือที่ยังคงเหลือภายในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือกระบวนการผลิต ซึ่งจะต้องมี วิธีการควบคุมอันตรายนั้นๆ ด้วยอันตรายที่ควรใช้ Log Out Tag Out (LOTO)          สถานประกอบการใดที่มี เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า แรงลม ไฮดรอลิก สารเคมี ความร้อน หรือแหล่งพลังงานอื่นๆ แล้วนั้น จำเป็นที่จะต้องดำเนินการจัดทำระบบล็อคเอ้าท์ แท็กเอ้าท Lockout tagout หรือ LOTO ให้เกิดขึ้นและมีการบังคับใช้เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอันตรายแก่ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานในระหว่างการดำเนินการซ่อมบำรุง หรือดูแลเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ดังกล่าวการควบคุมแหล่งพลังงานที่อันตรายนั้น พนักงานทั้งหมดจะถูกกำหนดเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ          กลุ่มพนักงานที่รับผิดชอบและมีอำนาจในการควบคุมแหล่งพลังงานที่อันตราย พนักงานกลุ่มนี้จะต้องรู้ถึงอันตราย จากแหล่งพลังงาน รู้ถึงขั้นตอนการควบคุมแหล่งพลังงานที่อันตรายและอุปกรณ์ล็อกเอ้าท์แท็กเอ้าท์ Lockout tagout หรือ LOTO อย่างถูกต้อง          กลุ่มพนักงานที่ได้รับผลกระทบ พนักงานกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่ใช่ช่างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานที่อันตราย แต่อาจเป็นผู้ที่บังเอิญไปปลดปล่อยแหล่งพลังงานจนอาจเกิดอันตรายขึ้น ดังนั้นพนักงานกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องทราบถึง ระเบียบปฏิบัติการทำล็อกเอ้าท์แท็กเอ้าท์ Lockout tagout หรือ LOTO อย่างถูกต้อง          พนักงานอื่นๆ สำหรับพนักงานกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องทราบถึงหลักการของการควบคุมแหล่งพลังงานที่อันตรายอย่างถูกต้อง

องค์ประกอบการควบคุมภายในแบบสากล

การควบคุมภายในแบบสากล          ความหมายของการควบคุมภายใน           การควบคุมภายใน หมายถึง กระบวนการที่ผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรจัดให้มีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า การดำเนินงานขององค์กรจะบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ตามคำจำกัดความของการควบคุมภายใน ได้กล่าวถึงเรื่องวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานซึ่งอาจจำแนกวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน เป็น 3 ประเภท คือ           1) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน คือ วัตถุประสงค์พื้นฐานของการดำเนินงานในทุกองค์กร โดยมุ่งเน้นที่กระบวนการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ในขณะเดียวกัน ผลที่ได้รับจากกระบวนการนั้นต้องคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไป จึงจะทำให้เกิดความมีประสิทธิภาพ          2) ความน่าเชื่อถือของรายงานทางการเงิน คือ การจัดให้มีข้อมูลและรายงานทางการเงินที่ถูกต้อง เพียงพอ และเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริหาร บุคลากรในองค์กร และบุคคลภายนอกในการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่างๆ          3) การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง คือ การมุ่งเน้นให้กระบวนการปฏิบัติงานเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไขตามสัญญา ข้อตกลง นโยบาย และแนวทางการปฏิบัติงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง          การกำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานขึ้นมานั้น ผู้บริหารจะต้องกำหนดวิธีการทำงานให้ไปสู่วัตถุประสงค์นั้น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการควบคุมการปฏิบัติงานต่างๆ ในองค์กรให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย การควบคุมต่างๆ เหล่านี้ ก็คือ การควบคุมกระบวนการปฏิบัติงานภายในองค์กร หรือเรียกสั้นๆ ว่า การควบคุมภายในนั่นเอง          จากที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่าการควบคุมภายในเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน ดังนั้น การควบคุมภายในจึงไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกว่าองค์กรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น ต้องพิจารณาว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้การควบคุมภายในมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ทั้งในวันนี้และวันหน้าโปรดสังเกตว่า การควบคุมภายในสามารถสร้างความมั่นใจต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ได้ในระดับที่สมเหตุสมผลเท่านั้น สาเหตุที่ให้ความมั่นใจเต็ม 100% ไม่ได้ เพราะกระบวนการปฏิบัติงานบางอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวในการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงาน บางอย่างถ้าจะควบคุมกระบวนการปฏิบัติงานให้เต็มที่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ก็เลยต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญที่สุด การควบคุมภายในจะไม่ช่วยให้การดำเนินงานขององค์การบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์หากผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับการควบคุมภายใน และพยายามจะละเลยขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างๆ อยู่เสมอ           ดังนั้น การควบคุมภายในจะช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวเรื่องเดียวเสร็จ และจำเป็นต้องมีการติดตามประเมินผลการควบคุมภายในอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผลด้วยองค์ประกอบการควบคุมภายใน           เมื่อทำความเข้าใจคำจำกัดความของการควบคุมภายในแล้ว ต่อไปขอกล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของการควบคุมภายใน ซึ่งจำแนก เป็น 5 องค์ประกอบที่สำคัญ ตามแนวทางของ COSO ซึ่งเป็นแม่แบบสากลของการควบคุมภายใน ประกอบด้วย                    องค์ประกอบที่ 1 สภาพแวดล้อมของการควบคุม (Control Environment)          หมายถึง ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อทัศนคติและความตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของการควบคุมภายในของบุคลากรทุกคนในองค์กร โดยบุคลากรทุกคนเข้าใจความรับผิดชอบและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเอง มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน รวมถึงการยอมรับและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และวิธีการทำงานต่างๆ ที่องค์กรกำหนดไว้           สภาพแวดล้อมของการควบคุม มีผลกระทบอย่างมากกับกระบวนการปฏิบัติงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กร จึงเป็นรากฐานที่สำคัญขององค์ประกอบอื่นๆ ของการควบคุมภายใน เพื่อสร้างระเบียบวินัยด้านการควบคุมภายในให้แก่ทุกคนในองค์กร และจัดให้มีโครงสร้างของการควบคุมภายในที่เหมาะสม          ปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้เป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างให้มีสภาพแวดล้อมของการควบคุมที่ดี ผู้ประเมินควรประเมินว่าองค์กรของท่านให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้ มากน้อยเพียงใด• ความซื่อสัตย์และจริยธรรม ซึ่งอาจพิจารณาได้จากการกำหนดแนวทางปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจน แล้วแจ้งให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบ รวมไปถึงการกระทำตนเป็นแบบอย่างให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งคำพูดและการกระทำ• รูปแบบและปรัชญาการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยพิจารณาจากความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ของฝ่ายบริหารที่เป็นประโยชน์ต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ และความสนใจในองค์กรที่ตนเป็นผู้บริหาร• การจัดโครงสร้างองค์กรและสายการบังคับบัญชาให้เหมาะสมกับขนาดและลักษณะการดำเนินงาน• การกำหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (Job Description & Job Specification) สำหรับทุกตำแหน่งงาน อย่างชัดเจนองค์ประกอบที่ 2 การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)          ความเสี่ยง คือโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด ความเสียหาย การรั่วไหล การสูญเปล่าหรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่ทำให้การดำเนินงานไม่บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ความเสี่ยงเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุภายนอกหรือภายในองค์กรก็ได้ โดยเฉพาะในการดำเนินงานปัจจุบัน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของนโยบายรัฐบาล สภาพเศรษฐกิจ กฎระเบียบต่างๆ ทำให้แต่ละองค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าองค์กรสามารถบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้สามารถเตรียมการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ทันท่วงที           ข้อควรพิจารณาในการประเมินความเสี่ยง คือ ความเสี่ยงเป็นตัวถ่วงให้การดำเนินงานไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ผู้ประเมินต้องพยายามเปลี่ยนจากวิกฤตที่องค์กรเผชิญอยู่ให้เป็นโอกาสโดยการเตรียมการให้พร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่การเตรียมการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า การควบคุมภายในยิ่งมากยิ่งดี การควบคุมภายในที่มากจนเกินไป อาจจะทำให้งานสะดุด แต่ถ้ามีน้อยจนเกินไป ก็จะทำให้งานไม่สำเร็จ ดังนั้น จึงต้องกำหนดการควบคุมภายในให้พอเหมาะ โดยถือหลักการที่ว่ามีความเสี่ยงมาก ควบคุมมาก มีความเสี่ยงน้อย ควบคุมน้อย          การประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลนั้น ผู้ประเมินต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานอย่างชัดเจนก่อน หลังจากนั้น จึงพิจารณาว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างในการทำงาน แล้วจึงพิจารณาว่าความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่ และเมื่อเกิดความเสี่ยงนั้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานมากน้อยเพียงใด หากผู้ประเมินพิจารณาแล้ว เห็นว่ายังคงมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ จะต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนการควบคุมภายในให้เพียงพอและเหมาะสมต่อไปองค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการควบคุม (Control Activities)          กิจกรรมการควบคุมเป็นองค์ประกอบที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า นโยบายและกระบวนการเกี่ยวกับการควบคุมภายในกำหนดขึ้นนั้น ได้มีการนำไปปฏิบัติตามภายในองค์กรอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ กิจกรรมการควบคุมยังช่วยสร้างความมั่นใจว่าองค์กรมีกิจกรรมที่เหมาะสมในการป้องกันหรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น กิจกรรมการควบคุมควรกำหนดให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ประเมินได้ โดยมีข้อควรพิจารณาในการกำหนดกิจกรรมการควบคุม ดังต่อไปนี้• กิจกรรมการควบคุมควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิบัติงานตามปกติ• กิจกรรมการควบคุมต้องสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้• ค่าใช้จ่ายในการกำหนดให้กิจกรรมการควบคุมต้องไม่สูงกว่าผลเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากไม่กำหนดให้มีกิจกรรมการควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรส่วนใหญ่ คือ การกำหนดกิจกรรมการควบคุมตามที่มีการปฏิบัติอยู่เดิม โดยมิได้พิจารณาความมีประสิทธิภาพ และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ของการดำเนินงาน และความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปขององค์กรองค์ประกอบที่ 4 สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication)          การควบคุมภายในที่ดีจะเกิดขึ้นได้ เมื่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานนั้นได้มีการบ่งชี้ รวบรวมและชี้แจงให้แก่บุคคลที่ควรทราบ โดยผ่านทางรูปแบบและเวลาการสื่อสารที่เหมาะสมข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการปฏิบัติงานนั้น อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินงาน การเงิน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ โดยแหล่งข้อมูลอาจมาจากภายในหรือภายนอกองค์กรองค์ประกอบในเรื่องสารสนเทศและการสื่อสาร อาจพิจารณาประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้• ข้อมูลเพียงพอ ถูกต้อง ภายใต้รูปแบบที่เหมาะสม และทันเวลา เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการปฏิบัติงานในเรื่องต่างๆ• การสื่อสารข้อมูลเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งองค์กร จากผู้บริหารถึงพนักงานและในทางกลับกัน ระหว่างหน่วยงานหรือแผนก ระหว่างองค์กรกับบุคคลภายนอกเช่น สื่อมวลชน ผู้ออกกฎระเบียบต่างๆ• การสื่อสารอย่างชัดเจนให้บุคลากรทราบถึงความสำคัญและความรับผิดชอบต่อการควบคุมภายในองค์ประกอบที่ 5 การติดตามประเมินผล (Monitoring)          การควบคุมภายในทั้งหลายที่จัดให้มีขึ้นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกในการติดตามประเมินผล เพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการปฏิบัติการควบคุมภายในนั้นอย่างสม่ำเสมอ และการปฏิบัตินั้นยังมีความเหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อความเสี่ยงในการดำเนินงาน และความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจำเป็นต้องปรับปรุงการควบคุมภายในให้เหมาะสมด้วย          การติดตามผล นั้นสามารถทำได้โดยรวมอยู่ในกระบวนการปฏิบัติงานนั้นๆ เช่น การที่ผู้บังคับบัญชาคอยติดตามถามไถ่ปัญหาในการทำงาน ก็ถือว่าเป็นการติดตามผลอย่างหนึ่ง           การประเมินผล คือ การประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะหรือเป็นครั้งคราว เช่น การตรวจสอบโดยหน่วยตรวจสอบภายใน ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลในองค์กรนั้นเอง หรือการมอบหมายให้บุคคลภายนอกมาทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายใน หากองค์กรมีหน่วยตรวจสอบภายใน ก็ต้องส่งเสริมและพัฒนาหน่วยงานนี้ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจริงๆ ดังคำกล่าวในปัจจุบันที่ว่า ผู้ตรวจสอบภายในคือที่ปรึกษาอันมีค่ายิ่งต่อผู้บริหาร วิชาชีพตรวจสอบภายในก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก พร้อมๆ กับความสำคัญของการควบคุมภายใน ดังนั้น ผู้บริหารจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาสองเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันการประเมินการควบคุมภายในอีกลักษณะหนึ่งที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน คือการสร้างความรับผิดชอบในการควบคุมภายใน ให้แก่ทุกคนที่เป็นเจ้าของงานนั้น ถ้าสร้างความรับผิดชอบแบบนี้ขึ้นมาได้ ผู้บริหารก็จะบริหารงานได้อย่างเบาใจ เพราะทุกคนจะสอดส่องดูแลอย่างสม่ำเสมอให้งานที่ตนต้องรับผิดชอบนั้น สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างจริงจัง การปฏิบัติแบบนี้เรียกว่า การประเมินการควบคุมด้วยตนเอง (Control Self Assessment)

ข้อควรระวังอันตรายในห้องปฎิบัติการ

การทำงานในห้องปฏิบัติการเกี่ยวข้องกับสารเคมี อุปกรณ์ และขั้นตอนการทดลองที่อาจเป็นอันตรายได้ หากไม่ระมัดระวัง ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อควรระวังต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยของทุกคนในห้องปฏิบัติการข้อควรระวังอันตรายในห้องปฏิบัติการ : คู่มือความปลอดภัยสำหรับทุกคนข้อควรระวังทั่วไปแต่งกายให้เหมาะสม สวมเสื้อคลุมปฏิบัติการ แว่นตานิรภัย ถุงมือ และรองเท้าที่ปิดมิดชิดอ่านฉลากสารเคมี ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายและวิธีการใช้สารเคมีก่อนนำมาใช้งานห้ามรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือสูบบุหรี่ในห้องปฏิบัติการ: เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทำความสะอาดห้องปฏิบัติการให้เรียบร้อย: เก็บอุปกรณ์ให้เข้าที่ และทำความสะอาดคราบสารเคมีที่หกเลอะเทอะแจ้งให้ผู้ควบคุมทราบหากเกิดอุบัติเหตุ: เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที1. ไฟไหม้ ในห้องปฏิบัติการ          ไฟไหม้ เป็นอุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการเสมอ เมื่อมีการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ วิธีป้องกันที่ดี ที่สุดคือไม่ใช้หรือไม่ปล่อยให้มีเปลวไฟในห้องปฏิบัติการ การต้มตัวทำละลายอินทรีย์ต้องทำในอ่างน้ำร้อนเท่านั้น ห้ามทำให้ ร้อนบนฮ็อตเพลตโดยตรง และไม่ควรปล่อยตัวทำละลายอินทรีย์ที่ระเหยง่ายไว้ในบีกเกอร์โดยไม่มีฝาปิด เพราะไอของตัวทำ-ละลายจะแผ่ปกคลุมไปตามโต๊ะปฏิบัติการ และเมื่อติดไฟแล้วจะลุกลามมาทบีกเกอร์ต้นเหตุ ทำให้เกิดไฟไหม้รุนแรงได้สาเหตุของไฟไหม้ในห้องปฏิบัติการสารเคมีไวไฟ ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน อีเทอร์ เป็นต้น มีจุดวาบไฟต่ำ จึงติดไฟได้ง่ายแหล่งจุดระเบิด เปลวไฟจากเตา บุหรี่ ไฟฟ้าสถิต หรืออุปกรณ์ความร้อนการรั่วไหลของสารเคมี สารเคมีที่รั่วไหลอาจระเหยเป็นไอและติดไฟได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับแหล่งจุดระเบิดการปฏิบัติงานที่ไม่ระมัดระวัง การเทสารเคมีอย่างรวดเร็ว การจุดบุหรี่ในบริเวณที่ห้าม หรือการไม่ปิดวาล์วแก๊สให้สนิทการป้องกันไฟไหม้หลีกเลี่ยงการใช้เปลวไฟ หากจำเป็นต้องใช้ ควรใช้ในปริมาณน้อยที่สุดและมีการควบคุมอย่างเข้มงวดใช้ตู้ดูดควัน เมื่อทำงานกับสารเคมีที่มีไอระเหย ควรทำในตู้ดูดควันเพื่อลดความเข้มข้นของไอระเหยในอากาศเก็บสารเคมีไวไฟอย่างถูกต้อง เก็บในตู้เก็บสารเคมีที่ระบุไว้ชัดเจน และอยู่ในที่เย็นและมีอากาศถ่ายเทสะดวกตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยอยู่เสมอ ไม่ควรใช้สายไฟที่ชำรุดติดตั้งเครื่องตรวจจับควันและแก๊ส เพื่อให้สามารถตรวจพบไฟหรือแก๊สรั่วไหลได้อย่างรวดเร็วฝึกอบรมพนักงาน จัดให้มีการฝึกอบรมให้พนักงานทุกคนทราบถึงวิธีการป้องกันและดับเพลิงเบื้องต้นมีแผนอพยพ วางแผนการอพยพในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และทำการฝึกซ้อมเป็นประจำการจัดการเหตุการณ์ไฟไหม้แจ้งเหตุ แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและแจ้งเตือนผู้คนในบริเวณใกล้เคียงให้รีบอพยพดับเพลิง หากไฟยังเล็กอยู่ อาจใช้ถังดับเพลิงที่เหมาะสมกับชนิดของสารเคมีในการดับไฟ แต่ต้องระมัดระวังอย่าให้ตัวเองได้รับอันตรายอพยพ อพยพออกจากพื้นที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด และไปรวมกลุ่มกัน ณ จุดนัดพบที่กำหนดไว้ห้ามกลับเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ จนกว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะยืนยันว่าปลอดภัยแล้วการปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ในห้องปฏิบัติการ และช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไฟไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2. การระเบิด ในห้องปฏิบัติการ          การระเบิด มักเกิดจากการต้มสารเคมีหรือทำปฏิกิริยาใดๆ ในภาชนะที่เป็นระบบปิดมิดชิด ก่อนเริ่มกลั่น หรือเริ่มทำปฏิกิริยาต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ามีช่องทางระบายไอออกจากระบบแล้ว อีกกรณีหนึ่งคือ การทำปฏิกิริยา ระหว่างสารเคมีที่ห้ามผสมกัน ซึ่งมักเกิดขึ้นเพราะไม่รู้มาก่อน อันตรายของการระเบิด จะเนื่องมาจากเศษแก้วแตกทิ่มแทง และสารเคมีกระเด็นถูกร่างกาย ซึ่งอาจทั้งร้อนและกัดกร่อนหรือเป็นพิษ  สาเหตุของการระเบิดในห้องปฏิบัติการการสะสมของแก๊ส การทำปฏิกิริยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดแก๊สที่ติดไฟง่าย เช่น ไฮโดรเจน หรือแก๊สที่เป็นพิษ เช่น คลอรีน การสะสมของแก๊สเหล่านี้ในภาชนะปิดอาจทำให้เกิดแรงดันสูงและระเบิดได้ความร้อนสะสม ปฏิกิริยาเคมีบางชนิดปลดปล่อยความร้อนจำนวนมาก หากไม่มีการระบายความร้อนอย่างเหมาะสม ความร้อนที่สะสมอาจทำให้เกิดการระเบิดได้การปนเปื้อนของสารเคมี การปนเปื้อนของสารเคมีที่ไม่เข้ากัน อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรงและก่อให้เกิดการระเบิดได้อุปกรณ์ที่ชำรุด เครื่องแก้วที่แตกหัก หรือท่อที่รั่ว อาจทำให้สารเคมีรั่วไหลและเกิดการระเบิดได้วิธีป้องกันการระเบิด ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของสารเคมี ก่อนนำสารเคมีมาใช้ในการทดลอง ควรตรวจสอบความบริสุทธิ์และอายุการใช้งานของสารเคมีคำนวณปริมาณสารเคมี ก่อนทำปฏิกิริยา ควรคำนวณปริมาณสารเคมีที่ใช้ให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงใช้ภาชนะที่แข็งแรง เลือกใช้ภาชนะที่ทำจากวัสดุที่ทนทานต่อสารเคมี และมีความแข็งแรงเพียงพอระบายความร้อน หากปฏิกิริยาปลดปล่อยความร้อนจำนวนมาก ควรใช้ระบบระบายความร้อน เช่น อ่างน้ำแข็งทำงานในตู้ดูดควัน เมื่อทำงานกับสารเคมีที่ระเหยง่าย หรือมีอันตราย ควรทำในตู้ดูดควันสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น แว่นตานิรภัย ถุงมือ เสื้อคลุม เพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีที่อาจกระเด็นการปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดการระเบิดในห้องปฏิบัติการ และช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ3. ผิวหนังไหม้เกรียม          อุบัติเหตุเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยมากคือ ผิวหนังไหม้เกรียม สาเหตุอาจเกิดจากสารเคมีหกรด ตามร่างกาย และการทำงานที่เกี่ยวกับความร้อน เนื่องจากสารเคมีหลายประเภท เช่น กรดและเบส เป็นต้น มีสมบัติกัดกร่อน ต่อผิวหนัง จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง ถ้าหกเลอะบนพื้นโต๊ะปฏิบัติการหรือที่ใดก็ตาม จะต้องทำความสะอาดทันทีด้วย ความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ถ้าหกเลอะปริมาณมากต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการมาจัดการ เมื่อสัมผัสกับสารเคมีแม้เพียงเล็กน้อย ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาที แต่ถ้าหกรดตัวเป็นบริเวณกว้าง ให้ถอดเสื้อผ้า ที่เปื้อนออก และเช็ดหรือซับสารเคมีออกจากตัวอย่างรวดเร็ว แล้วจึงชำระล้างโดยใช้ที่ล้างตัวฉุกเฉินนานอย่างน้อย 15 นาที ในกรณีที่ต้องทำงานกับความร้อน ต้องใช้ถุงมือกันความร้อน หรืออุปกรณ์สำหรับหยิบหรือจับของร้อนสาเหตุของผิวหนังไหม้เกรียมความร้อน นอกจากสารเคมีแล้ว ความร้อนจากเปลวไฟ หรืออุปกรณ์ความร้อน เช่น เตาบุนเซน แผ่นความร้อน ก็สามารถทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมได้รังสี รังสีบางชนิด เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต สามารถทำให้ผิวหนังไหม้ได้หากสัมผัสเป็นเวลานานไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจากการเสียดสี อาจทำให้เกิดประกายไฟและทำให้ผิวหนังไหม้ได้วิธีป้องกันผิวหนังไหม้เกรียมสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลถุงมือ เลือกถุงมือที่เหมาะสมกับชนิดของสารเคมีที่ใช้แว่นตานิรภัย ป้องกันสารเคมีกระเด็นเข้าตาเสื้อคลุมปฏิบัติการ ป้องกันสารเคมีกระเด็นใส่ตัวรองเท้าที่ปิดมิดชิด ป้องกันสารเคมีหกใส่เท้าระมัดระวังในการทำงานทำงานอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาทตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มงานทำความสะอาดโต๊ะปฏิบัติการให้สะอาดอยู่เสมอฝึกอบรมเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเป็นประจำเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นการจัดการเมื่อผิวหนังไหม้เกรียมล้างด้วยน้ำสะอาด ล้างบริเวณที่ถูกสารเคมีสัมผัสด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากและนานอย่างน้อย 15 นาที เพื่อชะล้างสารเคมีออกให้หมดถอดเสื้อผ้า ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีออกทันทีห้ามขัดถู การขัดถูอาจทำให้สารเคมีซึมเข้าสู่ผิวหนังลึกขึ้นปรึกษาแพทย์ หลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาที่เหมาะสมการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นที่ถูกต้อง จะช่วยลดความรุนแรงของอาการผิวหนังไหม้เกรียม และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง4. แก้วบาด          อุบัติเหตุแก้วบาดที่เกิดบ่อยที่สุด คือ ระหว่างการใช้งานเครื่องแก้ว และเทอร์โมมิเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาสวมต่อเครื่องแก้วกับเครื่องแก้วอีกชิ้นหนึ่งหรือสายยาง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องคือ ต้องหล่อลื่นเครื่องแก้วโดยใช้น้ำหรือกรีส ทาบางๆที่ข้อต่อของเครื่องแก้ว หรือบริเวณที่จะสวมต่อกันให้ทั่ว จากนั้นจับอุปกรณ์ตรงตำแหน่งห่างจากปลายที่ต้องการสวม ต่อกันประมาณ 1 นิ้ว แล้วสวมหรือสอดเข้าหากันโดยออกแรงดันเพียงเล็กน้อย พร้อมกับหมุนอุปกรณ์ช้าๆ เลื่อนตำแหน่งที่จับ แล้วทำซ้ำจนได้ระยะที่ต้องการ เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ให้ถอดออกโดยค่อยๆขยับพร้อมกับหมุนช้าๆและออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย หากปฏิบัติไม่ถูกต้องอาจเกิดอันตรายรุนแรง เนื่องจากการทิ่มแทงของเครื่องแก้วแตก ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทและเส้นเอ็น ขาดได้สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากแก้วบาด การใช้งานเครื่องแก้วที่แตกหรือมีรอยร้าว เครื่องแก้วที่แตกหรือมีรอยร้าวมีความเสี่ยงที่จะแตกหักได้ง่ายเมื่อถูกแรงกระแทกหรือความร้อนการใส่จุกยางหรือก๊อกที่แน่นเกินไป การใส่จุกยางหรือก๊อกที่แน่นเกินไป อาจทำให้เครื่องแก้วแตกเมื่อต้องการถอดออกการทำความสะอาดเครื่องแก้วไม่สะอาด คราบสารเคมีที่ติดอยู่บนเครื่องแก้วอาจทำให้เครื่องแก้วเปราะและแตกหักได้ง่ายการเคลื่อนย้ายเครื่องแก้วที่บรรจุสารเคมี การเคลื่อนย้ายเครื่องแก้วที่บรรจุสารเคมีโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้เครื่องแก้วหล่นแตกและเกิดอันตรายได้วิธีป้องกันอุบัติเหตุจากแก้วบาดตรวจสอบเครื่องแก้วก่อนใช้งาน ตรวจสอบว่าเครื่องแก้วไม่มีรอยร้าวหรือชำรุดเสียหายใช้ผ้าขนหนูหรือกระดาษทิชชู่รองรับ เมื่อวางเครื่องแก้ว ควรใช้ผ้าขนหนูหรือกระดาษทิชชู่รองรับ เพื่อป้องกันเครื่องแก้วหล่นแตกหลีกเลี่ยงการใช้แรงมากเกินไป เมื่อใส่จุกยางหรือก๊อก ควรใช้แรงที่พอเหมาะ ไม่ใส่แน่นเกินไปสวมถุงมือ เมื่อทำความสะอาดเครื่องแก้วหรือเคลื่อนย้ายเครื่องแก้ว ควรสวมถุงมือเพื่อป้องกันมือจากการบาดเก็บเครื่องแก้วให้เป็นระเบียบ เก็บเครื่องแก้วให้เป็นระเบียบในที่ที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการชนกันและแตกหักการจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากแก้วบาดหยุดการทดลอง: หยุดการทดลองทันที และแจ้งให้ผู้ควบคุมทราบทำความสะอาดบริเวณที่เกิดเหตุ: กวาดเศษแก้วออกให้หมด เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของผู้อื่นปฐมพยาบาลเบื้องต้น: หากมีบาดแผล ให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ห้ามเลือด และปิดแผลปรึกษาแพทย์: หากบาดแผลลึกหรือมีเลือดออกมาก ควรรีบปรึกษาแพทย์ข้อควรระวังเพิ่มเติมการกำจัดเศษแก้ว: กำจัดเศษแก้วในภาชนะที่ปิดสนิทและมีป้ายเตือนว่าเป็นของมีคมการฝึกอบรม: จัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้เครื่องแก้วให้กับบุคลากรเป็นประจำการปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุจากแก้วบาด และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย5. การสูดดมไอของสารเคมี          สารเคมีทุกชนิด มีความดันไอค่าหนึ่ง ในห้องปฏิบัติการจึงมีกลิ่นไอของสารเคมีปะปนอยู่มากมาย ถ้าเก็บสารเคมีไว้ปริมาณมาก จะมีไอของสารเคมีในบรรยากาศมาก เมื่อสูดดมไอของสารเคมีบางชนิดจะทำให้จมูก คอ และปอดระคายเคือง ความเป็นอันตรายขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย จึงต้องหลีกเลี่ยงการสูดดมไอของสารเคมี โดยตรง ถ้าจำเป็นต้องทดสอบด้วยการสูดดม ให้ถือภาชนะบรรจุสารเคมีห่างจากตัวประมาณ 6 นิ้ว แล้วใช้มือโบกพัดไอ เข้าหาจมูก ถ้าต้องการระเหยตัวทำละลายออก ต้องทำในตู้ดูดควัน หรือทำโดยการกลั่น ห้ามระเหยแห้งโดยการต้มในภาชนะเปิดที่โต๊ะปฏิบัติการอันตรายจากการสูดดมไอสารเคมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ อาการระคายเคือง ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก อาจนำไปสู่โรคปอดเรื้อรัง หรือแม้แต่ปอดอักเสบผลกระทบต่อระบบประสาท สารเคมีบางชนิดอาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการมึนงง เวียนหัว ปวดหัว และในกรณีรุนแรงอาจทำให้หมดสติผลกระทบต่ออวัยวะภายใน สารเคมีบางชนิดอาจถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและไปทำลายอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไตมะเร็ง สารเคมีบางชนิด เช่น เบนซีน อาจเป็นสารก่อมะเร็ง การสูดดมไอสารเคมีในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งวิธีป้องกันการสูดดมไอสารเคมี ทำงานในตู้ดูดควัน เมื่อทำงานกับสารเคมีที่มีไอระเหย ควรทำในตู้ดูดควันเสมอ เพื่อดึงไอสารเคมีออกจากบริเวณที่ทำงานสวมหน้ากากป้องกันสารเคมี เลือกใช้หน้ากากป้องกันสารเคมีที่เหมาะสมกับชนิดของสารเคมีที่ใช้ระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ ห้องปฏิบัติการควรมีระบบระบายอากาศที่ดี เพื่อลดความเข้มข้นของไอสารเคมีในอากาศหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ในห้องปฏิบัติการจะเพิ่มความเสี่ยงในการสูดดมไอสารเคมีตรวจสอบฉลากสารเคมี อ่านฉลากสารเคมีอย่างละเอียดเพื่อทราบถึงอันตรายและวิธีการใช้งานที่ถูกต้องหลีกเลี่ยงการเทสารเคมี หลีกเลี่ยงการเทสารเคมีโดยตรงลงในอ่างล้างจาน หรือทิ้งลงในท่อระบายน้ำเก็บสารเคมีในภาชนะที่ปิดสนิท เก็บสารเคมีในภาชนะที่ปิดสนิทและมีฉลากระบุชื่อสารเคมีอย่างชัดเจนการจัดการเมื่อสูดดมไอสารเคมีออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ รีบออกจากบริเวณที่มีไอสารเคมีสูงหายใจในอากาศบริสุทธิ์ หายใจในอากาศบริสุทธิ์ให้มากที่สุดปรึกษาแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก เวียนหัว ควรรีบปรึกษาแพทย์การปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสูดดมไอสารเคมี และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย6. สารเคมีเข้าปาก           สารเคมีเข้าปากมักเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ที่พบเห็นบ่อยมี 3 แบบ คือ การดูดสารเคมีเข้าพิเพตด้วยปาก ไม่ล้างมือเมื่อเปื้อน สารเคมี และการแอบกินลูกอมหรือของขบเคี้ยวในห้องปฏิบัติการ การป้องกันไม่ให้สารเคมีเข้าปากทำได้ ง่ายๆ คือ ใช้ลูกยางหรืออุปกรณ์ดูดสารเคมีเข้าพิเพต ห้ามดูดด้วยปากโดยเด็ดขาด ล้างมือทุกครั้งเมื่อเปื้อนสารเคมี จะช่วยลด โอกาสการปนเปื้อนของสารเคมีบนใบหน้า เนื่องจากเผลอเอามือป้ายหน้า หรือการปนเปื้อนของสารเคมีบนสิ่งของต่างๆ ที่หยิบ หรือจับต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องล้างมือให้สะอาดก่อนออกจากห้องปฏิบัติการ และก่อนรับประทานอาหาร นอกจากนี้แล้วยัง มีข้อห้ามอื่นๆ ได้แก่ ห้ามนำเกลือ น้ำตาล แอลกอฮอล์ ในห้องปฏิบัติการไปผสมหรือปรุงอาหาร ห้ามใช้เครื่องแก้วใดๆ ใส่อาหารหรือเครื่องดื่ม ห้ามแช่อาหารหรือเครื่องดื่มในตู้เย็นที่เก็บสารเคมีหรือตู้น้ำแข็ง และห้ามรับประทานน้ำแข็งจาก ตู้น้ำแข็งในห้องปฏิบัติการอันตรายจากการรับประทานสารเคมีเข้าไป การทำลายอวัยวะภายใน: นอกจากการระคายเคืองทางเดินอาหารแล้ว สารเคมีบางชนิดยังสามารถทำลายอวัยวะภายในอื่นๆ ได้ เช่น ไต ตับ ระบบประสาท และอาจทำให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้การสะสมในร่างกาย: สารเคมีบางชนิดอาจสะสมในร่างกายและแสดงอาการออกมาในภายหลัง เช่น โลหะหนักบางชนิดการเสียชีวิต: ในกรณีที่รับประทานสารเคมีเข้าไปในปริมาณมากหรือเป็นสารเคมีที่มีพิษรุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อรับประทานสารเคมีเข้าไป อย่าทำให้อาเจียน: ยกเว้นในกรณีที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือศูนย์พิษวิทยา เนื่องจากการทำให้อาเจียนอาจทำให้สารเคมีกระเด็นเข้าไปในหลอดลมและปอดได้ และอาจทำให้บาดเจ็บที่หลอดอาหารดูแลผู้ป่วยให้นอนราบ ช่วยให้ผู้ป่วยนอนราบและหายใจสะดวกติดต่อศูนย์พิษวิทยา โทรติดต่อศูนย์พิษวิทยาเพื่อขอคำแนะนำในการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับชนิดของสารเคมีที่รับประทานเข้าไปนำฉลากสารเคมีไปด้วย เมื่อโทรติดต่อศูนย์พิษวิทยา ควรเตรียมฉลากของสารเคมีที่รับประทานเข้าไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องได้ส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาล หลังจากให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดข้อควรจำเพิ่มเติมการฝึกอบรม บุคลากรในห้องปฏิบัติการควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้สารเคมี และวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอการติดป้ายเตือน ควรติดป้ายเตือนเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีในบริเวณที่เก็บสารเคมีการตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ควรตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอการจัดเก็บสารเคมี ควรจัดเก็บสารเคมีให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และห่างจากอาหารและเครื่องดื่มการป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย การปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัย และการมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้สรุปการทำงานในห้องปฏิบัติการเกี่ยวข้องกับสารเคมี อุปกรณ์ และกระบวนการที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากไม่ปฏิบัติตามข้อควรระวัง ดังนั้น การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

เทคนิคการประเมินความเสี่ยง

7 เทคนิคการชี้บ่งอันตรายใช้สำหรับการประเมินความเสี่ยง

7 เทคนิคการชี้บ่งอันตรายใช้สำหรับการประเมินความเสี่ยงCHECKLIST          เทคนิควิธีชี้บ่งอันตราย โดยใช้แบบตรวจสอบ Checklist ในการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสถานประกอบกิจการ เพื่อค้นหาอันตรายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมเหล่านั้น ด้วยหัวข้อคำถามที่เกี่ยวกับการดำเนินงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการออกแบบ มาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่JSA “JOB SAFETY ANALYSIS”          เทคนิควิธีชี้บ่งอันตราย โดยวิธีการค้นหาอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของลูกจ้างแล้วจึงกำหนดมาตรการในการป้องกันอันตรายเหล่านั้นFTA “FAULT TREE ANALYSIS”          เทคนิควิธีชี้บ่งอันตรายที่เน้นถึงอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดเหตุอันตรายนั้นๆ ซึ่งเป็นวิธีในการคิดย้อนกลับ ที่อาศัยหลักการทางตรรกวิทยาในการใช้หลักเหตุและผล เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยร้ายแรง โดยเริ่มวิเคราะห์จากอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นแล้ว หรือคาดว่าจะเกิดขึ้นเพื่อพิจารณาหาสาเหตุ โดยเริ่มที่อุบัติเหตุหรืออุบัติภัยร้ายแรงแรกที่เกิดขึ้นก่อน แล้วนำมาแจกแจงขั้นตอนการเกิดเหตุการณ์แรกว่ามาจากเหตุการณ์ย่อยอีกอะไรได้บ้าง โดยพิจารณาว่าเหตุการณ์ย่อยเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไร ถ้าพบว่าสาเหตุคือเหตุการณ์ย่อยอีกระดับหนึ่ง ก็จะทำการวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป การวิเคราะห์จะสิ้นสุดลงเมื่อพบสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ย่อยๆ นั้นว่าเป็นผลเนื่องจากความบกพร่องของเครื่องจักรอุปกรณ์ หรือความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของลูกจ้าง หลังจากนั้นก็จะทำการวางแผนเพื่อป้องกันหรือแก้ไขความบกพร่อง หรือผิดพลาดดังกล่าวต่อไปETA “EVENT TREE ANALYSIS”          เทคนิควิธีชี้บ่งอันตรายเพื่อวิเคราะห์และประเมินผลลัพธ์หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเกิดความบกพร่องของระบบการผลิตซึ่งเป็นเหตุการณ์แรก (Initiating Event) ขึ้น หรือเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อวิเคราะห์หาผลสืบเนื่องที่จะเกิดขึ้นจากการที่เครื่องจักรอุปกรณ์เสียหายหรือ ลูกจ้างทำงานผิดพลาด เพื่อให้ทราบว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์แรกบ้าง และจะเกิดได้อย่างไร มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด รวมทั้งเป็นการตรวจสอบระบบความปลอดภัยที่มีอยู่ว่ามีปัญหาหรือไม่อย่างไรFMEA “FAILURE MODE AND EFFECT ANALYSIS”          เทคนิควิธีชี้บ่งอันตราย โดยใช้การวิเคราะห์ในรูปแบบความล้มเหลวและผลที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการตรวจสอบชิ้นส่วนเครื่องจักรอุปกรณ์ในแต่ละส่วนของระบบ แล้วนำมาวิเคราะห์หาผลที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดความล้มเหลวของเครื่องจักรอุปกรณ์HAZOP “HAZARD AND OPERABILITY STUDIES”          เทคนิควิธีประเมินความเสี่ยงในการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนเพื่อชี้บ่งอันตรายและค้นหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานในสถานประกอบกิจการ โดยการวิเคราะห์หาอันตรายและปัญหาของระบบต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่สมบูรณ์ในการออกแบบที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยการตั้งคำถามที่สมมติสถานการณ์ของการผลิตในภาวะต่างๆ โดยการใช้ HAZOP Guide Words มาประกอบกับปัจจัยการผลิตที่ได้ออกแบบไว้ ความบกพร่องและความผิดปกติในการทำงาน เช่น อัตราไหล อุณหภูมิ ความดัน เป็นต้น เพื่อนำมาชี้บ่งอันตรายหรือค้นหาปัญหาในกระบวนการผลิต ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยร้ายแรงขึ้นได้WHAT IF          เทคนิควิธีประเมินความเสี่ยงโดยการใช้ทะเบียนคำถาม เป็นกระบวนการในการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนเพื่อชี้บ่งอันตรายโดยการใช้คำถาม “จะเกิดอะไรขึ้น ……. ถ้า ………” (What If) และหาคำตอบในคำถามเหล่านั้น ด้วยวิธีการระดมสมองของกลุ่มลูกจ้างที่มีประสบการณ์ โดยการจัดทำทะเบียนรายการคำถามที่เกี่ยวข้องกับอันตราย อันตรายจากสภาพการณ์ หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้วอาจส่งผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์

ประเมินความสอดคล้อง กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ประเมินความสอดคล้อง กฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานประเมินความสอดคล้องกับกฎหมาย หมายถืง การตรวจสอบการปฏิบัติหรือบริบทขององค์กร(โรงงาน) ว่ามีการดำเนินการถูกต้องสอดคล้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ?งานใดที่ต้องประเมินความสอดคล้องกับกฎหมาย- งานการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน- งานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม- งานการจัดการด้านผลิตภัณฑ์(ผลิตสินค้า)- งานบริหารงานบุคคล- งานการจัดการขนส่ง- งานด้านบัญชีและการเงิน- ฯลฯเกือบจะทุกส่วนขององค์กรที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้สำหรับ จป. ก็ต้อง“ประเมินความสอดคล้องกับกฎหมายด้านความปลอดภัยฯ”ซึ่งมีขั้นตอน พอสังเขป ดังนี้๑. รวบรวมข้อมูลขององค์กร(โรงงาน) เช่น จำนวนพนักงาน, เวลาทำงาน, รายการเครื่องจักร อุปกรณ์, รายการวัตถุดิบ, ขึ้นตอนการปฏิบัติงาน ,ข้อมูลสภาพพื้นที่ปฏิบัติงาน ฯลฯซึ่งการรวบรวมอาจจะ- ขอหลักฐาน/ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง- การสำรวจพื้นที่- การสอบถาม/พูดคุย- ฯลฯ๒. รวบรวมประกาศ ข้อกำหนด กฎหมาย จากแหล่งต่างๆ เช่น- http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/announce/search.jsp- https://sites.google.com/site/accessbyjorpor/- https://www.sde-c.com/๓. อ่านกฎหมาย แล้วสรุปเฉพาะหัวข้อ หรือ มาตราที่เกี่ยวข้องกับองค์กร(โรงงาน) ลงในแบบฟอร์มที่เตรียมไว้๔. พิจารณาข้อความที่สรุปจากกฎหมาย กับการปฏิบัติหรือบริบทขององค์ ซึ่งอาจจะมีหลักฐานประกอบตาม “ขั้นตอนที่ ๑” ด้วย โดยแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ “สอดคล้อง” และ “ไม่สอดคล้อง”๕. ในหัวข้อใด ที่ “ไม่สอคล้อง” ต้องรวบรวม จัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ “สอดคล้อง” ตามความเร่งด่วนควรประเมินความสอดคล้องกับกฎหมาย เมื่อไหร่?สำหรับช่วงเวลาที่ควรดำเนินการคือ๑. “ทบทวนประเมินความสอดคล้องกับกฎหมาย” ตามเวลาที่กำหนด เช่นอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง๒. เมื่อมีกฎหมายใหม่ ประกาศบังคับใช้ หรือมีการแก้ไขกฎหมาย๓. เมื่อการปฏิบัติหรือบริบทขององค์กร(โรงงาน) มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

เครื่องจักรสำหรับการใช้ยกคนขึ้นที่สูง

กฎกระทรวงเกี่ยวกับเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูง 2564

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔          “เครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูง” หมายความว่า เครื่องจักรที่ออกแบบ เฉพาะใช้สำหรับยก เคลื่อนย้ายคนขึ้นไปทำงานบนที่สูงหรือที่ต่างระดับอย่างปลอดภัย เช่น รถกระเช้า กระเช้าแขวน หรือกระเช้าแบบกรรไกร ส่วนที่ ๖ เครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูง          ข้อ ๔๙ ในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูง นายจ้างต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้          (๑) จัดให้มีการป้องกันการตกจากที่สูงตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูงและที่ลาดชันจากวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย และจากการตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ           (๒) จัดให้มีป้ายบอกพิกัดน้ำหนักและจำนวนคนที่สามารถยกได้อย่างปลอดภัย           (๓) ตรวจสอบสภาพเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้มีสภาพใช้งานได้อย่างปลอดภัยก่อนการใช้งานทุกครั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารการตรวจสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           (๔) จัดให้มีสัญญาณเสียงหรือแสงไฟเตือนภัยขณะทำงานตามความเหมาะสมของการใช้งาน          (๕) จัดให้มีอุปกรณ์ตัดระบบการทำงานเมื่อมีการใช้งานเกินพิกัดที่ผู้ผลิตกำหนด และต้องตรวจสอบให้อุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ในสภาพที่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา          ข้อ ๕๐ นายจ้างต้องไม่ดัดแปลงหรือกระทำการใดกับเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูงที่มีผลทำให้ความปลอดภัยในการทำงานลดลง           ข้อ ๕๑ นายจ้างต้องควบคุมดูแลบริเวณที่มีการเติมประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่เครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูงที่ใช้ไฟฟ้าให้อยู่ห่างจากบริเวณที่ลูกจ้างทำงานได้อย่างปลอดภัย และจัดให้มีมาตรการเกี่ยวกับการระบายอากาศเพื่อป้องกันการสะสมของไอกรด และไอระเหย ของไฮโดรเจนจากการประจุไฟฟ้า          ข้อ ๕๒ ในการทำงานบนเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูงที่มีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรไปตามแนวระนาบ นายจ้างต้องจัดให้พื้นที่ที่เป็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายมีความแข็งแรง ราบเรียบ ไม่ต่างระดับ และปรับระดับของเครื่องจักรดังกล่าวให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ผลิตกำหนดหรือในตำแหน่งที่ปลอดภัย          ข้อ ๕๓ นายจ้างต้องจัดให้มีการอบรมลูกจ้างเกี่ยวกับการปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะ และคู่มือการใช้งานเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูงเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน           ข้อ ๕๔ ในการใช้งานเครื่องจักรสำหรับใช้ในการยกคนขึ้นทำงานบนที่สูงแบบแขวน นายจ้างต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้          (๑) จัดให้มีการทดสอบชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องภายหลังการติดตั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารการทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           (๒) ต้องใช้ลวดสลิงที่มีค่ำความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๑๐ และไม่เป็นลวดสลิงที่มีลักษณะ ตามข้อ ๘๖ 

เทคนิคการจัดทำ JSA สำหรับจป.

เทคนิคการจัดทำ JSA สำหรับจป.          การชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี Job Safety Analysis (JSA) เป็นวิธีหนึ่งในการชี้บ่งอันตรายในกระบวนการจัดการความเสี่ยง โดยเป็นการค้นหาอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของงานหรือขั้นตอนของกิจกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน จึงต้องกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันอันตรายอันนำไปสู่การจัดทำแผนจัดการความเสี่ยงต่อไป นอกจากนั้นการชี้บ่งอันตรายด้วยวิธี JSA ยังเป็นวิธีการที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการนำไปจัดทำข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549วัตถุประสงค์ของการทำ JSA          1. เพื่อให้เรียนรู้งานที่ควบคุมมากขึ้น          2. เพื่อให้พนักงานมีความรู้และทัศนคติด้านความปลอดภัยดีขึ้น          3. เพื่อช่วยในการปรับปรุงวิธีการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น และทำให้ขั้นตอนในการทำงานปลอดภัยมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุ          4. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรมพนักงานประจำการและพนักงานใหม่ในด้านความปลอดภัยได้อย่างดี          5. เพื่อให้สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปกำหนดเป็นมาตรฐานความปลอดภัยและใช้ในการวางแผนงานด้นความปลอดภัย           ประโยชน์ที่ได้จากการทำ JSA          - เพื่อขี้บ่งอันตรายที่มีอยู่ (existing hazards)          - เพื่อชี้บ่งอันตรายที่อาจเกิดขึ้น (potential hazards)          - เรียงลำดับมาตรการการปรับปรุงแก้ไข          - ลด และ/หรือ ขจัดอันตราย          - เพิ่มจิตสำนึกด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยขั้นตอนการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย มี 4 ขั้นตอน          ขั้นตอนที่ 1 การเลือกงานที่ทำการวิเคราะห์          ขั้นตอนที่ 2 การจัดลำดับวิธีการทำงานเป็นขั้นตอนที่เหมาะสม          ขั้นตอนที่ 3 การค้นหาอันตรายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน          ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดวิธีการทำงานที่ถูกต้องปลอดภัยและสามารถป้องกันอันตรายที่พบได้การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (JSA) เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมากในการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานที่ทำงาน มีประโยชน์หลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่าย การเพิ่มความรับผิดชอบ และการปรับปรุงกระบวนการทำงาน องค์กรควรให้ความสำคัญกับการดำเนินการ JSA เพื่อประสบความสำเร็จในการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานที่ทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรด้วยกันขั้นตอนพื้นฐานการทำ JSA          ขั้นตอนที่ 1 การเลือกงานที่ทำการวิเคราะห์อาศัยหลักเกณฑ์ต่อไปนี้เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ1. งานที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย2. งานที่มีอันตรายมาก3. งานใหม่ที่ไม่คุ้นเคย หรืองานที่เปลี่ยนแปลงกรรมวิธีในการผลิต4. งานที่มีผู้ปฏิบัติงานมาก           ขั้นตอนที่ 2 การจัดลำดับวิธีการทำงานเป็นขั้นตอนที่เหมาะสม1. เริ่มต้นนับขั้นตอนเมื่อมีการกระทำเกิดขึ้น2. เขียนขั้นตอนตามลำดับของงาน           ขั้นตอนที่ 3 การค้นหาอันตรายที่จะเกิดขึ้น ในแต่ละขั้นตอน3.1 กระแทก 3.2 ตกจากที่สูง 3.3 สะดุด หกล้ม 3.4 เศษวัตถุกระเด็นและ อื่นๆ3.5 ถูกหนีบ3.6 ถูกกระแทก3.7 ถูกไฟฟ้าดูด                    ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดวิธีการทำงานที่ถูกต้องปลอดภัย และสามารถป้องกันอันตรายที่พบได้หลักพิจารณา PEME          วิเคราะห์หาแหล่งอันตายที่ซ่อนอยู่ในขั้นตอนย่อย แหล่งอันตราย PEME          P People          E Equipment, Machine, Tool          M Material          E Environment การค้นหาอันตรายคน (People)- มีสิ่งใดบ้างที่สัมผัสแล้วทำให้เกิดบาดเจ็บ เจ็บป่วยเครียด และเมื่อยล้า- พนักงานมีโอกาสที่ถูกดึง สัมผัส/ติด เข้าไปอยู่ระหว่างจุดอันตรายหรือตกลงมา/ตกเข้าไปในจุดที่เป็นอันตรายหรือไม่   อุปกรณ์ (Equipment)- มีอันตรายใดบ้างที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องจักรยานพาหนะ อุปกรณ์ต่างๆ- เหตุฉุกเฉินอะไร(ที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ ที่เกิดขึ้นบ่อย- อุปกรณ์จะทำให้เกิดความสูญเสียในด้านความปลอดภัยคุณภาพงานและการผลิตได้อย่างไร วัสดุ (Material)- มีอันตรายใดบ้างที่มีอยู่ในสารเคมี วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์- มีปัญหาเฉพาะใดบ้างที่เกิดจากการยก ขนย้าย ลำเลียงวัสดุ- วัสดุต่าง ๆ จะทำให้เกิดความสูญเสียในด้านความปลอดภัย คุณภาพงานและการผลิตได้อย่างไรสิ่งแวดล้อม (Environment)- ปัญหาใดที่อาจจะเกิดขึ้นจากความสกปรกและความไม่เป็นระเบียบในสถานที่ทำงาน- ปัญหาใดที่อาจจะเกิดขึ้นจากเสียง แสง ความร้อน ความเย็น รังสี ความสั่นสะเทือน การระบายอากาศ- ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดความสูญเสียในด้านความปลอดภัย คุณภาพงานการผลิตได้อย่างไรผลกระทบร้ายแรงอื่นๆถ้าหากมีปัญหาอันจากงานที่ทำ          

การค้นหาอันตรายในการทำงาน cccf

การค้นหาอันตรายในการทำงาน cccfกิจกรรมการค้นหาอันตรายในการทำงานด้วย CCCF คือการตรวจสอบและการค้นหาแบบสมบูรณ์พร้อมทั้ง กาจัดอย่างสมบูรณ์ขั้นตอนการจัดทำ CCCF1.ประกาศนโยบายความปลอดภัยและกิจกรรม CCCF ต่อพนักงาน2.ดำเนินกิจกรรม CCCF อย่างจริงจัง3.รับการตรวจสอบ4.สนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยสนับสนุนกิจกรรม CCCF5.ทบทวนมาตรฐานการทางาน6.สำรวจความปลอดภัยโดยผู้บริหาร7.ขยายผลดำเนินกิจกรรม CCCF8.สรุปและรายงานผลการดำเนินงาน CCCFการค้นหาอันตราย โดยแบ่งเป็น 6 ประเภท (Stop 6 type)1.อันตรายจากเครื่องจักร2.อันตรายจากวัตถุหนักตกใส่3.อันตรายจากยานพาหนะ4.อันตรายจากการตกจากที่สูง5.อันตรายจากกระแสไฟฟ้า6.อื่นๆ (ไฟไหม้ ของมีคม วัตถุร้อน, เป็นต้น)CCCF Committee Organization Chartระดับความรุนเเรงของอันตราย*ระดับความรุนเเรงของอันตรายสามารถดูได้ในตาราง

ความปลอดภัยในการทำงานที่ทำให้เกิดประกายไฟ

ความปลอดภัยในการทำงานที่ทำให้เกิดประกายไฟการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับความร้อน (Hot Work)1. พนักงานที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับความร้อนต้องได้รับการฝึกอบรม2. กำหนดพื้นที่สำหรับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับความร้อนไว้โดยเฉพาะ3. ห้ามมิให้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความร้อนโดยลำพัง โดยต้องมีผู้เฝ้าระวังไฟอยู่ด้วย4. หยุดการดำเนินการกระบวนการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดไอระเหยไวไฟหรือฝุ่นที่ติดไฟได้จนกว่าจะ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความร้อนเสร็จ5.นำสิ่งที่ติดไฟได้ทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความร้อน6. ในกรณีที่ไม่สามารถนำสิ่งที่ติดไฟได้ทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความร้อนได้ ให้ปิดคลุมสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยผ้าหรือกระบังทนไฟ7. จัดให้มีถังดับเพลิงและถังน้ำ พร้อมใช้เตรียมไว้ในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับความร้อน (Hot Work)1. สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลก่อนเริ่มปฏิบัติงาน2. มีการระบายอากาศที่ดี ในการปฏิบัติงานเชื่อม3. ห้ามทำงานเชื่อม ตัด ขัดหรือลับสิ่งใด ๆ ใกล้กับวัตถุไวไฟ หรือวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย4. จัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิงเช่น ถังน้ำ ถังดับเพลิง ไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง5.ใช้เฉพาะอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองและอยู่ในสภาพดีเท่านั้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต6. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ก่อนใช้งานทุกครั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ต้องสวมใส่ ได้แก่1. อุปกรณ์ป้องกันดวงตาเพื่อป้องกันจากประกายไฟ โลหะหลอมละลายและแสงไฟจากหัวเชื่อม2. อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน3. เสื้อผ้าที่ทำมาจากวัสดุทนความร้อน เช่น ผ้ากันเปื้อนที่ทำจากหนัง4. รองเท้านิรภัย5. ถุงมือที่ทำมาจากหนัง

การสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยในการทำงาน

การสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยในการทำงาน เป็นหัวใจสำคัญในการลดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นการปลูกฝังให้ความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยในการทำงานการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการลดอุบัติเหตุ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีความสุขสำหรับทุกคนทำไมจิตสำนึกความปลอดภัยจึงสำคัญ ?ลดอุบัติเหตุ การมีจิตสำนึกความปลอดภัยจะช่วยให้พนักงานระมัดระวังในการทำงานมากขึ้น ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัย พวกเขาจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นลดต้นทุน อุบัติเหตุในการทำงานมักก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูง ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย และค่าเสียหายอื่นๆ การป้องกันอุบัติเหตุจึงเป็นการลดต้นทุนให้กับองค์กรสร้างภาพลักษณ์ที่ดี องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจะได้รับภาพลักษณ์ที่ดีจากลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุเราเห็นได้ชัดว่า การกระทำที่ไม่ปลอดภัยของบุคคล เป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุถึง 88% ซึ่งสูงกว่าปัจจัยอื่น ๆ อย่างมาก นั่นหมายความว่า พฤติกรรมของคนเรานั้นมีส่วนสำคัญในการป้องกันหรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุACCIDENT = HAZARD SOURCE * RECEIVER * CONTACTอุบัติเหตุ = แหล่งอันตราย x ผู้รับอันตราย x การสัมผัสสูตรนี้เป็นการบ่งบอกถึงปัจจัยหลัก 3 ประการที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ในการศึกษาและป้องกันอุบัติเหตุ1. แหล่งอันตราย (Hazard Source)คืออะไร สิ่งของ สถานที่ หรือสภาวะที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น เครื่องจักรที่ชำรุด วัสดุอันตราย พื้นลื่น สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมตัวอย่าง ไฟฟ้าช็อต, สะดุดล้ม, ถูกของหนักทับ, สารเคมีรั่วไหล2. ผู้รับอันตราย (Receiver)คืออะไร บุคคลที่อาจได้รับอันตรายจากแหล่งอันตราย เช่น พนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ใช้บริการตัวอย่าง คนงานในโรงงาน, คนขับรถ, ผู้เดินเท้า3. การสัมผัส (Contact)คืออะไร การที่แหล่งอันตรายและผู้รับอันตรายมาสัมผัสกัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตัวอย่าง มือสัมผัสกับใบมีด, ร่างกายสัมผัสกับไฟฟ้า, รถชนกันโดยสรุป สูตร อุบัติเหตุ = แหล่งอันตราย x ผู้รับอันตราย x การสัมผัส ช่วยให้เราเข้าใจถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้ในการวางแผนและดำเนินการป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพคุณค่าของความปลอดภัย1. ความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา- ความหมาย ทุกคนต้องการมีชีวิตที่ปราศจากอันตราย ทั้งทางกายและใจ- ตัวอย่าง การมีบ้านที่ปลอดภัย, การเดินทางโดยสวัสดิภาพ, การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ2. ความปลอดภัย เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต- ความหมาย ความปลอดภัยช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น- ตัวอย่าง เมื่อเรารู้สึกปลอดภัย เราจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่, พักผ่อนได้อย่างสบายใจ, และสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีขึ้น3. ความปลอดภัย เป็นคุณธรรม- ความหมาย การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เป็นการแสดงออกถึงคุณธรรม เช่น ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ- ตัวอย่าง การขับรถด้วยความระมัดระวัง, การช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน4. ความปลอดภัย เป็นการประกันชีวิตที่ดีที่สุด- ความหมาย การป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรืออันตราย เป็นการประกันชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด- ตัวอย่างการตรวจสุขภาพเป็นประจำ, การออกกำลังกาย, การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง5. ความปลอดภัย เป็นการสร้างมาตรฐานที่แน่นอน- ความหมาย การมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน จะช่วยให้ทุกคนปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง- ตัวอย่าง มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน, มาตรฐานความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนความปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทุกคน ทุกสังคม และทุกองค์กร การให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทุกคนด้วยค่ะทำไมต้องเรียนรู้ความปลอดภัย ?การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยนั้นสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่เราควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงเริ่มต้นทำงานหรือเรียนรู้ครั้งแรกเท่านั้น เหตุผลที่เราต้องเรียนรู้ความปลอดภัยตลอดเวลา มีดังนี้ค่ะ1. ความรู้เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเทคโนโลยีใหม่ มีการพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และกระบวนการทำงานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแต่ละอย่างก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและวิธีการป้องกันที่แตกต่างกันออกไปกฎระเบียบใหม่ กฎหมายและข้อบังคับด้านความปลอดภัยมีการปรับปรุงอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงความรู้ใหม่ มีการค้นพบข้อมูลและวิธีการป้องกันอันตรายใหม่ๆ อยู่เสมอ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้เราสามารถป้องกันตัวเองและผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น2. ประสบการณ์เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใหม่ เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัน การเรียนรู้จากประสบการณ์จะช่วยให้เราสามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดียิ่งขึ้นบทเรียนจากอุบัติเหตุ การเกิดอุบัติเหตุเป็นบทเรียนที่สำคัญในการเรียนรู้และปรับปรุงวิธีการทำงานของเราการพัฒนาตนเองประสบการณ์ที่ได้รับจะช่วยให้เราพัฒนาทักษะและความรู้ความสามารถในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น3. เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรและอุปกรณ์ เทคโนโลยีเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ มีการพัฒนาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น การเรียนรู้วิธีการใช้งานและการป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสารเคมี มีการพัฒนาวัสดุและสารเคมีชนิดใหม่ๆ ซึ่งอาจมีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้วิธีการจัดเก็บและใช้งานสารเคมีเหล่านี้อย่างปลอดภัยจึงมีความสำคัญหลัก 3E เพื่อป้องกันอุบัติเหตุหลัก 3E เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง มาทำความเข้าใจถึงหลักการแต่ละข้อกันอย่างละเอียด พร้อมทั้งยกตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติจริง 1. Engineering (วิศวกรรมศาสตร์)ความหมาย การออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย โดยใช้หลักการทางวิศวกรรมตัวอย่างการออกแบบเครื่องจักร: ออกแบบเครื่องจักรให้มีระบบป้องกันอันตราย เช่น สวิตช์ฉุกเฉิน, ป้องกันการบาดเจ็บจากส่วนที่เคลื่อนไหวการจัดวางพื้นที่ทำงาน: จัดวางพื้นที่ทำงานให้เป็นระเบียบ มีทางเดินที่ปลอดโปร่ง ป้องกันการสะดุดล้มการติดตั้งระบบระบายอากาศ: ในพื้นที่ที่มีสารเคมีหรือฝุ่นละออง ควรมีระบบระบายอากาศที่ดีการใช้แสงสว่าง: ให้แสงสว่างเพียงพอในทุกพื้นที่ทำงาน เพื่อลดความผิดพลาดในการทำงานจุดประสงค์: ลดความเสี่ยงจากแหล่งกำเนิดอันตรายโดยตรง2. Education (การศึกษา)ความหมาย การให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัยตัวอย่างการอบรมความปลอดภัย: อบรมให้พนักงานรู้จักอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ทำงาน วิธีการป้องกันตนเอง และการใช้เครื่องมือป้องกันส่วนบุคคล (PPE)การสื่อสาร: สื่อสารนโยบายและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยให้พนักงานทราบอย่างชัดเจนการสร้างจิตสำนึก: สร้างจิตสำนึกให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยจุดประสงค์: เพิ่มความรู้และทักษะให้พนักงานสามารถป้องกันตนเองและผู้อื่นได้3. Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ)ความหมาย การกำหนดกฎระเบียบและมาตรการบังคับใช้ เพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามตัวอย่างการกำหนดกฎระเบียบ: กำหนดกฎระเบียบในการทำงาน เช่น การสวมใส่ PPE, การห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่ทำงานการตรวจสอบ: ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างสม่ำเสมอการลงโทษ: มีมาตรการลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบจุดประสงค์: บังคับใช้กฎระเบียบเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยการนำหลัก 3E ไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยารสร้างจิตสำนึกเพื่อความปลอดภัย ให้คงอยู่ตลอดไป แนวคิดเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ1.  คิดอยู่เสมอว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ป้องกันได้2. ความเสี่ยงเพียงนิดเดียวก็เกิดอุบัติเหตุได้3. ผู้ได้รับอุบัติเหตุจะสูญเสียมากที่สุด4. การทำงานด้วยความเคยชิน ไม่ใช่เป็นหลักป้องกันว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุ5. ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยให้เป็นนิสัย6. ความเร่งรีบ หรือรีบร้อนจะทำให้ลืมกฎความปลอดภัย7. ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือในการป้องกันอุบัติเหตุ8. ฝ่ายบริหารต้องให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุน9. มีการอบรม สัมมนา หรือดูงานความปลอดภัยสม่ำเสมอ10. การป้องกันอุบัติเหตุต้องกระทำอย่างต่อเนื่องสรุปการสร้างจิตสำนึกเพื่อความปลอดภัยเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการลดอุบัติเหตุ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีความสุขสำหรับทุกคน

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้ด้วย BBS

BBS (Behavior-Based Safety) หรือ พฤติกรรมความปลอดภัย เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคลากรให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นพฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้ด้วย BBS (Behavior Based Safety)พฤติกรรมความปลอดภัย(Behavior Base Safety-BBS) มีต้นกำเนิดจาก BST โดยในอดีตเน้นการสังเกตในการทำงาน (Observe)การเข้าไปพบ พูดคุยกับพนักงานเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันโดยมี3 บริษัทที่เป็นที่ปรึกษาด้าน BBS ได้แก่ BST, Dupont, JMJ สำหรับแนวทางในการดำเนินการจัดการพฤติกรรมความปลอดภัย สามารถนำ 3 Golden circle มาใช้โดยWhat (อะไรที่ควรทำ-เข้าใจความเสี่ยง เพื่อจะได้หาแนวทางในการดำเนินการ) How (ทำอย่างไร-เพื่อให้เห็นถึงคุณค่าของความปลอดภัย นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย) Why (ทำไปทำไม-เพื่อให้เกิดความเชื่อที่ว่าอุบัติเหตุสามารถป้องกัได้)BBS คืออะไรBBS หรือ Behavior Based Safety คือแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคลากรให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นBBS ทำอะไร?เน้นพฤติกรรม BBS ไม่ได้รอให้เกิดอุบัติเหตุแล้วค่อยมาแก้ไข แต่จะเข้าไปสังเกตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุตั้งแต่เนิ่นๆทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ผู้จัดการ หรือเจ้าของกิจการ ต่างมีส่วนร่วมในการสังเกตและปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นวัดผลได้ BBS มีวิธีการวัดผลที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถเห็นผลลัพธ์และปรับปรุงแนวทางได้อย่างต่อเนื่องทำไมต้อง BBS?ลดอุบัติเหตุ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เสี่ยงจะช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัย ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี BBS ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนใส่ใจความปลอดภัยร่วมกันBBS ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 Open Mind เปิดใจพูดคุยกัน โดยที่จะยอมรับความคิดเห็น และเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ขั้นตอนที่ 2 Observation การสังเกตพฤติกรรมความปลอดภัยในขณะที่ปฏิบัติงานของเพื่อนร่วมงาน ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ขั้นตอนที่ 3 Intervention การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยการพูดคุย ทักทาย ชมเชย เมื่อทำงานอย่างปลอดภัย และตักเตือนเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยงในการทำงานเกิดขึ้นขั้นตอนที่ 4 Record บันทึกผลการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ทั้งการชมเชย การเตือนผ่านโปรแกรมที่สามารถบันทึกได้ทั้งทางเว็บไซต์และสมาร์ทโฟนขั้นตอนที่ 5 Safety Culture สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยโดยการทำขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งองค์กร รวมถึงมีการวัดผล ประเมินผลตลอดเวลาBBS เป็นกระบวนการที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกคนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยเริ่มจากการเปิดใจ สังเกตพฤติกรรม แทรกแซงเมื่อพบปัญหา บันทึกข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรประโยชน์ของการใช้ BBSลดอุบัติเหตุ เนื่องจากสามารถระบุและแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงได้ก่อนเกิดอุบัติเหตุเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัย ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร การพูดคุยและให้คำแนะนำกันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานพัฒนาวัฒนธรรมองค์กร BBS ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทฤษฎีโดมิโนของการเกิดอุบัติเหตุ Domino Theoryทฤษฎีโดมิโน เป็นแนวคิดที่อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ โดยเปรียบเทียบกับโดมิโนที่เรียงต่อกัน เมื่อโดมิโนตัวแรกล้ม ตัวอื่นๆ ก็จะล้มตามไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่โดมิโนทั้ง 5 ตัวในทฤษฎีนี้ หมายถึงสภาพแวดล้อมหรือภูมิหลังของบุคคล ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ สุขภาพ ที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมและความปลอดภัยความบกพร่องของบุคคล ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือทักษะที่จำเป็นในการทำงาน หรือมีปัญหาสุขภาพจิตการกระทำที่ไม่ปลอดภัย พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ทำงานโดยไม่ระมัดระวังอุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัย หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยการบาดเจ็บหรือความเสียหาย ผลลัพธ์สุดท้ายของอุบัติเหตุ เช่น บาดเจ็บ พิการ เสียชีวิต หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินนั่นคือ สภาพแวดล้อมของสังคมหรือภูมิหลังของคนใดคนหนึ่ง เช่น สภาพครอบครัวฐานะความเป็นอยู่ การศึกษาอบรม ก่อให้เกิดความบกพร่องผิดปกติของคนนั้น ทัศนคติต่อความปลอดภัยที่ไม่ถูกต้อง ชอบเสี่ยง มักง่าย ก่อให้เกิดการกระทำที่ไม่ปลอดภัยหรือสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจะทำก่อให้เกิดอุบัติเหตุและทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือความสูญเสียตามมา ทฤษฎีโดมิโนนี้ มีผู้เรียกชื่อใหม่เป็น “ลูกโซ่ของอุบัติเหตุ (Accident Chain)การป้องกันอุบัติเหตุตามทฤษฎีโดนิโนตามทฤษฎีโดมิโน หรือลูกโซ่ของอุบัติเหตุ เมื่อโดมิโนตัวที่ 1 ล้มตัวถัดไปก็ล้มตาม ดังนั้นหากไม่ให้โดมิโนตัวที่ 4 ล้ม (ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ) ก็ต้องเอาโดมิโนตัวที่ 3 ออก(กำจัดการกระทำหรือสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย) การบาดเจ็บหรือความเสียหายก็จะไม่เกิดขึ้นการป้องกันอุบัติเหตุตามทฤษฎีโดมิโนหรือลูกโซ่อุบัติเหตุ ก็คือ การตัดลูกโซ่อุบัติเหตุ โดยกำจัดการกระทำหรือสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยออกไปอุบัติเหตุก็ไม่เกิดขึ้น ส่วนการที่จะแก้ไขป้องกันที่โดมิโนโนตัวที่ 1 (สภาพแวดล้อมของสังคมหรือภูมิหลังของบุคคล) หรือตัวที่ 2 (ความบกพร่องผิดปกติของบุคคล)เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและปลูกฝังเป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลแล้วทฤษฎีโดมิโนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน การนำทฤษฎีนี้ไปใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอุบัติเหตุจากการทำงานสามารถแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุ คือ         1. สาเหตุจากการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Act) เป็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในขณะทำงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่นการใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่เป็นเครื่องจักรกลต่าง ๆ โดยพลการหรือไม่ได้รับมอบหมายการทำงานที่มีอัตราเร่งความเร็วของงานและเครื่องจักรเกินกำหนดการถอดอุปกรณ์ป้องกันออกจากเครื่องจักรโดยไม่มีเหตุอันสมควรสมควรการดูแลซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักรในขณะที่กำลังทำงานการใช้เครื่องมืออุปกรณ์เครื่องจักรที่ชำรุดและไม่ถูกวิธีไม่ใส่ใจในคำแนะนำหรือคำเตือนความปลอดภัยทำการเคลื่อนย้ายหรือยกวัสดุที่มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก ด้วยท่าทางหรือวิธีการที่ไม่ปลอดภัยไม่สวมใสอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลการคึกคะนองหรือเล่นตลกขณะทำงาน          2. สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Condition) คือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยโดยรอบตัวของผู้ปฏิบัติงานขณะทำงาน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ เช่นเครื่องจักรไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรที่ออกแบบไม่เหมาะสมกับการใช้งานบริเวณพื้นที่ของการปฏิบัติงานไม่เหมาะสมการจัดเก็บวัสดุสิ่งของอย่างไม่ถูกวิธีการจัดเก็บสารเคมีหรือสารไวไฟที่เป็นอันตรายไม่ถูกวิธี ไม่มีการจัดระเบียบและดูแลความสะดวกของสถานที่ทำงานให้ถูกต้องตามสุขลักษณะแสงสว่างไม่เพียงพอไม่มีระบบระบายและถ่ายเทอากาศที่เหมาะสมไม่มีระบบเตือนภัยที่เหมาะสม

KYT มือชี้-ปากย้ำ

KYT มือชี้-ปากย้ำ“ อุบัติภัยต้องเป็นศูนย์ ”  หลายคนคงเคยได้ยินหรือเห็นป้ายเกี่ยวกับความปลอดภัยมาบ้างแล้ว เนื่องจากในการทำงานแต่ละอย่างล้วนมีอันตรายจากการทำงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรืองาน สำนักงานก็อาจมีอันตรายเช่นกันดังนั้นการสร้างจิตสำนึกในการคำนึงถึง "ความปลอดภัย" ในการทำงานจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ซึ่ง KYT ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการกระตุ้นสร้างจิตสำนึกและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นKYT คืออะไรKYT เป็นเครื่องมือหรือเทคนิคในการวิเคราะห์ความปลอดภัยที่คิดค้นมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยคำว่า เควายที เป็นตัวย่อมาจากภาษาญี่ปุ่นซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้K (Kiken)       หมายถึง     อันตรายY (Yoshi)      หมายถึง     การวิเคราะห์ คาดการณ์ หรือทำนายล่วงหน้าT (Training)  หมายถึง     การฝึกอบรมหัวใจสำคัญของ KYT ?!    หัวใจสำคัญของ KYT มี 4 ประการ คือ1. ปลูกจิตสำนึก ด้านความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง2. คิด พิจารณาก่อนที่จะทำงานก่อนทุกครั้ง ว่าสามารถป้องกันอันตายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไร3. อุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์ ให้คำมั่นสัญญา  หรือปฏิญาณตน ของผู้ปฏิบัติงานก่อนลงมือปฏบัติงานทุกครั้ง4. เตือนตนเอง ก่อนลงมือทำงานทุกอย่างต้องพร้อม และปลอดภัยต่อการทำงาน จึงเริ่มทำงานได้ 4 ขั้นตอนการทำ KYT 1. เพื่อหาอันตายที่มีอยู่ในการทำงาน2. เรียงลำดับความสำคัญของอันตรายแต่ละอย่าง3. มาตรการป้องกัน ควบคุม และแก้ใขให้ดีที่สุด4. เลือกมาตรการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขที่ดีที่สุด ประโยชน์ของ KYT- ปลุกจิตสำนึกในการป้องกันอันตรายจากการทำงาน ด้วยการค้นหาอันตรายต่างๆ- ฝึกให้พนักงานรู้จักอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้- เตือนสติพนักงานก่อนลงมือทำงาน กระตุ้นให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง- ช่วยค้นหาอันตรายที่แอบแฝงอยู่ในการทำงาน ซึ่งอาจเกิดจากผู้ปฏิบัติงานหรือสิ่งแวดล้อม- พนักงานได้มีส่วนร่วมในการค้นหา และกำหนดวิธีการป้องกันอันตรายจากการทำงาน- ทำให้เกิดความสามัคคี ในการดำเนินกิจกรรม สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

การทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง

 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้างพ.ศ. ๒๕๖๔อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป           ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้           "งานก่อสร้าง" หมายความว่า การก่อสร้างสิ่งก่อสร้างทุกชนิด เช่น อาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ถนน อุโมงค์ ท่าเรือ อู่เรือ คานเรือ สะพานเทียบเรือ สะพาน ทางน้ำ ท่อระบายน้ำ ประปา รั้ว กำแพง ประตู ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้าย พื้นที่หรือสิ่งก่อสร้างเพื่อจอดรถ กลับรถ ทางเข้าออกของรถ และหมายความรวมถึงงานต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง ดัดแปลง เคลื่อนย้าย รื้อถอน หรือทำลายสิ่งก่อสร้างนั้นด้วย           "อาคาร" หมายความว่า อาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร           "เขตก่อสร้าง " หมายความว่า พื้นที่ที่ดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงพื้นที่ที่นายจ้างได้กำหนดเพิ่มเติมจากพื้นที่ที่ดำเนินการก่อสร้างตามกฎกระทรวงนี้           "เขตอันตราย" หมายความว่า พื้นที่ที่กำลังก่อสร้าง พื้นที่ที่ติดตั้งนั่งร้าน ปั้นจั่น หรือเครื่องจักรหรือบริภัณฑ์ไฟฟ้าเพื่องานก่อสร้าง พื้นที่ที่เป็นทางลำเลียงวัสดุเพื่องานก่อสร้าง พื้นที่ที่ใช้เป็นสถานที่เก็บเชื้อเพลิงหรือวัตถุระเบิด พื้นที่ที่ลูกจ้างทำงานในที่สูง พื้นที่ที่อาจมีการกระเด็นตกหล่นหรือพังทลายของวัสดุสิ่งของ รวมถึงพื้นที่ที่นายจ้างได้กำหนดเพิ่มเติม           "ค้ำยัน " หมายความว่า ค้ำยันตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน           "เสาเข็ม" หมายความว่า สิ่งที่รับน้ำหนักของโครงสร้างต่าง ๆ โดยถ่ายน้ำหนักจากโครงสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่นสู่ดิน หรือเพื่อใช้เป็นกำแพงกันดิน           "เครื่องตอกเสาเข็ม " หมายความว่า เครื่องจักรและส่วนประกอบที่อาจแยกออกจากกันหรือรวมเป็นชุดเดียวกันเพื่อใช้ในการตอกเสาเข็ม           "เครื่องขุดเจาะ " หมายความว่า เครื่องจักรและส่วนประกอบที่อาจแยกออกจากกันหรือรวมเป็นชุดเดียวกันเพื่อใช้ในการขุดหรือเจาะ           "ค่าความปลอดภัย " หมายความว่า อัตราส่วนของหน่วยแรงหรือน้ำหนักบรรทุกที่ทำให้เกิดการวิบัติต่อหน่วยแรงหรือน้ำหนักบรรทุกที่ใช้งานจริง           "กำแพงพืด" หมายความว่า สิ่งก่อสร้างที่เป็นกำแพงหรือผนังต่อเนื่องของโครงสร้างที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่ใต้ดินเพื่อรับแรงหรือน้ำหนัก           "ลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว " หมายความว่า เครื่องสำหรับใช้ขนส่งวัสดุขึ้นลงเป็นการชั่วคราวประกอบด้วยหอลิฟต์หรือปล่องลิฟต์ ตัวลิฟต์ และเครื่องจักร           "ลิฟต์โดยสารชั่วคราว" หมายความว่า เครื่องสำหรับใช้ขนส่งบุคคลขึ้นลงเป็นการชั่วคราวประกอบด้วยหอลิฟต์หรือปล่องลิฟต์ ตัวลิพต์ และเครื่องจักร           "ลวดสสิง" หมายความว่า เชือกที่ทำด้วยเส้นลวดหลายเส้นที่ตีเกสียวรอบแกนชั้นเดียวหรือหลายชั้น           "รอก" หมายความว่า อุปกรณ์ผ่อนแรงมีลักษณะคล้ายล้อเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสิ่งของโดยร้อยไว้กับเชือก โซ่ หรือลวดสลิง เพื่อใช้ในการทำงนก่สร้าง           "งานก่อสร้างในน้ำ " หมายความว่า งานก่อสร้างทุกประเภทในน้ำหรือบนสิ่งก่อสร้างที่อยู่เหนือน้ำ รวมถึงการก่อสร้างที่ใช้เรือ แคร่ลอย หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้งานในลักษณะเดียวกัน           "บริภัณฑ์ไฟฟ้า" หมายความว่า บริภัณฑ์ไฟฟ้าตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า           "นั่งร้าน " หมายความว่า นั่งร้านตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน           "แคร่ลอย " หมายความว่า เรือ แพ โป๊ะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน           "ผู้ควบคุมงาน" หมายความว่า ผู้ซึ่งรับผิดชอบในการอำนวยการหรือควบคุมดูแลงานก่อสร้างตามลักษณะและประเภทของงาน           "วิศวกร" หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิซาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรหมวด ๑บททั่วไป                      ข้อ ๓ ก่อนเริ่มงานก่อสร้างไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ให้นายจ้างแจ้งข้อมูลงานก่อสร้าง ดังต่อไปนี้ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย(๑) งานอาคารที่มีพื้นที่รวมกันทุกชั้นหรือชั้นใดชั้นหนึ่งในหลังเดียวกันเกิน ๒,๐๐๐ ตารางเมตร หรืออาคารที่มีความสูงตั้งแต่ ๑๕ เมตรขึ้นไป และมีพื้นที่รวมกันทุกชั้น หรือชั้นใดชั้นหนึ่งในหลังเดียวกันเกิน ๑,๐๐๐ ตารางเมตร(๒) งานอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ ๒๓ เมตรขึ้นไป(๓) งานสะพานที่มีความยาวระหว่างกึ่งกลางตอม่อแรกถึงกึ่งกลางตอมอสุดท้ายตั้งแต่ ๓๐ เมตรขึ้นไป งานสะพานข้ามทางแยกหรือทางยกระดับ สะพานกลับรถ หรือทางแยกต่างระดับงานขุด งานซ่อมแซม หรืองานรื้อถอนระบบสาธารณูปโภคที่สึกตั้งแต่ ๓ เมตรขึ้นไป(๔) งานขุด งานซ่อมแซม หรืองานรื้อถอนระบบสาธารณูปโภคที่ลึกตั้งแต่ ๓ เมตรขึ้นไป (๕) งานอุโมงค์หรือทางลอด(๖) งานก่อสร้างอื่นที่อธิบดีประกาศกำหนดการแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้แจ้งด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย           ข้อ ๔ นายจ้างต้องดำเนินการให้พื้นที่ทำงานก่อสร้างมีความมั่นคงแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุในงานก่อสร้างได้อย่างปลอดภัย                      ข้อ ๕ นายจ้างต้องจัดให้มีผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ตรวจความปลอดภัยในการทำงานก่อนการทำงานและขณะทำงานทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย           ข้อ ๖ นายจ้างต้องจัดให้มีการรักษาความสะอาดในบริเวณเขตก่อสร้าง โดยจัดเก็บวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างให้เรียบร้อย และแยกของเหลือใช้หรือขยะทั้งที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย           ข้อ ๗ ในกรณีที่จะต้องมีการขนย้ายดินที่ขุดออกจากเขตก่อสร้าง นายจ้างต้องจัดให้มีสถานที่เก็บกองดินที่จะขนย้ายที่เหมาะสมและต้องกำหนดมาตรการป้องกันอันตรายอันเกิดจากการเก็บกองดินนั้น รวมทั้งการฟุ้งกระจายของฝุ่นอันเกิดจากดินดังกล่าวด้วย           ข้อ ๘ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานก่อสร้างบนพื้นต่างระดับที่มีความสูงตั้งแต่ ๑.๕- เมตรขึ้นไปนายจ้างต้องจัดให้มีบันไดหรือทางลาดพร้อมทั้งติดตั้งราวกันตกตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือมาตรการอื่นใดเพื่อให้เกิดความปลอดภัย           ข้อ ๙ นายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างทำงานก่อสร้างในขณะที่เกิดภัยธรรมชาติ หรือมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือมีเหตุอื่นใดที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างเว้นแต่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในงานก่อสร้างหรือเพื่อการช่วยเหลือหรือการบรรเทาเหตุ โดยให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน ก่อนเข้าทำงาน และกำหนดมาตรการป้องกันอันตรายของลูกจ้างนั้นด้วย           ข้อ ๑๐ นายจ้างต้องจัดให้มีแสงสว่างฉุกเฉินในเขตก่อสร้างให้เพียงพอเพื่อใช้ในเวลาที่ไฟฟ้าดับ           ข้อ ๑๑ นายจ้างต้องติดป้ายเตือนอันตราย สัญญาณแสงสีส้ม ณ ทางเข้าออกของยานพาหนะทุกแห่ง และจัดให้มีผู้ให้สัญญาณในขณะที่มียานพาหนะเข้าออกเขตก่อสร้าง           ข้อ ๑๒ นายจ้างต้องติดป้ายแสดงหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน เช่น โรงพยาบาล หน่วยงานดับเพลิง หน่วยงานบรรเทาสาธารถภัยที่ใกล้ที่สุดไว้ ณ เขตก่อสร้างให้เห็นได้อย่างชัดเจน           ข้อ ๑๓ นายจ้างต้องติดหรือตั้งป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายและเครื่องหมายป้ายบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะงาน เช่น ห้ามเข้า เขตอันตราย ระวังวัสดุตกหล่น ให้สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือข้อความอื่นที่เข้าใจง่ายและเห็นได้อย่างชัดเจน           ข้อ ๑๔ ในการรับส่งลูกจ้างในระหว่างการทำงาน นายจ้างต้องใช้ยานพาหนะที่เหมาะสมและปลอดภัย           ข้อ ๑๕ นายจ้างต้องกำหนดบริเวณเขตก่อสร้าง โดยทำรั้วสูงไม่น้อยกว่า ๒ เมตรที่มั่นคงแข็งแรงไว้ตลอดแนวเขตก่อสร้าง หรือกั้นเขตด้วยวัสดุที่เหมาะสมตามลักษณะงาน และมีป้าย"เขตก่อสร้าง" แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน และห้ามมีให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเขตก่อสร้างนั้น           ข้อ ๑๖ นายจ้างต้องกำหนดเขตอันตรายในเขตก่อสร้าง โดยจัดทำรั้วหรือกั้นเขตด้วยวัสดุที่เหมาะสมกับอันตรายนั้น และมีป้าย "เขตอันตราย" แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน และในเวลากลางคืนต้องจัดให้มีสัญญาณไพสีส้มตลอดเวลา และห้ามมีให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเขตอันตรายนั้น           ข้อ ๑๗ นายจ้างอาจอนุญาตให้บุคคลใดเข้าพักหรืออาศัยในอาคารที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างหรือในเขตก่อสร้างได้หากได้จัดให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยและได้รับความเห็นชอบ เป็นหนังสือจากวิศวกร และให้ปิดประกาศสำเนาหนังสือดังกล่าวไว้ ณ ที่ก่อสร้าง และต้องจัดให้มีผู้ทำหน้าที่ดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรการนั้นตลอดระยะเวลาที่มีการก่อสร้าง           ข้อ ๑๘ ในการอนุญาตตามข้อ ๑๗ นายจ้างต้อง(๑) ติดป้ายแสดงเขตที่พักอำศัยให้เห็นได้อย่างชัดเจน ณ บริเวณที่พักอาศัย(๒) จัดทำรั้วที่พักอำศัยให้มั่นคงแข็งแรง(๓) กำหนดทางเข้าออกและจัดให้มีทางเดินเข้าออกที่พักอาศัยโดยมิให้ผ่านเขตอันตราย หากจำเป็นต้องผ่านเขตอันตราย ต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง รวมทั้งต้องมีมาตรการป้องกันอันตรายจากสิ่งของตกจากที่สูงด้วย           ข้อ ๑๙ ในกรณีที่มีทางร่วมหรือทางแยกในเขตก่อสร้าง นายจ้างต้องติดตั้งป้ายสัญลักษณ์เตือนหรือบังคับ และสัญญาณแสงสีส้ม เพื่อแสดงว่าข้างหน้าเป็นทางร่วมหรือทางแยก และต้องติดตั้งกระจกนูนหรืออุปกรณ์อื่นที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกันขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตรบริเวณทางขนส่งที่เลี้ยวโค้งหรือหักมุม เพื่อให้ลูกจ้างและผู้ขับขี่ยานพาหนะที่กำลังสวนทางมามองเห็นได้อย่างชัดเจน           ข้อ ๒๐ นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตลอดเวลาที่ทำงานก่อสร้าง           ข้อ ๒๑ สำเนาเอกสารตามข้อ ๓๐ ข้อ ๓๒ ข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ ข้อ ๔๙ ข้อ ๕๗ ข้อ ๖๒ และข้อ ๖๓ จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้หมวด๒งานเจาะและงานขุด           ข้อ ๒๒ การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ในบริเวณที่มีสาธารณูปโภคซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อลูกจ้างหรือบุคคลอื่น นายจ้างต้องจัดให้มีการเคลื่อนย้ายสาธารณูปโภคเหล่านั้น ในกรณีที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้เพราะเหตุที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นได้รับอันตรายจากการเจาะหรือขุดดังกล่าว           ข้อ ๒๓ การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดให้มีราวกันตกตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และป้ายเตือนอันตรายที่เห็นได้อย่างชัดเจนตามลักษณะของงานตลอดเวลาทำงาน และในเวลากลางคืนต้องจัดให้มีสัญญาณแสงสีส้มหรือป้ายสีสะท้อนแสงเตือนอันตรายให้เห็นได้อย่างชัดเจนและเหมาะสมกับสภาพของลักษณะงาน           ข้อ ๒๔ การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกันที่ลูกจ้างอาจพลัดตก นายจ้างต้องจัดให้มีแผ่นโลหะหรือวัสดุอื่นที่มีความแข็งแรงเพียงพอปิดคลุมบนบริเวณดังกล่าว และทำราวล้อมกั้นด้วยไม้ โลหะ หรือวัสดุอื่นที่มีคุณสมบัติเท่าเทียมกันในกรณีที่การเจาะหรือขุดนั้นไม่อาจทำการปิดคลุมได้ ให้ทำราวล้อมกั้นตามวรรคหนึ่ง           ข้อ ๒๕ ในบริเวณที่มีการเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดให้มีปลอกเหล็ก แผ่นเหล็ก ค้ำยัน หรืออุปกรณ์อื่นที่มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากดินพังทลาย และต้องจัดให้มีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงเพื่อให้เกิดความปลอดภัย โดยได้รับความเห็นชอบจากวิศวกร           ข้อ ๒๖ การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกันที่ลึกตั้งแต่ ๒ เมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณ ออกแบบ และกำหนดขั้นตอนการดำเนินการ โดยวิศวกรก่อนลงมือปฏิบัติงาน และต้องปฏิบัติตามแบบและขั้นตอนดังกล่าว รวมทั้งต้องติดตั้งสิ่งป้องกันดินพังทลายไว้ด้วย          ข้อ ๒๗ ในกรณีที่ใช้ปั้นจั่นหรือเครื่องจักรหนักปฏิบัติงาน หรือมีกองวัสดุหรืออุปกรณ์หนัก อยู่บริเวณใกล้ปากรู หลุม บ่อ คู หรือพื้นที่อื่นที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดให้มีการป้องกัน ดินพังทลายโดยติดตั้งเสาเข็มพืด (sheet pile) หรือโดยวิธีอื่นตามความเหมาะสมและมั่นคงแข็งแรง โดยได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากวิศวกร และให้ปิดประกาศสำเนาหนังสือดังกล่าวไว้ ณ สถานที่ก่อสร้าง           ข้อ ๒๘ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องลงไปทำงานในรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ และต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึง อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานก่อนเข้าทำงาน หากลูกจ้างต้องลงไปทำงานในสถานที่ตามวรรคหนึ่งที่มีความลึกตั้งแต่ ๒ เมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มี(๑) ทางขึ้นลงที่มั่นคงแข็งแรง สะดวก และปลอดภัย (๒) เครื่องสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย (๓) ระบบการถ่ายเทอากาศและแสงสว่างที่เพียงพอและเหมาะสม(๔) ผู้ควบคุมงานซึ่งมีประสบการณ์ด้านงานดินและผ่านการอบรมหลักสูตรการช่วยเหลือ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ประจำบริเวณปากรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาทำงาน(๕) อุปกรณ์เพื่อการสื่อสารหรือรับส่งสัญญาณในกรณีฉุกเฉินระหว่างผู้ควบคุมงานกับลูกจ้าง ซึ่งต้องลงไปทำงานในรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน(๖) สายหรือเชือกช่วยชีวิต และเข็มขัดนิรภัยที่เหมาะสมกับลักษณะงานพร้อมอุปกรณ์ ที่สามารถเกาะเกี่ยวได้เพื่อช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน           ข้อ ๒๙ นายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างลงไปทำงานในรู หลุม บ่อ คู หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะ เดียวกันที่มีขนาดกว้างน้อยกว่า ๗๕ เซนติเมตร และมีความลึกตั้งแต่ ๒ เมตรขึ้นไปหมวด ๓ งานก่อสร้างที่มีเสาเข็มและกำแพงพืด           ข้อ ๓๐ ในการประกอบ ติดตั้ง ทดสอบ ตรวจสอบ ใช้ ซ่อมบำรุง เคลื่อนย้าย และรื้อถอน เครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะ นายจ้างต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งาน ที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ หากไม่มีรายละเอียดคุณลักษณะ และคู่มือการใช้งานดังกล่าว นายจ้างต้องดำเนินการ ให้วิศวกรเป็นผู้จัดทำรายละเอียดคุณลักษณะ และคู่มือการใช้งานเป็นหนังสือ และต้องมีสำเนาเอกสาร ดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ รายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามวรรคหนึ่งต้องเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่น ที่ลูกจ้างสามารถศึกษาและปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการทำงานได้           ข้อ ๓๑ เครื่องตอกเสาเข็มตามข้อ ๓๐ อย่างน้อยต้องมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้(๑) โครงเครื่องตอกเสาเข็มต้องสร้างด้วยโลหะที่มีจุดคราก (yield point) ไม่น้อยกว่า ๒,๔๐๐ กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร(๒) โครงเครื่องตอกเสาเข็มต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๒ (๓) โครงเครื่องตอกเสาเข็มต้องมีการยึดโยง ค้ำยัน หรือตรึงให้มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย(๔) คานติดตั้งรอกและฐานรองรับคานต้องสามารถรับน้ำหนักรอก ลูกตุ้มและน้ำหนักเสาเข็ม รวมกันโดยมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๕(๕) รางเลื่อนเครื่องตอกเสาเข็มต้องสามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่าสองเท่าของน้ำหนัก ที่ใช้งานจริง(๖) ในกรณีที่ใช้เครื่องตอกเสาเข็มระบบดีเซลแฮมเมอร์ อุปกรณ์ที่ใช้ยึดกับโครงเครื่องตอกเสาเข็ม ต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๖           ข้อ ๓๒ เมื่อติดตั้งเครื่องตอกเสาเข็มแล้วเสร็จ นายจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรตรวจสอบ และรับรองว่าถูกต้องเป็นไปตามรายละเอียดคุณลักษณะตามข้อ ๓๑ แล้ว จึงใช้เครื่องตอกเสาเข็มนั้นได้ และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๓๓ ก่อนเริ่มงานเสาเข็ม งานกำแพงพืด และเครื่องขุดเจาะในแต่ละวัน นายจ้าง ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของชิ้นส่วนหรือกลไกการทำงานของเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และพื้นที่การทำงาน ดังต่อไปนี้(๑) ตรวจสอบอุปกรณ์ รางเลื่อน แม่แรง และส่วนประกอบของเครื่องตอกเสาเข็มให้อยู่ใน สภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย(๒) ตรวจสอบอุปกรณ์และส่วนประกอบของเครื่องขุดเจาะให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่าง ปลอดภัย(๓) ตรวจสอบบริเวณพื้นที่การทำงานเสาเข็มและกำแพงพืดให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอทั้งนี้ นายจ้างต้องเก็บเอกสารผลการตรวจสอบดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัย ตรวจสอบได้           ข้อ ๓๔ กรณีที่ต้องใช้เครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะที่มีควันไอเสีย นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ควันไอเสียของเครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะฟุ้งกระจายเป็นอันตราย ต่อลูกจ้าง           ข้อ ๓๕ ในกรณีที่มีการติดตั้ง เคลื่อนย้าย หรือการทำงานของเครื่องตอกเสาเข็ม หรือ เครื่องขุดเจาะอยู่ใกล้สายไฟฟ้า นายจ้างต้องดำเนินการให้มีระยะห่างและมาตรการป้องกันอันตราย ตามมาตรฐานที่สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือการไฟฟ้าประจำ ท้องถิ่นกำหนด           ข้อ ๓๖ ในกรณีที่มีการติดตั้ง หรือการใช้เครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะ หรือการยก เคลื่อนย้าย เครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะที่อยู่ใกล้เสาส่งคลื่นโทรคมนาคม ก่อนให้ลูกจ้างทำงาน นายจ้างต้องต่อสายตัวนำกับเครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะเพื่อให้ประจุไฟฟ้าไหลลงดิน ตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยที่สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำหนด           ข้อ ๓๗ ในกรณีที่เครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะขัดข้อง ชำรุด หรืออยู่ในสภาพที่ ไม่ปลอดภัย นายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างใช้เครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะดังกล่าว และติดป้ายห้ามใช้ งานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน จนกว่าจะได้ซ่อมแซมแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย เสียก่อน           ข้อ ๓๘ การปฏิบัติงานเกี่ยวกับเครื่องตอกเสาเข็มระบบไอน้ำ ระบบลม ระบบไฮดรอลิค ระบบเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน ระบบดีเซลแฮมเมอร์ หรือระบบอื่น รวมถึงเครื่องขุดเจาะ นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้างตามมาตรฐานที่สมาคมวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำหนด           ข้อ ๓๙ ในบริเวณที่มีการตอกเสาเข็มหรือการทำงานขุดเจาะสำหรับงานเสาเข็ม นายจ้าง ต้องดำเนินการไม่ให้มีสิ่งกีดขวางสายตาผู้บังคับเครื่องตอกเสาเข็มหรือเครื่องขุดเจาะที่จะมองเห็น การทำงานตอกเสาเข็มหรือขุดเจาะ           ข้อ ๔๐ นายจ้างต้องจัดให้มีป้ายพิกัดน้ำหนักยกและป้ายแนะนำการใช้เครื่องตอกเสาเข็ม ไว้ที่จุดหรือตำแหน่งที่ผู้บังคับเครื่องตอกเสาเข็มเห็นได้อย่างชัดเจน           ข้อ ๔๑ ในการทำงานบังคับเครื่องตอกเสาเข็ม นายจ้างต้องจัดให้มีโครงเหล็กและหลังคา ลวดตาข่ายกันของตกอยู่เหนือศีรษะของผู้บังคับเครื่องตอกเสาเข็ม โดยต้องมีขนาดช่องลวดตาข่าย แต่ละด้านไม่เกิน ๒๐ มิลลิเมตร และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดไม่น้อยกว่า ๑.๒๕ มิลลิเมตร ทั้งนี้ อย่างน้อยต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เว้นแต่อุปกรณ์เครื่องตอกเสาเข็มนั้น จะมีหลังคาซึ่งมีความแข็งแรงปลอดภัย           ข้อ ๔๒ ในการใช้เสาเข็มที่มีรูกลวงตรงกลางด้านในเสาเข็ม หรือรูกลวงบนพื้นดินที่เกิดจาก งานเสาเข็มหรืองานขุดเจาะ ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ ๑๕ เซนติเมตรขึ้นไป เมื่องานเสาเข็ม หรืองานขุดเจาะนั้นแล้วเสร็จแต่ละหลุม นายจ้างต้องจัดให้มีการปิดปากรูกลวงทันทีด้วยวัสดุที่มี ความแข็งแรงที่สามารถป้องกันมิให้สิ่งของหรือผู้ใดตกไปในรูได้           ข้อ ๔๓ งานเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ ๗๐ เซนติเมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรที่มีประสบการณ์ด้านเสาเข็มเจาะประจำสถานที่ก่อสร้างตลอดเวลาทำงาน ของลูกจ้าง และลูกจ้างซึ่งทำงานต้องมีความชำนาญงานเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่           ข้อ ๔๔ ในกรณีที่มีการทดสอบการรับน้ำหนักเสาเข็มเพื่อการก่อสร้าง นายจ้าง ต้องกำหนดพื้นที่การทดสอบการรับน้ำหนักเสาเข็มเป็นเขตอันตราย และจัดให้มีวิศวกรควบคุมดูแล การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็ม โดยจัดให้มีการตรวจสอบวิธีการ ขั้นตอน และอุปกรณ์ ที่ใช้ในการทดสอบตามที่วิศวกรกำหนด เช่น แม่แรง มาตรวัด การยึดกับเสาเข็มสมอ แท่นรับน้ำหนัก บรรทุก คานที่ใช้ทดสอบ โดยแสดงรายการคำนวณความแข็งแรงของอุปกรณ์ทดสอบทั้งหมด ให้สามารถรับน้ำหนักทดสอบได้อย่างปลอดภัยในกรณีที่มีสิ่งบอกเหตุที่อาจทำให้เกิดอันตรายในระหว่างการทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุก ของเสาเข็ม ให้นายจ้างหยุดการทดสอบนั้นทันที           ข้อ ๔๕ นายจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ควบคุมการทำงานด้านกำแพงพืด อยู่ประจำสถานที่ก่อสร้างตลอดเวลาทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง           ข้อ ๔๖ ในระหว่างการก่อสร้างชั้นใต้ดินและมีการขุดดินออกจากบริเวณกำแพงพืด นายจ้าง ต้องติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าการเคลื่อนตัว เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนตัวของกำแพงพืด และเตือนอันตราย ที่อาจจะเกิดแก่ลูกจ้าง ในกรณีที่ปรากฎการเคลื่อนตัวของกำแพงพืดมากกว่าที่วิศวกรกำหนด หรือมีสิ่งบอกเหตุ หรือ พฤติการณ์ที่อาจจะเกิดอันตรายแก่ลูกจ้าง นายจ้างต้องสั่งให้หยุดการทำงานและจัดให้มีการเคลื่อนย้าย ลูกจ้างออกจากบริเวณนั้นทันที เว้นแต่เป็นการทำงานเพื่อบรรเทาอันตรายที่เกิดขึ้น นายจ้างต้องจัดให้มี มาตรการป้องกันอันตรายเป็นกรณีพิเศษหมวด ๔ ลิฟต์ชั่วคราวที่ใช้ในงานก่อสร้าง            ข้อ ๔๗ ในการสร้าง ประกอบ ติดตั้ง ทดสอบ ตรวจสอบ ใช้ ซ่อมบำรุง และรื้อถอน ลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ลิฟต์โดยสารชั่วคราว ลิฟต์ที่ใช้ทั้งขนส่งวัสดุและโดยสารชั่วคราว นายจ้างต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ หากไม่มีรายละเอียด คุณลักษณะและคู่มือการใช้งานดังกล่าว นายจ้างต้องดำเนินการให้วิศวกรเป็นผู้จัดทำรายละเอียด คุณลักษณะและคู่มือการใช้งานเป็นหนังสือ และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัย ตรวจสอบได้รายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามวรรคหนึ่งต้องเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่น ที่ลูกจ้างสามารถศึกษาและปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการทำงานได้ในกรณีที่มีการสร้างลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ลิฟต์โดยสารชั่วคราว และลิฟต์ที่ใช้ทั้งขนส่งวัสดุ และโดยสารชั่วคราว นายจ้างต้องจัดให้มีข้อกำหนดในการสร้างและข้อปฏิบัติในการใช้ และต้องมีสำเนา เอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๔๘ เมื่อติดตั้งลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ลิฟต์โดยสารชั่วคราว และลิฟต์ที่ใช้ทั้งขนส่งวัสดุ และโดยสารชั่วคราวแล้วเสร็จ นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบก่อนการใช้งาน โดยวิศวกรและ รับรองว่าถูกต้องเป็นไปตามรายละเอียดตามข้อ ๔๗ และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจ ความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๔๙ นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของลิฟต์ขนส่ง วัสดุชั่วคราว ลิฟต์โดยสารชั่วคราว หรือลิฟต์ที่ใช้ทั้งขนส่งวัสดุและโดยสารชั่วคราวอย่างน้อยเดือนละ หนึ่งครั้ง โดยวิศวกรเป็นผู้ควบคุมและบันทึกวันเวลาที่ตรวจสอบ และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าว ไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๕๐ นายจ้างต้องติดป้ายบอกน้ำหนักบรรทุกสูงสุดสำหรับลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว หรือป้ายบอกน้ำหนักบรรทุกและจำนวนผู้โดยสารสูงสุดสำหรับลิฟต์โดยสารชั่วคราว หรือลิฟต์ที่ใช้ ทั้งขนส่งวัสดุและโดยสารชั่วคราวไว้ภายในและภายนอกลิฟต์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน           ข้อ ๕๑ นายจ้างต้องควบคุมดูแลมิให้บุคคลใดโดยสารลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว และให้ติดป้าย ห้ามโดยสารให้เห็นได้อย่างชัดเจน เว้นแต่เป็นการติดตั้ง ตรวจสอบ บำรุงรักษา และรื้อถอนโดยผู้ซึ่ง มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายด้วย           ข้อ ๕๒ นายจ้างต้องควบคุมดูแลมิให้บุคคลใดโดยสารบนหลังคาลิฟต์โดยสารชั่วคราว เว้นแต่เป็นการติดตั้ง ตรวจสอบ บำรุงรักษา และรื้อถอนโดยผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และ ต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายด้วย           ข้อ ๕๓ การใช้ลิฟต์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ลิฟต์โดยสารชั่วคราว หรือลิฟต์ที่ใช้ทั้งขนส่ง วัสดุและโดยสารชั่วคราว นายจ้างต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน ดังต่อไปนี้(๑) จัดให้มีข้อกำหนดการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยในการทำงานติดไว้บริเวณที่มี การใช้ลิฟต์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน และควบคุมดูแลให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวโดยเคร่งครัด(๒) จัดให้มีลูกจ้างซึ่งอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีที่ได้รับการฝึกอบรมการบังคับลิฟต์ อย่างปลอดภัยมาแล้ว ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับลิฟต์ประจำตลอดเวลาที่ใช้ลิฟต์(๓) บริเวณที่ผู้บังคับลิฟต์ทำงานต้องจัดให้มีหลังคาที่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ เพื่อป้องกัน มิให้เกิดอันตรายจากการตกหล่นของวัสดุสิ่งของ(๔) ก่อนการใช้งานทุกวัน ให้มีการตรวจสอบลิฟต์ หากส่วนใดชำรุดเสียหาย ต้องซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน(๕) ในกรณีที่ลิฟต์ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่มีผู้บังคับลิฟต์ ต้องปิดสวิตช์ พร้อมทั้ง ใส่กุญแจและติดป้ายห้ามใช้ลิฟต์ให้ลูกจ้างทราบ(๖) จัดวางและป้องกันมิให้วัสดุตกหรือยื่นเข้าไปในโครงหอลิฟต์ (๗) ในการใช้ลิฟต์ขนรถหรือเครื่องมือที่มีล้อ ต้องป้องกันมิให้รถหรือเครื่องมือนั้นเคลื่อนที่ได้ (๘) จัดให้มีสัญญาณเตือนเป็นเสียงหรือแสงเมื่อมีการใช้ลิฟต์หมวด ๕เชือก ลวดสลิง และรอก            ข้อ ๕๔ การนำเชือกหรือลวดสลิงมาใช้กับรอก นายจ้างต้องควบคุมดูแลให้มีการใช้เชือก หรือลวดสลิงที่มีขนาดเหมาะสมกับร่องรอก และเชือกหรือลวดสลิงต้องไม่ชำรุดเสียหาย จนทำให้ ขาดความแข็งแรงทนทาน           ข้อ ๕๕ ในกรณีมีจุดที่เชือกหรือลวดสลิงจะครูดได้ นายจ้างต้องจัดหาลูกกลิ้ง หรือวัสดุ อย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันรองที่จุดนั้นเพื่อป้องกันการครูดหมวด ๖ทางเดินชั่วคราวยกระดับสูง            ข้อ ๕๖ ในงานก่อสร้างที่มีทางเดินชั่วคราวยกระดับสูงตั้งแต่ ๑.๕๐ เมตรขึ้นไป นายจ้าง ต้องจัดให้มีการสร้างทางเดินนั้นด้วยวัสดุที่มีความแข็งแรงสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกจรได้ ตามสภาพ การใช้งานจริงแต่ต้องไม่น้อยกว่า ๒๕๐ กิโลกรัมต่อตารางเมตร โดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า ๔๕ เซนติเมตร และต้องมีราวกันตกตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดทางเดินนั้นหมวด ๗งานอุโมงค์            ข้อ ๕๗ นายจ้างต้องจัดให้มีคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ในอุโมงค์และมอบให้ลูกจ้างที่ทำงานในอุโมงค์สามารถศึกษาได้ตลอดเวลา จัดให้มีการอบรมลูกจ้าง ก่อนเข้าทำงานในอุโมงค์ และให้ลูกจ้างที่ผ่านการอบรมเข้าทำงาน รวมทั้งต้องอบรมทบทวน หรือเพิ่มเติมเป็นประจำไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงาน ตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้คู่มือการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยในการทำงานในอุโมงค์ อย่างน้อยต้องประกอบด้วย หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการทำงานในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน วิธีใช้อุปกรณ์ระบบการสื่อสาร อุปกรณ์ สัญญาณแจ้งเหตุ ตลอดจนการใช้สัญลักษณ์ และพื้นที่งานส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์           ข้อ ๕๘ ในการขุดเจาะอุโมงค์ นายจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ด้านอุโมงค์ และด้านปฐพีวิศวกรรมเป็นผู้ออกแบบและกำหนดวิธีปฏิบัติงาน และต้องมีวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ ด้านงานขุดเจาะอุโมงค์เป็นผู้ควบคุมงานตลอดเวลาการขุดเจาะอุโมงค์โดยใช้วัตถุระเบิด นายจ้างต้องจัดให้มีผู้ชำนาญการด้านวัตถุระเบิด เป็นผู้ควบคุมการใช้และปริมาณการใช้วัตถุระเบิด และต้องมีวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ด้านงานขุดเจาะ อุโมงค์โดยใช้วัตถุระเบิดเป็นผู้ควบคุมงานและกำหนดวิธีป้องกันอันตรายตลอดเวลาทำงานหมวด ๘งานก่อสร้างในน้ำ            ข้อ ๕๙ ก่อนให้ลูกจ้างทำงานก่อสร้างในน้ำ นายจ้างต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้(๑) จัดทำแผนการปฏิบัติงานและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน และติดประกาศหรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษร(๒) จัดทำแผนฉุกเฉินกรณีเกิดภัยจากธรรมชาติหรือเหตุอื่นอันอาจก่อให้เกิดอันตรายใน งานก่อสร้างในน้ำ และจัดให้มีการอบรมและฝึกซ้อมตามแผนฉุกเฉินนั้น(๓) จัดให้มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตตามข้อกำหนดของกรมเจ้าท่าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ชูชีพ เข็มขัดนิรภัย สายชูชีพ และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอื่น ๆ โดยมีจำนวนไม่น้อยกว่า จำนวนลูกจ้างซึ่งทำงานก่อสร้างในน้ำ(๔) จัดให้มีการตรวจสอบการขึ้นลงของระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอ เว้นแต่สภาพของพื้นที่ ไม่มีการขึ้นลงของระดับน้ำ           ข้อ ๖๐ ในกรณีที่มีการใช้บริภัณฑ์ไฟฟ้าในงานก่อสร้างในน้ำ นายจ้างต้องจัดให้มีและ ดูแลให้บริภัณฑ์ไฟฟ้านั้นเป็นชนิดที่สามารถป้องกันน้ำและความชื้นซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือ ในกรณีที่มีการทำงานที่มีไอระเหยของสารเคมีที่มีความไวไฟต้องมีมาตรการที่ป้องกันการลุกไหม้ หรือการระเบิดจากสารเคมีนั้น           ข้อ ๖๑ ในการทำงานบนแคร่ลอย นั่งร้าน หรือส่วนของสิ่งก่อสร้างเหนือพื้นน้ำ นายจ้าง ต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้(๑) ยึดโยงหรือติดตรึงโครงสร้างรองรับและโครงเครื่องจักร รวมทั้งอุปกรณ์ที่ติดตั้ง บนแคร่ลอย นั่งร้าน หรือส่วนของสิ่งก่อสร้างให้มั่นคงปลอดภัย(๒) จัดทำและดูแลสะพานทางเดินและบันไดเชื่อมต่อระหว่างแคร่ลอยกับฝั่ง หรือสถานที่อื่น ที่อยู่ใกล้เคียงให้มั่นคงปลอดภัย พร้อมจัดให้มีราวกันตกตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดทางเดินหรือบันไดนั้น(๓) ดูแลให้เกิดความปลอดภัยและรักษาความสะอาดพื้นแคร่ลอย นั่งร้าน หรือส่วนของ สิ่งก่อสร้างตลอดเวลาทำงาน(๔) ควบคุมให้ลูกจ้างสวมใส่ชูชีพตลอดเวลาทำงาน และถ้ามีการทำงานในเวลากลางคืน ชูชีพนั้นต้องติดพรายน้ำหรือวัสดุเรืองแสงด้วย หมวด ๙งานรื้อถอนหรือทำลายสิ่งก่อสร้าง            ข้อ ๖๒ การรื้อถอนหรือทำลายสิ่งก่อสร้างที่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร นายจ้างต้องเก็บเอกสารหลักฐานการอนุญาตนั้นไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ และนายจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรกำหนดขั้นตอนและวิธีการรื้อถอนหรือทำลายให้เหมาะสมกับลักษณะงาน จัดให้มีการอบรมหรือชี้แจงลูกจ้างเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการรื้อถอนหรือทำลายก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงาน และควบคุมดูแลการทำงานของลูกจ้างให้มีความปลอดภัย และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้ พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๖๓ การรื้อถอนหรือทำลายสิ่งก่อสร้างที่ไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วย การควบคุมอาคาร นายจ้างต้องกำหนดขั้นตอนและวิธีการรื้อถอนหรือทำลายให้เหมาะสมกับลักษณะงาน รวมทั้งจัดการอบรมหรือชี้แจงลูกจ้างก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๖๔ การรื้อถอนหรือทำลายสิ่งก่อสร้าง นายจ้างต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัย ดังต่อไปนี้(๑) ตัดไฟฟ้า ก๊าซ ประปา ไอน้ำ หรือพลังงานอย่างอื่นที่ใช้อยู่ในสิ่งที่จะรื้อถอนทำลาย(๒) ขจัดหรือเคลื่อนย้ายสารเคมี ถังก๊าซ วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด หรือวัตถุอันตรายอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันให้ออกจากบริเวณที่ทำการรื้อถอนหรือทำลายให้ถูกวิธีและปลอดภัย(๓) นำวัสดุแหลมคม กระจก หรือวัสดุอื่นที่อาจหลุดร่วงหรือแตกได้ง่ายออกให้หมด ก่อนการรื้อถอนทำลาย(๔) จัดให้มีแผงรับวัสดุที่อาจร่วงหล่นจากการรื้อถอนหรือทำลายนั้น และแผงรับ วัสดุดังกล่าวต้องมีความมั่นคงแข็งแรงและขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถรองรับวัสดุที่ร่วงหล่นได้ อย่างปลอดภัย(๕) จัดให้มีหลังคาที่มีความมั่นคงแข็งแรงครอบตลอดทางเดินบริเวณซื้อถอน หรือวิธีการอื่นใด ที่เหมาะสมกรณีต้องเดินใกล้บริเวณพื้นที่ที่มีงานรื้อถอนหรือทำลาย(๖) จัดให้มีการฉีดน้ำหรือใช้วิธีอื่นที่เหมาะสมเพื่อป้องกันหรือขจัดฝุ่นตลอดเวลาทำงานในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ หรือพลังงานอย่างอื่นในระหว่างการรื้อถอนหรือ ทำลาย นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายในการใช้สิ่งเหล่านั้น           ข้อ ๖๕ ในกรณีที่รื้อถอนหรือทำลายสิ่งก่อสร้างด้วยวัตถุระเบิด นายจ้างต้องจัดให้มี ผู้ชำนาญการด้านวัตถุระเบิด และวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ด้านการรื้อถอนหรือทำลายด้วยวัตถุระเบิด เป็นผู้ควบคุมงานและกำหนดวิธีป้องกันอันตรายตลอดเวลาทำงาน           ข้อ ๖๖ นายจ้างต้องจัดให้มีการขนย้ายวัสดุที่รื้อถอนหรือทำลายแล้วออกจากบริเวณ ที่รื้อถอนทำลาย หรือจัดเก็บให้ปลอดภัย ในกรณีที่มีการขนย้ายวัสดุที่รื้อถอนหรือทำลายในที่ต่างระดับ ให้กระทำอย่างเหมาะสมกับ สภาพของวัสดุที่รื้อถอนหรือทำลาย โดยวิธีที่ปลอดภัย และนายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อป้องกัน อันตราย           ข้อ ๖๗ ในกรณีที่ปรากฎการเคลื่อนตัวของสิ่งที่กำลังรื้อถอนหรือทำลายสิ่งก่อสร้าง หรือมีสิ่งบอกเหตุหรือพฤติการณ์ที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่ลูกจ้าง นายจ้างต้องสั่งให้หยุดการทำงาน และให้เคลื่อนย้ายลูกจ้างออกจากบริเวณนั้นทันที เว้นแต่เป็นการทำงานเพื่อบรรเทาอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีเช่นนี้ นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายเป็นกรณีพิเศษด้วย

อันตรายจากเสียงดัง

อันตรายจากเสียงดังอันตรายจากเสียงดังและผลกระทบต่อสุขภาพ1. เสียงดังทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินทั้งชั่วคราวและถาวร2. เสียงดังทำให้เกิดการรบกวนการพูดสื่อความหมาย สัญญาณต่างๆ ถูกรบกวนจากเสียงดัง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้3. เสียงดังทำให้เกิดการตกใจความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติและนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้การประเมินเสียงดังในการทำงาน1. การวัดระดับเสียง (Sound Level Meter) เพื่อประเมินระดับเสียงตามกฎหมาย2. การวัดเสียงวิเคราะห์ความถี่เสียง (Frequency Analyzer) เพื่อวิเคราะห์ความถี่ที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดและจัดทำแผนควบคุมเลียง3. การวัดเสียงกระทบหรือกระแทก (Impulse or Impact Noise Meter)กรณีมีเสียงดังมากกว่าปกติเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ4. การวัดเสียงสะสม (Noise Dosimeter) กรณีที่ผ็ปฎิบัติงานมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งงานเปลี่ยนระดับเสียงที่ไม่คงที่การควบคุมป้องกันอันตรายจากเสียงดัง1. ป้องกันด้วยการปรับปรุงแหล่งกำเนิด1.1 การออกแบบอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ให้ทำงานมีเสียงเงียบ1.2 การติดตั้งตัวดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เกิดเสียงดัง1.3 การจัดที่ครอบปิดเครื่องจักรการควบคุมป้องกันอันตรายจากเสียงดัง2. ป้องกันที่ทางผ่าน2.1 การเพิ่มระยะห่างระหว่างแหล่งกำเนิดกับผู้ปฎิบัติงาน2.2 การจัดทำห้องหรือฉากด้วยวัสดุดูดซับการควบคุมป้องกันอันตรายจากเสียงดัง3. ป้องกันที่ตัวผู้ปฎิบัติงาน3.1 การลดระยะเวลาการทำงานกับเสียงดัง3.2 การใช้ที่ครอบหู (Ear Muffs)3.3 ที่อุดหู (Ear Plug)

ความปลอดภัยในการใช้เครื่องจักร

ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร         กฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงาน ได้แก่ กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่นและหม้อน้ำ พ.ศ. 2552 ได้กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างดังกล่าวได้รับการฝึกอบรม ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องมือทีอาจก่อให้เกิดอันตรายได้โดยสภาพ เพื่อให้มีการชำนาญในการใช้เครื่องจักรและเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน  สาเหตุของอุบัติเหตุจากเครื่องจักร          อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเครื่องจักรนั้น ส่วนใหญ่ค่อนข้างร้ายแรง อาจถึงขั้นสูญเสียอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น นิ้วมือ มือ หรือแขน เป็นต้นอันเป็นผลให้ผู้บาดเจ็บต้องพิการไปตลอดชีวิต สาเหตุหลักๆของการเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร ได้แก่          จากเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ (Hardware) ไม่มีการติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรที่เรียกว่า การ์ดหรือเซฟการ์ดที่เหมาะสมให้กับเครื่องจักรที่มีส่วนจุดที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะเครื่องปั้มโลหะ เครื่องจักรบางเครื่องที่มีการติดตั้งเซฟการ์ดเฉพาะด้านที่คิดว่าผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะไปสัมผัสหรือทำงาน แต่ด้านที่ไม่มีเซฟการ์ดมักทำให้ช่างซ่อมบำรุงได้รับอันตรายอยู่เสมอ นอกจากนี้เครื่องจักรบางเครื่องได้มีการติดตั้งเซฟการ์ดเรียบร้อยแต่ปรากฏว่ารูหรือช่องตะแกรงของเซฟการ์ดนั้นมีขนาดโตเกินไป ทำให้นิ้วหรืออวัยวะของร่างกายลอดผ่านเข้าไปได้                  การป้องกันอันตรายที่เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ ก็คือการจัดทำเครื่องป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ หรือที่เรียกว่าการ์ดหรือเซฟการ์ดของเครื่องจักร โดยการออกแบบหรือตามหามาตรการป้องกันมิให้มีอันตรายได้ จึงต้องมีการจัดการทำการ์ดเครื่องจักรให้ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดลักษณะของการ์ดที่ดี ควรจะมีลักษณะดังนี้          1. เป็นการป้องกันอันตรายที่ต้นเหตุ         2. เป็นการป้องกันมิให้ส่วนของร่างกายเข้าใกล้เขตอันตราย ในบางครั้งการควบคุมหรือการตัดการส่งกำลังของเครื่องจักร อาจทำไม่ได้หรืออาจก่อความเสียหายแก่ระบบการทำงานของเครื่องจักรโดยส่วนรวม ดังนั้น การต่อเติมบางส่วนเข้าไปเพื่อป้องกันอันตรายได้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการป้องกันอันตราย         3. ให้ความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงานได้เช่นเดียวกับที่ไม่ได้ใส่การ์ดป้องกัน การ์ดที่ดีไม่ควรรบกวนต่อการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นการมอง การจับชิ้นงาน         4. การควบคุมการทำงาน และการตรวจสอบขนาดงาน         5. การ์ดที่ดี ต้องไม่ขัดขวางการทำงาน         6. การ์ดควรเหมาะสมกับงานและเครื่องจักร         7. การ์ดควรมีลักษณะติดมากับเครื่องจักร         8. การ์ดที่ติดตั่งแล้ว ควรง่ายต่อการตรวจและการซ่อมเครื่องจักร         9. การ์ดควรทนทานต่อการใช้งานปกติได้ดีและง่ายต่อการบำรุงรักษา   ต้องฝึกอบรม TRAINING ก่อนใช้เครื่องจักร               - ห้ามใช้เครื่องจักรที่คุณยังไม่ได้รับการฝึกอบรมการใช้งานและยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้         - ความปลอดภัยกับเครื่องจักรนั้น เริ่มจากการฝึกอบรมคุณควรเข้าใจวิธีการทำงานของเครื่องจักรและทราบว่าต้องทำอย่างไร หากเครื่องจักรเดินเครื่องผิดปกติ         - ต้องตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องจักรก่อนการใช้งาน และสังเกตการเคลื่อนไหว เสียง หรือกลิ่นที่ผิดปกติ รวมถึงการรั่วไหลของของเหลว    รู้จักและใช้ปุ่ม ปิดฉุกเฉินเป็น EMERGENCY SHUT OFF          - ควรทราบวิธีการปิดและตัดไฟเคร่ืองจักรที่เดินเครื่องอยู่ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน         - สังเกตปุ่มฉุกเฉินหรือวาล์ว เพื่อตัดแหล่งพลังงาน ซึ่งอาจเป็นไฟฟ้า ก๊าซอัดระบบไฮดรอลิค ระบบไอน้ำหรือรูปแบบอื่นๆ          สังเกตป้ายแจ้งเตือน SAFETY TAG            - ควรปฎิบัติตามป้ายสัญญาณและป้ายแจ้งเตือนอย่างเคร่งครัด         - เครื่องจักรที่ไม่ปลอดภัย หรือเครื่องจักรรอการซ่อมแซม ควรมีป้ายเตือนชัดเจนและควรล็อกไว้         - อุปกรณ์ล็อกและป้ายเตือนต้องถอดออกได้ โดยบุคคลผู้ได้รับมอบหมายเท่านั้น   ระวังอันตรายจากความร้อนและแสงไฟHEAT AND LIGHT           - เครื่องจักรบางชนิด มีอันตรายจากความร้อน แสงเลเซอร์ และแสงยูวี จึงควรติดป้ายเตือนอันตรายไว้ในจุดที่เห็นได้ชัดเจน         - ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความร้อนและแสงที่แหล่งกำเนิด         - สวมอุปกรณ์อันตรายส่วนบุคคล เช่น แว่นตา กระบังหน้า และถุงมือกันความร้อนในขณะทำงาน  ระวังพลังงานตกค้างSTORED ENERGY          เครื่องบางประเภทเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่อาจมีพลังงานสะสมตกค้าง ไว้ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องอยู่ก็อาจก่อให้เกิด การบาดเจ็บ ขึ้นได้เนื่องจากการทำงานอาจไม่ได้หยุดทันทีหลังจากปิดการใช้งาน อาจเป็นกระแสค้างในตัวเก็บประจุไฟฟ้า ซึ่งอาจปล่อยไฟกลับมาให้เครื่องทำงานอีกครั้งหรือพลังงานกลที่คงเหลือใน SPRINGS และส่วนที่มีการหมุนจึงควรระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้เครื่องจักรเหล่านี้และควรศึกษาหลักการทำงานของเครื่องจักรเพื่อให้ทราบถึง ความอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นได้   หลีกเลี่ยงไฟฟ้าแรงสูงและอันตรายจากไฟฟ้าHIGH VOLTAGE AND ELECTTRICAL HAZARDS          จัดเก็บสายไฟหรือสายเคเบิ้ลให้ถูกที่ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ากับเครื่องจักรและปิดฝาครอบให้เรียบร้อย หากพบสายไฟที่หลุดรุ่ยหรือฉีกขาดควรเร่งแจ้งช่างไฟผู้เชี่ยวชาญทำการเปลี่ยน  เพื่อป้องกันไฟฟ้าช็อต หรือ ไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายกับผู้สัมผัสแล้ว ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดไฟไหม้อีกด้วย  ตรวจสอบก๊าซ ระบบไฮดรอลิค และระบบอัดอากาศGAS , HYDRAULIC , AND COMPRESSED AIR          เครื่องจักรส่วนมากมีแหล่งพลังงาน จากระบบก๊าซ ระบบอัดอากาศ หรือระบบไฮดรอลิคท่อและสายส่ง จึงควรทำการตรวจเช็ครอยรั่วด้วยการสังเกตกลิ่น เสียง และ แรงดัน อยู่เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรเสียหายหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัยได้          มีสติเมื่อปฏิบัติงานพื้นที่ลื่นSLIPPERY FLOORS            น้ำมัน หรือ ของเหลว บนพื้นที่รอบเครื่องจักรสามารถทำให้คุณ เกิดอันตรายร้ายแรงหากเกิดการลื่นหรือเสียการทรงตัวและหกล้มเข้าไปในตัวเครื่องจักร ฉะนั้นควรรักษาพื้นที่ให้แห้งและสะอาดเสมอ  ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันจุดอันตรายSAFETY GUARD          ติดตั้งฝาครอบส่วนของเครื่องจักรที่มีการเคลื่อนไหว เช่น สายพาน รอก เฟืองโซ่และจุดหมุนอื่นๆ ซึ่งสามารถ หนีบ หรือ ดึงนิ้วมือ ผม เสื้อผ้าหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายอันเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บได้  สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลPERSONAL PROTECTIVE EQUIPMENT (PPE)           สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเมื่อต้องทำงานที่มีความเสี่ยงเช่น สวม EAR PLUG หรือ EAR MUFF เมื่อทำงานกับเครื่องจักรที่มีเสียงดังสวมถุงมือเมื่อทำงานกับส่วนที่สัมผัสความร้อนหรือ ส่วนที่มีความเหลมคมของเครื่องจักร สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมื่อทำงานกับเครื่องจักรที่สามารถจับชื้นงานหรือเศษของชิ้นงานออกมาได้และสวมหน้ากากนิรภัย เมื่อต้องทำงานในบรรยากาศที่มีไอระเหยของสารเคมี ฝุ่น และ ไอโลหะอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้หากคนทำงานทุกคนมี SAFETY MIND 

โรคภัยและสุขภาพ


ไข้กาฬหลังแอ่น

ไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร ทำไมอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ “ไข้กาฬหลังแอ่น” ผ่านข่าวหรือโรงพยาบาล แต่ไม่เคยรู้จริง ๆ ว่าโรคนี้ร้ายแรงแค่ไหน บางคนคิดว่าเป็นแค่ไข้ธรรมดา แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถคร่าชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร ทำไมอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า ร่างกายกำลังแข็งแรงดี แต่จู่ ๆ มีไข้สูง ปวดหัวรุนแรง คอแข็ง และอาจหมดสติในเวลาไม่นาน นี่คือความน่ากลัวของโรคนี้ เพราะมัน “เร็วและรุนแรง” จนหลายครั้งคนรอบข้างตั้งตัวไม่ทันบทความนี้เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจแบบลึกแต่เข้าใจง่าย ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ อาการ การระบาด ไปจนถึงวัคซีนป้องกัน เพื่อให้คุณมองโรคนี้ได้ชัดขึ้น และรู้วิธีป้องกันก่อนจะสายเกินไปโรค ไข้กาฬหลังแอ่นคือไข้กาฬหลังแอ่น หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Meningococcal Disease เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อที่อันตรายมาก เพราะสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและระบบประสาทได้อย่างรวดเร็วโรค ไข้กาฬหลังแอ่นคือโรคนี้มักทำให้เกิด 2 ภาวะหลัก ๆ ได้แก่เยื่อหุ้มสมองอักเสบการติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia)สิ่งที่ทำให้โรคนี้แตกต่างจากโรคติดเชื้อทั่วไปคือ “ความเร็ว” เพราะจากคนปกติสามารถทรุดหนักจนเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรือบางรายเร็วกว่านั้นเชื้อนี้แพร่กระจายผ่านทางน้ำลาย เสมหะ หรือการใกล้ชิด เช่นไอ จามใช้แก้วน้ำหรือช้อนร่วมกันอยู่ในที่แออัด เช่น หอพัก โรงงาน ค่ายทหารจึงไม่แปลกที่โรคนี้มักพบในกลุ่มที่อยู่รวมกันจำนวนมากอาการ ไข้กาฬหลังแอ่นอาการของไข้กาฬหลังแอ่นในช่วงแรกอาจดูเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่จะพัฒนาอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายที่สุด เพราะหลายคนมองข้ามช่วงแรกไปอาการเริ่มต้น ได้แก่ไข้สูงเฉียบพลันปวดศีรษะอย่างรุนแรงอ่อนเพลียคลื่นไส้ อาเจียนเมื่อโรคลุกลาม จะเริ่มมีอาการที่บ่งบอกถึงความรุนแรง เช่นคอแข็ง ก้มคอไม่ได้แพ้แสงซึมลง หรือสับสนชักหมดสติอีกหนึ่งอาการที่สำคัญมากคือ “ผื่นจ้ำเลือด” ซึ่งมีลักษณะเป็นจุดแดงหรือม่วงตามผิวหนัง และจะไม่จางเมื่อกด นี่เป็นสัญญาณว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอันตรายมากถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ไข้ทั่วไป = ค่อย ๆ เป็น ไข้กาฬหลังแอ่น = พุ่งแรงเหมือนสวิตช์เปิดทันทีและนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติไข้กาฬหลังแอ่น ระบาดโรคนี้ไม่ได้ระบาดตลอดเวลา แต่จะเกิดเป็นช่วง ๆ หรือในพื้นที่เฉพาะ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่หอพักนักเรียน นักศึกษาค่ายทหารโรงงานงานอีเวนต์หรือสถานที่แออัดในบางประเทศ เช่น ในแถบแอฟริกา มีพื้นที่ที่เรียกว่า “Meningitis Belt” ซึ่งมีการระบาดเป็นประจำในประเทศไทย แม้จะไม่ระบาดหนักเหมือนบางประเทศ แต่ก็ยังมีรายงานผู้ป่วยอยู่ทุกปี และมักเกิดแบบ “เคสต่อเคส” ซึ่งอันตรายเพราะอาจไม่ทันระวังสิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ที่เป็นพาหะอาจไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ ทำให้การควบคุมโรคทำได้ยากยิ่งในยุคที่คนเดินทางเยอะ การระบาดสามารถเกิดได้เร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนมากไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนข่าวดีคือ โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ????วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายชนิด ครอบคลุมสายพันธุ์ต่าง ๆ ของเชื้อ เช่นA, C, W, YB (ในบางวัคซีน)กลุ่มที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่เด็กและวัยรุ่นผู้ที่ต้องอยู่ในที่แออัดผู้ที่เดินทางไปประเทศเสี่ยงบุคลากรทางการแพทย์ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และหากติดเชื้อก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้เปรียบเทียบง่าย ๆ ไม่มีวัคซีน = เสี่ยงเจอแบบเต็ม ๆ มีวัคซีน = เหมือนมีเกราะกันกระแทกแม้จะไม่ป้องกันได้ 100% แต่ช่วยลดโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมากทำไมไข้กาฬหลังแอ่นถึงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตคำถามสำคัญคือ ทำไมโรคนี้ถึง “รุนแรง” ขนาดนั้นคำตอบอยู่ที่ 3 ปัจจัยหลักเชื้อแพร่กระจายเร็วมาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและสมองได้ภายในเวลาอันสั้น ทำให้ระบบต่าง ๆ พังอย่างรวดเร็วระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองรุนแรง ร่างกายพยายามสู้กับเชื้อ แต่บางครั้งการตอบสนองนี้เองกลับทำให้เกิดการอักเสบอย่างหนัก จนเกิดภาวะช็อกอวัยวะล้มเหลว เมื่อเชื้ออยู่ในกระแสเลือด จะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรง (Sepsis) ส่งผลให้อวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ไต และสมอง ทำงานล้มเหลวในบางกรณี ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง แม้จะได้รับการรักษาแล้วก็ตามและสำหรับผู้ที่รอดชีวิต ก็อาจมีผลกระทบระยะยาว เช่นสูญเสียการได้ยินสมองเสียหายต้องตัดแขนหรือขานี่คือเหตุผลที่แพทย์มองว่าโรคนี้เป็น “ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์”แนวทางป้องกันไข้กาฬหลังแอ่นในชีวิตประจำวันแม้โรคนี้จะน่ากลัว แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยพฤติกรรมพื้นฐานสิ่งที่ควรทำ ได้แก่หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่นล้างมือบ่อย ๆใส่หน้ากากในที่แออัดดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและที่สำคัญที่สุดคือ “อย่ามองข้ามอาการผิดปกติ”ถ้ามีไข้สูงร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น คอแข็ง ปวดหัวรุนแรง หรือซึมลง ควรไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอให้หายเองสรุปไข้กาฬหลังแอ่น ไม่ใช่แค่โรคติดเชื้อธรรมดา แต่เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงและดำเนินโรคเร็วมากสิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือเริ่มเหมือนไข้ธรรมดา แต่รุนแรงเร็วสามารถเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้นป้องกันได้ด้วยวัคซีนการสังเกตอาการเร็ว = โอกาสรอดสูงขึ้นในโลกของความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นในโรงงาน ที่ทำงาน หรือชีวิตประจำวัน “รู้ก่อน ป้องกันก่อน” ยังเป็นกฎเหล็กที่ใช้ได้เสมอ เพราะบางโรค…ไม่ได้ให้โอกาสเราลองผิดลองถูกหลายครั้งที่มา ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Meningitis, Meningococcemia) , รู้ทัน “ไข้กาฬหลังแอ่น” อันตรายถึงชีวิตได้ใน 24 ชั่วโมง

โรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหม

โรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหม

โรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหม? คำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดตามโรงเรียน โรงงาน หรือสถานที่ทำงานร่วมกัน เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อย และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีความรู้หรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การเข้าใจโรคอีสุกอีใสอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การดูแลผู้ป่วย และการลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจว่าโรคอีสุกอีใสคืออะไร ติดต่อกันได้อย่างไร อาการเป็นแบบไหน มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง และสามารถป้องกันได้อย่างไรโรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหมโรคอีสุกอีใสคืออะไรโรคอีสุกอีใส หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Chickenpox เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อ Varicella-zoster virus ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคงูสวัด โรคนี้มักพบในเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน และหากเกิดในผู้ใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าในเด็กลักษณะเด่นของโรคอีสุกอีใสคือการเกิดผื่นและตุ่มน้ำใสตามร่างกาย โดยตุ่มเหล่านี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสะเก็ดภายในไม่กี่วัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ ปวดเมื่อย และรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วยแม้โรคนี้มักจะหายได้เอง แต่ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือเด็กเล็ก อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้โรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหมโรคอีสุกอีใสติดกันได้ไหมสามมารถ ติดกันได้ และถือว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมากโรคอีสุกอีใสสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้หลายวิธี โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียนโรงงานสำนักงานหรือสถานที่ทำงานที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันช่องทางการติดต่อของโรคอีสุกอีใส1. การไอ จาม หรือหายใจรดกัน เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วย เมื่อคนใกล้ชิดสูดดมละอองเหล่านี้เข้าไป ก็มีโอกาสติดเชื้อได้2. การสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ การสัมผัสผื่นหรือตุ่มน้ำของผู้ป่วยโดยตรงสามารถทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ เช่น การจับตัว การกอด หรือการดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีการป้องกัน3. การใช้ของร่วมกับผู้ป่วย สิ่งของที่ผู้ป่วยใช้ เช่น ช้อน แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัว อาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ หากนำมาใช้ร่วมกันก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อระยะฟักตัวของโรคหลังจากได้รับเชื้อไวรัสแล้ว ผู้ติดเชื้อจะยังไม่แสดงอาการทันที โดยโรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 ถึง 21 วันในช่วงระยะฟักตัว ผู้ติดเชื้ออาจยังไม่รู้ตัวว่าป่วย แต่เมื่อเริ่มมีอาการ เช่น ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะ ก็จะเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผื่นและตุ่มน้ำตามร่างกายที่สำคัญคือ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนที่ผื่นจะขึ้น และยังสามารถแพร่เชื้อได้ต่อไปจนกว่าตุ่มทั้งหมดจะตกสะเก็ด ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 7 วันอาการของโรคอีสุกอีใสอาการของโรคอีสุกอีใสอาการของโรคอีสุกอีใส มักเริ่มจากอาการคล้ายไข้หวัด ก่อนที่จะมีผื่นและตุ่มขึ้นตามร่างกายระยะเริ่มต้นของโรค ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และรู้สึกไม่สบายตัวระยะเกิดผื่น หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงเล็ก ๆ ตามผิวหนัง โดยมักเริ่มจากบริเวณลำตัว ใบหน้า หรือหนังศีรษะ ก่อนจะกระจายไปทั่วร่างกายระยะตุ่มน้ำใส ผื่นแดงจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคอีสุกอีใส ตุ่มเหล่านี้จะคันมากและอาจมีจำนวนมากระยะตุ่มหนองและตกสะเก็ดตุ่มน้ำจะค่อย ๆ ขุ่นขึ้นคล้ายหนอง ก่อนจะแตกหรือแห้ง และตกสะเก็ดภายในประมาณ 2 ถึง 3 วันในช่วงที่ตุ่มขึ้น ผู้ป่วยอาจมีตุ่มหลายระยะพร้อมกัน เช่น บางจุดเป็นผื่น บางจุดเป็นตุ่มน้ำ และบางจุดเป็นสะเก็ดอาการในเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกันอย่างไรเด็กส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง มีเพียงไข้ต่ำและผื่นตามตัว แต่ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการมักรุนแรงกว่า เช่นไข้สูงปวดเมื่อยตามตัวปวดศีรษะรุนแรงอ่อนเพลียมากมีผื่นจำนวนมากบางรายอาจมีตุ่มขึ้นในปากหรือคอ ทำให้เจ็บปากและกลืนอาหารลำบากภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใสแม้โรคอีสุกอีใสจะเป็นโรคที่หายได้เองในหลายกรณี แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หากผู้ป่วยเกาตุ่มน้ำจนเกิดแผล อาจทำให้แบคทีเรียเข้าไปติดเชื้อ ทำให้เกิดหนอง แผลลุกลาม หรือเกิดแผลเป็นปอดอักเสบ พบได้ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก ไอ และมีไข้สูงการติดเชื้อในอวัยวะภายใน ในบางกรณี เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายไปยังสมอง ตับ หรืออวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อในช่วง 3 ถึง 4 เดือนแรก อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการได้ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสการเกาหรือแกะตุ่มอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นถาวรผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว อาจมีโอกาสเกิดโรคงูสวัดในอนาคต เพราะไวรัสยังคงซ่อนอยู่ในร่างกายโรคนี้ไม่มีของแสลง อาหารไม่ได้ทำให้โรคกำเริบอย่างที่หลายคนเข้าใจระยะที่แพร่เชื้อได้โรคอีสุกอีใส สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1 วันก่อนผื่นขึ้น จนกระทั่งตุ่มทั้งหมดตกสะเก็ด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 7 วันในช่วงเวลานี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำการรักษาโรคอีสุกอีใสการรักษาโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนในบางกรณี แพทย์อาจให้ยาต้านไวรัส โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหากผู้ป่วยมีไข้สูงมาก ผื่นขึ้นจำนวนมาก หายใจลำบาก หรือมีอาการชัก ควรรีบพบแพทย์ทันทีการป้องกันโรคอีสุกอีใสแม้โรคอีสุกอีใสจะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่าง ๆการฉีดวัคซีนวัคซีนอีสุกอีใสเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถลดโอกาสการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหากพบผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดไม่ใช้ของร่วมกันหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดตัวรักษาสุขอนามัยล้างมือบ่อย ๆ และรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอแนวทางป้องกันในสถานที่ทำงานในสถานที่ทำงานหรือโรงงาน หากพบผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส ควรมีมาตรการป้องกัน เช่นให้ผู้ป่วยหยุดพักงานจนกว่าตุ่มจะตกสะเก็ด ทำความสะอาดพื้นที่และอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน ส่งเสริมให้พนักงานรักษาสุขอนามัย เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อแก่พนักงานมาตรการเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคและป้องกันการระบาดในสถานที่ทำงานได้ที่มา โรคอีสุกอีใส โรคใกล้ตัวที่ป้องกันได้สรุปโรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่าย สามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม การสัมผัสผู้ป่วย หรือการใช้ของร่วมกัน อาการสำคัญคือการเกิดผื่นและตุ่มน้ำใสตามร่างกาย แม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางกลุ่มอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้การป้องกันโรคสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย การไม่ใช้ของร่วมกัน และการรักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมการรู้เท่าทันโรคอีสุกอีใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเข้าใจโรคอย่างถูกต้อง เราจะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และดูแลตนเองรวมถึงคนรอบข้างได้อย่างปลอดภัย.

โรคที่พบในช่วงหน้าร้อน

โรคที่พบในช่วงหน้าร้อน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ความไม่สบายตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายรูปแบบ ทั้งจากสภาพอากาศโดยตรง การปนเปื้อนของอาหาร หรือการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคและสัตว์พาหะต่าง ๆ ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสมภัยสุขภาพที่ต้องระวังเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงภัยสุขภาพที่ต้องระวังเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงบทความนี้เซฟตี้อินไทย จะพาไปรู้จักโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน พร้อมสาเหตุ อาการ และแนวทางการป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างปลอดภัยโรคที่พบในช่วงหน้าร้อนฮีทสโตรก ภัยร้ายจากความร้อนฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ตามปกติ ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลาสาเหตุของฮีทสโตรกสาเหตุของฮีทสโตรก มักเกิดจากการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด เช่น การทำงานกลางแดด การออกกำลังกายหนักในสภาพอากาศร้อน หรือการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น รถยนต์ที่จอดตากแดดอาการสำคัญของฮีทสโตรกอาการสำคัญของฮีทสโตรก ได้แก่ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เหงื่อออกมาก ตัวร้อนจัด หัวใจเต้นเร็ว และในบางกรณีอาจหมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วอาจเกิดความเสียหายต่อสมอง หัวใจ หรือไตการป้องกันฮีทสโตรกการป้องกันฮีทสโตรกสามารถทำได้หลายวิธี เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ดื่มน้ำให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และพักในที่ร่มเมื่อรู้สึกเหนื่อยหรือร้อนเกินไป สำหรับผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้าง เกษตรกร หรือเจ้าหน้าที่ในไซต์งาน ควรมีการจัดเวลาพักและมีจุดพักที่มีน้ำดื่มอย่างเพียงพออาหารเป็นพิษ โรคยอดฮิตของหน้าร้อนอาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงช่วยให้แบคทีเรียและเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้รวดเร็ว อาหารที่เก็บรักษาไม่ดีหรือปรุงไม่สุกจึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายเชื้อโรคที่มักเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษเชื้อโรคที่มักเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ ได้แก่ ซาลโมเนลลา อีโคไล และสแตฟิโลคอคคัส ซึ่งสามารถปนเปื้อนในอาหารได้ หากกระบวนการปรุงหรือการเก็บรักษาไม่ถูกสุขลักษณะอาการของอาหารเป็นพิษ อาการของอาหารเป็นพิษ มักเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย หากอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุการป้องกันอาหารเป็นพิษการป้องกันอาหารเป็นพิษ สามารถทำได้โดยเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนหรืออาหารที่เก็บไว้นาน รวมถึง ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ช้อนกลางร่วมกันโดยไม่สะอาด และควรเก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสมโรคผิวหนังจากอากาศร้อนและความชื้นในช่วงหน้าร้อน ผิวหนังมักต้องเผชิญกับความร้อนและความชื้นสูง ทำให้เกิดปัญหาผิวหนังหลายประเภท เช่น ผดผื่น ผดร้อน การติดเชื้อรา หรือผิวหนังอักเสบผดร้อนเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กและผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศร้อนจัด เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อไม่สามารถระบายออกจากผิวหนังได้ตามปกติ จึงเกิดเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองนอกจากนี้ ความอับชื้นยังเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคกลาก เกลื้อน หรือเชื้อราที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ใต้รักแร้ ขาหนีบ หรือบริเวณเท้าการป้องกันโรคผิวหนัง ในหน้าร้อนควรรักษาความสะอาดของร่างกาย อาบน้ำอย่างสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป นอกจากนี้ การใช้ครีมกันแดด หมวก หรือร่ม ก็สามารถช่วยลดผลกระทบจากแสงแดดต่อผิวหนังได้โรคไทฟอยด์ ภัยจากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนโรคไทฟอยด์ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Salmonella Typhi ซึ่งมักแพร่กระจายผ่านอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลไม่ดีในช่วงหน้าร้อน ความเสี่ยงของการเกิดโรคไทฟอยด์อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากอาหารและน้ำมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น หากมีการเก็บรักษาไม่เหมาะสมอาการของโรคไทฟอยด์ อาการของโรคไทฟอยด์ ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก บางรายอาจมีผื่นขึ้นตามร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดการป้องกันโรคไทฟอยด์ การป้องกันโรคไทฟอยด์ สามารถทำได้โดยดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค นอกจากนี้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงโรคพิษสุนัขบ้า โรคร้ายที่ยังต้องระวังโรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านการกัด ข่วน หรือเลียบริเวณแผลเปิด โดยสัตว์ที่เป็นพาหะสำคัญ ได้แก่ สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆแม้ว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะไม่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศโดยตรง แต่ในช่วงหน้าร้อนมักพบเหตุการณ์สัตว์กัดเพิ่มขึ้น เนื่องจากสัตว์อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นจากความร้อนอาการของโรคพิษสุนัขบ้าอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ในคนมักเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และคันบริเวณแผลที่ถูกกัด ต่อมาอาจมีอาการกลัวน้ำ กลัวลม กล้ามเนื้อกระตุก และหากไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่การเสียชีวิตการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำได้โดยการฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยง หลีกเลี่ยงการเล่นกับสัตว์ที่ไม่รู้จัก และหากถูกสัตว์กัดหรือข่วนควรรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันที และไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคโดยเร็วที่สุดการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อนแม้ว่าโรคต่าง ๆ ในช่วงหน้าร้อนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เช่น การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน และรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรืออยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง เช่น คนงานก่อสร้าง คนงานโรงงาน หรือเกษตรกร โดยเฉพาะ 9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด ควรมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น การจัดเวลาพักในที่ร่ม การจัดเตรียมน้ำดื่ม และการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายในระดับองค์กรหรือสถานประกอบการ การให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่พนักงาน การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และการเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดในช่วงหน้าร้อนได้สรุปฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายรูปแบบ ทั้งจากความร้อนโดยตรง อาหารที่ปนเปื้อน และการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรค โรคที่พบได้บ่อย ได้แก่ ฮีทสโตรก อาหารเป็นพิษ โรคผิวหนัง ไทฟอยด์ และโรคพิษสุนัขบ้าการรู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันของโรคเหล่านี้ จะช่วยให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นเมื่ออากาศร้อนขึ้น การใส่ใจสุขภาพก็ต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะในประเทศที่มีอากาศร้อนอย่างประเทศไทย การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับโรคในฤดูร้อนจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

วิธีล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ทำอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย

วิธีล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ทำอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย

ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ช่วยลดการติดเชื้อได้ จริงหรือไม่ช่วงที่ฝุ่นเยอะ อากาศเปลี่ยน หรือไข้หวัดมาเยือน หลายคนเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น หนึ่งในวิธีพื้นฐานที่ทั้งแพทย์และเภสัชกรแนะนำกันมายาวนานก็คือ “การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ”แต่คำถามที่พบบ่อยคือ ล้างแล้วช่วยจริงไหม? ต้องใช้น้ำเกลือแบบไหน? แล้วทำอย่างไรให้ถูกวิธี ไม่เสี่ยงติดเชื้อเพิ่ม?บทความนี้เซฟตี้อินไทย จะพาไล่เรียงตั้งแต่หลักการ ประโยชน์ วิธีทำที่ถูกต้อง ไปจนถึงข้อควรระวัง เพื่อให้คุณดูแลตัวเองและคนในบ้านได้อย่างมั่นใจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ช่วยลดการติดเชื้อได้จริงหรือไม่?คำตอบคือ “ช่วยได้” ถ้าทำอย่างถูกต้องในโพรงจมูกของเรามีเยื่อบุที่ทำหน้าที่ดักจับฝุ่น เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ เมื่อเราเป็นหวัด เป็นภูมิแพ้ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมาก น้ำมูกจะเพิ่มขึ้นและข้นเหนียว ทำให้ระบายออกได้ยาก กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% หรือที่เรียกว่า Normal Saline จะช่วยชะล้างน้ำมูก คราบฝุ่น เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ออกจากโพรงจมูก ทำให้...ลดปริมาณเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นลดความหนืดของน้ำมูกบรรเทาอาการคัดจมูกลดโอกาสการอักเสบลุกลามไปไซนัสพูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้ฆ่าเชื้อโดยตรง แต่เราลด “แหล่งสะสม” ของเชื้อ ซึ่งช่วยให้ร่างกายจัดการกับการติดเชื้อได้ดีขึ้นประโยชน์ และ ใครควรล่าง จมูกประโยชน์ของการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือบรรเทาอาการคัดจมูกจากหวัด เมื่อน้ำมูกถูกชะล้างออก โพรงจมูกจะโล่งขึ้น หายใจสะดวกขึ้นทันทีหลังล้างช่วยในผู้ป่วยภูมิแพ้ น้ำเกลือช่วยชะล้างเกสร ฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ ลดการกระตุ้นให้เกิดอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหลลดความข้นเหนียวของน้ำมูก เมื่อน้ำมูกเหลวลง จะไหลออกง่าย ไม่ค้างสะสมช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน การที่น้ำมูกค้างนาน ๆ อาจลุกลามไปไซนัส ทำให้ไซนัสอักเสบ การล้างจมูกสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงนี้ใครบ้างที่ควรล้างจมูก?ผู้ที่เป็นหวัด มีน้ำมูก คัดจมูกผู้ป่วยไซนัสอักเสบผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ผู้ที่ทำงานในพื้นที่มีฝุ่น ควัน หรือสารระคายเคืองเด็กที่มีน้ำมูกมาก (ต้องทำอย่างถูกวิธีและระมัดระวัง)แม้จะเป็นวิธีพื้นฐาน แต่ก็ต้องทำให้ถูกหลัก ไม่ใช่ใช้น้ำอะไรก็สมารถนำมาล้างจมูกได้ เพราะความสะอาด คือ เรื่องสำคัญการล้างจมูกทำไมถึงช่วยลดเชื้อขั้นตอนการล้างจมูกอย่างถูกต้องเลือกใช้น้ำเกลือที่ถูกต้อง ต้องเป็น “น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Sterile Normal Saline 0.9%)” เท่านั้น ไม่ควรผสมน้ำประปาเอง เพราะอาจมีเชื้อปนเปื้อนเตรียมอุปกรณ์ ขวดบีบล้างจมูก หรือไซริงค์ (ไม่มีเข็ม) ที่สะอาด ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้งจัดท่าทาง ก้มหน้าเล็กน้อย เอียงศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง อ้าปากเล็กน้อยเพื่อช่วยระบายแรงดันบีบน้ำเกลือเข้ารูจมูกด้านบน ให้น้ำไหลออกอีกข้างหนึ่ง ไม่ต้องกลั้นหายใจ แต่หายใจทางปากสลับข้าง ทำเช่นเดียวกันอีกด้านสั่งน้ำมูกเบา ๆ หลังล้าง ไม่ควรสั่งแรง เพราะอาจดันน้ำเข้าโพรงไซนัสข้อควรระวังในการล้างจมูกข้อควรระวังสำคัญใช้น้ำเกลือที่มีเลขทะเบียนยา ควรมีเลขทะเบียนในรูปแบบ 1A xxx/xx เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานห้ามใช้น้ำเปล่าธรรมดา แม้จะดูสะอาด แต่หากไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาจเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้ง หลังใช้ ควรล้างและผึ่งให้แห้ง ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่นไม่ควรล้างถี่เกินจำเป็น โดยทั่วไปวันละ 1–2 ครั้งเพียงพอ เว้นแต่แพทย์แนะนำเป็นพิเศษหากล้างแล้วแสบมาก ปวดหู หรือมีเลือดออก ควรหยุดและปรึกษาแพทย์ล้างจมูกบ่อย ๆ จะทำให้เยื่อบุจมูกบางไหม?คำถามนี้หลายคนกังวล หากใช้น้ำเกลือ 0.9% ซึ่งเป็นความเข้มข้นใกล้เคียงของเหลวในร่างกาย และล้างอย่างถูกวิธี ไม่รุนแรง ไม่ถี่เกินไป ก็ไม่ทำให้เยื่อบุจมูกบางปัญหามักเกิดจากการใช้น้ำที่ไม่สะอาด หรือแรงดันสูงเกินไปมากกว่าในเด็กเล็กควรทำอย่างไร?ในเด็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี ควรใช้วิธีหยดหรือล้างด้วยปริมาณน้อย และควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือพยาบาลก่อนทำเองที่บ้านเด็กบางคนอาจกลัวหรือดิ้น ควรทำอย่างใจเย็น ไม่ฝืนจนเกิดการสำลักล้างจมูกแล้วหายหวัดไหม?การล้างจมูกไม่ใช่ยาฆ่าไวรัส จึงไม่ทำให้หวัดหายทันที แต่ช่วยลดอาการ ลดภาระเชื้อ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้นเปรียบเหมือนการกวาดบ้านให้สะอาด แม้จะไม่ได้ฆ่าแมลงทุกตัว แต่ก็ลดแหล่งสะสมและทำให้ควบคุมสถานการณ์ง่ายขึ้นสรุปการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีดูแลสุขภาพทางเดินหายใจที่ปลอดภัย ทำง่าย และมีประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝุ่นหรือโรคทางเดินหายใจระบาดหัวใจสำคัญมี 3 เรื่องใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ 0.9% เท่านั้น ทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ทุกครั้งเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ถ้าทำถูกวิธี ก็ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาใหญ่ได้เพราะความปลอดภัย เริ่มจากการดูแลตัวเองในเรื่องพื้นฐานที่สุด ???? เซฟตี้อินไทยขอขอบคุณที่มา Drama-addict

โรคฮีทสโตรกเกิดจากอะไร

โรคฮีทสโตรกเกิดจากอะไร ทำไมอากาศร้อนถึงอันตรายกว่าที่คิด

ในช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทุกปี หลายคนเริ่มคุ้นชินกับคำว่า “ฮีทสโตรก” แต่ความคุ้นชินไม่ได้แปลว่าเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะโรคนี้ไม่ได้เป็นแค่อาการหน้ามืดจากแดดธรรมดา หากแต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่สามารถคร่าชีวิตได้ภายในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้าง พนักงานขนส่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือแม้แต่เด็กและผู้สูงอายุเซฟตี้อินไทย ขอพาทุกท่านมาทำความเข้าใจแบบลึกถึงรากว่า โรคฮีทสโตรก เกิดจากอะไร ปัจจัยใดทำให้เสี่ยง และเหตุใดร่างกายมนุษย์จึงพ่ายแพ้ให้กับความร้อนได้ง่ายกว่าที่คิดโรคฮิตสโตรก เกิดจากอะไรฮีทสโตรกคืออะไรฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว อวัยวะสำคัญเริ่มทำงานผิดปกติ และอาจเกิดอาการชัก หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ต้องเข้าใจก่อนว่า ร่างกายมนุษย์มีระบบควบคุมอุณหภูมิที่ซับซ้อน เมื่อร้อน เราจะมีเหงื่อออก เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอก แต่เมื่อความร้อนสะสมมากเกินไป หรือกลไกระบายความร้อนทำงานไม่ทัน จุดสมดุลจะพังลงทันทีสาเหตุหลักของโรคฮีทสโตรกการได้รับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมโดยตรงสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเฉพาะกลางแดดเป็นเวลานาน เช่น ทำงานกลางแจ้ง เล่นกีฬาในช่วงแดดแรง หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีการระบายอากาศ ความร้อนจากแสงแดดจะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้อุณหภูมิแกนกลางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆพื้นผิวอย่างพื้นปูน ถนนลาดยาง หรือหลังคาโลหะ จะสะท้อนและสะสมความร้อน ทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงกว่าที่วัดได้ตามรายงานสภาพอากาศจริงหลายองศา คนทำงานไซต์งานจึงเสี่ยงกว่าคนทั่วไปการออกแรงหนักในสภาพอากาศร้อนแม้ไม่ได้อยู่กลางแดดโดยตรง แต่หากออกแรงอย่างหนัก เช่น ยกของ วิ่ง หรือทำงานใช้แรงในโรงงานที่อากาศร้อน ก็สามารถเกิดฮีทสโตรกได้ เพราะกล้ามเนื้อขณะทำงานจะสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นเองเมื่อร่างกายทั้งรับความร้อนจากภายนอก และผลิตความร้อนจากภายในพร้อมกัน ระบบระบายความร้อนจะรับภาระหนักมาก หากดื่มน้ำน้อยหรือพักไม่พอ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณภาวะขาดน้ำน้ำ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย เมื่อเหงื่อออกมาก แต่ไม่ได้ดื่มน้ำชดเชยเพียงพอ ปริมาณเลือดจะลดลง การไหลเวียนเลือดไปยังผิวหนังเพื่อระบายความร้อนลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ความร้อนสะสมบางคนเข้าใจผิดว่าแค่ไม่กระหายน้ำก็แปลว่าไม่ขาดน้ำ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะความกระหายเป็นสัญญาณที่เกิดช้า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ความรู้สึกกระหายลดลงการสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศเสื้อผ้าหนา สีเข้ม หรือวัสดุที่ไม่ซึมซับเหงื่อ จะกักเก็บความร้อนไว้กับตัว ยิ่งในงานที่ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ชุดป้องกันสารเคมี ชุดดับเพลิง หรือหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ความร้อนจะสะสมเร็วมากในหลายกรณี คนทำงานไม่ได้ล้มเพราะแดด แต่ล้มเพราะชุดที่ใส่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้การดื่มแอลกอฮอล์แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเร็วขึ้น และรบกวนการควบคุมอุณหภูมิ หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังการดื่มหนักแล้วต้องออกไปอยู่กลางแดด เช่น งานเทศกาลหรือกิจกรรมกลางแจ้งการอยู่ในรถที่จอดตากแดดภายในรถที่ปิดกระจกสามารถร้อนเกิน 60 องศาเซลเซียสได้ในเวลาไม่นาน เด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกทิ้งไว้ในรถมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะระบบควบคุมอุณหภูมิยังพัฒนาไม่เต็มที่ประเภทของฮีทสโตรกโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก1.Classical Heat Stroke เกิดจากการสัมผัสความร้อนจากสิ่งแวดล้อม มักพบในผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วยเรื้อรัง แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก2. Exertional Heat Stroke เกิดจากการออกแรงหนักในสภาพอากาศร้อน มักพบในคนวัยทำงาน นักกีฬา ทหาร หรือแรงงานไซต์งานทั้งสองแบบอันตรายเท่ากัน ต่างกันที่กลุ่มเสี่ยงและลักษณะกิจกรรมทำไมร่างกายถึงล้มเหลวเมื่อร้อนจัดเมื่ออุณหภูมิแกนกลางเกิน 40 องศา โปรตีนในเซลล์เริ่มเสียสภาพ เอนไซม์ทำงานผิดปกติ สมองซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิเริ่มรวน ส่งผลให้เหงื่ออาจหยุดออก ทั้งที่ร่างกายร้อนจัดหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังผิวหนัง ความดันอาจตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญลดลง ไต ตับ และสมองเริ่มเสียหาย หากไม่ลดอุณหภูมิทันที อาจเกิดภาวะล้มเหลวหลายระบบพร้อมกันสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามจากภาพประกอบจะเห็นอาการเตือนสำคัญตัวร้อนจัด ผิวแดง วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นแรง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เหงื่อออกมากในระยะแรก หรือบางรายเหงื่อหยุดออก สับสน พูดไม่รู้เรื่อง ชัก หรือหมดสติอาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากพบต้องรีบพาเข้าที่ร่ม คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษผู้สูงอายุ เพราะระบบควบคุมอุณหภูมิลดลงเด็กเล็ก เพราะร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดีผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันผู้ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านซึมเศร้า คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ไม่คุ้นชินกับอากาศร้อน เช่น เพิ่งเริ่มทำงานไซต์ในภาคอุตสาหกรรม ควรมีมาตรการประเมินความร้อนในสถานที่ทำงาน เช่น การวัดค่า WBGT เพื่อกำหนดเวลาพักที่เหมาะสมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับฮีทสโตรกหลายคนคิดว่าเหงื่อออกมากแปลว่าปลอดภัย ความจริงคือเหงื่อเป็นเพียงกลไกระบายความร้อน แต่ถ้าเหงื่อออกมากจนขาดน้ำ ก็ยิ่งเสี่ยงบางคนคิดว่าแค่ดื่มน้ำเยอะก็พอ แต่หากยังอยู่กลางแดดโดยไม่พัก ร่างกายก็ยังสะสมความร้อนต่อเนื่องอีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าเป็นเฉพาะหน้าร้อน ความจริงอาจเกิดได้แม้ในวันที่อุณหภูมิไม่สูงมาก หากความชื้นสูง เพราะเหงื่อระเหยได้ยากแนวทางป้องกันอย่างถูกต้องหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัด โดยเฉพาะช่วง 11.00–15.00 น. สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศดี ดื่มน้ำสม่ำเสมอ ไม่รอให้กระหาย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พักในที่ร่มเป็นระยะ ห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์เลี้ยงในรถ ทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการกันและกันในสถานประกอบการ ควรจัดอบรมให้ความรู้พนักงาน มีจุดพักน้ำ มีร่มเงา และกำหนดเวลาพักตามระดับความร้อนฮีทสโตรกไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน อุณหภูมิสูงเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ไม่ควรปกติคือการละเลยความเสี่ยง หลายเหตุการณ์สูญเสียเกิดจากการคิดว่า “ทนได้” หรือ “อีกนิดเดียว”ในความเป็นจริง ร่างกายมีขีดจำกัด และเมื่อถึงจุดหนึ่งจะล้มเหลวอย่างรวดเร็ว ฮีทสโตรกไม่ให้สัญญาณล่วงหน้านานนัก บางรายทรุดภายในไม่กี่นาทีสรุปโรคฮีทสโตรก เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิล้มเหลว สาเหตุหลักมาจากการอยู่กลางแดด ออกแรงหนักในสภาพอากาศร้อน ขาดน้ำ สวมเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพการป้องกันทำได้ไม่ยาก หากมีความรู้และตระหนักถึงความสำคัญ เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของการเตรียมพร้อม

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิดเมื่ออุณหภูมิประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 38–42 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่เหงื่อไหลหรือผิวไหม้แดด แต่คือ “ความเสี่ยงต่อชีวิต” โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่สะสมความร้อนสูง ภาวะลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ไม่ได้เลือกอาชีพ แต่มีบางกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงมากกว่าคนอื่น เพราะต้องเผชิญความร้อนเป็นเวลานานโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปดู 9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง ผลกระทบต่อสุขภาพ และแนวทางป้องกันที่ควรรู้ ทั้งในมุมลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ดูแลความปลอดภัยในการทำงานความร้อนส่งผลต่อร่างกายอย่างไรก่อนจะไปดูแต่ละอาชีพ ต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป ระบบควบคุมอุณหภูมิจะทำงานหนัก หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออกมากเพื่อระบายความร้อน หากสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไปโดยไม่ได้ทดแทน จะเกิดอาการตั้งแต่เป็นตะคริวจากความร้อน เพลียแดด ไปจนถึงฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน อุณหภูมิร่างกายอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอวัยวะสำคัญเริ่มล้มเหลวในเชิงกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน นายจ้างมีหน้าที่จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ให้ลูกจ้างทำงานในสภาพอันตรายเกินสมควร โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงด้านกายภาพ เช่น ความร้อน แสงแดด หรือแหล่งกำเนิดความร้อนในโรงงาน9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน1. คนงานก่อสร้างอาชีพก่อสร้าง แทบจะเป็นภาพจำของการทำงานกลางแดด ไม่ว่าจะเป็นงานโครงสร้าง งานเทพื้น งานมุงหลังคา หรือทำงานบนที่สูง ล้วนต้องเผชิญแสงแดดโดยตรง อีกทั้งพื้นคอนกรีต เหล็ก และวัสดุก่อสร้างยังสะสมความร้อน ทำให้อุณหภูมิรอบตัวสูงกว่าค่าที่วัดได้ทั่วไปความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่พัก ดื่มน้ำน้อย หรือสวมอุปกรณ์ป้องกันที่ระบายอากาศไม่ดี เช่น หมวกนิรภัย เสื้อสะท้อนแสงหนา2. พนักงานโรงงานแม้ทำงานในอาคาร แต่โรงงานจำนวนมากมีแหล่งกำเนิดความร้อน เช่น เตาหลอม เครื่องจักรขนาดใหญ่ หม้อไอน้ำ หรือกระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อนสูง หากระบบระบายอากาศไม่ดี ความร้อนจะสะสมจนเกิดภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress)บางแห่งต้องสวมชุดป้องกันเฉพาะทาง เช่น ชุดกันไฟหรือชุดป้องกันสารเคมี ซึ่งทำให้ระบายความร้อนได้ยากขึ้นอีก3. เกษตรกรเกษตรกรทำงานในท้องนา สวน หรือไร่กลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง ต้องก้ม ๆ เงย ๆ ทำงานใช้แรงกายมาก ร่างกายจึงสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นจากการเผาผลาญพลังงานหลายครั้งเกษตรกรละเลยการดื่มน้ำเพราะอยู่ไกลแหล่งน้ำดื่ม หรือคิดว่า “ทนได้” จึงทำให้เกิดภาวะขาดน้ำสะสม4. พ่อค้าแม่ค้าอาหารริมทางแผงลอยริมถนนต้องเผชิญทั้งแดดและความร้อนจากเตาแก๊ส เตาถ่าน หรือกระทะน้ำมันร้อน การยืนหน้าเตาหลายชั่วโมงทำให้ได้รับความร้อนสองทาง ทั้งจากสภาพอากาศและจากแหล่งกำเนิดความร้อนโดยตรง5. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตำรวจจราจรต้องยืนปฏิบัติหน้าที่กลางถนน แทบไม่มีร่มเงา ต้องสวมเครื่องแบบเต็มยศ หมวก ถุงมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้การระบายความร้อนลดลง อีกทั้งพื้นถนนยางมะตอยยังสะท้อนและเก็บความร้อน ทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงกว่าปกติ6. พนักงานทำความสะอาดถนนพนักงานกวาดถนนหรือเก็บขยะมักเริ่มงานตั้งแต่เช้า แต่หลายพื้นที่ยังต้องทำงานต่อเนื่องจนสายหรือบ่าย ต้องเดินกลางแดดเป็นระยะทางไกล ใช้แรงกายมาก และบางครั้งไม่มีจุดพักร่ม7. มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และพนักงานรับส่งอาหารแม้จะไม่ยืนอยู่กับที่ แต่การขี่รถจักรยานยนต์กลางแดดจัดเป็นเวลานาน ทำให้ได้รับรังสีความร้อนโดยตรง สวมหมวกกันน็อก เสื้อคลุมแขนยาว และบางครั้งต้องรอคิวกลางแจ้ง ความร้อนสะสมจึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว8. พนักงานเดินสายไฟหรือสายอินเทอร์เน็ตงานประเภทนี้ต้องปีนเสาไฟ ทำงานบนที่สูง ไม่มีร่มเงา และใส่อุปกรณ์ป้องกันหลายชิ้น เช่น เข็มขัดนิรภัย ถุงมือ รองเท้านิรภัย เมื่อรวมกับแดดจัดและลมร้อน ความเสี่ยงจึงเพิ่มสูง9. พ่อครัว แม่ครัวในครัวเชิงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงแรม หรือโรงงานผลิตอาหาร มีเตาอบ เตาแก๊ส หม้อทอด เตาไอน้ำหลายจุด หากระบบดูดควันและระบายอากาศไม่ดี ความร้อนจะสะสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเครียดจากความร้อนแม้อยู่ในอาคารปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานกลางแดดจะเป็นฮีทสโตรก แต่มีปัจจัยเสริมที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น เช่นอายุสูงกว่า 50 ปี โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนไม่เพียงพอ ใส่เสื้อผ้าหนา รัดแน่น หรือไม่ระบายอากาศ ไม่ดื่มน้ำเพียงพอสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามอาการเริ่มต้นอาจเป็นเพียงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หรือเป็นตะคริว หากปล่อยไว้ อาจมีอาการสับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ตัวร้อนจัด ผิวแห้ง หัวใจเต้นเร็ว และหมดสติเมื่อพบผู้มีอาการต้องรีบพาเข้าที่ร่ม คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หรือประคบเย็นบริเวณรักแร้ คอ และขาหนีบ และรีบนำส่งสถานพยาบาลโดยเร็วแนวทางป้องกันในระดับบุคคลดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว หรือมากกว่านั้นหากทำงานกลางแจ้ง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่น ทาครีมกันแดดเมื่อทำงานกลางแจ้ง จัดเวลาพักเป็นระยะ ไม่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแดดช่วง 11.00–15.00 น. หากเป็นไปได้แนวทางป้องกันในระดับองค์กรนายจ้างควรประเมินความเสี่ยงด้านความร้อนในสถานประกอบกิจการ จัดให้มีจุดพักร่ม น้ำดื่มสะอาดเพียงพอ และระบบระบายอากาศที่เหมาะสมในงานที่มีความร้อนสูง ควรใช้หลัก Work-Rest Cycle คือ จัดสัดส่วนเวลาทำงานและเวลาพักตามระดับความร้อน รวมถึงให้ความรู้พนักงานเรื่องสัญญาณเตือนของฮีทสโตรกการดูแลเรื่องความร้อน ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและความรับผิดชอบตามกฎหมาย หากละเลยจนเกิดอันตรายร้ายแรง อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานได้สรุปทั้ง 9 อาชีพที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของกลุ่มงานที่ต้องเผชิญความร้อนสูงเป็นประจำ ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายอาชีพที่สุ่มเสี่ยงเช่นกันความร้อนอาจดูเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ผลกระทบของมันไม่ธรรมดา การป้องกันจึงต้องเริ่มจากความเข้าใจ ปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในระดับองค์กรเพราะในโลกของการทำงาน สุขภาพที่ดี คือ ทุนที่สำคัญที่สุด และไม่มีงานใดสำคัญไปกว่าชีวิตของคนทำงานเอง

3 ท่าทางการทำงานที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์

3 ท่าทางการทำงานที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์

หลักการยศาสตร์ (Ergonomics) เป็นเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งหลังค่อม เดินหลังงุ้ม หรือยืนในท่าที่ผิด ส่งผลเสียต่อร่างกายสะสม ทั้งอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ ไปจนถึงโรคออฟฟิศซินโดรมในระยะยาว3 ท่าทางที่ถูกต้อง ได้แก่ ท่าเดิน – ท่านั่ง – ท่ายืน พร้อมแนวทางปฏิบัติที่ทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน3 ท่าทางการทำงานที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ท่าที่ 1 ท่าเดินที่ถูกต้องการเดินเป็นกิจกรรมที่เราทำแทบทั้งวัน โดยเฉพาะพนักงานโรงงานหรือคลังสินค้า การเดินผิดท่าทำให้เมื่อยล้าและเพิ่มโอกาสบาดเจ็บได้ง่ายท่าที่ 1 ท่าเดินที่ถูกต้อง• ศีรษะตั้งตรง หลังเหยียดตามแนวธรรมชาติ • ก้าวเท้าให้ส้นแตะพื้นก่อน แล้วตามด้วยปลายเท้า • รองเท้าส้นสูงไม่เกิน 1.5 นิ้ว เพื่อให้ทรงตัวดี • ถ้าต้องถือของ ควรแบ่งน้ำหนักเท่ากันทั้งสองมือ • หากถือกระเป๋าใบเดียว ควรสลับข้างบ่อยๆ • ไม่เดินก้มหน้าหรือเอนตัวไปด้านหน้าเกินไปท่าเดินแบบนี้ช่วยให้กระดูกสันหลังทำงานเป็นธรรมชาติ ลดแรงกระแทก และป้องกันอาการปวดหลังได้มากเลยครับท่าที่ 2 ท่านั่งที่ถูกต้องนั่งผิดท่าเพียงวันละ 2–3 ชั่วโมง แต่ทำซ้ำทุกวัน เท่ากับสะสมความเสื่อมของกล้ามเนื้อ และข้อต่อไว้แบบยาวๆ ดังนั้น ท่านั่งจึงสำคัญมาก โดยข้อมูลในภาพสรุปเป็นข้อที่ทำตามง่ายดังนี้ท่าที่ 2 ท่านั่งที่ถูกต้อง• ค่อยๆ ย่อหลังให้เหยียดตรง ไม่งอเป็นตัว C • นั่งเต็มก้นและให้หลังพิงพนัก • ปรับเก้าอี้ให้เท้าวางถึงพื้น หากสูงไปให้ใช้ที่รองเท้า • ระดับสายตาควรตรงกับจอคอม ไม่ก้มมากเกินไป • ข้อศอกและข้อมือควรอยู่ระดับเดียวกับคีย์บอร์ดท่านั่งแบบนี้ช่วยลดอาการล้า ป้องกันออฟฟิศซินโดรม และทำงานได้นานขึ้นโดยไม่เมื่อยล้าท่าที่ 3 ท่ายืนที่ถูกต้องงานยืนเป็นงานที่ใช้พลังมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะงานผลิต งานบริการ และงานตรวจเช็กในไซต์งาน หากยืนผิดท่า ร่างกายจะรับน้ำหนักผิดจุดจนเกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่า ได้ง่ายท่าที่ 3 ท่ายืนที่ถูกต้อง• ใช้ที่รองฝ่าเท้าหรือบันไดเล็กๆ เพื่อสลับพักขา • ยืนหลังตรงตามธรรมชาติ ไม่ก้มค่อม • ปรับระดับโต๊ะให้พอดีระดับศอก • เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักบ่อยๆ ไม่ยืนข้างเดียวเป็นเวลานานการยืนที่ถูกต้องช่วยกระจายน้ำหนักตัวอย่างสมดุล ลดอาการล้า และช่วยให้ทำงานได้ตลอดวันอย่างมีประสิทธิภาพสรุปทั้ง 3 ท่าทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่าเดิน ท่านั่ง หรือท่ายืน ล้วนเป็นพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บในการทำงาน และช่วยปรับคุณภาพชีวิตของพนักงานให้ดีขึ้นอย่างเห็นผล หากองค์กรใส่ใจเรื่องยศาสตร์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและเพิ่มประสิทธิภาพงาน

เตรียมความพร้อมหลังสถานการณ์น้ำท่วม

เตรียมความพร้อมหลังสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ความเสียหายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มปรากฏให้เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นดินโคลน เศษขยะ เฟอร์นิเจอร์ชำรุด หรือกลิ่นอับชื้นที่สะสมในบ้านเป็นเวลาหลายวัน การ “ล้างบ้าน ล้างเมือง ล้างใจ” จึงเป็นภารกิจใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งแรงคน แรงเครื่องจักร และการวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติให้เร็วที่สุดภารกิจฟื้นฟูหลังน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะกว่า 90% ของข้าวของในบ้านแทบทั้งหมดจะถูกจัดอยู่ในหมวด “ขยะ” เกือบทั้งสิ้น ทำให้ปริมาณขยะรายครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และหากไม่มีแผนรองรับที่ดี ระบบจัดการขยะอาจล่มได้ทันที จึงต้องมีการบูรณาการระหว่างประชาชน หน่วยงานท้องถิ่น และภาครัฐ รวมถึงการเตรียมเครื่องมือให้พร้อมแบบครบชุดบทความนี้เซฟตี้อินไทย จะอธิบายภาพรวมทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่อุปกรณ์ที่ควรเตรียม วิธีล้างบ้านแบบปลอดภัย ไปจนถึงการจัดการขยะระดับชุมชน รวมถึงมาตรการที่รัฐบาลควรประกาศใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเตรียมความพร้อมหลังสถานการณ์น้ำท่วมอุปกรณ์และเครื่องมือทำความสะอาดหลังน้ำท่วมในขั้นตอนเริ่มต้นของการฟื้นฟู อุปกรณ์ทำความสะอาดถือเป็น “แนวหน้า” ของทุกบ้านและทุกชุมชน หลายอย่างดูเหมือนพื้นฐาน แต่ในสถานการณ์หลังอุทกภัย เครื่องมือเหล่านี้ช่วยประหยัดแรงและลดเวลาได้มากอย่างไม่น่าเชื่ออุปกรณ์และเครื่องมือทำความสะอาดหลังน้ำท่วมกระสอบแทนถุงดำ เหตุผลที่ควรใช้กระสอบแทนถุงดำมีมากกว่าเรื่องความทนทาน เพราะถุงดำทั่วไปมักขาดง่าย โดยเฉพาะเมื่อบรรจุวัสดุเปียกหรือมีน้ำหนักมาก เช่น เสื้อผ้าเปียก ฉากไม้ปาติเคิล เศษบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็ก หากต้องใช้ถุงดำ อาจใช้มากถึง 5 แสนใบในชุมชนใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดขยะพลาสติกท่วมซ้ำอีกชั้นหนึ่งกระสอบสามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้ และที่สำคัญ “คนเก็บของเก่า” สามารถนำไปขายต่อได้อีก จึงเกิดประโยชน์ในหลายมิติพลั่วและจอบ สองไอเทมที่ขาดไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์จะกองทับกันเป็นชั้นๆ ดินโคลนเกาะแน่นบนถนนและหน้าบ้าน การใช้มือเก็บแทบเป็นไปไม่ได้ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยเก็บเศษซากที่มีน้ำหนักมากและเร่งความเร็วการเคลียร์พื้นที่อย่างเห็นผลแปรงขัดและไม้รีดน้ำ ไม้รีดน้ำช่วยประหยัดแรงได้มาก โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำลดเหลือเป็นแผ่นบางๆ เคลื่อนน้ำออกหน้าบ้านได้เร็วกว่าใช้ผ้า หรือใช้มือกวาด แปรงขัดจำเป็นมากเพราะโคลนแห้งจะติดแน่นบนพื้นปูน ทิ้งคราบลื่นอันตรายหากไม่ขัดให้สะอาดน้ำยาทำความสะอาด โดยเฉพาะบริเวณที่น้ำท่วมขังหลายวัน จะเกิดกลิ่นสาบ เชื้อรา และคราบเหนียว น้ำยาล้างพื้นหรือน้ำยาฆ่าเชื้อช่วยลดความเสี่ยงโรคผิวหนังและการติดเชื้อ แต่อย่าลืมระวังไอระเหย เพราะอาจแสบตาและระคายเคืองผิวได้ง่าย ควรสวมถุงมือและหน้ากากขณะใช้ปั๊มฉีดน้ำแรงดันสูงแบบเครื่องยนต์ บ้านจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ทันทีหลังน้ำลด การล้างบ้านด้วยปั๊มไฟฟ้ามีความเสี่ยงไฟรั่วสูง หากไม่มีความจำเป็น ไม่ควรใช้ ปั๊มฉีดน้ำเครื่องยนต์จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะใช้แรงดันได้เต็มที่และไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าความปลอดภัยและสุขภาพ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังในช่วงฟื้นฟูถึงเวลาลงมือจริง หลายคนอาจอยากเร่งทำงานให้เสร็จเร็วที่สุด แต่ในสภาพแวดล้อมหลังน้ำท่วม ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นหลายเท่า การป้องกันจึงต้องมาก่อนเสมอความปลอดภัยและสุขภาพ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังในช่วงฟื้นฟูเปิดประตู หน้าต่าง ไล่ความชื้นในบ้าน บ้านที่ถูกน้ำขังหลายวันจะชื้นจัดจนเกิดกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งสะสมเชื้อรา การเปิดให้อากาศถ่ายเทคือวิธีที่เร็วที่สุดในการลดความชื้น บางหลังต้องเปิดทิ้งอย่างน้อย 2–3 วัน เพราะผนังและเฟอร์นิเจอร์จะดูดซับความชื้นไว้ลึกกว่าที่เห็นสวมชุดปะยางแบบสอดไว้ก่อน เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นปัญหาใหญ่ในทุกพื้นที่ที่น้ำท่วม เฟอร์นิเจอร์ไม้ปาติเคิลหรือไม้อัดเมื่อเปื่อยจะหลุดเป็นชิ้นๆ พร้อมหัวตะปูและสกรูจำนวนมากตกอยู่บนถนน รถยนต์มีโอกาสยางแตกสูง การเตรียมชุดปะยางแบบสอดไว้ในรถจึงช่วยประหยัดเวลาและลดความวุ่นวายได้มากระวังโรคที่มากับน้ำ ดู 6 โรคร้ายอันตรายที่มากับน้ำท่วม คลิกที่นี่ น้ำท่วมคือแหล่งโรค เช่น – โรคฉี่หนู – โรคท้องเสีย – โรคผิวหนัง – เชื้อราในระบบทางเดินหายใจ การสวมรองเท้าบูท ถุงมือ และหน้ากาก เป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสน้ำหรือโคลนการจัดการขยะและโลจิสติกส์ หัวใจของการฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมเมื่อทุกบ้านเริ่มขนข้าวของเสียออกมาหน้าบ้าน ถนนในชุมชนจะเต็มไปด้วยกองขยะทันที หากไม่มีระบบจัดการที่ดี ถนนจะถูกบล็อก รถติดหนัก และการทำงานจะชะงักทันทีการจัดการขยะและโลจิสติกส์ หัวใจของการฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมหาลานทิ้งขยะชั่วคราวใกล้ชุมชน พื้นที่กว้าง รถเข้าออกสะดวก คือกุญแจสำคัญ เพราะชาวบ้านสามารถขนขยะไปทิ้งเองได้ส่วนหนึ่ง ลดภาระรถเก็บขยะ และช่วยปลดล็อกพื้นที่ถนน เมื่อรวมกองไว้แล้ว เทศบาลจึงค่อยทยอยนำไปลงหลุมฝังกลบในภายหลัง ซึ่งช่วยเร่งให้ถนนปลอดโปร่งเร็วขึ้นหลายเท่าระดมรถตัก รถดัมพ์ให้มากที่สุด ปริมาณขยะหลังน้ำท่วมมหาศาลจนรถบรรทุกขนาดเล็กไม่สามารถรับมือได้ รถตักคือพระเอกของงานนี้ เพราะช่วยเก็บขยะที่มีน้ำหนักมากและรวดเร็วกว่าใช้แรงคนหลายเท่า การมีรถดัมพ์หลายคันวิ่งรับส่งแบบต่อเนื่องจะช่วยลดเวลาการขนย้ายไปได้มากการจัดการจราจรในช่วงฟื้นฟู ถือว่าสำคัญไม่แพ้อุปกรณ์ทำความสะอาดเลย เพราะสภาพจริงในพื้นที่คือ – ผู้ประสบภัยทยอยกลับบ้าน – รถบริจาคเข้าไปในซอย – รถเก็บขยะออกมา – รถสาธารณะที่ต้องใช้งานตามปกติ ถ้าจัดการไม่ดี จะเกิดรถติดหนักจนการเคลื่อนย้ายขยะหยุดชะงัก จำเป็นต้องมี จป. หรืออาสาสมัครจราจรคอยโบกรถเป็นรายจุดบทบาทภาครัฐ มาตรการที่ต้องประกาศทันทีเพื่อรองรับการฟื้นฟูเมื่อเมืองทั้งเมืองกลายเป็นขยะ การจัดการด้วยทรัพยากรท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลจึงควรประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถจัดการขยะในวิธีพิเศษได้ เช่นบทบาทภาครัฐ มาตรการที่ต้องประกาศทันทีเพื่อรองรับการฟื้นฟู• เปิดพื้นที่รองรับขยะจำนวนมากแบบเร่งด่วน • อนุญาตให้ท้องถิ่นจัดการขยะเกินกว่าศักยภาพเดิมของบ่อฝังกลบ • ส่งขยะบางส่วนเข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อลดปริมาณฝังกลบ • จัดหน่วยเครื่องจักรกลหนักลงพื้นที่สนับสนุนทันทีมาตรการเหล่านี้ช่วยลดคอขวดสำคัญของกระบวนการฟื้นฟู ทำให้เมืองกลับมาใช้ได้ตามปกติเร็วขึ้นอย่างมากแยกขยะ = ลดงาน ลดเวลา ลดภาระเครื่องจักร ถ้าชุมชนร่วมมือกันแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง งานทั้งหมดจะง่ายขึ้นทันที เช่น • ขยะที่ซ่อมได้ → นำกลับไปใช้ใหม่ • ขยะทำความสะอาดได้ → คืนสภาพใช้งาน • ขยะรีไซเคิล → ลดปริมาณขยะต้องฝังกลบ • ขยะอันตราย → แยกเพื่อลดความเสี่ยงปนเปื้อนเพียงเท่านี้ปริมาณขยะที่จะต้องขนย้ายก็ลดลงไปอย่างมาก ซึ่งช่วยลดต้นทุน แรงงาน และเวลาหลายวันสรุปหลังน้ำท่วม สิ่งที่เสียหายมากที่สุดไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือ “สภาพจิตใจ” ของผู้ประสบภัยที่ต้องเผชิญกับความเหน็ดเหนื่อย ความสูญเสีย และความไม่แน่นอนการทำความสะอาดบ้านและชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดขยะออกไปเท่านั้น แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการฟื้นฟูความหวัง ความอบอุ่น และความปกติกลับสู่ชีวิตของทุกคนเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งประชาชน ท้องถิ่น และรัฐ การฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว เมืองจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และทุกคนจะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงขึ้นขอขอบคุณที่มา การทำความสะอาดเมืองหลังน้ำท่วม มูลนิธิกระจกเงา

6 โรคร้ายอันตรายที่มากับน้ำท่วม

6 โรคร้ายอันตรายที่มาจากน้ำท่วม

6 โรคร้ายอันตรายที่มาจากน้ำท่วมประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้นและมีฤดูฝนที่ชัดเจน ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นประจำในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมเฉียบพลัน น้ำป่าไหลหลาก หรือน้ำท่วมขังยาวนานในเขตชุมชนและพื้นที่ทำงาน เมื่อมีน้ำท่วม ความเสียหายที่เห็นชัดที่สุดคือทรัพย์สิน แต่สิ่งที่อันตรายมากกว่าและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว คือ “โรคติดต่อที่มากับน้ำท่วม”หากย้อนดูประสบการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดในช่วงหลายปีหลัง พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคฉี่หนูที่พบมากในผู้ที่ต้องลุยน้ำเป็นเวลานาน โรคอุจจาระร่วงจากน้ำไม่สะอาด รวมถึงโรคที่ระบาดจากยุงที่เพิ่มจำนวนขึ้นตามแหล่งน้ำขังบทความนี้จะพาไปรู้จัก “6 โรคร้ายอันตรายที่มากับน้ำท่วม” พร้อมอธิบายสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน รวมถึงแนวทางที่คนทำงานและชุมชนควรรู้ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยขึ้นในช่วงฤดูฝน6 โรคร้ายอันตรายที่มากับน้ำท่วม ที่คนทำงาน–ประชาชนต้องรู้ เพื่อป้องกันให้ทันในช่วงภัยพิบัติโรคฉี่หนู (Leptospirosis) และ โรคไข้ดิน หรือเมลิออยด์ (Melioidosis)1. โรคฉี่หนู (Leptospirosis)โรคฉี่หนูเป็นโรคที่มาพร้อมน้ำท่วมแทบทุกครั้ง เพราะน้ำท่วมทำให้เชื้อจากปัสสาวะของสัตว์—โดยเฉพาะ “หนู” —กระจายปะปนอยู่ในน้ำจำนวนมาก เมื่อคนเดินลุยน้ำ มีแผลถลอก หรือผิวหนังถูกแช่น้ำนานหลายชั่วโมง เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทันทีอาการสำคัญ • มีไข้สูง 1–2 สัปดาห์ • ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะต้นขา น่อง • คลื่นไส้ อาเจียน • ตาแดง ในรายรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ หรือเสียชีวิตได้หากรักษาช้าผู้เสี่ยงสูง • คนงานก่อสร้าง • เกษตรกร • เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ต้องเดินลุยน้ำ • พนักงานโรงงานในพื้นที่น้ำท่วมการป้องกัน • หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ถ้าจำเป็นต้องใส่รองเท้าบูท • ล้างมือ–เท้าให้สะอาดหลังสัมผัสน้ำ • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์หนู • ไม่จับสัตว์ตายด้วยมือเปล่าข้อควรรู้ โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องพบแพทย์เร็วที่สุด2.โรคไข้ดิน หรือเมลิออยด์ (Melioidosis)หลายคนไม่คุ้นชื่อโรคนี้ แต่ในภาคอีสานและภาคเหนือพบผู้ป่วยมาก โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนัก น้ำท่วม เพราะเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei อยู่ในดินและน้ำอาการหลัก • ไข้สูงนานเกิน 3 วัน • ไอมีเสมหะหรือไอเป็นเลือด • ปวดข้อต่างๆ • ปอดอักเสบเฉียบพลัน • ฝีตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ม้าม • มีผื่นนูนตามผิวหนังผู้ป่วยโรคนี้บางรายอาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด และมีอัตราการเสียชีวิตสูงหากรักษาช้ากลุ่มเสี่ยง • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ • ผู้ป่วยเบาหวาน • คนทำงานลุยน้ำหรือย่ำน้ำเป็นประจำการป้องกันหลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมดื่มน้ำต้มสุกล้างตัวทันทีหลังสัมผัสน้ำท่วมถ้ามีแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) - โรคตาแดง (Conjunctivitis)3. โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)โรคที่คนไทยรู้จักดี และยิ่งระบาดหนักช่วงหลังน้ำลด เพราะยุงลายขยายพันธุ์ในน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เช่น ถ้วย จาน กะละมัง ยางรถ หรือภาชนะที่ถูกน้ำท่วมอาการเด่น • ไข้สูงเฉียบพลัน • จุดเลือดออกตามผิวหนัง • อาเจียน เบื่ออาหาร • ปวดกระบอกตา • ระยะวิกฤตอาจเกิดช็อกได้สิ่งที่มักเข้าใจผิดหลายคนคิดว่าไข้เลือดออกมีเฉพาะในเด็ก แต่จริงๆ แล้วผู้ใหญ่ป่วยมากขึ้นทุกปีและมีอาการรุนแรงกว่าด้วยการป้องกัน • ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง • ใส่มุ้งนอน • ใช้สเปรย์กันยุง • แยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่นเพื่อตัดวงจรยุงกัด4. โรคตาแดง (Conjunctivitis)เมื่อมีน้ำท่วม น้ำเสีย น้ำล้นท่อ มักพาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสจำนวนมาก ทำให้โรคตาแดงระบาดง่าย โดยเฉพาะในชุมชน โรงเรียน โรงงานที่คนอยู่รวมกันหนาแน่นอาการ • เคืองตา • น้ำตาไหล • ขี้ตามาก • ตาบวมแดง • บางรายตาแสบจนลืมตาลำบากโรคตาแดงติดต่อได้ง่ายมาก เพียงเช็ดหน้า–เช็ดตาด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกันก็สามารถติดได้การป้องกัน • ห้ามใช้มือขยี้ตา • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำท่วม หรือน้ำสกปรก • หากผงหรือฝุ่นเข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันทีไข้หวัด–ไข้หวัดใหญ่ และ โรคอุจจาระร่วง5. ไข้หวัด–ไข้หวัดใหญ่น้ำท่วมเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งชื้น เย็น และมีเชื้อโรคในอากาศสูง ทำให้คนป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในศูนย์พักพิงหรือผู้ที่ต้องทำงานกลางสายฝนอาการทั่วไป • ไข้สูง • ไอ เจ็บคอ • มีน้ำมูก อ่อนเพลีย • ปวดเมื่อยตามตัวแม้ไข้หวัดมักไม่รุนแรง แต่ในบางราย เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจพัฒนาไปเป็นปอดอักเสบได้การป้องกัน • ใส่หน้ากากอนามัย • ล้างมือบ่อยๆ • หลีกเลี่ยงการนอนซ้ำเสื้อผ้าเปียก • ดื่มน้ำอุ่น ดูแลให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ6. โรคอุจจาระร่วงโรคนี้เป็นโรคที่พบมากที่สุดช่วงน้ำท่วม เพราะน้ำประปาอาจปนเปื้อนเชื้อโรคจากน้ำท่วม ดิน โคลน หรือสิ่งปฏิกูล ทำให้คนที่ดื่มน้ำไม่สะอาดหรือกินอาหารปนเปื้อนมีโอกาสป่วยสูงอาการ • ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน • ท้องปวดเกร็ง • อาจมีไข้ร่วมด้วย • อ่อนเพลีย • หากรุนแรงอาจมีมูกเลือดปนการป้องกัน • กินอาหารสุกใหม่ • ดื่มน้ำต้มสุก • ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหาร • ไม่ถ่ายอุจจาระลงน้ำท่วมเพื่อลดการแพร่เชื้อกรณีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ต้องระวังภาวะขาดน้ำเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้ช็อกได้ทำไม “น้ำท่วม” ถึงทำให้โรคเหล่านี้ระบาดเร็วกว่าปกติ?หลายคนสงสัยว่าทำไมเพียงน้ำท่วมไม่กี่วัน โรคต่างๆ ระบาดเป็นวงกว้าง คำตอบคือ…1) น้ำท่วม = เชื้อโรคปะปนทุกอย่าง น้ำท่วมมักปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ ขยะ น้ำเสียจากท่อระบายน้ำ และเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ2) คนต้องสัมผัสน้ำท่วมโดยเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำงาน เก็บของออกจากบ้าน หรือทำความสะอาด3) ความสะอาดยากขึ้น น้ำสะอาดหายาก อาหารปรุงสดยาก พื้นที่แออัด4) ยุงเพิ่มจำนวนรวดเร็ว หลังน้ำลด 7 วัน คือช่วงยุงลายระบาดหนักที่สุด5) ภูมิคุ้มกันของหลายคนลดลง เพราะพักผ่อนไม่พอ เครียด หรือเจออากาศเย็นๆ สลับร้อนสิ่งที่ “องค์กรและสถานประกอบการ” ควรทำช่วงน้ำท่วมสำหรับโรงงาน บริษัท หรือไซต์งาน ควรวางมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เพื่อให้พนักงานทำงานได้ปลอดภัยและลดความเสี่ยงโรคระบาด ดูรายละเอียดที่นี่1. จัดพื้นที่ปลอดภัยไม่ให้พนักงานลุยน้ำโดยไม่จำเป็น ทำทางเดินยกพื้น วางแผงกั้น หรือจัดเส้นทางทางเลือก2. แจกอุปกรณ์ เช่น รองเท้าบูท ถุงมือ และหน้ากากอนามัย3. ตั้งจุดล้างมือ–ล้างเท้าพร้อมน้ำสะอาด ควรมีสบู่หรือแอลกอฮอล์ให้ครบ4. อบรมพนักงานเกี่ยวกับโรคที่มาพร้อมน้ำท่วม โดยเฉพาะพนักงานภาคสนาม จป. และหัวหน้างาน5. คัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้หรือมีอาการผิดปกติ เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ6. ตรวจสอบระบบระบายน้ำ–บำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากพื้นที่งานเองเคล็ดลับที่ทุกครอบครัวควรทำทันทีเมื่อมีน้ำท่วม• มีรองเท้าบูทติดบ้านไว้เสมอ • จัดเตรียมน้ำดื่มสะอาดเพียงพออย่างน้อย 3–5 วัน • แยกของกิน–ของใช้จากพื้นที่น้ำขัง • ทำความสะอาดของใช้ด้วยน้ำร้อนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ • ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรมีชุดยาประจำตัวติดไว้ • เด็กและผู้สูงอายุไม่ควรลุยน้ำเด็ดขาดสรุปน้ำท่วมไม่ใช่แค่ทำให้บ้านเรือนเสียหาย แต่ยังนำพาโรคอันตรายหลายชนิดที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โรคฉี่หนู เมลิออยด์ ไข้เลือดออก ตาแดง ไข้หวัดใหญ่ และอุจจาระร่วง ล้วนสามารถป้องกันได้หากมีความรู้เพียงพอและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเซฟตี้อินไทย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้ดีขึ้น ทั้งในบ้าน ครอบครัว และสถานที่ทำงาน

โรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

โรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ตามพ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพ

โรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562ในยุคที่การทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โรงงานมีเทคโนโลยีมากขึ้น พื้นที่ก่อสร้างมีความซับซ้อน และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์มีความเสี่ยงมากกว่าเดิม คำว่าโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อย โดยเฉพาะในแวดวงความปลอดภัยในการทำงาน เพราะโรคเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่เป็นสิ่งที่พบเจอได้จริงในสถานประกอบกิจการทุกประเภทประเทศไทยมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยยกระดับการป้องกันและควบคุมโรคที่เกี่ยวกับงานและสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งขึ้นแนวทางของกฎหมายฉบับนี้มุ่งหมายให้ทุกสถานประกอบกิจการมีระบบบริหารจัดการที่ดี สามารถตรวจสอบ เฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบสนองต่ออันตรายต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจองค์ประกอบสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ลักษณะโรค อาการสำคัญ หน้าที่ของสถานประกอบการ รวมถึงแนวคิดที่ควรรู้ตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานที่ทำงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องความหมายของโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 4ความหมายของโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 4กฎหมายกำหนดความหมายไว้ชัดเจน เพื่อให้สามารถแยกโรคที่เกิดจากการทำงานและโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง ดังนี้โรคจากการประกอบอาชีพ หมายความว่า โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพ เช่น หมอที่ติดเชื้อจากผู้ป่วย ช่างเชื่อมที่สูดดมควันโลหะ พนักงานโรงงานที่สัมผัสสารเคมีเป็นประจำ เป็นต้นโรคจากสิ่งแวดล้อม หมายความว่า โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากมลพิษหรือปัจจัยที่เป็นอันตรายในสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ฝุ่นพิษที่มาจากโรงงานละแวกบ้าน การปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำ หรือมลพิษทางอากาศ PM 2.5ทั้งสองส่วนนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปเพิ่มเติมจากคนที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยง ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้รัฐและสถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการดูแลป้องกันร่วมกันอย่างชัดเจนมาตรา 7 หัวใจสำคัญของการป้องกันและควบคุมมาตรา 7 ของกฎหมายฉบับนี้กำหนดหน้าที่ให้รัฐบาลจัดทำรายการโรคหรืออาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวังทั้งจากงานและจากสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) เฝ้าระวังโรคที่พบมากหรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น(2) ป้องกันการเกิดโรคโดยอาศัยข้อมูลวิชาการและสถิติ(3) ควบคุมโรคให้ลดการแพร่กระจายและลดผลกระทบต่อชีวิตคนทำงานและชุมชนซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขในปี 2568 คือหนึ่งในประกาศที่ออกมาภายใต้นโยบายนี้ โดยประกาศแบ่งรายการโรคออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พร้อมตัวอย่างอาการสำคัญให้สถานประกอบกิจการนำไปใช้ประเมินความเสี่ยงในองค์กรได้อย่างถูกต้องตัวอย่างโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (ประกาศปี 2568)ตัวอย่างโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (ประกาศปี 2568)กลุ่มนี้คือโรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดจากมลพิษหรือจากปัจจัยในสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องทำงานในโรงงานก็สามารถเกิดขึ้นได้ แบ่งเป็น 3 ประเภทที่พบมาก ได้แก่โรคหรืออาการที่เกิดจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว บุคคลอาจได้รับสารตะกั่วโดยไม่รู้ตัว เช่น จากสีเก่า ท่อเก่า น้ำปนเปื้อน หรือโรงหล่อโลหะในพื้นที่ใกล้บ้าน อาการมักเริ่มจากความอ่อนเพลีย ปวดท้อง คลื่นไส้ และหากได้รับต่อเนื่องอาจทำให้ระบบประสาทเสียหายโรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM 2.5 เป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กที่เข้าสู่ปอดได้ง่าย หากได้รับในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคระบบหายใจเรื้อรัง หอบหืด ภูมิแพ้ ไปจนถึงโรคหัวใจ คนในพื้นที่เมืองใหญ่และพื้นที่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงโรคหรืออาการที่เกิดจากรังสีแตกตัวหรือรังสีไอออไนซ์ วิศวกรรังสี บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานด้านเอ็กซเรย์ รวมถึงบุคคลที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งรังสีมีโอกาสได้รับผลกระทบ อาการเริ่มตั้งแต่ผมร่วง อ่อนเพลีย ไปจนถึงโรคร้ายแรงเช่นมะเร็งตัวอย่างโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ (ประกาศปี 2568)ตัวอย่างโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ (ประกาศปี 2568)กลุ่มนี้หมายถึงโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพการทำงานหรือปัจจัยเสี่ยงที่พบในสถานประกอบกิจการ โดยมี 6 ข้อที่ประกาศกำหนด ได้แก่โรคหรืออาการที่เกิดจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว พนักงานที่ทำงานในโรงหล่อโลหะ โรงงานแบตเตอรี่ หรือการพ่นสี มีความเสี่ยงสูงกว่า สามารถเกิดผลต่อสมอง เลือด และไตโรคหรืออาการที่เกิดจากผู้มีอาชีพสัมผัสเชื้อโรค ตัวอย่างเช่น บุคลากรการแพทย์ พนักงานห้องปฏิบัติการ คนงานโรงเชือดสัตว์ อาจติดเชื้อจากการทำงานโดยตรง เช่น วัณโรค เลปโตสไปโรซิส หรือโรคติดต่อทางเลือดโรคหรืออาการที่เกิดจากภาวะอับอากาศ พื้นที่ confined space เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ เช่น ถังน้ำมัน บ่อบำบัด แม้มีออกซิเจนต่ำเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้อย่างรวดเร็วโรคหรืออาการที่เกิดจากแอสเบสตอส แร่ใยหินเป็นวัสดุที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายในอาคารเก่า ยานพาหนะ และท่อซีเมนต์ หากสูดดมเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็งเยื่อหุ้มปอดโรคหรืออาการที่เกิดจากพยาธิจากการกินสัตว์ดิบหรือการสัมผัสวัสดุที่มีเชื้อ กลุ่มคนงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ การแปรรูปอาหาร หรือพื้นที่ชื้นสกปรกมีความเสี่ยงมากกว่าโรคหรืออาการที่เกิดจากรังสีแตกตัวหรือรังสีไอออไนซ์ในสถานประกอบกิจการ ตรงกับกลุ่มงานที่ใช้เครื่องเอกซเรย์ งานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือโรงงานที่ใช้วัสดุรังสีบทบาทของสถานประกอบกิจการตามกฎหมายกฎหมายปี 2562 ไม่ได้ออกมาเพื่อเป็นภาระให้องค์กร แต่เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างเป็นระบบ ป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยสถานประกอบกิจการต้องดำเนินการดังนี้1.จัดทำระบบประเมินความเสี่ยงต่อโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม ควรมีการประเมินความเสี่ยงประจำปี รวมถึงระบุงานที่เสี่ยงสูง เช่น งานเชื่อม งานขัดโลหะ งานสารเคมี งานรังสี2.จัดให้มีการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงตัวอย่างเช่นตรวจเลือดตะกั่วสำหรับผู้สัมผัสสารตะกั่วตรวจสมรรถภาพปอดของคนงานที่สัมผัสฝุ่นตรวจรังสีของผู้ปฏิบัติงานด้านเอ็กซเรย์3.จัดให้มีระบบเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง องค์กรควรมีบันทึกข้อมูลสุขภาพของพนักงานเป็นรายบุคคล และมีระบบแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ4.ให้ความรู้และอบรมพนักงาน จป. และหัวหน้างานควรจัดอบรมเรื่องสารเคมี อันตรายจากฝุ่น การทำงานในพื้นที่อับอากาศ การป้องกันโรคจากการทำงาน ให้สอดคล้องกับประเภทงาน5.รายงานโรคจากการประกอบอาชีพต่อหน่วยงานรัฐ เมื่อพบพนักงานมีอาการต้องแจ้งหน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพความสำคัญของการควบคุมโรคในมุมองค์กรและสังคมการควบคุมโรคจากงานและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องของพนักงาน แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลถึงองค์กร สังคม และประเทศ เพราะลดอัตราการเจ็บป่วยและการลางานลดต้นทุนค่ารักษาและค่าชดเชยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความปลอดภัยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนเมื่อองค์กรมีระบบที่ดี ย่อมลดความเสี่ยงได้มาก และช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมั่นใจมากขึ้นสรุปกฎหมายควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยกำหนดมาตรฐานการป้องกันและเฝ้าระวังโรคในสังคมไทย เดิมทีหลายโรคเป็นปัญหาเรื้อรังที่ถูกมองข้าม แต่เมื่อมีกฎหมายและประกาศที่ชัดเจน ทำให้สถานประกอบกิจการสามารถนำหลักการไปปรับใช้ได้จริงไม่ว่าจะเป็นโรคจากตะกั่ว ฝุ่น PM2.5 สารเคมี รังสี หรือโรคที่เกิดจากสภาพการทำงาน ล้วนสามารถป้องกันได้หากมีความรู้และระบบที่เหมาะสมเซฟตี้อินไทย เชื่อว่าหากทุกองค์กรร่วมมือกัน เรื่องโรคจากงานและสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่แบบที่ผ่านมา แต่จะกลายเป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้ พร้อมทำให้คนไทยทำงานอย่างปลอดภัย สุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

บุหรี่ไฟฟ้า

5 ความจริงที่ บุหรี่ไฟฟ้า ไม่เคยบอกคุณ

บุหรี่ไฟฟ้า ถูกนำเสนอเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป แต่ความจริงแล้วมันอันตรายไม่แพ้กัน นี่คือ 5 ความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า หลายคนอาจคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าบุหรี่มวน แต่ความจริงแล้วมันอันตรายไม่แพ้กัน วันนี้ เซฟตี้อินไทย จะมาเปิดเผย 5 เรื่องจริงที่บุหรี่ไฟฟ้าไม่เคยบอกคุณ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย5 ความจริงที่ บุหรี่ไฟฟ้า ไม่เคยบอกคุณ 1. อันตรายไม่แพ้บุหรี่ธรรมดาแม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีควันเหมือนบุหรี่ทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยกว่า ในบุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารเคมีอันตรายมากมายที่สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่นโลหะหนัก: เช่น นิเกิล โครเมียม และตะกั่ว ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายและเป็นอันตรายต่ออวัยวะต่างๆสารก่อมะเร็ง: เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ อะเซทาลดีไฮด์ และเบนซีน ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งฝุ่นละอองขนาดเล็ก: อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าไปในปอดและทำให้เกิดการอักเสบและโรคต่างๆ ได้สารเคมีเหล่านี้สามารถทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น โรคปอด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด 2. ไม่ช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้หลายคนเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยในการเลิกบุหรี่มวน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินในระดับสูง ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ทำให้ผู้สูบเกิดความต้องการบุหรี่มากขึ้น นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้ผู้สูบติดนิสัยการสูบ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเลิกบุหรี่ 3. เป็นตัวนำสู่การสูบบุหรี่มวนงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า เด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่การสูบบุหรี่มวนมากกว่าเด็กที่ไม่สูบ 2-4 เท่า นั่นเป็นเพราะว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กคุ้นเคยกับนิโคตินและพฤติกรรมการสูบ ซึ่งจะนำไปสู่การลองบุหรี่มวนในที่สุด 4. อันตรายต่อร่างกายและทางเดินหายใจสารปรุงแต่งกลิ่นและรสในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารเคมีที่แปลกปลอมต่อร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบในทางเดินหายใจได้ นอกจากนี้ ยังมีสารเคมีอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โพรพิลีนไกลคอลและกลีเซอรีน ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการแพ้และโรคต่างๆ ได้ 5. เซลล์มะเร็งเติบโตนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าสามารถกระตุ้นและสร้างเส้นเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงเนื้องอก ซึ่งทำให้เนื้อมะเร็งเติบโตเร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสารเคมีอื่นๆ ในบุหรี่ไฟฟ้าที่อาจส่งผลต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ สรุปบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป มันยังคงเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสามารถนำไปสู่การเสพติดและการเกิดโรคต่างๆ ได้ หากคุณกำลังพิจารณาที่จะเลิกบุหรี่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและวิธีการที่เหมาะสมที่มา : บุหรี่ - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

6 โรคร้ายที่มากับน้ำท่วม

6 โรคร้ายที่มากับน้ำท่วม

6 โรคร้ายที่มากับน้ำท่วม น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างมาก หนึ่งในผลกระทบที่น่ากังวล คือ การแพร่ระบาดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มากับน้ำเสียและสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด มาทำความรู้จักกับ 6 โรคร้ายที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม พร้อมวิธีป้องกันกันนะคะ6 โรคร้ายที่มากับน้ำท่วม มีดังนี้มาทำความรู้จักกับ 6 โรคร้ายที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม พร้อมวิธีป้องกันกันนะคะ1. โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ที่มากับน้ำท่วมทำไมน้ำท่วมถึงทำให้เราเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ได้  ?น้ำท่วมมักมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด เชื้อโรคต่างๆ รวมถึงเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ สามารถแพร่กระจายได้ง่ายมากขึ้นผ่านอากาศ เมื่อมีการระเหยของน้ำจากพื้นที่น้ำท่วม ทำให้เชื้อโรคลอยอยู่ในอากาศที่เราหายใจเข้าไปน้ำ การสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง หรือการใช้ของใช้ที่ปนเปื้อนน้ำ อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายการสัมผัส การสัมผัสกับผู้ป่วยหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ก็สามารถติดเชื้อได้อาการของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ไข้สูง อาจมีไข้ต่ำสลับสูงปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อปวดศีรษะ รู้สึกปวดตุบๆไอ อาจมีเสมหะเจ็บคอ คันคออ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรงน้ำมูกไหล อาจมีสีเหลืองหรือเขียววิธีป้องกันจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม หากจำเป็นต้องสัมผัส ควรสวมรองเท้าบู๊ตและถุงมือสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการสูดดมเชื้อโรคในอากาศล้างมือบ่อย ๆ ใช้สบู่และน้ำสะอาดล้างมือให้สะอาดหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย หากมีคนในบ้านป่วย ควรแยกห้องนอนและใช้ของใช้ส่วนตัวพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดีขึ้นทานอาหารที่มีประโยชน์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด2. โรคอุจจาระร่วงที่มากับน้ำท่วมทำไมน้ำท่วมถึงทำให้เราเป็นโรคอุจจาระร่วงได้ ?น้ำท่วมมักนำพาเชื้อโรคต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล และเศษอาหารเข้าสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม ทำให้เราเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้เข้าไปสาเหตุหลักของโรคอุจจาระร่วงในช่วงน้ำท่วมเชื้อแบคทีเรีย: เช่น เชื้ออีโคไล, เชื้อซาลโมเนลลา, เชื้อชิเกลลาเชื้อไวรัส: เช่น โรต้าไวรัส, นอร์วอล์คไวรัสปรสิต: เชื้ออะมีบาอาการของโรคอุจจาระร่วงถ่ายอุจจาระเหลวบ่อยครั้งปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียนเบื่ออาหารอ่อนเพลียวิธีป้องกันโรคอุจจาระร่วงดื่มน้ำสะอาด ต้มน้ำให้เดือดก่อนดื่ม หรือดื่มน้ำบรรจุขวดที่มีฉลาก อย.รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบ อาหารสุกๆ ดิบๆ และอาหารที่วางทิ้งไว้นานล้างมือให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังสัมผัสสิ่งสกปรกหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม หากจำเป็นต้องสัมผัส ควรสวมรองเท้าบู๊ตและถุงมือทำความสะอาดอาหารและภาชนะให้สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนนำมาปรุงอาหารกำจัดขยะอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคหากมีอาการป่วย ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องการป้องกันโรคอุจจาระร่วง เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีน้ำท่วม การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้คุณและครอบครัวปลอดภัยจากโรคนี้ได้3. โรคไข้เลือดออกทำไมน้ำท่วมถึงทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออก?น้ำท่วมมักจะนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก น้ำขังตามภาชนะต่างๆ หรือตามพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ทำให้จำนวนยุงลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไข้เลือดออกอาการของโรคไข้เลือดออกไข้สูง ไข้สูงเฉียบพลัน เกิน 38 องศาเซลเซียสปวดศีรษะ ปวดรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณเบ้าตาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ ปวดตามตัวมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เช่น ผื่นแดง เลือดออกตามไรฟัน เหงือกคลื่นไส้อาเจียนภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้เลือดออกหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โรคไข้เลือดออกอาจมีความรุนแรงขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่นไข้เลือดออกรุนแรง มีอาการเลือดออกมาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ความดันโลหิตต่ำช็อก อวัยวะต่างๆ ของร่างกายขาดเลือดวิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตรวจสอบและกำจัดภาชนะที่ใส่น้ำและมีน้ำขังปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิดเปลี่ยนน้ำในแจกันและกระถางต้นไม้สัปดาห์ละครั้งป้องกันการถูกยุงกัดนอนในมุ้งสวมเสื้อผ้าแขนยาว กางเกงขายาวใช้ยาไล่ยุงหากมีอาการป่วย ไปพบแพทย์ทันที3 เก็บ ป้องกัน 3 โรคเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกและโรคติดเชื้อจากยุงลายอื่นๆ เช่น ไข้ซิกา ไข้ปวดข้อยุงลาย ควรปฏิบัติตามหลัก "3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค" ได้แก่เก็บ บ้านให้สะอาดเก็บ ขยะเก็บ น้ำการรักษาโรคไข้เลือดออกการรักษาโรคไข้เลือดออกเน้นการดูแลรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์คำแนะนำเพิ่มเติมฉีดวัคซีนไข้เลือดออก หากมีวัคซีนไข้เลือดออก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำติดตามข่าวสาร ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกจากหน่วยงานสาธารณสุขโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ การร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้4. โรคตาแดงทำไมน้ำท่วมถึงทำให้เกิดโรคตาแดง ?น้ำท่วมมักจะนำพาเชื้อโรคต่างๆ เช่น แบคทีเรียและไวรัส มาปนเปื้อนในน้ำ ซึ่งเมื่อน้ำเหล่านี้กระเด็นเข้าตา หรือเราสัมผัสน้ำแล้วนำมือไปขยี้ตา ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อและเกิดโรคตาแดงได้อาการของโรคตาแดงตาแดงเคืองตามีขี้ตาตาพร่ามัวกลัวแสงน้ำตาไหลสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาแดงในช่วงน้ำท่วมการสัมผัสน้ำสกปรก น้ำท่วมมักปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคต่างๆ เมื่อน้ำเหล่านี้กระเด็นเข้าตา ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู ที่ใช้ร่วมกับผู้ป่วยโรคตาแดงการขยี้ตา การขยี้ตาบ่อยๆ จะทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายและทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้นวิธีป้องกันโรคตาแดงหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม หากจำเป็นต้องสัมผัส ควรสวมแว่นตาป้องกันล้างมือให้สะอาด ก่อนและหลังสัมผัสดวงตาไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนูหลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากรู้สึกเคืองตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาเบาๆรักษาความสะอาดรอบตัวทำความสะอาดบ้านเรือนและสิ่งของให้สะอาดอยู่เสมอการรักษาโรคตาแดงหยอดตา แพทย์จะสั่งจ่ายยหยอดตาตามชนิดของเชื้อที่ติดเชื้อพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักๆหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลนส์สัมผัส ควรใส่แว่นแทนปรึกษาแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาภาวะแทรกซ้อนของโรคตาแดงหากปล่อยให้โรคตาแดงเรื้อรัง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่นการติดเชื้อลุกลาม อาจทำให้เกิดการอักเสบของกระจกตา หรือเยื่อบุตาการมองเห็นลดลง ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงการป้องกันโรคตาแดงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีน้ำท่วม การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้คุณปลอดภัยจากโรคนี้ได้5.โรคฉี่หนูโรคฉี่หนู หรือ เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมักพบในปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู หมู วัว ควาย เมื่อน้ำท่วม เชื้อโรคเหล่านี้จะปนเปื้อนในน้ำและดิน ทำให้คนเราติดเชื้อได้ง่ายขึ้นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูการสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง การเดินลุยน้ำท่วม หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตาการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ: เช่น ดิน โคลน หรือสิ่งของที่สัมผัสกับน้ำท่วมอาการของโรคฉี่หนูไข้สูง ไข้สูงเฉียบพลันปวดศีรษะ: ปวดรุนแรงปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องตาเหลือง: ในบางรายปัสสาวะสีเข้ม: หรือปัสสาวะออกน้อยมีอาการทางระบบประสาท: เช่น สับสน ชักการป้องกันโรคฉี่หนูหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม: หากจำเป็นต้องสัมผัส ควรสวมรองเท้าบู๊ตและถุงมือทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสน้ำท่วม: ใช้สบู่และน้ำสะอาดล้างร่างกายให้สะอาดหลีกเลี่ยงการกินอาหารดิบ: ปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์หนู: เพื่อลดจำนวนหนูพาหะนำโรคฉีดวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนู: สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงการรักษาโรคฉี่หนูการให้ยาปฏิชีวนะ: เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียการรักษาตามอาการ: เช่น การให้ยาลดไข้ ยาลดปวดภาวะแทรกซ้อนของโรคฉี่หนูภาวะไตวายเฉียบพลัน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทำลายไตเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำลายสมองภาวะเลือดออกหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โรคฉี่หนูอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น หากคุณมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคฉี่หนู ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง6.โรคเมลิออยด์ (โรคไข้ดิน)โรคเมลิออยด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคไข้ดิน เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมักพบในดินและน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเกษตรกรรม เมื่อเกิดน้ำท่วม เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะแพร่กระจายและปนเปื้อนในน้ำและดินมากขึ้น ทำให้ผู้ที่สัมผัสกับน้ำท่วมมีโอกาสติดเชื้อได้สูงขึ้นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเมลิออยด์การสัมผัสดินหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น การเดินลุยน้ำท่วม การทำสวน การเกษตรการสูดดมฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ฝุ่นดินที่ปลิวว่อนในอากาศบาดแผลที่สัมผัสกับดินหรือน้ำที่มีเชื้อ เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลอาการของโรคเมลิออยด์ไข้สูง เป็นอาการเริ่มแรกที่พบบ่อยที่สุดไอ อาจมีเสมหะเจ็บหน้าอก หากเชื้อเข้าไปติดเชื้อที่ปอดปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อมีฝีที่ผิวหนังปวดท้อง ท้องเสียกลุ่มเสี่ยงผู้ที่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค: เช่น เกษตรกร ผู้ที่ทำงานในนาข้าว สวนยางผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคปอดผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องการป้องกันโรคเมลิออยด์หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหรือน้ำที่ปนเปื้อน หากจำเป็นต้องสัมผัส ควรสวมรองเท้าบู๊ต ถุงมือ และเสื้อผ้าที่มิดชิดรักษาความสะอาดร่างกาย อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดหลังจากสัมผัสดินหรือน้ำปฐมพยาบาลบาดแผล ทำความสะอาดบาดแผลให้สะอาดหลีกเลี่ยงการสูดดมฝุ่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องทำงานในพื้นที่ที่มีฝุ่นปรึกษาแพทย์ หากมีอาการผิดปกติการรักษาโรคเมลิออยด์ภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อกระจายไปทั่วร่างกาย: อาจทำให้เกิดฝีในอวัยวะภายในภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดการทำงานของอวัยวะสำคัญล้มเหลวโรคเมลิออยด์เป็นโรคที่อันตรายและอาจถึงแก่ชีวิตได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณมีอาการสงสัยว่าติดเชื้อโรคเมลิออยด์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีสรุปน้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่นำมาซึ่งความเสียหายและปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อต่างๆ ซึ่งมักเกิดจากการสัมผัสน้ำและสิ่งปนเปื้อนในน้ำท่วม การป้องกันโรคเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากทุกคนร่วมมือกัน ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

น้ำยาเต่า อันตราย

น้ำยาเต่า รู้เท่าทันอันตราย ห้ามใช้กับน้ำยาล้างห้องน้ำ กลายเป็นก๊าซไข่เน่า

น้ำยาเต่า รู้เท่าทันอันตรายห้ามใช้กับน้ำยาล้างห้องน้ำ กลายเป็นก๊าซไข่เน่า สูดดมเสียชีวิตได้จากข่าว คดีการเสียชีวิต 3 แม่ลูกดับในบ้าน เพราะน้ำยาสลายคราบอุดตัน ทางเซฟตี้อินไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยนะครับ วันนี้ เซฟตี้อินไทย จึงได้รวบรวมสาระที่เป็นประโยชน์ของการใช้ น้ำยาเต่าเพื่อให้ทุกท่านได้อ่านกัน หากท่านใดที่กำลังใช้งาน น้ำยายี่ห้อนี้อยู่ โปรดใช้งานอย่างระมัดระวัง และใช้งานอย่างถูกวิธีด้วยนะครับน้ำยาเต่า คืออะไรน้ำยาเต่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีในบ้านเรามาช้านานค่ะ โดยมีจุดเด่นในการขจัดสิ่งสกปรกที่ไปอุดตันในท่อระบายน้ำต่างๆ เช่น อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน หรือแม้แต่โถส้วมทำให้ท่อน้ำไหลสะดวกขึ้นและปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ น้ำยาชนิดนี้มีส่วนผสมของสารเคมีที่ออกฤทธิ์ในการละลายไขมัน เส้นผม เศษอาหาร และสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่ไปอุดตันอยู่ในท่อ ทำให้ท่อน้ำไหลสะดวกขึ้นและปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ น้ำยาเต่า เป็นผลิตภัณฑ์ล้างท่ออุดตัน ยี่ห้อ "TURTLE" เป็นของเหลวสีดำ มีกรดซัลฟิวลิก เข้มข้นสูงโดยผลิตภัณฑ์ล้างท่ออุดตันดังกล่าว ไม่มีจัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่พบได้ในร้านวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งไม่มีเลขทะเบียนอย.ด้วยน้ำยาเต่า อันตรายอย่างไรน้ำยาเต่า ถึงแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและช่วยแก้ปัญหาท่ออุดตันได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีอันตรายซ่อนอยู่หากใช้ไม่ถูกวิธีค่ะ น้ำยาเต่าส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดที่ออกแบบมาเพื่อละลายไขมันเส้นผม และสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อุดตันอยู่ในท่อ โดยสารเคมีเหล่านี้มักจะเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นอันตรายหากสัมผัสโดยตรงทำไมน้ำยาเต่าถึงห้ามใช้กับโซดาไฟ ?ปฏิกิริยาเคมี น้ำยาเต่าและโซดาไฟเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ตรงข้ามกัน เมื่อนำมาผสมกันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรง ทำให้เกิดความร้อนสูงและปล่อยก๊าซพิษออกมา เช่น ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่อันตรายมาก หากสูดดมเข้าไปอาจทำให้เสียชีวิตได้อันตราย ก๊าซไข่เน่ามีผลกระทบต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น ระคายเคืองทางเดินหายใจ ทำลายระบบประสาท และอาจทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ การเกิดปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรงยังอาจทำให้เกิดการระเบิดได้อีกด้วยก๊าซไข่เน่า อันตรายต่อร่างกายเราอย่างไร ?ก๊าซไข่เน่า หรือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide) เป็นก๊าซพิษที่เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ เช่น ไข่เน่าเนื้อสัตว์เน่า หรือสิ่งปฏิกูล เมื่อสูดดมเข้าไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อย่างรุนแรงอันตรายจากก๊าซไข่เน่าระบบทางเดินหายใจ ก๊าซไข่เน่าจะระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอ เจ็บคอ หายใจขัด หากได้รับในปริมาณมาก อาจทำให้ปอดบวมและเสียชีวิตได้ระบบประสาท ก๊าซนี้จะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในเซลล์ ทำให้เซลล์ประสาทถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดอาการมึนงง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หมดสติ และชักระบบหัวใจและหลอดเลือด ก๊าซไข่เน่าจะทำลายระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้กลิ่น แม้ว่าก๊าซไข่เน่าจะมีกลิ่นฉุนคล้ายไข่เน่า แต่เมื่อสูดดมในปริมาณมาก กลับจะทำให้ประสาทรับกลิ่นชา ทำให้สูดดมก๊าซเข้าไปโดยไม่รู้ตัวระดับความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่าและผลกระทบต่อร่างกายระดับต่ำ ระคายเคืองตา จมูก คอระดับปานกลาง ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียนระดับสูง หมดสติ ชัก และเสียชีวิตวิธีป้องกันและแก้ไขหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีกลิ่นไข่เน่า เช่น บ่อเกรอะ ท่อระบายน้ำที่อุดตันระบายอากาศ เปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกสวมอุปกรณ์ป้องกัน หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ควรสวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษหากสูดดมเข้าไป รีบออกจากพื้นที่ไปยังที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีที่มา : พฐ.ชี้ก๊าซไข่เน่าปม 3 แม่ลูกดับคาห้องน้ำ / ภัยใกล้ตัวน้ำยาเต่า ห้ามใช้กับน้ำยาล้างห้องน้ำกลายเป็นก๊าซไข่เน่า สูดดมเสียชีวิตได้

ฮีทสโตรก

อันตรายถึงชีวิตกับอาการฮีทสโตรกที่มากับความร้อน

ฮีทสโตรก (Heat stroke)          เป็นภาวะที่เกิดจากการเผาผ่านของร่างกายเกินกว่าจะสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในบุคคลที่อยู่ในสภาวะอากาศร้อนและอบอุ่นนานๆ เช่นการทำงานภายในอาคารที่ไม่มีระบบเครื่องปรับอากาศ การออกกำลังกายหนักๆ ในอากาศร้อนและชื้น หรือการทำงานก่อสร้างอยู่กลางแจ้งนานๆสัญญาณเมื่อเกิดอาการ ฮีทสโตรกอาการของฮีทสโตรกมีหลายอย่าง- อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส- ความชื้นในร่างกายสูง- ปวดศีรษะและคลื่นไส้- ความรู้สึกอ่อนเพลีย- ตัวเหนียวตึงและหนักแน่น- หัวใจเต้นเร็วและเหนื่อย- หายใจไม่สะดวกหรือเหนื่อย- มีอาการสับสนหรืออาการแปลกปลอมหากไม่รักษาโรคนี้ได้ทันที อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของร่างกายได้โดยตรง รวมถึงอาจเสียชีวิตได้ด้วย ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาและการดูแลรักษาให้ดีที่สุด นอกจากนี้ หากเห็นบุคคลที่มี อาการฮีทสโตรก ควรสามารถช่วยเหลืออย่างโดยเร็วและถูกวิธีดังนี้การช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ป่วยอาการอีทสโตรกหากพบเจอผู้เป็นโรคลมแดดสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้โดย- นำผู้มีอาการเข้าที่ร่ม นอนราบ- ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น- ถอดเสื้อผ้าออกเพื่อระบายความร้อน- ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน- หากไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือ โทร. 1669วิธีการป้องกันอาการฮีทสโตรก ควรป้องกันอย่างไร          หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นฮีทสโตรก จะต้องดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยการให้เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ เช่นน้ำมะพร้าว น้ำอัดลมที่ไม่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หรือน้ำเปล่าเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำและเกลือคืนค่าที่สูญเสียไปจากการเผาผลาญร่างกาย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เทคนิคเย็นในการช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย โดยใช้ผ้าเย็นหรือแช่ตัวในน้ำเย็น แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังเย็นเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ เช่นหนาวสั่น หรือทานยาลดไข้เพื่อช่วยลดไข้ในร่างกาย อย่างไรก็ตาม การป้องกันเป็นอย่างสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการฮีทสโตรก ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาวะอากาศร้อนและอบอุ่นเป็นเวลานานๆ อย่างน้อย 15 นาทีต่อชั่วโมง และใช้เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้หลายชั้นเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่เหมาะสม และไม่ลืมดื่มน้ำอยู่เสมอเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในร่างกาย          ในกรณีที่ต้องทำงานหรืออยู่ในสภาวะอากาศร้อน ควรมีการใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมอย่างเหมาะสม เพื่อให้ความร้อนและความชื้นในอากาศลดลง และเตรียมตัวก่อนการออกไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากๆ เช่นการออกกำลังกายหรือการเดินเท้าโดยการแต่งตัวให้เหมาะสมและมีการพักผ่อนเพียงพอก่อนการออกไปทำกิจกรรมเหล่านั้น          อีกทั้งยังสามารถระวังการดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่เพราะสามารถทำให้ร่างกายสูญเสียความชุ่มชื้นได้ และส่งผลต่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย          นอกจากนี้ หากมีอาการที่รุนแรงขึ้น หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มเติม ไม่ควรปล่อยให้ฮีทสโตรกเกิดขึ้นเป็นเวลานานเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ในระยะยาว และอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ในบางกรณี                     ดังนั้น การรักษาและป้องกันฮีทสโตรกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก โดยให้คำแนะนำดังกล่าวเป็นแนวทางในการดูแลรักษาและป้องกันฮีทสโตรกอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวันของเรามาตรการป้องกันดูแลไชต์งานก่อสร้างในช่วงหน้าร้อนสรุปการเป็นฮีทสโตรกเป็นสภาวะที่เกิดจากการสูญเสียความชุ่มชื้นในร่างกายหรือเมื่อร่างกายไม่สามารถหมุนเวียนเลือดและความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นฮีทสโตรกอาจเกิดขึ้นได้ในบรรยากาศร้อน การทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมาก การดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่ และอื่นๆการป้องกันฮีทสโตรกสามารถทำได้โดยการดื่มน้ำเปล่าเพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่หลากหลาย และหมั่นพักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากนี้ยังควรเลือกที่จะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากในช่วงเวลาที่ร้อนตอนเช้าหรือตอนเย็น เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นฮีทสโตรก และหากมีอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มเติม ดังนั้น การดูแลรักษาและป้องกันฮีทสโตรกเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา

ฝุ่น PM 2.5 ภัยร้ายใกล้ตัวเรา

ฝุ่น PM 2.5 ภัยร้ายใกล้ตัวเรา

 ฝุ่นละออง (Particle Matter) หมายถึง อนุภาคของแข็งหรือหยดละอองของเหลวที่แขวนลอยในบรรยากาศ ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ บางชนิดมีขนาดใหญ่จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ฝุ่นจากโรงโม่หิน ฝุ่นจากโรงไม้ แต่บางชนิดมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของประชาชน ฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) PM2.5 ประกอบด้วยคำว่า PM ที่ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ PM10 และ PM2.5 ส่วนตัวเลข 2.5 นั้น มาจาก ขนาดของฝุ่น มีหน่วยเป็นไมครอนฝุ่น PM2.5 (Particulate matter smaller than 2.5micron) คือ ฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม ขนจมูกไม่สามารถกรองได้ ลอยในอากาศได้นานและไกลถึง 1,000 กิโลเมตร และอาจมีสารพิษที่เกาะมาด้วย หากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ล่องลอยอยู่ในอากาศปริมาณมาก จะเห็นท้องฟ้าเป็นสีหม่น หรือเกิดเป็นหมอกควันอาการเบื้องต้นเมื่อรับฝุ่น pm 2.5 เข้ามา ทำให้ระคายเคืองตาแสบตา ตาอักเสบ ตาแดง คัดจมูก น้ำมูกไหล ผื่นคันบริเวณผิวหนัง ระคายเคืองเยื่อบุจมูก ไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อรับฝุ่นมากๆ อาจจะเสี่ยงโรคดังนี้ โรคระบบทางเดินหายใจมลพิษในอากาศเป็นทั้งสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดและระบบทางเดินหายใจและที่ทำให้โรคกำเริบขึ้นได้ ซึ่งรวมถึง โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด ในระยะยาวจะส่งผลให้ปอดทำงานถดถอย โรคเยื่อบุตาอักเสบหรืออาการตาแดงคือ ภาวะที่เยื่อบุตาเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ซึ่งเยื่อบุตาเป็นเยื่อเมือกใสที่คลุมตาขาวและบุด้านในของเปลือกตา โรคหัวใจ และหลอดเลือดผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 กับหัวใจ หากเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันจะส่งผลให้เส้นเลือดเปราะ เส้นเลือดแตก และในผู้ป่วยโรคหัวใจจะเข้าไปกระตุ้นให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น ส่วนในระยะยาวผลกระทบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ กระตุ้นการอักเสบทั่วร่างกาย หลอดเลือดหนาตัวมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดเติบโตขึ้น มีอันตรายต่อร่างกาย โรคผิวหนังผิวหนังเป็นอวัยวะที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเรา ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากพวกแบคทีเรีย, ไวรัส อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก ผิวหนังเป็นอวัยวะหลักที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมและมลภาวะต่าง ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝุ่นละอองดังกล่าวจะส่งผลต่อผิวหนังด้วยเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้พ้นจาก ฝุ่น pm2.5 1.สวมหน้ากาก N95 เพื่อป้องกันฝุ่น pm2.5 หรืออาจจะสวมหน้ากากอนามัย 3 ชั้นซ้อนกัน(เพราะฝุ่นนั้นเล็กมาก)2.งดออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่มีสภาพอากาศมีฝุ่นควัน3.งดการเผาสิ่งของกลางแจ้ง4.งดใช้รถส่วนบุคคลมากขึ้นทั้งนี้เรื่องของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ถือเป็นปัญหาระดับชาติซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากประชาชนต้องดูแลตนเองให้พ้นจากผลเสียของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 แล้ว ประชาชนยังต้องทำความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ประกอบเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างมีสติและปลอดภัยสรุปp.m 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ขนจมูกไม่สามารถกรองได้ หากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ล่องลอยอยู่ในอากาศปริมาณมาก จะเห็นท้องฟ้าเป็นสีหม่น หรือเกิดเป็นหมอกควัน เมื่อรับฝุ่น ฝุ่นละออง หรือ p.m 2.5 มากๆ อาจจะเสี่ยงโรคดังนี้ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเยื่อบุตาอักเสบหรืออาการตาแดง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคผิวหนัง วิธีปฏิบัติตัวให้พ้น ฝุ่น pm 2.5 คือ สวมหน้ากาก N95 หรืออาจจะสวมหน้ากากอนามัย 3 ชั้นซ้อนกัน (เพราะฝุ่นนั้นเล็กมาก) งดออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่มีฝุ่นควันมาก งดการเผาสิ่งของกลางแจ้ง งดใช้รถส่วนบุคคลมากขึ้น

เสื้อชูชีพ

เสื้อชูชีพอุปกรณ์ความปลอดภัยทางน้ำที่ควรรู้

เสื้อชูชีพ หรือ Lifejacketคือ อุปกรณ์เซฟตี้ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยที่ช่วยป้องกันให้ผู้สวมใส่ไม่จมน้ำ ทั้งตอนที่มีสติหรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำที่หมดสติอยู่ประโยชน์ของ เสื้อชูชีพ (Life Jacket)สามารถพลิกตัวผู้สวมเสื้อชูชีพที่หมดสติให้หงายหน้าขึ้นได้มีแรงลอยตัวสูงสามารถใช้ได้ทั้งในน้ำทะเลน้ำเชี่ยว น้ำไหลเสื้อชูชีพอาจเทอะทะ มีข้อจำกัด ด้านการเคลื่อนไหวควรเลือกซื้อเสื้อชูชีพอย่างไรเพื่อที่จะได้เสื้อชูชีพที่มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดีที่สุดเราควรเลือกซื้อเสื้อชูชีพอย่างไรบ้างมาดูกันไม่เปลี่ยนสภาพและคุณสมบัติเมื่อถูกน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์จากน้ำมันต้องมีที่รองรับศีรษะทำให้ผู้สวมใส่สามารถพลิกเอนหงายหลังปากพ้นน้ำได้มีวัสดุสะท้อนแสงมีนกหวีดทำจากวัสดุที่ไม่ไวไฟควรเลือกซื้อเสื้อชูชีพอย่างไรเพื่อที่จะได้เสื้อชูชีพที่มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดีที่สุดเราควรเลือกซื้อเสื้อชูชีพอย่างไรบ้างมาดูกันมีสายรัดที่ลำตัวและหว่างขามีฉลากรับรองมาตรฐานไม่หลุดจากตัวผู้สวมมีสีส้มแดงหรือส้มเหลืองผ้าไม่เปื่อยยุ่ย ไม่มีรอยขาดข้อควรจำเมื่อใส่ เสื้อชูชีพ1ควรใช้สายคล้องขา และตัวล็อคให้ครบทุกจุดเพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อชูชีพหลุดหายตามน้ำ2เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวทางน้ำ ต้องสังเกตว่ามีอุปกรณ์เสื้อชูชีพอยู่บนเรือหรือไม่ และต้องสวมใส่เสื้อชูชีพทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย3เมื่อเด็กๆ ขึ้นเรือไปด้วย ควรเตรียมเสื้อชูชีพที่มีขนาดไซส์ของเด็กโดยเฉพาะวิธีปฏิบัติเมื่อเรือล่มเมื่อเกิด เรือล่ม เราควรทำอย่างไรบ้าง ?1รีบว่ายน้ำออกห่างจากเรือ2ไม่เกาะกราบเรือที่กำลังแล่น3ถอดสิ่งของที่ถ่วงน้ำหนักออกจากตัว4ใช้ขาตีน้ำเพื่อพยุงตัว5หาที่ยึดเกาะที่ลอยน้ำได้6ลอยตัวไปตามกระแสน้ำ7ไม่ว่ายเข้าฝั่งเองเพราะเสี่ยงเป็นตะคริว

6โรคอันตรายที่มากับฤดูหนาว, โรคที่ควรระวัง, โรคที่มากับหน้าหนาว 2564, โรคที่มากับฤดูฝน, โรคที่มากับฤดูร้อน, ลูก เป็นไข้ หน้าหนาว, โรคใดมักเกิดขึ้นในฤดูหนาว

6โรคอันตรายที่มากับฤดูหนาว

6โรคอันตรายที่มากับฤดูหนาวโรคที่มากับฤดูร้อน โรคที่มากับฤดูฝน เราขอติดไว้ก่อน แต่ ณ ปัจจุบันฤดูหนาวได้ใกล้เข้ามาวันนี้ทาง เซฟตี้อินไทยจึงจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับ โรคที่ควรระวัง ในฤดูหนาวแต่ถ้าเราจะถามว่าโรคใดที่มักเกิดขึ้นในฤดูหนาวและวันนี้เรามีคำตอบในหัวข้อเรื่อง6โรคอันตรายที่มากับฤดูหนาวโรคที่มากับหน้าหนาว 2564 - 25651.ไข้หวัด (common cold)คือ โรคไข้หวัดธรรมดา ซึ่งจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ เป็นอาการเด่น ไม่ค่อยมีไข้ และไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ไข้หวัดธรรมดาเกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยเชื้อแต่ละชนิดจะทำให้เกิดอาการของโรคแตกต่างกันไป เช่น Rhinovirusอาจทำให้เกิดอาการหวัดธรรมดาในผู้ใหญ่แต่ถ้าในเด็ก อาจทำให้เกิดปอดอักเสบและติดเชื้อจนมีอาการรุนแรงได้โดยปกติไข้หวัดจะเป็นโรคที่หายเองได้ใน 1 สัปดาห์ แต่ก็พบว่าเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุด โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัด 6 – 12 ครั้ง/ปี ส่วนผู้ใหญ่จะเป็น 2 – 4 ครั้ง/ปี สำหรับโรคหวัดธรรมดา  วิธีการป้องกันไข้หวัดการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่เข้าใกล้ หรือคลุกคลีกับคนที่เป็นหวัด2.ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงและพบแพร่ระบาดอยู่บ่อยๆ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการ ไข้สูงปวดศีรษะมากปวดเมื่อยตามตัวมาก อาจมีคลื่นไส้อาเจียน พบระบาดมากในฤดูฝนและฤดูหนาว มักจะเป็นในกลุ่มวัยทำงานและเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี ไข้หวัดใหญ่วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน และเป็นวัคซีนที่ต้องฉีดทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัส จะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธ์ใหม่ทุกปีและภูมิคุ้มกันจากวัคซีนเดิมก็จะลดลงจนไม่สามารถป้องกันโรคได้3.โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ (Pneumonia)เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบ จนมีหนองและสารน้ำในถุงลม ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับออกซิเจนได้อาการ ไข้ ไอ เสมหะมาก แน่นหน้าอกเหมือนหายใจไม่ออก หอบ หายใจเร็ว ส่วนใหญ่มักจะเป็นหลังจากที่เป็นไข้หวัดเรื้อรัง หวัดแบบรุนแรงหลอดลมอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นหอบหืด พบโรคนี้มากในฤดูฝน และพบได้บ่อยในฤดูหนาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุวิธีการป้องกันโรคปอดบวมให้สวมเสื้อผ้าหนาๆ หากอากาศเย็นจัดหรือชื้นจัด หากมีอาการคล้ายหวัด มีไข้ หายใจเหนื่อยหอบ และอาการไม่ดีขึ้น ภายใน 2 วัน ไม่ควรรปลล่อยให้เรื้อรัง ให้รีบพบแพทย์4.โรคหัด (Measles)เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส รูบีโอราไวรัส (rubeola virus) ติดต่อได้ทางลมหายใจ ไอจามรดกันโดยตรงหรือหายใจเอาละอองเสมหะที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป อาการเริ่มแรกจะคล้ายกับหวัดธรรมดาซึ่งเราอาจจะไม่ทราบว่าเด็กป่วยเป็นโรคหัดจนเมื่อมีอาการมากขึ้น มีไข้สูง ตาแดงแฉะ เวลาถูกแสงจะแสบตาระคายเคืองตา ไอและมีน้ำมูกมาก ในเด็กจะมีไข้สูง ประมาณ 3-4 วัน จากนั้นจะเริ่มมีผื่นที่หลังหูแล้วลามไปหน้าและร่างกาย ผื่นจะมีขนาดโตและสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสังเกตดีดีจะพบว่า วันก่อนที่จะมีผื่นตามลำตัวจะพบลักษณะเฉพาะของโรคหัด คือมีตุ่มเล็กๆ ในปากตรงกระพุ้งแก้มฟันกรามบนพอผื่นออกประมาณ 1-2 วัน อาการจะดีขึ้นแต่อาจจะมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง คออักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบโรคหัด โรคนี้มักระบาดช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน ประมาณเดือนมกราคม – มีนาคม ส่วนใหญ่พบในเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กวัยเรียน อายุ 5-9 ปี ไม่ค่อยพบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 8 เดือน เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากแม่อยู่วิธีการป้องกันโรคหัดปัจจุบันโรคนี้มีวัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ฉีด 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนอายุ 9-12 เดือนและครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 6 ขวบ หรือ อยู่ชั้นประถม 15.หัดเยอรมัน (Rubella)เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ รูเบลลา (Rubella) มีอยู่ในน้ำมูก และน้ำลายของคนที่เป็นโรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ อาการ จะมีไข้ต่ำๆ ร่วมกับผื่นเล็กๆ สีอ่อนๆ กระจายไปทั่วเริ่มจากที่หน้าผาก ชายผม รอบปาก แล้วค่อยลามมาที่ลำคอลำตัว แขนขามักจะหายได้เองภายใน 3-6 วัน บางรายอาจมีผื่นแต่ไม่มีไข้ก็ได้ บางรายอาจมีการติดเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆ เลยก็ได้แต่อาการที่สำคัญของโรคนี้ คือ มีต่อมน้ำเหลืองโต บริเวณหลังหู ท้ายทอย และข้างคอ 2 ข้าง อันตรายของโรคนี้คือ หากผู้หญิงเป็นตอนที่ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ เมื่อคลอดออกมาอาจมีภาวะต้อกระจก ต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการ สมองอักเสบปัญญาอ่อน อาการเหล่านี้อาจเกิดร่วมกัน หรือเป็นเพียงอย่างเดียวก็ได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการตรวจสุขภาพ ก่อนสมรส หรือก่อนตั้งครรภ์วิธีการป้องกันโรคหัดเยอรมันฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมีน และคางทูม ฉีด 2 ครั้งแรกตอนอายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 6 ขวบ อยู่ชั้นประถม 16.โรคสุกใส (Chickenpox/Varicella)ที่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella หรือ Human herpesvirus type 3 ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือถูกของใช้ของผู้ป่วยที่เปื้อนสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำของผู้ป่วย หรือหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไปอาการ ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ในผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ผื่นจะเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับวันที่มีไข้ เริ่มแรกจะมีผื่นแดงราบต่อมาตุ่มจะนูน มีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน มีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง ผื่น และตุ่มของโรคนี้จะค่อยๆ ทะยอยขึ้น ไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วตัวพบมากในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน แต่ก็อาจพบได้ประปรายตลอดทั้งปี พบมากในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะอายุ 5-9 ปีวิธีการป้องกันโรคสุกใส  เนื่องจากโรคนี้ ติดต่อได้ค่อนข้างง่ายจากการสัมผัส ปัจจุบันโรคนี้ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งจะฉีด 2 เข็มห่างกัน 3 เดือน ในช่วงอายุประมาณ 1 ปี แต่สำหรับคนที่เคยป่วยเป็นโรคนี้แล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ได้ตลอดชีวิต

อบรมการยศาสตร์ ppt,โครงการ การ ย ศาสตร์,การยศาสตร์ อาชีวอนามัย,หลักการ ย ศาสตร์ 10 ประการ,การยศาสตร์ 2565,การยศาสตร์คืออะไร,การยศาสตร์หมายถึง,การยศาสตร์ในการทำงาน, อบรมการยศาสตร์เซฟตี้อินไทย

รู้หรือไม่การยศาสตร์คือออะไร?

การยศาสตร์คืออะไรใหม่ล่าสุด2565รู้หรือไม่การยศาสตร์คืออะไร เซฟตี้อินไทย มีคำตอบการยศาสตร์คือวิชาการที่เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพงานให้เหมาะสม กับผู้ปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยและเพื่อสุขภาพต่างๆ ในการทำงานของพนักงาน ซึ่งทาง เซฟตี้อินไทย ได้มีการจัดอบรมที่เกี่ยวการยศาตร์มากถึง 2 หลักสูตรได้แก่ 1)การยศาสตร์กับการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัย2)การยศาสตร์เพื่อเพิ่มผลผลิตและอาชีวอนามัยความปลอดภัยการยศาตร์ หมายถึงคือ วิชาการที่เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพงานให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยและเพื่อสุขภาพต่างๆในการทำงานของพนักงาน ที่เกิดขึ้นจากสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสมเช่น อุณหภูมิที่สูง มีเสียงดัง มีแสงสว่างมากหรือเครื่องมือต่าง ๆที่มีขนาดไม่เหมาะสมกับพนักงานเช่น เก้าอี้ที่มีขนาดสูงเกินไปการเอื้อมหรือยกสิ่งของขึ้นสุดแขนหรือ งานที่ต้องก้มบ่อยฯ เป็นต้น4 ปัญหาของการยศาตร์ คืออะไร?1) การประสบอันตรายจากการยกหรือเคลื่อนย้ายของหนัก2)การประสบอันตรายจากท่าทางการทำงาน3)อาการเจ็บป่วยจากการเคลื่อนย้ายของหนัก4)อาการเจ็บป่วยจาการทำงาน ตัวอย่างการแก้ปัญหาด้านการยศาสตร์ที่ถูกต้อง?ตัวอย่างเช่น ท่าทางในการยกสิ่งของที่ผิดวิธีเช่น การก้มหลังยกซึ่งถือเป็นวิธีที่ผิด! ที่ถูกต้องควรใช้การย่อตัวแทนเพราะการก้มหลังนั้น จะส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดหลังหรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ ท่าทางการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องมีการจัดท่าทางในการนั่งการปรับระดับความสูงของเก้าอี้ การปรับระดับของหน้าจอ เป็นต้นการยศาสตร์คืออะไรDOWLOADPPTXFREE.pdf

8วิธีปลอดภัยห่างไกลจากออฟฟิศซินโดรม, 8 วิธีปลอดภัยห่างไกลจาก

8วิธีปลอดภัยห่างไกลจากออฟฟิศซินโดรม

8 วิธีปลอดภัยห่างไกลจาก "ออฟฟิศซินโดรม"สาเหตุของ "ออฟฟิศซินโดรม"สาเหตุของ "ออฟฟิศชินโดรม" เกิดจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งช้ำๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่อง แล้วยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่นได้ เช่นㆍสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงนที่ไม่เหมาะสม เช่น โต๊ะหรือก้าอี้ที่ใช้ทำงานสูงหรือต่ำจนเกินไป ไม่เหมาะกับโครงสร้างของร่างกาย เป็นตัน ㆍสภาพร่างกายอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ความเครียดจากการทำงน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การได้รับสารอาหารไม่ครบ หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา เป็นตันอาการเเบบไหน? เข้าข่าย "ออฟฟิศซินโดรม"ㆍปวดคอ บ่า ไหล่ ㆍปวดหัวㆍปวดตา ตาพร่าㆍปวดข้อมือ มือชา นิ้วล็อคㆍปวดถึงที่ขา เหน็บชา ㆍปวดหลัง8วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน โรคออฟฟิศซินโดรม1.ไม่ควรนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ2.นั่งทำงานในท่าที่ถูกต้อง 3.ไม่ควรเพ่งหน้าจอคอมนานๆ4.ปรับสภาพแวดล้อม ที่ทำงานให้น่าอยู่5.ออกกำลังกายคือยาวิเศษ 6.รักษาถ้วยการใช้ยา7.รักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู 8.รักษาถ้วย Shock Waveปรับเปลี่ยนสักนิดพิชิตออฟฟิศซินโดรมปรับถ้าในการทำงานเพื่อช่วยในการก่อให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมㆍวางคีย์บอร์โให้อยู่ในระดับข้อศอกทำมุม90องศาㆍวางข้อมือให้ตรงคีย์บอร์ดไม่ บิดหรือ งอข้อมือㆍปรับหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตาㆍนั่งหลังตรงให้หลังชิดกับพนักพิงㆍวางเท้าลงพื้นให้ขาทำมุม 90 องศา

โรคฝีดาษลิง รู้เท่าทันระวังภัย,โรคฝีดาษลิง,โรคฝีดาษลิงในไทย

โรคฝีดาษลิงรู้เท่าทันระวังภัย(MONKEY POX)

โรคฝีดาษลิง รู้เท่าทันระวังภัย(MONKEYPOX)โรคฝีดาษลิง เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพอกซ์วิริเด (Poxviridae) จัดอยู่ในจีนัสไวรัสออร์โธพอกซ์ (Orthopoxvirus) เช่นเดียวกับไวรัสอีกหลายชนิด เช่น ไวรัสวัคซิเนีย (vaccinia virus), ไวรัสฝีดาษวัว (cowpox virus), ไวรัสวาริโอลา (variola virus) เป็นต้น เชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษคน หรือไข้ทรพิษอาการของ โรคฝีดาษลิงผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคหลังติดเชื้อประมาณ 12 วัน อาการเบื้องต้นมีหลายอย่าง รวมถึง มีไข้, หนาวสั่น, ปวดหัว, เจ็บคอ, บวม, ปวดหลัง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ,ต่อมน้ำเหลืองโต อ่อนเพลียและซึมเซาเมื่อไข้ทุเลาลง อาจเกิดผื่นขึ้น มักจะเริ่มจากบนใบหน้าก่อน จากนั้นจะลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่จะพบที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ผื่นนี้อาจจะมีอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง และมีการเปลี่ยนแปลงหลายขั้น ก่อนที่ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง ในระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา รอยโรคนี้อาจทำให้เกิดแผลเป็นตามมา  อาการป่วยกินเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้เชื้อฝีดาษลิง ติดต่อกันอย่างไรฝีดาษลิงอาจแพร่กระจายได้เมื่อมีการเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อ โดยไวรัสชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางรอยแตกบนผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หรือผ่านทางตา จมูก หรือปากโรคฝีดาษลิง พบได้จากที่ใดโรคฝีดาษลิง พบในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงรวมทั้งคนก็อาจติดเชื้อได้ โดยคนสามารถติดโรคนี้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด หรือการกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ เป็นต้น การแพร่เชื้อจากคนสู่คนการแพร่เชื้อจากคนสู่คน อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิด แต่มีโอกาสน้อยมากในการแพร่จากคนสู่คน ยังไม่เคยมีการระบุว่า ฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เชื้อโรคสามารถส่งต่อกันได้ผ่านการสัมผัสกันโดยตรงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์   นอกจากนี้เชื้อโรคนี้ยังแพร่กระจายด้วยการสัมผัสกับวัตถุที่ปนเปื้อนไวรัสชนิดนี้ อย่าง ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้า การป้องกันจากโรคฝีดาษลิง1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่/แอลกอฮอล์เจล 2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ที่มาจากพื้นที่เสี่ยง3. กินเนื้อสัตว์ปรุงสุก4. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงอาการที่ควรเฝ้าระวังของโรคฝีดาษลิงอาการที่ควรเฝ้าระวังของโรคฝีดาษลิง มีดังนี้1. อาการของโรคจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 7-14 วัน2. มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย3. ต่อมน้ำเหลืองโต4. หลังจากมีไข้ประมาณ 1-3 วัน จะมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายผื่นขึ้นตามตัว ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะอักเสบและแห้งไปเองใน 2 – 4 สัปดาห์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ ดังนี้4.1 มีตุ่มนูนแดงคล้ายผื่น4.2 ภายในตุ่มมีน้ำใสอยู่ภายใน รู้สึกคัน แสบร้อน4.3 ตุ่มใสกลายเป็นหนอง เมื่ออาการรุนแรงขึ้น ตุ่มหนองเหล่านั้นจะแตกออกและแห้งไปเอง5. อาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน เจ็บคอ ไอ หอบเหนื่อยร่วมด้วย6. บางรายที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวอาจมีภาวะแทรกซ้อนทำให้อาการรุนแรงอันตรายถึงชีวิตได้กรมควบคุมโรค. กรมควบคุมโรค เผยโรคฝีดาษลิงติดจากสัตว์สู่คนได้ แม้มีโอกาสติดน้อยแต่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน . 2565, แหล่งที่มา : https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=25415&deptcode= 

เเนวทางการป้องกัน อุทกภัยในโรงงาน, เเนวทางการป้องกันการน้ำท่วมภายในโรงงาน,เเนวทางการป้องกันการน้ำท่วมในโรงงาน

รู้เท่าทันระวังภัยเมื่อเกิดอุทกภัยในโรงงานต้องทำอย่างไรEP.2

รู้เท่าทันระวังภัยเมื่อเกิดอุทกภัยในโรงงานต้องทำอย่างไรวิธีจัดการเครื่องจักรเเละสารเคมีแนวทางปฏิบัติการป้องกันอุปกรณ์เครื่องจักร ก่อนน้ำท่วม อุปกรณ์เครื่องจักรทั้งหมดหากพบว่าอุปกรณ์เครื่องจักรมีโอกาสน้ำท่วมปฏิบัติ ดังนี้1. ย้ายเครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์ที่สามารถ เคลื่อนย้ายได้ ไปไว้ในบริเวณที่น้ำท่วม ไม่ถึง 2. ย้ายถังบรรจุก๊าซ และปิดวาล์วของระบบ ต่อเนื่องก๊าซ 3. หากเครื่องจักร หรือภาชนะรับแรงดัน ไม่ สามารถย้ายได้ให้พยายามกั้นน้ำไม่ให้เข้าสู่ เครื่องจักร เช่น การก่อกำแพงกันน้ำรอบเครื่องจักร 4. ท่อหรือผิวเปิดของโลหะให้ทาสีป้องกันน้ำ สัมผัสกับโลหะหรือทาสารเคลือบต่าง ๆ เช่น จารบี หรือน้ำมัน 5. ปิดจุดที่ระบบหล่อลื่นของเครื่องจักร ที่อาจจะ ทำให้น้ำปะปนในระบบหล่อลื่น เช่น จุดระบาย น้ำมันต่าง ๆ 6. เตรียมหาเครื่องสูบน้ำเพื่อใช้สูบน้ำออกระหว่าง น้ำท่วมแนวทางปฏิบัติการป้องกันอุปกรณ์เครื่องจักร ระหว่างน้ำท่วม ห้ามใช้งานเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ระหว่างน้ำท่วมโดยเด็ดขาด นอกจาก อุปกรณ์ที่ใช้ในการบรรเทาน้ำท่วมเช่นปั๊มสูบน้ำ เป็นต้นแนวทางปฏิบัติการป้องกันอุปกรณ์เครื่องจักร หลังน้ำท่วม 1. อุปกรณ์เครื่องจักร ต้องทำความสะอาด ทำให้แห้ง และตรวจสอบความปลอดภัยในการ ทำงานก่อนใช้งาน 2. ทำความสะอาดและตรวจสอบถังบรรจุก๊าซ และระบบต่อเนื่องก๊าซ หากพบการชำรุด เสียหายของอุปกรณ์เครื่องจักรต้องทำการซ่อมแซม โดยช่างหรือวิศวกรผู้ชำนาญการ 3. หากเครื่องจักร หรือภาชนะรับแรงดัน อยู่ใต้น้ำ (บางส่วนหรือทั้งหมด) ต้องตรวจสอบ การกัดกร่อน และตรวจสอบความปลอดภัยการจัดการสารเคมี1. สำรวจชนิด ปริมาณและสภาพภาชนะ บรรจุสารเคมีที่มีอยู่ในโรงงาน รวมทั้ง สถานที่จัดเก็บสารเคมีแต่ละชนิดและ จัดการตามคุณสมบัติเฉพาะของสารเคมีนั้น 2. ตรวจสอบคุณภาพถังและชนิดสารเคมีที่ บรรจุให้ตรงกับป้ายบอกชนิดเสมอ 3. ดำเนินการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบริเวณ สถานที่จัดเก็บสารเคมีเช่น สร้างแผงกั้น น้ำ 4. กรณีที่ไม่มีสถานที่จัดเก็บสารเคมีให้สูงพ้น น้ำให้ทำการขนย้ายไปจัดเก็บในที่ที่ ปลอดภัย 5. การขนย้ายสารเคมีควรดำเนินการด้วยความ ระมัดระวัง 6. ปฏิบัติตามวิธีการจัดการสารเคมีที่กำหนด ในข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (Safety Data Sheet : SDS) ของสารเคมีแต่ละ ชนิดอย่างเคร่งครัด 7. หยุดการผลิตและขนถ่ายสารเคมีออกจาก ระบบกระบวนการผลิตตามขั้นตอนการ ปฏิบัติงานหยุดระบบการทำงานแนวทางปฏิบัติการจัดการสารเคมี หลังน้ำท่วมโรงงานอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาน้ำท่วม สามารถจัดแบ่งสารเคมีได้เป็น 2 ส่วนดังนี้ • การจัดการสารเคมีที่ขนย้ายพ้นน้ำ • การจัดการสารเคมีที่ถูกน้ำท่วม โดยทั้ง 2 กรณีให้ปฏิบัติตามคำแนะนำข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (SDS) อย่างเคร่งครัด ในกรณที่มีสารเคมีที่ถูกน้ำท่วมและเสื่อมสภาพจนไม่สามารถใช้งานได้ ให้รวบรวมและส่งไปบำบัด/ กำจัดด้วยวิธีการที่เหมาะสมยังโรงงานรับบำบัด/กำจัดเพื่อลดโอกาสปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ต้อง เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่เกี่ยวกับกากอุตสาหกรร

มาตรการป้องกันโควิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์

มาตรการป้องกันโควิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์

มาตรการป้องกันโควิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์สงกรานต์ปีนี้มาตรการป้องกันโควิดในช่วงเทศการสงกรานต์ สบค. เคาะมาตรการป้องกันออกมาเเล้วไปดูกันดีกว่าว่า สบค. บอกอะไรไว้บ้างก่อนสงกรานต์เช็คให้ชัวร์กลุ่ม608 ที่บ้านฉีดเข็มกระตุ้นเเล้ว (กลุ่ม 608 คือกลุ่มคนที่ต้องได้รับการวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากที่สุดนั่นคือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 7 โรคประจำตัว และ+1 คือกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีอาการรุนแรงของโรคมากหากติดเชื้อโควิด-19)เช็คตัวเองก่อนกลับบ้าน หากมีอาการหรือมีความเสี่ยง ให้งดเดินทางตรวจ ATK ก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมงผู้จัดงาน ลงทะเบียน TSC+ เเละ COVID Free Setting ขออนุญาตก่อนจัดงานห้ามดื่มเเอลกอฮอล์ขณะเดินทาง  ระหว่างสงกรานต์จัดงานตามประเพณี ไม่สัมผัสกันโดยตรงกำหนดช่องทางเข้า-ออก จุดคัดกรองสวมหน้ากากตลอดเวลาห้ามปาร์ตี้โฟม ห้ามประเเป้ง ห้ามดื่ม-ขาย เเอลกอฮอล์ในครอบ งดทานอาหารร่วมกันเป็นเวลานานหลังสงกรานต์สังเกตอาการตัวเอง 7 วัน งดพบปะผู้คนWFH ตามความเหมาะสมเเจ้งเบาะเเสสายด่วนโทร 1111สงกรานต์นี้ขอให้ชาวเซฟตี้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพด้วยความปราถณาดีจาก SAFETY IN THAI

ข้อมูลATKตรวจATKโอมิครอน

ตรวจ ATK ช่วงไหนดีหากสงสัยว่าติดโอมิครอนหรือเปล่า

ตรวจ ATK ช่วงไหนดีหากสงสัยว่าติดโอมิครอนหรือเปล่าเรามาคลายข้อสงสัยกันเถอะว่าตรวจ ATK ช่วงไหนดีหากสงสัยว่าเราติดโอมิครอนหรือเปล่าตรวจ ATK ช่วงไหนดี      วันที่ 1-11 : นับจากวันที่รับเชื้อ ส่วนใหญ่จะไม่พบเชื้อ     วันที่ 12-14 : 3วันก่อนเเสดงอาการเป็นระยะฟักเชื้อที่ต้องระวัง ผู้ป่วยจะเริ่มเเพร่เชื้อเเม้ไม่มีอาการ ถ้าจะตรวจ ATK จะพบเชื้อหมายเหตุ* กลุ่มเสี่ยงเเม้ไม่มีอาการ      - ควรกักตัวเอง      - สังเกตอาการ      - เลี่ยงพบผู้คน 14 วัน เพื่อให้ผ่านการฟักเชื้อไปก่อน (โอมิครอนจะฟักเชื้อ 5-14 วัน)     วันที่ 15 : วันเริ่มอาการ     วันที่ 15-22 : ควรตรวจ ATK ทันที หลังมีอาการไม่เกิน 7 วันหมายเหตุ* เเนะนำให้ควรตรวจ ATK จะได้ผลที่เเม่นยำ หากเป็นผลบวก ให้ โทร.1330 สายด่วน สปสช. หากผลเป็นลบ     - กักตัว 7 วัน      - สังเกตุอาการต่ออีก 3 วัน      - ตรวจซ้ำภายใน 3-5 วัน หลังตรวจครั้งเเรก  

อาการแบบนี้ Covid ตัวไหนใช่ โอไมครอน หรือเปล่า?

อาการแบบนี้ Covid ตัวไหนใช่ โอไมครอน หรือเปล่า?

อาการแบบนี้ Covid ตัวไหนใช่ โอไมครอน หรือเปล่า?อัปเดต "โอไมครอน" สถานการณ์การติดเชื้อโควิด "Omicron" เนื่องด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยสายพันธุ์ "โอไมครอน" กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วอังกฤษ ลักษณะอาการของสายพันธุ์ โอไมครอนเจ็บคอปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อยเหนื่อยมากไอแห้งมีเหงื่อออกตอนกลางคืนแม้จะนอนหลับในห้องเย็นซึ่งทำให้เปียกโชกจนอาจต้องลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าลักษณะอาการของสายพันธุ์อัลฟ้ามีไข้ มีน้ำมูกปวดเมื่อย อาเจียนไอ เจ็บคอ ท้องเสียปวดศีรษะ การรับรส/ได้กลิ่นหนาวสั่น มีความผิดปกติลักษณะอาการของสายพันธุ์เดลต้าอาการคล้ายหวัดธรรมดาไม่ค่อยสูญเสียประสาทรับรสมีน้ำมูกเจ็บคอปวดศีรษะลักษณะอาการของสายพันธุ์เบต้านิ้วมือ/เท้า เจ็บคอปวดเมื่อย เปลี่ยนสีปวดศีรษะ การรับรส/ท้องเสีย ได้กลิ่นผิดปกติตาแดงมีผื่นขึ้นตามผิวหนังที่มา กระทรวงสาธารณสุข

เบอร์โทรฉุกเฉินช่วงเทศกาล

เบอร์โทรฉุกเฉินช่วงเทศกาล

ปี 2564 ในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือวันหยุดยาวเป็นช่วงที่หลายคนเดินทางกลับบ้าน การรู้เบอร์ฉุกเฉินที่สำคัญไว้ก่อนถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ทางโรงพยาบาลเพชรเวชจึงรวมเบอร์ฉุกเฉินที่จำเป็นให้แล้วทั้งด้านโควิด-19 ด้านการแพทย์ เหตุด่วนเหตุร้าย และด้านการเดินทาง เบอร์โทรฉุกเฉินเกี่ยวกับโควิด-19 1668 กรมการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีเตียงรักษาและรับคำแนะนำการปฏิบัติตัว1330 สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ช่วยหาเตียงให้ผู้ป่วย และรับคำแนะนำการปฏิบัติตัว หรือตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลบัตรทอง และประกันสังคม1323 สายด่วนสุขภาพจิต ขอคำแนะนำเมื่อเกิดภาวะเครียด1111 ศูนย์บริการข้อมูลสอบถามติดตามสถานการณ์โควิด-19 และขอคำแนะนำหรือร้องเรียนในช่วงวิกฤติโควิด-191422 กรมควบคุมโรค สอบถามสถานการณ์ของการระบาดโควิด-191506 สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ตรวจสอบสิทธิประกันสังคม และขอรับเงินชดเชยการว่างงานช่วงโควิด-191556 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากพบผู้ประกอบการจำหน่ายเจลล้างมือ สบู่ล้างมือ หรือหน้ากากอนามัยที่ไม่ได้คุณภาพ1569 กรมการค้าภายใน เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสินค้า และบริการในช่วงโควิด-19 เบอร์โทรฉุกเฉินด้านการแพทย์ 1196 เมื่อพบเจออุบัติเหตุทางน้ำ1554 หน่วยแพทย์กู้ชีวิต วชิรพยาบาล1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ทั่วไทย) เมื่อเจอเหตุด่วนเหตุร้ายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ1691 โรงพยาบาลตำรวจ เบอร์โทรฉุกเฉิน เบอร์ฉุกเฉินเหตุด่วนเหตุร้าย 191 ติดต่อแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ192 ภัยพิบัติแห่งชาติ199 ศูนย์วิทยุพระราม เพื่อแจ้งอัคคีภัย/สัตว์ร้ายบุกรุกบ้าน1418 มูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง กทม.1155 ตำรวจท่องเที่ยว (สายด่วนเหตุร้ายที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว)1192 ศูนย์ปราบขโมยรถ (สตช.)1193 ตำรวจทางหลวง1195 กองปราบ (สายด่วนแจ้งเหตุอาชญากรรม คดีร้ายแรงเป็นภัยต่อประเทศ)1555 ศูนย์ร้องทุกข์กรุงเทพฯ (หน่วยประสานงานกลางเหตุฉุกเฉินในกรุงเทพฯ)1300 ศูนย์ประชาบดี เพื่อแจ้งบุคคลสูญหาย เบอร์โทรฉุกเฉินเกี่ยวกับการเดินทาง 1137 วิทยุ จส.100 (เบอร์โทรฉุกเฉินแจ้งเหตุด่วนบนท้องเพื่อประสานงานต่อ)1146 กรมทางหลวงชนบท (ติดต่อเรื่องท้องถนนเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัด)1197 ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจรตำรวจ1644 สวพ. FM91 (รายงานสภาพจราจรและแจ้งเหตุด่วนบนท้องถนน)1356 ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม (ศูนย์ประสานภารกิจด้านความปลอดภัยระบบการขนส่ง)1690 การรถไฟแห่งประเทศไทย (สอบถามสายรถไฟ ตั๋ว และอื่น ๆ )1584 กรมการขนส่งทางบก1586 สายด่วนกรมทางหลวง1543 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย1677 วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน (เครือข่ายอาสาสมัคร)1490 บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) การเดินทางในช่วงเทศกาลใหญ่หรือช่วงวันหยุดยาวต้องเตรียมความพร้อมทุกครั้งประกอบกับความไม่ประมาท ง่วงไม่ขับ เตรียมเส้นทางเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

อันตรายจากกินหมูดิบ

อันตรายจากกินหมูดิบ

อันตรายจากการกินหมูดิบ เสี่ยงไข้หูดับอาจถึงตาย!อันตรายจากการกินหมูดิบ ช่วงปีใหม่นี้…ขอให้ “สุกเท่านั้นนะ” ไม่งั้นเสี่ยงไข้หูดับ หูหนวกถาวร ช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงที่หลายคนกลับบ้าน รวมญาติ ทำอาหารกินกันเองแบบอบอุ่น แต่ในความอบอุ่นนั้น แอบซ่อน “ความเสี่ยง” ที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือการกินหมูดิบ หรืออาหารที่สุกๆดิบๆ โดยเฉพาะเมนูพื้นบ้านอย่างลาบหมูดิบ หลู้เลือดหมูดิบ หรือหมูปิ้งหมูกระทะที่ยังแดงวับตรงกลางแบบไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งล้วนเสี่ยงต่อ “โรคไข้หูดับ” หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ที่อาจทำให้หูหนวกถาวร หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ กรมควบคุมโรคออกมาเตือนชัดเจนว่า ช่วงปีใหม่คือช่วงที่ประชาชนมักรวมกลุ่มทำอาหารกินเอง หากนำหมูที่ชำแหละกันภายในหมู่บ้านมาปรุงแบบดิบ หรือกึ่งดิบ โดยเฉพาะอาหารที่มีเลือดหมูผสม จะเพิ่มโอกาสติดเชื้ออย่างมาก จึงควรปรุงให้สุกด้วยความร้อนทุกครั้ง แม้ประเพณีกินลาบสดในบางพื้นที่จะอยู่คู่ชุมชนไทยมานาน แต่สุขภาพสำคัญกว่า “ธรรมเนียมในโต๊ะอาหาร” เสมอ ขอให้ปีนี้เปลี่ยนจาก “ความแซ่บแบบเสี่ยง” เป็น “ความแซ่บแบบปลอดภัย” แทนโรคไข้หูดับ คืออะไร? ทำไมอันตรายโรคนี้เกิดจากเชื้อ Streptococcus suis แบคทีเรียที่พบในหมู โดยเฉพาะหมูป่วยหรือหมูที่ชำแหละแบบไม่ได้มาตรฐาน เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง การกินเนื้อหมูดิบหรือสุกๆดิบๆ การสัมผัสหมูหรือเลือดหมูที่มีเชื้อผ่านแผล หรือเยื่อบุตา กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสอาการรุนแรง ได้แก่– ผู้ติดสุราเรื้อรัง– ผู้ป่วยโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไต หัวใจ มะเร็ง– ผู้ที่เคยตัดม้าม– ผู้เลี้ยงหมู ผู้ชำแหละเนื้อ หรือผู้ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา (1 ม.ค.–17 ธ.ค. 2564) ระบุว่า พบผู้ป่วยกว่า 557 ราย และเสียชีวิต 24 ราย โดยพบมากในภาคเหนือ เช่น ลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน และสุโขทัย ซึ่งหลายกรณีเกิดจากการกินลาบดิบและหลู้เลือดโดยตรงอาการของโรคที่ต้องรู้หลังรับเชื้อประมาณ 3–5 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้– ไข้สูง– ปวดหัวรุนแรง– เวียนศีรษะ เดินเซ– คอแข็ง– ท้องเสีย– ปวดเมื่อยตามตัว– “หูหนวกฉับพลัน” ซึ่งอาจถาวร หากมีประวัติสัมผัสหมูหรือกินหมูดิบ และมีอาการตรงนี้แม้แค่บางข้อ ต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาเร็ว = ลดโอกาสหูหนวกและลดโอกาสเสียชีวิตได้มากแล้วเราจะป้องกันตัวเองจากโรคไข้หูดับได้อย่างไร?แนวทางง่ายแต่ได้ผลจริง กินอาหารที่ “สุก” เท่านั้น– หมูต้องผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง– ห้ามลิ้มลองชิมเนื้อดิบก่อนปรุง– หมูกระทะ ปิ้งย่าง ต้องรอให้สุกก่อนเสมอ– แยกอุปกรณ์ตักหมูดิบและหมูสุก เลือกซื้อเนื้อหมูอย่างถูกวิธี– ตรวจสอบที่มาจากตลาดสดหรือห้างที่ได้มาตรฐาน– หลีกเลี่ยงหมูที่มีกลิ่นหรือสีคล้ำผิดปกติ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับหมูต้องป้องกันตัวเต็มที่– สวมถุงมือ รองเท้า เสื้อรัดกุม– หากมีแผลต้องปิดแผลให้สนิท– ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสหมู ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด”ไม่ใช่แค่ลดความเสี่ยงโรคไข้หูดับ แต่ยังลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารอื่นๆ รวมถึงช่วยลดโอกาสปนเปื้อนเชื้อโควิดในช่วงปีใหม่อีกด้วย เทศกาลแห่งความสุขควรเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ไม่ใช่จบลงด้วยภาวะหูหนวกหรือภาวะติดเชื้อรุนแรง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมเล็กน้อย เลือกหมูที่ได้มาตรฐาน ปรุงให้สุก และใช้ภาชนะให้ถูกสุขลักษณะ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการผิดปกติ หรือกินหมูดิบมาก่อนหน้าไม่นาน สามารถขอคำแนะนำที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ขอให้ปีใหม่นี้ของทุกครอบครัว เป็นปีใหม่ที่ “สุก ปลอดภัย และไร้เสียงอันตรายจากไข้หูดับ”ขอขอบคุณที่มา ช่วงปีใหม่นี้ หลีกเลี่ยงกินหมูดิบ สุกๆดิบๆ เสี่ยงโรคไข้หูดับ หูหนวกถาวร

โอไมครอน Omicron

โอไมครอน Omicron คือ

สายพันธุ์ โอไมครอน (Omicron)         โอไมครอน คือ เป็นโควิดเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ว่าเป็นเพราะมีจำนวนการกลายพันธุ์ที่สูงมากจนน่าวิตก และจากหลักฐานเบื้องต้น พบความเสี่ยงที่อัตราการติดเชื้อจากสายพันธุ์นี้จะสูงขึ้น มากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ         ตรวจพบครั้งแรกใน ประเทศแอฟฟริกาใต้เมื่อวันที่ 24 พ.ย โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างเชื้อจากวันที่ 9 พ.ย โดยตอนแรกทางนักวิทย์ ให้ชื่อไว้ว่า SARS-CoV-2: B.1.1.529 หรือ B.1.1.529 แต่หลังจากผ่านไปได้2-3 วันหลังจากที่ข่าวเริ่มแพร่กระจาย นักวิทย์ก็ได้ให้ชื่อกับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ตามตั้งชื่อเรียกตามลำดับตัวอักษรกรีกว่า โอไมครอน (Omicron) เป็นเชื้อที่ทาง WHO ได้ให้ความเห็นว่าเป็นเชื้อที่น่ากังวล (Variant of Concern หรือ VOC) ต่อจากพี่ ๆ ของพวกมัน เช่น สายพันธุ์อัลฟา, เบตา, แกมมา, เดลตา          โดยเจ้าตัว โอไมครอน (Omicron) นั้นมีความน่ากังวลเพราะ มีการสะสมการกลายพันธุ์ที่น่าตกตะลึง และหลักฐานที่พบในเบื้องต้นมีข้อบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ เพราะถ้าเทียบกับเชื้อรุ่นพี่ (Voc) อื่น ๆ เพราะดูเหมือนมันจะกระจายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศแอฟริกาใต้ ปัจจุปันค้นพบสายพันธุ์ โอไมครอน(Omicron) ได้ที่ไหนแล้วบ้าง ถ้าเท่าที่มีข้อมูลตอนนี้มี ประเทศแอฟริกาใต้ เบลเยียม บอตสวานา เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และล่าสุดอังกฤษ (สิ้นสุดวันที่ 27 พ.ย. 64) ดร.แองเจลีก โคเอตซี แพทย์ประสบการณ์ 30 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้ (SAMA) กล่าวว่า เธอเชื่อว่าเธอได้พบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้อธิบายอาการของผู้ติดเชื้อนี้ว่า มันทำให้เกิดโรคที่ไม่รุนแรงมีอาการเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อและเมื่อยล้า ผู้ติดเชื้อไม่สูญเสียการรับรสหรือรับกลิ่น พวกเขาอาจมีอาการไอเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการใดที่เด่นชัด แต่ผู้ป่วยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นผู้ป่วยที่ร่างกายแข็งแรง ที่น่าเป็นกังวลจริง ๆ คือผู้สูงอายุและคนที่ไม่ได้รับวัคซีน เพราะยังไม่ทราบอาการหนักจริง ๆ ที่แน่ชัด          ณ ตอนนี้บริษัทต่าง ๆ เช่น บริษัทโมเดอร์นา บริษัทแอสตราเซเนกา บริษัทไฟเซอร์ บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กำลังทดสอบและศึกษาวิธีการในการรับมือต่างและหาทางพัฒนาตัวยาและวัคซีนกันต่อไป ที่มา https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2252310https://www.prachachat.net/world-news/news-811022https://workpointtoday.com/omicron-variant-named/

ขั้นตอนการทำcpr cpr

ขั้นตอนการทำ CPR

6 ขั้นตอนการทำ CPRCPR คืออะไร          CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) คือ ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพด้วยวิธีปั๊มหัวใจ เป็นการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตแบบหนึ่ง มีประโยชน์ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้ป่วยหยุดหายใจกะทันหันหรือหัวใจหยุดทำงาน เช่น หัวใจวาย จมน้ำ หรือขาดออกซิเจนนาน ซึ่งเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองอย่างถาวรภายใน 4 นาที และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในเวลา 8-10 นาที การปั๊มหัวใจจึงอาจช่วยยื้อเวลาและช่วยฟื้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดที่หยุดกะทันหัน ทำให้หัวใจกลับมาเต้นได้ตามปกติ มีออกซิเจนหล่อเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญอื่น ๆ อีกครั้ง จนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ขั้นตอนการทำ CPR1.ปลุกให้ตรวจดูความปลอดภัยรอบๆบริเวณก่อนเข้าไปช่วยเหลือ เช่น มีสายไฟฟ้าช๊อต2.โทร1669ให้รีบโทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669โดยแจ้งอาการผู้ป่วยสถานที่เกิดเหตุชื่อและเบอร์โทรเราเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อ 3.ปั๊มจัดท่าผู้ป่วยนอนหงายเพื่อเปิดทางเดินหายใจโดยการดันหน้าผาก - ดึงคางขึ้นและตรวจสอบการหายใจโดยการเอียงหูฟังแนบที่จมูกผู้ป่วยจากนั้นให้เริ่มช่วยฟื้นคืนชีพ(CPR)4.แปะขณะที่ทำ CPR (กดหน้าอก) เมื่อเครื่อง AED มาถึงให้ผู้ช่วยเหลืออีกคนหนึ่งเตรียมเครื่อง AEDโดยการถอดเสื้อผู้ป่วยออกและติดแผ่นนำไฟฟ้าทั้ง 2 แผ่นบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า5.ช๊อกเปิดเครื่อง AED และปฏิบัติตามคำแนะนำจากเครื่องจนเมื่อเครื่องสั่งให้ทำการช๊อกให้พูดเสียงดังไปว่าฉันถอย คุณถอย ทุกคนถอยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสัมผัสกับผู้ป่วยก่อนกดปุ่มช๊อกไฟฟ้า6.ส่งระหว่างรอรถพยาบาลมารับหากผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัวให้ทำการป้มหัวใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่อง AED ไปจนกว่าผู้ป่วยจะหายใจหรือรถพยาบาลมา

สรุปมาตรการคลายล็อก1ต.ค. กิจการไหนเปิดได้บ้าง?

สรุปมาตรการ1ต.ค.คลายล็อก กิจการไหนเปิดได้บ้าง?

สรุปมาตรการคลายล็อกดาวน์ มติที่ประชุมศบค.ล่าสุดวันที่ 27 กันยายน 2564 แบบละเอียดยิบ พื้นที่สีแดงเข้ม หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด สีแดง และสีส้ม จังหวัดไหนทำอะไรได้ ไม่ได้บ้าง มีผล 1 ตุลาคม 64มติที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ ล่าสุด วันที่ 27 กันยายน 2564 ที่มีมติเห็นชอบ "มาตรการคลายล็อกดาวน์" ในพื้นที่สีแดงเข้ม หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด เพิ่มเติ่ม โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2564 หลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากการตรวจสอบเอกสารมติศบค.ที่มีมาตรการคลายล็อก ซึ่งมีรายละเอียดมาตรการทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) พื้นที่ควบคุมสูงสุด(สีส้ม) และพื้นที่ควบคุม(สีเหลือง) มีระบุกิจกรรม กิจการ ที่ทำได้และทำไม่ได้ ดังนี้ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม)   การจำกัดการเดินทางขอความร่วมมือ หลีกเลี่ยงการเดินทาง -ห้ามออกนอกเคหสถาน 22.00 - 04.00 น. กําหนดมาตรการ บริการขนส่ง ข้าม เขตพื้นที่ระดับสถานการณ์ฯ (ตามมาตรการที่ ราชการกําหนด) การจัดกิจกรรมห้ามจัดกิจกรรม รวมคนมากกว่า 25 คน (ตามมาตรการที่ ราชการกําหนด) ร้านอาหาร บริโภคในร้าน ร้านไม่มีเครื่องปรับอากาศ 75 % ส่วน ร้านมีเครื่องปรับอากาศ 50% และกําหนดเกณฑ์ผู้รับบริการ/ผู้ให้บริการสามารถเล่นดนตรี ได้ตามแนวทางที่กําหนด เปิดได้ไม่เกิน 21.00 น.งดการจําหน่าย และงดดื่มสุราในร้าน (ตามมาตรการที่ราชการกําหนด) ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้แบบมีเงื่อนไข เปิดได้ไม่เกิน21.00น.สําหรับกิจกรรม กิจการเสี่ยงบางอย่าง ไม่เปิดบริการ ดังนี้ตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม สวนสนุก สวนน้ํา ห้องประชุม/จัดเลี้ยงเปิดบริการได้ยกเว้น การใช้ไอน้ํา เปิดได้ไม่เกิน 21.00 น. (ตามมาตรการ ที่ราชการกําหนด)ร้านเสริมสวย ร้านนวด สปา สถานเสริมความงามเปิดบริการได้ยกเว้นการใช้ไอน้ำ เปิดได้ไม่เกิน 21.00 น. (ตามมาตรการที่ราชการกำหนด) สถานศึกษาทุกระดับ/สถาบันกวดวิชาให้ใช้อาคารสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการ สอน กิจกรรมที่มีการ รวมคนจํานวนมากโดย ผ่านความเห็นชอบจาก ผู้แทนก.ศธ. และก.อว. ร่วมกับคณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัด/กทม. โดยมีมาตรการกํากับอย่างเคร่งครัด สถานที่เล่นกีฬา หรือ แข่งขันกีฬาเปิดดําเนินการได้ทุกประเภท กีฬา ไม่เกิน 21.00 น. จํากัด จํานวนผู้เข้าร่วมจัดการแข่งขันได้ ไม่มีผู้ชม ประเภทกีฬากลางแจ้ง จัดการ แข่งขันได้ ผู้ชม ไม่เกิน 25%ผู้ชมได้รับวัคซีนครบตาม เกณฑ์ หรือ มี ATK/RT-PCR ผลเป็นลบ ภายใน 72 ชั่วโมงแข่งขัน ให้คณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัด/กทม.พิจารณาพื้นที่ควบคุมสูงสด (พื้นที่สีแดง) การจำกัดการเดินทางไม่จํากัดการเดินทางการจัดกิจกรรมห้ามจัดกิจกรรม รวมคนมากกว่า50 คน (ตามมาตรการที่ ราชการกําหนด)ร้านอาหาร บริโภคในร้านได้ เปิดได้ไม่เกิน23.00 น. (งดการจําหน่าย และงดดื่มสุราในร้าน) (ตามมาตรการที่ราชการกําหนด)ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้ตามเวลาปกติ (จํากัดจํานวนคน งดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย) ร้านเสริมสวย ร้านนวด สปา สถานเสริมความงามเปิดบริการได้ตามปกติ (ตามมาตรการที่ ราชการกําหนด) สถานศึกษาทุกระดับ/สถาบันกวดวิชาให้ใช้อาคารสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการ สอน กิจกรรมที่มีการรวมคนจํานวนมาก โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัด สถานที่เล่นกีฬา หรือ แข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ทุกประเภท ไม่เกิน 21.00 น. จัดการแข่งขันได้ โดยจํากัดผู้ชมพื้นที่ควบคุม (พื้นที่สีส้ม) การจำกัดการเดินทางไม่จํากัดการเดินทาง การจัดกิจกรรมห้ามจัดกิจกรรม รวมคนมากกว่า 100คน (ตามมาตรการที่ ราชการกําหนด) ร้านอาหาร บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติงดการจําหน่าย และงดดื่มสุราในร้าน (ตามมาตรการที่ราชการกําหนด) ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้ตามเวลาปกติ ปิดในส่วนเครื่องเกมส์สวนสนุก (ตามมาตรการ ที่ราชการกําหนด) ร้านเสริมสวย ร้านนวด สปา สถานเสริมความงามเปิดบริการได้ตามปกติ (ตามมาตรการที่ ราชการกําหนด) สถานศึกษาทุกระดับ/สถาบันกวดวิชาให้ใช้อาคารสถานที่ เพื่อจัดการเรียนการ สอนได้ตามปกติภายใต้ มาตรการป้องกันโรคที่ราชการกําหนด สถานที่เล่นกีฬา หรือ แข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ตามเวลาปกติทุกประเภท จัดการแข่งขันได้ โดยจํากัดผู้ชม

home isolation

home isolationการกักตัวที่บ้านเมื่อต้องเผชิญกับโรคโควิด-19HIGHLIGHTS:          - เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อมากขึ้นจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ แนวคิดเรื่องการรักษาตัวเองจากที่บ้าน หรือ Home Isolation รวมถึงการดูแลรักษาใน Hospitel จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อให้ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรงดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี และเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเอง คนในครอบครัวและชุมชนได้          - ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการและต้องดูแลตัวเองจากที่บ้าน หรือมีอาการไม่รุนแรงและต้องพักรักษาตัวที่ Hospitel รวมถึงคนทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อ ก็มีความจำเป็นต้องดูแลตัวเองเช่นกัน โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่าน Telehealth หรือ Telemedicine ซึ่งเป็นบริการทางการแพทย์ที่ช่วยดูแลสุขภาพทางไกลผ่านเครื่องมือสื่อสาร ที่มีบทบาทเป็นอย่างมากภายหลังสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19          ตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ประเทศไทยกำหนดให้ผู้ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ทุกคนจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน และเพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดต่อไปยังบุคคลอื่น ซึ่งผู้ป่วยมีทั้งที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการ             แต่เมื่อมีผู้ติดเชื้อมากขึ้นจากสถานการณ์การระบาดรอบใหม่ ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาพบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2564) อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงแต่อย่างใด จนโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามไม่สามารถรองรับผู้ป่วยเข้ารักษาได้ ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อต้องรอเตียง ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต จึงมีการนำแนวคิดเรื่องการรักษาตัวเองจากที่บ้าน หรือ Home Isolation ให้กับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ รวมถึงการดูแลรักษาในหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ หรือ Hospitel สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรง ให้สามารถดูแลรักษาตัวเองได้อย่างถูกวิธีและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังครอบครัวและชุมชนได้ผู้ป่วยสีเขียว กับการทำ Home Isolation          Home Isolation คือ การดูแลตัวเองจากที่บ้าน สามารถทำได้ในผู้ป่วยกลุ่มที่ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการเท่านั้น เพื่อสังเกตอาการและควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง ทั้งนี้ เมื่อตรวจพบเชื้อ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินใช้แนวทางการดูแลตัวเองจากที่บ้านอย่างน้อย 14 วัน โดยผู้ติดเชื้อต้องมีอายุน้อยกว่า 60 ปี มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีภาวะอ้วน (ภาวะอ้วน หมายถึง ดัชนีมวลกาย > 30 กก./ม.2 หรือ น้ำหนักตัว > 90 กก.) หรือเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยผู้ป่วยต้องยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเองอย่างเคร่งครัด โดยต้องอยู่คนเดียว หรือมีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้          - ห้ามออกจากบ้านและห้ามผู้ใดมาเยี่ยม          - งดการเข้าใกล้หรือสัมผัสเด็กและผู้สูงอายุอย่างเด็ดขาด          - แยกห้องพัก ของใช้ส่วนตัว และให้รับประทานอาหารในห้องของตนเอง          - กรณีไม่สามารถแยกห้องได้ ควรแยกบริเวณที่นอนให้ห่างจากคนอื่นมากที่สุด โดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ และเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทตลอดเวลาแทน          - สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อต้องออกมาจากห้อง          - ล้างมือด้วยสบู่ หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ และต้องล้างทุกครั้งก่อนหยิบจับของใช้ที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น          - แยกขยะ เนื่องจากขยะของผู้ติดเชื้อถือเป็นขยะติดเชื้อ รวมถึงแยกซักเสื้อผ้า ผ้าขนหนู และเครื่องนอน          - แยกใช้ห้องน้ำ หากเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้าย และล้างทำความสะอาดห้องน้ำทุกครั้งที่ใช้เสร็จ          - สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโดหรือหอพัก ควรแจ้งนิติบุคคลหรือเจ้าของหอพัก และงดออกจากห้องโดยเด็ดขาด           - หากใช้บริการเดลิเวอรี่ ต้องใส่หน้ากากทุกครั้งที่รับของ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับพนักงานส่งของ และล้างมือทุกครั้งหลังจากรับของ          - สิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่บ้านคนเดียวหรืออยู่กับครอบครัว ต้องไม่ลืม ‘สวมใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาด และเว้นระยะห่าง อยู่เสมอแนวทางการดำเนินการของโรงพยาบาล          - ประเมินความเหมาะสมสำหรับผู้ติดเชื้อ          - ลงทะเบียนผู้ติดเชื้อ โควิด-19          - มีภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) ในวันแรก (หากทำได้)          - พิจารณาให้ยาตามดุลยพินิจแพทย์ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก รวมถึงปรอทวัดไข้และเครื่องวัดค่าออกซิเจนในเลือดสำหรับผู้ติดเชื้อ เพื่อวัดไข้และระดับออกซิเจนด้วยตนเองทุกวัน และรายงานต่อโรงพยาบาลผ่านช่องทางสื่อสารกับผู้ติดเชื้อ หรือการทำ telemedicine ที่มีประสิทธิภาพ          - วางแผนการติดต่อสื่อสารและจัดระบบส่งต่อผู้ติดเชื้อเข้าสู่โรงพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน หรือมีอาการมากขึ้นอาการสำหรับผู้ป่วยกักตัวที่บ้านที่ควรรีบติดต่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที          - Oxygen Saturation < 96%          - อุณหภูมิร่างกาย > 38 องศาเซลเซียส          - อาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก          - อาการเจ็บ ปวด แน่นหน้าอกอย่างต่อเนื่อง          - ไม่รู้สึกตัว ปลุกไม่ตื่น ไม่ตอบสนอง          - เล็บและริมฝีปากซีดลง หรือมีสีคล้ำขึ้นผู้ป่วยสีเหลืองอ่อน กับการพักหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ หรือ Hospitel          ผู้ป่วยที่อยู่ใน Hospitel นั้น สามารถรับการดูแลรักษาและติดตามอาการโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยการคัดเลือกผู้ป่วยเข้าพักที่ Hospitel นั้น  ผู้ป่วยควรมีอาการตามเกณฑ์ ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้**          ผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง มีค่า SpO2 ≥ 96% ไม่มี/มีโรคร่วมที่ควบคุมได้ และมีอายุไม่เกิน 75 ปี          ผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง มีค่า SpO2 ≥ 94% ไม่มี/มีโรคร่วมที่ควบคุมได้ และมีอายุไม่เกิน 65 ปี          ผู้ป่วยยืนยัน โควิด-19 ไม่มี/มีอาการเล็กน้อย มีค่า SpO2 ≥ 92% ไม่มีโรคร่วม และมีอายุไม่เกิน 60 ปี          ผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการรุนแรงแล้วได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น ภายหลังอยู่โรงพยาบาล 7-10 วัน และให้พักต่อที่ Hospitel จนครบ 14 วัน          - สามารถสื่อสารได้รู้เรื่อง ดูแลตนเองได้ ไม่ก้าวร้าว และไม่มีความเสี่ยงทางจิตเวช          - มีโรคประจำตัวที่ควบคุมได้ และมียารับประทานมาด้วย          * กรณีที่มีความจำเป็นเรื่องจำนวนเตียง ให้สถานพยาบาลพิจารณาตามดุลพินิจของแพทย์ โดยพิจารณา ตามความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นประเด็นหลักโดยโรคร่วมที่สำคัญ ดังกล่าวข้างต้น มีดังต่อไปนี้          - ภาวะอ้วน  (30<ดัชนีมวลกาย กก./ม.2 หรือ น้ำหนักตัว 100< กก.)          - โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมถึงโรคปอดเรื้อรังอื่น ๆ          - โรคหอบหืด          - โรคภูมิแพ้รุนแรง          - โรคไตเรื้อรัง (CKD)          - โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหัวใจแต่กำเนิด          - โรคหลอดเลือดสมอง          - โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้          - ตับแข็ง          - ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ          - Lymphocytes น้อยกว่า 1,000 เซลล์/ลบ.ม.

ข้อควรปฏิบัติหลังน้ำท่วม

ข้อควรปฏิบัติหลังน้ำท่วมหลังจากผ่านสถานการณ์น้ำท่วม  เมื่อน้ำลดหรือระบายไปแล้วการกลับเข้าบ้านอีกครั้ง หลังน้ำท่วม ควรปฎิบัติดังนี้1. การฉีดล้างทำความสะอาดบ้าน หลังน้ำท่วมต้องตัดไฟฟ้าในบ้านออกก่อน2. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่แช่อยู่ในน้ำ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ก่อนน้ำท่วม เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องปั๊มน้ำ เต้ารับ ฯลฯ ก่อนนำมาใช้งานต้องตรวจสอบและบำรุงรักษาโดยช่างไฟฟ้าที่เชี่ยวชาญเท่านั้น หากเป็นได้แนะนำให้เปลี่ยนใหม่จะปลอดภัยที่สุด3. ตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า 4 checklistสำหรับตรวจสอบสภาพสายไฟฟ้า เซอร์กิตเบรกเกอร์ คัดเอาต์ ฟิวส์สายต่อลงดินและอุปกรณ์ไฟฟ้า

พลังใบ

“ใบกระท่อม” พืชที่ถูกปลดล็อคจากยาเสพติดให้โทษ

“ใบกระท่อม”พืชที่ถูกปลดล็อคจากยาเสพติดให้โทษ           พืชกระท่อม เป็นพืชที่พบมากทางใต้ของประเทศไทย ไปจนถึงเขตชายแดง เป็นไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมเคี้ยวใบสด หรือ ต้มเป็นชา เพื่อกระตุ้นให้ทำงานได้โดยไม่เมื่อยล้า โดยเฉพาะกลุ่มทำสวน ทำนา ถึงจะเป็นพืชพื้นบ้าน แต่ถูกกำหนดว่าผิดกฎหมาย ห้ามนำมาใช้เป็นเวลานาน และมีการผลักดันให้ปลูกได้มาเกือบศตรรษ         ข้อเสียของใบกระท่อม          ทำให้ไม่อยากอาหาร (ไม่เหมาะใช้ในการควบคุมน้ำหนัก) ผอม หรือขาดสารอาหาร ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย นอนไม่หลับ ยกเลิกเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5          กฎหมายพืชกระท่อมผ่านสภา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 แต่ยังไม่สามารถปลูกเสรีได้ จนกว่าจะมี ราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 พ.ค. 2564 และจะมีผลใน 90 วันนับจากประกาศ หรือ มีผลตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป          ในวันที่ 26 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2564ใจความสำคัญ คือ โดยที่ปัจจุบันพืชกระท่อมเป็นยาเสพติด ให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่ในหลายประเทศมิได้กำหนดให้ พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากลและบริบทของสังคมไทยในบางพื้นที่ ที่มีการบริโภคพืชกระท่อม ตามวิถีชาวบ้าน สมควรยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อกฉบับเต็มอ่านได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา           หลังประกาศยังไม่มีผลทันที มีผล 90 วันหลังจากประกาศ หรือ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 กระท่อมจะเป็นพืชไม่ผิดกฎหมาย          - สามารถรับประทานใบสด ต้ม ขายได้          - ห้ามนำไปผสมกับยาเสพติดชนิดอื่น เช่น พวก สารเสพติดชนิด4x100          - ห้ามจำหน่ายให้เยาวชน          ทั้งนี้ เพราะ ใบกระท่อม เป็นสารตั้งต้นสำคัญของยาเสพติด สี่คูณร้อย โดยผสมน้ำกระท่อมต้มร่วมกับสารอื่นๆ เช่น ยาแก้ไอ เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น บ่อยครั้งกระตุ้นให้ลองยาเสพติดชนิดอื่นที่แรงขึ้นทำให้การนำกระท่อมไปผสมร่วมกับยาเสพติดอื่นเป็นข้อห้าม และผิดกฎหมาย ถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3  ประโยชน์ของใบกระท่อมด้านการแพทย์          มีสารไมตราเจนีน ออกฤทธิ๋ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ลดอาการปวดเมื่อยนำไปใช้บรรเทาอาการปวดแทนมอร์ฟีน ใช้บำบัดผู้ติดยาเสพติด สมัยโบราณใช้บรรเทาอาการไอ แก้ปวดเมื่อย ท้องเสีย ด้านสังคมและเศรษฐกิจ          สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ลดคดีเกี่ยวกับกระท่อม และช่วยประหยัดงบประมาณรัฐไปได้อีกทาง           ในเบื้องต้น การปลูกกระท่อมจะไม่ซับซ้อน ไม่ต้องขอใบอนุญาติ เหมือนกรณีของ กัญชง เพียงแต่ห้ามจำหน่ายให้เยาวชนและนำไปผสมกับสารชนิดอื่น ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจปลูกในครัวเรือน ควรติดตามความคืบหน้ากันจนกว่าจะถึงวันที่ปลดล็อคเต็มที่ สำหรับ กฎหมาย และข้อจำกัดต่างๆ เกี่ยวกับการปลูกกระท่อมในครัวเรือน ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าจากหน่วยงานต่างๆ กันต่อไป

ฟ้าทะลายโจรกับโควิด-19

ยาฟ้าทะลายโจรกับโควิด-19"ยาฟ้าทะลายโจร"- มีฤทธิ์ต้านการอักเสบบรรเทาอาการป่วยโควิคที่ไม่รุนแรง- เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก ลดโอกาสที่โรคจะลุกลามลงปอดใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดโรครุนแรงยาฟ้าทะลายโจรไม่ช่วยป้องกันการป่วยจากโควิค- ยาที่ใช้ต้องผ่าน อย. และเป็นชนิดที่มีการกำหนดสาร andrographolide- ควรกินวันละ 180 มิลลิกรัมแบ่งวันละ 3 - 4 ครั้งไม่ควรกินเกิน 5 วัน- ควรระวังการใช้ในคนที่แพ้ หญิงมีครรภ์ หรือหญิงที่ต้องให้นมบุตร- ควรระวัง หากใช้ในขณะมีไข้สูง และในผู้ป่วย ที่มีโรคตับและไต-  ใช้เมื่อรู้ว่าสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิค และเริ่มมีอาการป่วย- ถ้าผ่านไป 3 วัน อาการต่างๆ ไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์- ไม่ควรกินร่วมกับยาต่าง ๆ บางตัว บางชนิด เช่นยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาลดความดัน

เอาตัวรอดจากม็อบ

วิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสี่ยงในม็อบแก๊สน้ำตาทำให้ระคายเคือง น้ำตาไหล แสบจมูก แสบผิววิธีแก้ รีบออกมา ถอดเสื้อผ้า แล้วล้างตาด้วยน้ำสะอาด ถ้าใส่แว่นให้ ล้างแว่นด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงแรงดันน้ำอาจทำให้ล้ม และได้รับบาดเจ็บวิธีแก้ หมอบคว่ำตัว และพยายามปกป้องส่วนต่างๆของร่างกายกระสุนยางโดนระยะไกลอาจเป็นแผลช้ำ โดนระยะประชิดอาจถึงตายได้วิธีแก้ ใช้น้ำเย็นประคบและ รีบปฐมพยาบาลโดยเร็วที่สุดโดนอุ้มโดนคุมตัวไปไหน สักที่ อาจบาดเจ็บ จากการถูกล็อกคอวิธีแก้ พยายามเกาะกลุ่ม กันให้มากที่สุด

เช็คเงิน ! ม.33 เยียวยาจากประกันสังคมสำหรับพื้นที่สีแดง

เช็คเงิน ! ม.33 เยียวยาจากประกันสังคมสำหรับพื้นที่สีแดง          เช็คสิทธิ์ www.sso.go.th เงิน "เยียวยาประกันสังคม" ม.33 พื้นที่สีแดงเข้ม โอนเข้า "พร้อมเพย์" ผูกกับบัตรประชาชน วันแรก 4 ส.ค.คืบหน้ามาตรการ "เยียวยาประกันสังคม" ม.33 แรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , นครปฐม , สมุทรสาคร , ปทุมธานี , นนทบุรี , สมุทรปราการ , สงขลา , ยะลา , ปัตตานี , นราธิวาส , พระนครศรีอยุธยา , ชลบุรี และ ฉะเชิงเทรา ที่ประกาศ ล็อกดาวน์ โดยประกันสังคม           เปิดลงทะเบียนผ่าน www.sso.go.th ตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านออนไลน์  หากได้รับสิทธิ ต้องผูกพร้อมเพย์ กับบัญชีธนาคารด้วยเลขบัตรประชาชน เพื่อรับการโอนเงิน  ซึ่งทางกระทรวงแรงงานมีกำหนดจะเริ่มจ่าย "เงินเยียวยา" ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 64 เป็นต้นไป แบ่งเป็น          1.ผู้ประกันตน ม.33 รับเงินเยียวยา 2 ส่วน คือ เงินชดเชย 50% ของค่าจ้าง สูงสุด 7,500 บ. และเงินชดเชยเพิ่มเติมอีก 2,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือนคือในเดือน ก.ค. - ส.ค. รวม 5,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 - 6 ส.ค. 64 วันละ 1 ล้านราย โดยจะดำเนินการทยอยโอนเงินผ่าน "พร้อมเพย์" ยกเว้น พื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มอีก 3 จังหวัดที่ประกาศเพิ่มเติม ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และอยุธยา จะดำเนินการโอนเงินเยียวยาในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 ต่อไป

การสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้นดีกว่าชั้นเดียวอย่างไร

การสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้นดีกว่าชั้นเดียวอย่างไรหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าหรือ ‘มาสก์’ (Mask) ป้องกันการแพร่โรคโควิด-19 เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกันละอองน้ำลาย น้ำมูก เสมหะกระเด็น ‘ออก’ จากผู้สวมหน้ากากอนามัย และป้องกันการสูดหายใจเอาละอองเหล่านี้ ‘เข้า’ สู่ร่างกายได้ ซึ่งทุกคนควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น ก่อนจะพูดถึงหน้ากากอนามัย 1 หรือ 2 ชั้น ขอสรุปว่าหลักการสวมหน้ากากอนามัยสั้นๆ 2 ข้อคือ สวมหน้ากากอนามัยคลุมทั้งจมูกและปากให้กระชับ ไม่ควรมีช่องว่างให้อากาศลอดผ่านเข้ามาได้ เช่น หน้ากากอนามัยจะมีลวดอยู่ด้านบน ต้องกดลวดให้แนบกับสันจมูก ระมัดระวังหน้ากากอนามัยเลื่อนลงจากจมูกเวลาพูดไปนานๆ และไม่เลื่อนหน้ากากอนามัยลงมาอยู่ที่ใต้คางโดยไม่จำเป็น เป็นต้น เลือกหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันละอองทางเดินหายใจ หน้ากากที่เหมาะสมคือ หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) หรือหน้ากากผ้าก็ได้ แต่สำหรับหน้ากากผ้าควรเลือกหน้ากากที่มีหลายชั้น เส้นใยแน่น หายใจสะดวก อาจทดสอบด้วยการส่องกับหลอดไฟแล้วสามารถกั้นแสงได้ ส่วนการสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น มีที่มาจากงานวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐฯ (CDC) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร MMWR เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา โดยการทดลองแรกให้หุ่นสวมหน้ากากอนามัยแบบต่างๆ แล้วจำลองการไอ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันละอองที่กระเด็นออกมา พบว่า หน้ากากอนามัย 56.1%หน้ากากผ้า 51.4%หน้ากากอนามัย+หน้ากากผ้า = 2 ชั้น 85.4%หน้ากากอนามัยที่ผูกสายคล้องเป็นปม 77.0% เนื่องจากถ้าสังเกตเวลาสวมหน้ากากอนามัย ตรงด้านข้างของใบหน้าทั้ง 2 ข้างจะมีช่องว่างเกิดขึ้น หรือหน้ากากผ้าก็อาจหลวมไม่พอดีกับใบหน้า ถ้าผู้สวมหน้ากากอนามัยมีอาการไอก็จะมีละอองรั่วออกไปได้ การสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้นคือหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยจึงช่วยปิดช่องว่างนี้ และเพิ่มประสิทธิภาพได้ และการทดลองต่อมาใช้หุ่น 2 ตัว ให้หุ่นตัวแรก (A) จำลองการไอ ส่วนหุ่นอีกตัว (B) จำลองเป็นผู้รับละอองจากการไอ พบว่า สำหรับหน้ากากอนามัยปกติจะมีประสิทธิภาพ A: ไม่สวม / B: สวม = 7.5%A: สวม / B: ไม่สวม = 41.3%A/B สวมทั้งคู่ = 83.0% หน้ากากอนามัย 2 ชั้น มีประสิทธิภาพA: ไม่สวม / B: สวม = 83.0%A: สวม / B: ไม่สวม = 82.2%A/B สวมทั้งคู่ = 96.4% หน้ากากอนามัยที่ผูกสายคล้องเป็นปม มีประสิทธิภาพ A: ไม่สวม / B: สวม = 64.5%A: สวม / B: ไม่สวม = 62.9%A/B สวมทั้งคู่ = 95.9% การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าการสวมหน้ากากอนามัยให้กระชับกับใบหน้ามีประสิทธิภาพสูงมากกว่า 95% ทั้งโดยวิธีการสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น (หน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัย) และการผูกสายคล้องหน้ากากอนามัยให้เป็นปม ถึงแม้ว่าเดิมการสวมหน้ากากอนามัยชั้นเดียวจะมีประสิทธิภาพประมาณ 55% เท่านั้น ช่วงนี้ผมทดลองสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้นแล้ว ถ้านั่งทำงานปกติ รู้สึกอึดอัดขึ้นไม่มากนัก แต่จะรู้สึกเหนื่อยถ้าออกแรงมากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันได และอาจมีปัญหาตอนถอดดื่มน้ำ/รับประทานอาหารที่จะต้องดูแลหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งอย่าลืมล้างมือทุกครั้งเมื่อหยิบจับหน้ากากอนามัย พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์อ้างอิง:Improve How Your Mask Protects You https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/your-health/effective-masks.html Maximizing Fit for Cloth and Medical Procedure Masks to Improve Performance and Reduce SARS-CoV-2 Transmission and Exposure, 2021 https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/70/wr/mm7007e1.html

เอาชีวิตรอดจากแผ่นดินไหว

เอาชีวิตรอดจากแผ่นดินไหว

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 13:30 น. ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูดในประเทศเมียนมา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 50 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ ​จากข้อมูลเบื้องต้น อาคารหลายแห่งในกรุงเทพฯ ได้รับความเสียหาย รวมถึงมีรายงานเหตุการณ์ตึกถล่มบริเวณตลาดนัดจตุจักร รับชมคลิปที่นี่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานที่ยืนยันแน่ชัดเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บในพื้นที่ดังกล่าว​ ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการและสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อมูลและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวในสถานการณ์เช่นนี้เอาชีวิตรอดจากแผ่นดินไหววิธีเอาชีวิตรอดจากแผ่นดินไหว คู่มือความปลอดภัยที่ทุกคนควรรู้แผ่นดินไหว เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า และเมื่อเกิดขึ้นมักสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรง การเตรียมความพร้อม และรู้วิธีปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นเหตุการณ์ไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ทีมงาน SAFETY IN THAI  ขอแนะนำ "แนวทางเอาชีวิตรอดจากแผ่นดินไหว" ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้✅ แผ่นดินไหว เมื่อในนอกอาคาร- หากสามารถเคลื่อนไหวได้ มุดใต้โต๊ะหรือเก้าอี้ที่มั่นคง ใช้แขนป้องกันศีรษะ และอยู่ใกล้ผนังด้านในของอาคาร หลีกเลี่ยงกระจก ประตู และสิ่งของแขวนลอย✅ แผ่นดินไหว เมื่อในนอกอาคาร- หากอยู่ในมุมห้อง นั่งย่อตัวลง ใช้แขนปิดหน้าและศีรษะ และอยู่ให้ห่างจากหน้าต่างหรือชั้นวางของที่อาจหล่นใส่✅ แผ่นดินไหว เมื่อในนอกอาคาร- หากยังนอนอยู่บนเตียง ใช้หมอนหรือแขนปิดบังศีรษะ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง อยู่ในท่าที่ปลอดภัยและไกลจากของตกหล่น✅ แผ่นดินไหว เมื่ออยู่นอกอาคาร- รีบเคลื่อนย้ายออกห่างจากอาคารสูง กำแพง เสาไฟฟ้า ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้างที่อาจพังถล่มลงมา- หาพื้นที่โล่งแจ้งที่ปลอดภัย และอยู่ห่างจากโครงสร้างใด ๆ ที่อาจเกิดอันตราย✅ แผ่นดินไหว เมื่ออยู่ในรถ- ลดความเร็วทันที และหาจุดจอดรถที่ปลอดภัย- หลีกเลี่ยงการจอดใกล้อาคารสูง ต้นไม้ ทางด่วน สะพานลอย หรือพื้นที่ลาดชัน- เปิดวิทยุหรือแอปข่าวสารเพื่อติดตามสถานการณ์ และรอฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่

คู่มือการปฏิบัติเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน

คู่มือปฏิบัติเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน การเจ็บป่วยฉุกเฉิน คืออะไร ?          การได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน ที่มีผลต่อชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ จำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรืออาการเจ็บป่วยบาดเจ็บรุนแรงขึ้น โดยลักษณะอาการฉุกเฉินที่ควรแจ้งโทร 1669 คือ          1. หมดสติช๊อคสะลึมสะลือเรียกไม่รู้สึกตัว          2. เจ็บหน้าอกหายใจเหนื่อย          3. สิ่งแปลกปลอดอุดกั้นทางเดินหายใจ          4. ปากเบี้ยวแขนขาอ่อนแรง          5. ชักเกร็งกระตุก          6. ปวดท้องรุนแรง          7. ตกเลือดเลือดออกทางช่องคลอด          8. เจ็บท้องคลอด คลอดฉุกเฉิน          9. บาดเจ็บจากอุบัติเหตุเช่นรถชน จมน้ำ ไฟฟ้าช็อต ไฟไหม้ สัตว์มีพิษกัดต่อย ขั้นตอนการแจ้งเหตุ 1669          ขั้นตอนการแจ้งเหตุ 1669           1. กดเบอร์ 1669 รายงานเหตุ          2. ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ          3. พาหนะฉุกเฉินออกปฏิบัติการ          4. ดูแลรักษาขณะนำส่ง          5. นำส่งโรงพยาบาลการปฐมพยาบาลเบื้องต้น          กรณีบาดแผลฉีกขาด          1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดของผู้ป่วยโดยตรงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ          2. ทำการห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดปิดบาดแผลไว้          3. สังเกตการเสียเลือดถ้าเลือดออกไม่หยุดให้ใช้ผ้ายือพัน          4. กรณีเป็นแผลที่แขน ขา และ ไม่มีกระดูกหักให้ยกส่วนนั้นให้สูง         กรณีบาดแผลอวัยวะถูกตัดขาด          1.  เก็บอวัยวะที่ขาดใส่ถุงพลาสติกรัดปากถุงให้แน่น          2. แช่ในภาชนะที่มีนํ้าผสม นํ้าแข็ง อีกชั้น          3. ห้ามเลือดบริเวณปลายอวัยวะที่ถูกตัดขาด          4. ห้ามแช่ลงไปในนํ้าแข็งโดยตรง          กรณีบาดแผลเกิดจากไฟไหม้นํ้าร้อนลวก          1. ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ถูกเผาไหม้ออก ถ้าไหม้ติดกับผิวหนัง เมื่อถอดอาจมีการดึงรั้งควรตัดเสื้อผ้าในส่วนนั้นออก          2. ใช้นํ้าสะอาดล้างแผลเพื่อทำความสะอาดลดอาการแสบร้อน          3. ห้ามใช้โลชั่น ยาสีฟันยาปฎิชีวนะทาบนแผลเพราะปิดกั้นการระบายและห้ามเจาะตุ่มพอง                              กรณีแผลฉีกขาดกระดูกหัก          1.  กรณีไม่มีบาดแผล ประคบด้วยนํ้าแข็ง บริเวณที่ปวดบวมผิดรูป เพื่อลดอาการตามกระดูกยืดตรึงส่วนที่หักให้อยู่นิ่งมากที่สุด          2. กรณีกระดูกหักแผลเปิดและกระดูกโผล่ ห้ามดันกระดูกกลับเข้าที่เด็ดขาดห้ามเลือดตามขั้นตอน                    กรณีภาวะช็อก          1. ภาวะช็อกอาจเกิดจากการเสียเลือดมาก มีอาการ เช่น ซึม ซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเบา หายใจเร็ว คลื่นไส้ อาเจียน กระหายนํ้า          2. จัดให้นอนในที่ราบ ยกขาสูง ห่มผ้าให้อุ่น คลายเสื้อผ้าให้หลวม ห้ามใช้อาหารหรือนํ้า จนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง          กรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง หรือตกจากที่สูง          1. อุบัติเหตุรุนแรง          2. ตกจากที่สูง          อาจมีการหักของช่วงกระดูกสันหลังได้ ไม่ควรยกหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ          กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยหอบหืด          1. นั่งให้สบายให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่สบายคลายเสื้อผ้าให้หลวม          2. อาการถ่ายเทพาไปยังที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก          3. ใช้ยาพ่นถ้าผู้ป่วยมียาพ่นให้ใช้ยาที่มีอยู่          4. โทรแจ้ง 1699 หากอาการไม่ดีขึ้นรีบโทรแจ้ง 1699          ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน           1. มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรทับหรือบีบรัดนานกว่า 20 นาที          2. อาจร้าวไปที่ใบหน้า ปวดกรามร้าวมาถึงสะดือ ปวดจุกแน่นลิ้นปี่ ลามไปที่แขน ไหล่จนถึงปลายนิ้ว          3. มีอาการของระบบประสาท เช่น หายใจเหนื่อยนอนนาบไม่ได้เหงื่อออก ใจสั่น คลื้นไส้ อาเจียน หน้ามืด หมดสติ          4. เบื้องต้นให้นอนพักลดการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นและโทรแจ้ง 1669          5. สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดถ้าพบว่าหมดสติหยุดหายใจให้กดนวดหัวใจตามวิธีการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานและโทรแจ้ง 1669          ผู้ป่วยหลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ/ตัน          1. มีอาการอ่อนแรง ชาบริเวณใบหน้า แขน ขา อ่อนแรง หรือชาครึ่งชีกของร่างกาย การพูดผิดปกติ เช่น ลิ้นคับปาก พูดไม่ชัด             อาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใด รีบโทรแจ้ง 1669 โดยด่วน          2. ดูการตอบสนอง เรียกผู้ป่วย ดูว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือมีการตอบสนองหรือไม่          3. ความรู้สึกตัวลดลงหรือไม่รู้สึกตัวให้นอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก          4. นําตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง          ผู้ป่วยชัก          1. วางผู้ป่วยนอนบนพื้นเพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งรอบข้าง          2. ห้ามกดลิ้น งัดปาก หรือยึดตรึงผู้ป่วยขณะชักอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ           3. หลังจากหยุดชักดูแลทางดินหายใจจัดให้นอนตะแคงกึ่งควํ่า 

ทำงานบนที่สูง


แบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็กก่อนการใช้งานรถกระเช้า

แบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็กก่อนการใช้งานรถกระเช้า

แบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็คก่อนการใช้งาน ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น รถกระเช้า (Aerial Work Platform / Boom Lift / Scissor Lift) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานบนที่สูง หากเกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ การมีแบบฟอร์มตรวจเช็คก่อนใช้งานจึงช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตรวจสอบสภาพเครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริงในหลายองค์กร แบบฟอร์มการตรวจสอบก่อนใช้งานถูกกำหนดให้เป็นขั้นตอนมาตรฐานในการทำงาน (Standard Operating Procedure: SOP) เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีความชำรุดเสียหายแบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็กก่อนการใช้งานบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะอธิบายถึงความสำคัญของแบบฟอร์มตรวจเช็คก่อนใช้งาน รวมถึงรายละเอียดของรายการตรวจสอบในแบบฟอร์มการตรวจสอบรถกระเช้า เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องความสำคัญของการตรวจเช็คก่อนการใช้งานก่อนที่เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใด ๆ จะถูกนำมาใช้งาน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบสภาพความพร้อมของอุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์ที่ดูเหมือนจะใช้งานได้ตามปกติ อาจมีความผิดปกติซ่อนอยู่ หากไม่มีการตรวจสอบอย่างละเอียด อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้การตรวจสอบก่อนใช้งานมีความสำคัญในหลายด้าน เช่นช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากความชำรุดของอุปกรณ์ ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบถึงสภาพของเครื่องจักรก่อนเริ่มงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงระยะยาว ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ช่วยให้การทำงานเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานด้านความปลอดภัยในงานที่เกี่ยวข้องกับรถกระเช้า ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ใช้ยกคนขึ้นทำงานบนที่สูง การตรวจสอบก่อนใช้งานยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะหากเกิดความผิดพลาด เช่น ระบบไฮดรอลิกมีปัญหา ระบบควบคุมทำงานผิดปกติ หรือโครงสร้างมีรอยร้าว อาจทำให้เกิดการตกจากที่สูงหรือการพลิกคว่ำของเครื่องจักรได้องค์ประกอบของแบบฟอร์มตรวจเช็คก่อนใช้งานแบบฟอร์มตรวจสอบก่อนใช้งานจะถูกออกแบบให้ครอบคลุมส่วนสำคัญของเครื่องจักร โดยแบ่งรายการตรวจสอบออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายและครบถ้วน โดยทั่วไปแบบฟอร์มจะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เช่นชื่อผู้ตรวจสอบ ยี่ห้อของเครื่องจักร รุ่นของเครื่องจักร วันที่ตรวจสอบหลังจากนั้นจะเป็นรายการตรวจสอบในแต่ละส่วนของเครื่องจักร โดยผู้ตรวจสอบจะต้องทำเครื่องหมายในช่องY หมายถึง Yes หรือใช้งานได้ปกติN หมายถึง No หรือไม่สามารถใช้งานได้R หมายถึง Repair หรือซ่อมแล้วสามารถใช้งานได้การกำหนดตัวเลือกแบบนี้ช่วยให้สามารถประเมินสภาพเครื่องจักรได้อย่างชัดเจน และช่วยให้ฝ่ายซ่อมบำรุงสามารถติดตามการแก้ไขได้ง่ายหมวดการตรวจสอบระบบพื้นฐานของรถกระเช้าในแบบฟอร์มตรวจสอบ จะมีรายการตรวจสอบในส่วนของระบบพื้นฐานของรถกระเช้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนใช้งานทุกครั้งแบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็กก่อนการใช้งานคู่มือผู้ใช้งานคู่มือการใช้งานเป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีติดอยู่กับเครื่องจักร เพื่อใช้ศึกษาแนวทางการใช้งานอย่างถูกต้อง ผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบว่าคู่มือยังอยู่ในตำแหน่งที่กำหนด และอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ชำรุดหรือสูญหายแบตเตอรี่ระบบพลังงานของรถกระเช้าส่วนใหญ่ใช้แบตเตอรี่ในการทำงาน จึงต้องตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่ เช่น ระดับการชาร์จ ความสะอาด และสภาพโดยรวม หากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพอาจทำให้เครื่องจักรหยุดทำงานระหว่างปฏิบัติงานได้ระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่และขั้วสายต่าง ๆผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบระดับน้ำกรดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงตรวจสอบขั้วสายไฟให้แน่นและไม่มีคราบสกปรกหรือสนิม เพราะหากขั้วสายหลวมอาจทำให้ระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติได้เครื่องชาร์จและตัวแสดงผลต้องตรวจสอบว่าเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ทำงานได้ตามปกติ และตัวแสดงผลสามารถแสดงสถานะการทำงานได้อย่างถูกต้องสายไฟและฉนวนสายไฟเป็นส่วนสำคัญของระบบไฟฟ้า ผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบว่าฉนวนสายไฟไม่มีการฉีกขาดหรือสึกหรอ เพราะอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้การตรวจสอบระบบไฮดรอลิกระบบไฮดรอลิกเป็นหัวใจสำคัญของรถกระเช้า เพราะใช้ในการยกและควบคุมการเคลื่อนที่ของแขนกระเช้า หากระบบนี้มีปัญหา อาจทำให้การทำงานเกิดความผิดพลาดหรือเกิดอุบัติเหตุได้ระดับน้ำมันไฮดรอลิกผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบระดับน้ำมันในถังให้อยู่ในระดับที่กำหนด หากระดับต่ำเกินไป อาจทำให้ระบบทำงานผิดปกติกรองน้ำมันไฮดรอลิกกรองน้ำมันมีหน้าที่กรองสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในระบบ หากกรองอุดตัน อาจทำให้แรงดันน้ำมันลดลง และส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องจักรสายไฮดรอลิกต้องตรวจสอบว่าท่อหรือสายไฮดรอลิกไม่มีรอยรั่ว รอยแตก หรือการบวมผิดปกติ เพราะอาจทำให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันและทำให้ระบบสูญเสียแรงดันการตรวจสอบยางและล้อยางและล้อเป็นส่วนที่ช่วยให้เครื่องจักรเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นคง หากยางมีปัญหา อาจทำให้เครื่องจักรเสียการทรงตัวผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบว่ายางอยู่ในสภาพดี ไม่มีรอยแตกหรือการสึกหรอที่ผิดปกติ รวมถึงต้องตรวจสอบแรงดันลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมการตรวจสอบจุดควบคุมด้านล่างรถกระเช้ามักจะมีจุดควบคุมการทำงานทั้งด้านล่างและด้านบน เพื่อให้สามารถควบคุมเครื่องจักรได้ในกรณีฉุกเฉินจุดควบคุมด้านล่างต้องตรวจสอบว่าปุ่มควบคุมทำงานได้ตามปกติ และไม่มีสิ่งกีดขวางชุดควบคุมการทำงานต้องตรวจสอบว่าชุดควบคุมสามารถสั่งงานเครื่องจักรได้อย่างถูกต้อง เช่น การยก การลดระดับ หรือการเคลื่อนที่ปุ่มหยุดฉุกเฉินปุ่มหยุดฉุกเฉินเป็นอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญมาก ผู้ตรวจสอบต้องทดสอบว่าปุ่มสามารถหยุดการทำงานของเครื่องจักรได้ทันทีแบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็กก่อนการใช้งานการตรวจสอบระบบเตือนและระบบความปลอดภัยในรถกระเช้าสมัยใหม่ จะมีระบบเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่นเซ็นเซอร์วัดระดับความเอียงระบบนี้จะเตือนเมื่อเครื่องจักรอยู่ในพื้นที่ลาดเอียงเกินกว่าที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงในการพลิกคว่ำไฟแฟลชหรือไฟเตือนต้องตรวจสอบว่าไฟเตือนสามารถทำงานได้ตามปกติ เพื่อแจ้งเตือนผู้ที่อยู่รอบพื้นที่ทำงานสัญญาณเตือนขณะเคลื่อนที่เสียงเตือนจะช่วยให้ผู้ที่อยู่ใกล้เครื่องจักรรับรู้ว่ามีการเคลื่อนที่ของเครื่องจักรการตรวจสอบโครงสร้างของเครื่องจักรโครงสร้างของรถกระเช้าเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักและแรงต่าง ๆ หากโครงสร้างมีรอยร้าวหรือความเสียหาย อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้รอยเชื่อมที่ฐานหมุน แขนบูม และกระเช้าผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบว่ารอยเชื่อมไม่มีรอยแตกหรือรอยร้าวสลักยึดต่าง ๆต้องตรวจสอบว่าสลักและน็อตยึดแน่น ไม่มีการหลวมการตรวจสอบจุดควบคุมด้านบนจุดควบคุมด้านบนเป็นตำแหน่งที่ผู้ปฏิบัติงานใช้ควบคุมเครื่องจักรขณะอยู่ในกระเช้า จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าทุกระบบทำงานได้อย่างถูกต้องราวกันตกและเชือกกันตกต้องตรวจสอบว่าราวกันตกอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีความเสียหาย และสามารถป้องกันการตกจากกระเช้าได้คันควบคุมการทำงานต้องตรวจสอบว่าคันควบคุมสามารถสั่งงานเครื่องจักรได้ตามปกติปุ่มหยุดฉุกเฉินด้านบนต้องตรวจสอบว่าปุ่มหยุดฉุกเฉินสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสัญญาณแตรต้องตรวจสอบว่าแตรสามารถใช้งานได้ เพื่อใช้เตือนผู้ที่อยู่รอบบริเวณปลั๊กไฟต้องตรวจสอบว่าปลั๊กไฟทำงานได้ตามปกติและไม่มีความเสียหายป้ายเตือนต่าง ๆป้ายเตือนด้านความปลอดภัยต้องอยู่ในตำแหน่งที่ชัดเจน อ่านได้ง่าย และไม่ชำรุดประโยชน์ของการใช้แบบฟอร์มตรวจสอบก่อนใช้งานการใช้แบบฟอร์มตรวจสอบก่อนใช้งานรถกระเช้า ช่วยให้การตรวจสอบเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลการตรวจสอบเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และปรับปรุงความปลอดภัยได้นอกจากนี้ แบบฟอร์มยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐหรือผู้ตรวจประเมินด้านความปลอดภัยหากคุณกำลังต้องการอบรมรถกระเช้า หลักสูตรความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า Boom Lift และ X-Lift เซฟตี้อินไทยยินดีให้บริการ คลิกที่นี่เพื่อเลือกวันอบรมได้เลยนะคะสรุปแบบฟอร์มรายงานการตรวจเช็คก่อนการใช้งาน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุในการทำงาน โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น รถกระเช้าการตรวจสอบก่อนใช้งานช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตรวจพบความผิดปกติของเครื่องจักรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสามารถแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบก่อนใช้งานอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างยั่งยืนดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยควรให้ความสำคัญกับการใช้แบบฟอร์มตรวจสอบก่อนใช้งานอย่างจริงจัง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด เซฟตี้อินไทย

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า คือ การทำงาน “บนที่สูง” ด้วยรถกระเช้า (Boom Lift / Scissor Lift) โดยต้องควบคุมความเสี่ยงให้คนปลอดภัย ไม่ตกจากที่สูง ไม่ชนสิ่งกีดขวาง และไม่ให้รถคว่ำหรือไฟฟ้าดูดความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้ารถกระเช้า หรือที่หลายคนคุ้นชื่อในงานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง และงานติดตั้งในที่สูง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การทำงานเหนือระดับพื้นดินเป็นไปได้สะดวก รวดเร็ว และลดการใช้แรงงานคน แต่ในขณะเดียวกัน รถกระเช้าก็เป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่มีความเสี่ยงสูง หากขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือใช้งานโดยไม่ปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ในอดีต งานบนที่สูง มักใช้วิธีการตั้งนั่งร้านหรือปีนป่ายตามโครงสร้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและใช้เวลามาก เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท รถกระเช้าจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยให้เข้าถึงพื้นที่สูงได้ง่ายขึ้น แต่ “ง่ายขึ้น” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ” ความปลอดภัยยังคงขึ้นอยู่กับคน อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมเป็นหลักบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้าอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ความเสี่ยงที่พบบ่อย ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้ทั้งนายจ้าง ผู้ควบคุมงาน และผู้ปฏิบัติงาน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานที่ทำงานได้อย่างยั่งยืนความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้าความหมายและความสำคัญของรถกระเช้ารถกระเช้า คือ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ยกคนขึ้นทำงานในที่สูง โดยมีตะกร้าหรือแพลตฟอร์มสำหรับยืนหรือทำงาน อาศัยระบบไฮดรอลิกหรือกลไกต่าง ๆ ในการยกขึ้น-ลง เคลื่อนที่ หรือปรับตำแหน่งให้เหมาะสมกับงานความสำคัญของรถกระเช้า ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง หากใช้งานถูกต้อง รถกระเช้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกจากที่สูง ลดการใช้แรงงานที่ไม่จำเป็น และช่วยควบคุมท่าทางการทำงานให้เหมาะสมมากขึ้นอย่างไรก็ตาม จากสถิติอุบัติเหตุในที่ทำงาน พบว่าอุบัติเหตุจากการใช้รถกระเช้ามักเกิดจากปัจจัยเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้รับการฝึกอบรม รถกระเช้าไม่ได้รับการตรวจสอบ หรือพื้นที่ทำงานไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบการจัดการความปลอดภัย” โดยรวมประเภทของรถกระเช้าที่พบบ่อย การรู้จักประเภทรถกระเช้าเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะแต่ละประเภทมีข้อจำกัดและวิธีใช้งานแตกต่างกัน หากเลือกใช้ผิดประเภท ก็เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นรถกระเช้าแบบกรรไกร (Scissor Lift)เป็นรถกระเช้าที่ยกขึ้นในแนวดิ่ง เหมาะกับงานที่ต้องการขึ้นสูงตรงตำแหน่งเดิม เช่น งานติดตั้งระบบไฟ งานคลังสินค้า หรือซ่อมบำรุงภายในอาคาร ข้อดีคือมีความมั่นคง แต่ข้อจำกัดคือไม่สามารถเอื้อมออกด้านข้างได้มากรถกระเช้าแบบแขนยื่น (Boom Lift)เป็นรถกระเช้าที่มีแขนยืดออกได้ทั้งแนวดิ่งและแนวนอน เหมาะกับงานที่ต้องข้ามสิ่งกีดขวาง เช่น งานก่อสร้าง งานตัดแต่งต้นไม้ หรือซ่อมสายไฟฟ้า ข้อควรระวังคือเรื่องการทรงตัวและน้ำหนักบรรทุกรถกระเช้าแบบติดรถบรรทุกนิยมใช้ในงานภายนอก เช่น งานซ่อมไฟถนน งานติดตั้งป้าย มีความคล่องตัว เคลื่อนย้ายสะดวก แต่ต้องให้ความสำคัญกับการตั้งขา Outrigger และสภาพพื้นเป็นพิเศษเมื่อรู้ประเภทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการเลือกใช้งานให้เหมาะสม ไม่ใช่เลือกจากความคุ้นเคยหรือความสะดวกเพียงอย่างเดียวอันตรายและความเสี่ยงจากการใช้งานรถกระเช้าอุบัติเหตุจากรถกระเช้า มักเกิดจากสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ หากมีการวางแผนและควบคุมอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่การตกจากที่สูง เกิดจากการไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น เข็มขัดนิรภัย หรือการปีนออกนอกกระเช้าโดยไม่ได้รับอนุญาตรถกระเช้าล้มคว่ำ มักเกิดจากการใช้งานบนพื้นไม่เรียบ พื้นอ่อน หรือบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด รวมถึงการตั้งขาไม่ถูกต้องการชนสิ่งกีดขวางหรือสายไฟฟ้า โดยเฉพาะงานใกล้ระบบไฟฟ้าแรงสูง หากไม่มีการประเมินความเสี่ยงและกำหนดระยะปลอดภัย อาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้การชำรุดของอุปกรณ์ รถกระเช้าที่ไม่ได้รับการตรวจสอบหรือบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดการขัดข้องขณะใช้งาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในที่สูงบทเรียนจากอุบัติเหตุในอดีตสอนเราว่า ความประมาทเพียงเล็กน้อย สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ใหญ่เกินคาดเสมอการฝึกอบรมผู้ควบคุมรถกระเช้าหนึ่งในหัวใจสำคัญของความปลอดภัย คือ “คน” ผู้ควบคุมรถกระเช้าต้องได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ขับเป็น แต่ต้องเข้าใจหลักการทำงาน ข้อจำกัด และวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินการฝึกอบรมควรครอบคลุม การทำความเข้าใจโครงสร้างและระบบของรถกระเช้า การตรวจสอบก่อนใช้งาน การประเมินสภาพพื้นที่และความเสี่ยง การใช้งานอย่างถูกวิธีตามคู่มือ การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินตามหลักการความปลอดภัยที่ใช้กันมาแต่เดิม ผู้ที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรม ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ควบคุมหรือใช้งานรถกระเช้าโดยเด็ดขาด เพราะความชำนาญไม่ได้เกิดจากการลองผิดลองถูก โดยเฉพาะกับเครื่องจักรที่มีความเสี่ยงสูงการตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์รถกระเช้าทุกคันต้องได้รับการตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นตามสภาพการใช้งาน การตรวจสอบควรทำทั้งก่อนใช้งานประจำวัน และตามแผนบำรุงรักษาสิ่งที่ควรตรวจสอบ ระบบไฮดรอลิก ระบบควบคุมและปุ่มฉุกเฉิน โครงสร้าง แขนยื่น และตะกร้า ล้อ ยาง และขา Outrigger อุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆหลายอุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะมองข้ามการตรวจสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น สายไฮดรอลิกรั่ว หรือระบบเบรกไม่สมบูรณ์ ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ต้น ก็สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ไม่ยากการปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานคู่มือการใช้งานไม่ใช่เอกสารที่มีไว้เพื่อวางบนชั้น แต่เป็นแนวทางความปลอดภัยที่ผู้ผลิตออกแบบมาโดยอิงจากการทดสอบและประสบการณ์จริง การปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็นผู้ปฏิบัติงานควรทราบ ขีดจำกัดน้ำหนักบรรทุก ความสูงและระยะเอื้อมสูงสุด ข้อห้ามในการใช้งาน วิธีการจอดและจัดเก็บรถกระเช้าถ้าไม่แน่ใจ อย่าคาดเดา เพราะรถกระเช้าไม่ใช่พื้นที่สำหรับการลองของ ความมั่นใจที่ไม่ได้มาจากความรู้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวการจำกัดน้ำหนักบรรทุกอย่างปลอดภัยการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด เป็นสาเหตุหลักของการล้มคว่ำ ผู้ปฏิบัติงานต้องคำนึงถึงน้ำหนักรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่น้ำหนักคน แต่รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ และวัสดุที่นำขึ้นไปด้วยในทางปฏิบัติ ติดป้ายแสดงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดให้เห็นชัด วางแผนการนำอุปกรณ์ขึ้นไปใช้งาน หลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักระหว่างที่อยู่ในที่สูงหลักคิดแบบดั้งเดิมด้านความปลอดภัยคือ “เผื่อไว้ดีกว่าแก้” การใช้งานต่ำกว่าขีดจำกัดเล็กน้อย ย่อมปลอดภัยกว่าการใช้งานเต็มพิกัดเสมอสภาพพื้นและพื้นที่ปฏิบัติงานพื้นผิวที่ใช้ตั้งรถกระเช้าต้องมีความแข็งแรง มั่นคง และได้ระดับ ห้ามใช้งานบนพื้นอ่อน พื้นเอียง หรือพื้นที่มีหลุมบ่อ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำก่อนเริ่มงาน ควรตรวจสอบ ความเรียบของพื้น การรับน้ำหนักของพื้น สิ่งกีดขวางรอบพื้นที่ทำงาน สภาพอากาศ โดยเฉพาะลมแรงหรือฝนตกหลายครั้งที่อุบัติเหตุเกิดจาก “รีบทำงานให้เสร็จ” โดยละเลยการเตรียมพื้นที่ ทั้งที่การเตรียมเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความสูญเสียได้มหาศาลวัฒนธรรมความปลอดภัยกับการใช้รถกระเช้าความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากกฎเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่นายจ้าง ผู้ควบคุมงาน ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานทุกคนองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มักมีลักษณะร่วมกันคือ มีการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงอย่างเปิดเผย ไม่เร่งงานจนละเลยความปลอดภัย ส่งเสริมให้พนักงานกล้าหยุดงานเมื่อพบความไม่ปลอดภัย มีการทบทวนและเรียนรู้จากอุบัติเหตุหรือเหตุเกือบพลาดรถกระเช้าอาจเป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่ง แต่ทัศนคติในการใช้งานต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดว่าจะปลอดภัยหรือไม่สรุปความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม แต่เป็นพื้นฐานของการทำงานที่มีคุณภาพและยั่งยืน การฝึกอบรมที่เหมาะสม การตรวจสอบอุปกรณ์ การปฏิบัติตามคู่มือ และการเตรียมพื้นที่อย่างรอบคอบ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเห็นผลเซฟตี้อินไทย เชื่อว่า หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับหลักความปลอดภัยอย่างจริงจัง อุบัติเหตุจากรถกระเช้าจะลดลงได้อย่างชัดเจน และการทำงานบนที่สูงจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นงานที่ปลอดภัย ควบคุมได้ และภาคภูมิใจได้ในมาตรฐานการทำงานของเราเอง

ความปลอดภัยของการทำงานบนที่สูง 2565 ความปลอดภัยของการทำงานบนที่สูง คู่มือ ความ ปลอดภัย ในการ ทำงาน บนที่สูง กฎหมาย การ ทำงาน บนที่สูง 2564 การทํางานบนที่สูง กี่เมตรความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง 2565 ความปลอดภัยในการทำงานที่สูง คืออะไร ความปลอดภัยของการทำงานบนที่สูงล่าสุด

ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง2565-เซฟตี้อินไทย

ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง2565ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง           ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูงคืออะไร สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างไร ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย จะขออธิบายให้ท่านได้ทราบก่อนว่า ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง คือ "ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง (Safety  Working at Height) หมายความว่า สถานที่ปฏิบัติงานสูงเท่ากับหรือมากกว่า 2 เมตรจากพื้นหรือโครงสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทไม่ว่าแบบถาวรหรือชั่วคราวที่มีความสูงเหนือพื้นดิน ซึ่งจะต้องมีคนขึ้นไปทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมถึงส่วนพื้นล่างของหลุมซึ่งกว้างพอที่คนสามารถพลัดตกลงไปได้ โดยอ้างอิง จากกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่มีอันตรายที่สูงและทางลาดชันจากวัสดุตกกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย และจากการตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๔ที่สูงและงานที่ต้องปฏิบัติบนที่สูงคืออะไรที่สูงและงานที่ต้องปฏิบัติบนที่สูงคืออะไร  หมายถึง สถานที่ปฏิบัติงานสูง เท่ากับหรือ มากกว่า 2 เมตรจากพื้นหรือโครงสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ไม่ว่าแบบถาวรหรือ ชั่วคราว ที่มีความสูงเหนือพื้นดิน ซึ่งจะต้องมีคนขึ้นไปทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมถึงส่วนพื้นล่างของหลุมซึ่งกว้างพอที่คนสามารถพลัดตกลงไปได้ สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากที่สูง1.  สภาพพื้นที่ปฏิบัติงานมีสภาพที่ไม่มั่นคงหรือไม่ปลอดภัย ทำเกิดการถล่ม พังทลายหรือมีช่องเปิดโล่งอันตราย2. ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง3. สภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงานไม่มีความพร้อมสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากที่สูง4.  ขาดการออกแบบที่ดีและติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการตก5.  ไม่มีการเตือนอันตรายหรือกำหนดจุดอันตราย6.  ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย7.  อุปกรณ์ต่างๆมีสภาพชำรุดหรือไม่เหมาะสม เช่นนั่งร้าน บันได รถยก เป็นต้นการใช้อุปกรณ์ป้องกันจากที่สูงหลักการใช้อุปกรณ์1. จุดยึดอุปกรณ์ Anchorage Point2. เข็มขัดนิรภัย Safety Belt / Safety Harness3. สายเชือกนิรภัย Lanyard ตะขอ Hook ห่วง Ringการใช้อุปกรณ์ป้องกันจากที่สูง1. จุดยึดต่างๆ Anchorage Pointควรรับแรงได้มากพอ และต้องอยู่สูงกว่าตัวผู้ปฏิบัติงานการใช้อุปกรณ์ป้องกันจากที่สูง2. เข็มขัดนิรภัย Safety Belt / Safety Harnessการเลือกใช้เข็มขัดนิรภัย ทั้งแบบรัดเอว และแบบชนิดรัดเต็มตัว ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานการใช้อุปกรณ์ป้องกันจากที่สูง3.สายเชือกนิรภัย Safety Lanyard ตะขอ SafetyHook ห่วงนิรภัย Safety Ring ต้องเลือกอุปกรณ์ที่ใช้ให้เหมาะสม ระหว่างจุดยึดกับระบบอุปกรณ์ป้องกันซึ่งต้องมีความแข็งแรงพอ หากเกิดการตกจากที่สูงห้ามใช้อุปกรณ์ป้องกันที่ชำรุดหรือได้รับการดัดแปลงโดยเด็ดขาด มาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลในการทำงานบนที่สูง1.หมวกนิรภัย2.แว่นนิรภัย3.เข็มขัดนิรภัย4.ถุงมือ5.รองเท้านิรภัย6.กางเกงนิรภัย7.ชุดฟอร์ม8.อุปกรณ์ป้องกันเสียงมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลในการทำงานบนที่สูง1. มาตรฐานประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ (Australia Standards/New Zealand Standards : AS/NZS)2. มาตรฐานสหภาพยุโรป (European Standards : EN)3. มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standards : JIS)4. มาตรฐานสถาบัน ความปลอดภัยและอนามัยในการทํางานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (The national Institute for Occupational Safety and Health : NIOSH)5. มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Fire Protection   Association : NFPA)6. มาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล (International Standardization and Organization : ISO)7. มาตรฐานสํานักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ กรมแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา (Occupational Safety and HealthAdministration : OSHA)8. มาตรฐานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute : ANSI)

วิธีสวมใส่สายรัดนิรภัยชนิดเต็มตัว ป้องกันการตกจากที่สูง

วิธีสวมใส่สายรัดนิรภัยชนิดเต็มตัว

อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง(Fall Protection Devices)การทำงานในที่สูง เช่น งานก่อสร้าง งานทำความสะอาด งานไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง ได้แก่เข็มขัดนิรภัย ประกอบด้วยตัวเข็มจัด และเชือกนิรภัย ตัวเข็มขัด ทำด้วยหนังเส้นใยจากฝ้าย และใยสังเคราะห์ ได้แก่ ไนล่อนสายรัดตัวนิรภัย หรือสายพยุงตัว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานที่เสี่ยงภัย ทำงานในที่สูง ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนตัว ขณะทำงานได้หรือช่วยพยุงตัวให้สามารถทำงานได้ ในที่ไม่มีจุดยึดเกาะตัวในขณะทำงานทำจากวัสดุประเภทเดียวกับเข็มขัดนิรภัย มี 3 แบบ คือ ชนิดคาดหน้าอก เอว และขา และชนิดแขวนตัวสายช่วยชีวิต เป็นเชือกที่ผูกหรือยึดติดกับโครงสร้างของอาคาร หรือส่วนที่มั่นคงเชือกนี้จะถูกต่อเข้ากับเชือกนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย หรือสายรัดตัวนิรภัย (สายพยุงตัว)วิธีสวมใส่สายรัดนิรภัยชนิดเต็มตัว1. จับห่วงคล้องอุปกรณ์เชื่อมต่อด้านหลังตรวจสอบสายรัดนิรภัยไม่ให้บิดหรือพันกัน2. สอดแขนเข้าสายคล้องบ่าทีละข้าง3. ปรับสายรัดอกให้อยู่ในระดับอกและกระชับพอดีลำตัว4. ปรับสายรัดกระชับต้นขาให้พอดี5. ปรับสายรัดกระชับต้นขาให้พอดี6. ปรับสายรัดกระชับต้นขาให้พอดีทั้งสองข้าง7. ห่วงคล้องอุปกรณ์เชื่อมต่อด้านหลังต้องอยู่ตรงกลางระหว่างบ่าและสามารถเอื้อมมือจับห่วงด้านหลังได้ โดยยืนลำตัวตรง8. ทดสอบความกระชับ ของชุดโดยต้องสอดนิ้วมือเข้าไปได้พอดี9. ทดสอบความกระชับของชุดโดยลองนั่งข้อปฎิบัติเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง1. ก่อนใช้เข็มขัดนิรภัย ผู้ใช้ควรตรวจสอบการฉีก ปริ ขาด หรือรอยตัด ถ้าพบไม่ควรนำมาใช้งาน เมื่อใช้ไป 1-3 เดือน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ2. การล้างทำความสะอาด ควรทำเดือนละครั้ง เมื่อมีการใช้งานทุกวัน หรือเมื่อเกิดความสกปรกมาก โดยล้างน้ำอุ่น และสบู่กรด ตามด้วยน้ำสะอาดและปล่อยให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง เข็มขัดนิรภัยหนัง ก่อนที่จะแห้งสนิท ควรชโลมหนังด้วยน้ำมันระหุ่ง หรือน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อเป็นการรักษาหนังวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัยเต็มตัว (1).jpg

สรุปกฎหมายความปลอดภัย 2564 เกี่ยวกับการทำงานบนที่สูง

กฎกระทรวง  กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูงและที่ลาดชัน จากวัสดุกระเด็นตกหล่น และพังทลาย และจากการตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๔          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้          “ทำงานในที่สูง” หมายความว่า การทำงานในพื้นที่ปฏิบัติงานที่สูงจากพื้นดิน หรือจากพื้นอาคาร ตั้งแต่สองเมตรขึ้นไปซึ่งลูกจ้างอาจพลัดตกลงมาได้          “นั่งร้าน” หมายความว่า โครงสร้างชั่วคราวที่สูงจากพื้นดินหรือจากพื้นอาคาร หรือส่วนของ สิ่งก่อสร้าง สำหรับเป็นที่รองรับลูกจ้าง วัสดุ หรือเครื่องมือและอุปกรณ์          “อาคาร” หมายความว่า อาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหมวด ๑บททั่วไป          ข้อ ๒ นายจ้างต้องจัดให้มีข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัย ในการทำงานในที่สูง ที่ลาดชัน ที่อาจมีการกระเด็นตกหล่นหรือพังทลายของวัสดุสิ่งของ และที่อาจทำให้ ลูกจ้างพลัดตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย การระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน การวางแผนการปฏิบัติงาน และการป้องกันและควบคุมอันตราย รวมทั้งต้องอบรมหรือชี้แจงให้ลูกจ้างได้รับทราบก่อนเริ่มปฏิบัติงานและควบคุมดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้          ข้อ ๓ ในการประกอบ การติดตั้ง การตรวจสอบ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตราย จากการตกจากที่สูงและที่ลาดชันจากวัสดุกระเด็นตกหล่นหรือฟังทลาย และจากการตกลงไป ในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ ให้นายจ้างปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะ และคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ หากไม่มีรายละเอียดคุณลักษณะ และคู่มือการใช้งานดังกล่าว นายจ้างต้องดำเนินการ ให้วิศวกรซึ่งได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร เป็นผู้จัดทำรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานขึ้นเป็นหนังสือและต้องมีสำเนาเอกสาร ดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้                                          ข้อ ๔ นายจ้างต้องจัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่มีมาตรฐาน เหมาะสมกับสภาพของการทำงานในที่สูง ที่ลาดชันที่อาจมีการกระเด็น ตกหล่น หรือพังทลาย ของวัสดุสิ่งของ และที่อาจทำให้ลูกจ้างพลัดตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ และลักษณะของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงาน เช่น เข็มขัดนิรภัย เชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิต หมวกนิรภัย รองเท้าชนิดหุ้มส้นพื้นยางหรือถุงมือ และดูแลให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์นั้นในกรณีที่ให้ลูกจ้างใช้เข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตพร้อมอุปกรณ์ประกอบ นายจ้างต้องจัดทำจุดยึดตรึง เชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตไว้กับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคาร หรือโครงสร้างอื่นใด ที่มีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยต่อการใช้งานช่วยชีวิตไว้กับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคาร หรือโครงสร้างอื่นใด ที่มีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยต่อการใช้งาน           ข้อ ๕ นายจ้างต้องจัดให้มีการบำรุงรักษาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายตามข้อ ๓ และอุปกรณ์ คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามข้อ ๔ ตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด และจัดให้มีการตรวจสอบ สภาพของอุปกรณ์ให้มีความปลอดภัยก่อนการใช้งานทุกครั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้          ข้อ ๖ ในกรณีที่นายจ้างต้องจัดทำราวกั้นหรือรั้วกันตก ราวกั้นหรือรั้วกันตกต้องมี ความสูงไม่น้อยกว่าเก้าสิบเซนติเมตร แต่ไม่เกินหนึ่งเมตรสิบเซนติเมตร ซึ่งมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ใช้แผงทึบแทนราวกั้นหรือรั้วกันตกแผงทึบต้องมีความสูงไม่น้อยกว่าเก้าสิบเซนติเมตร          ข้อ ๗ สำเนาเอกสารตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕ จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้หมวด ๒การป้องกันอันตรายจากการตกจากที่สูงและที่ลาดชัน           ข้อ ๘ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในที่สูง นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้าน หรือ ดำเนินการด้วยวิธีการอื่นใดที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง โดยต้องมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัย            ข้อ ๙ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในที่สูงตั้งแต่สี่เมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดทำ ราวกั้นหรือรั้วกันตก ตาข่ายนิรภัย หรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นใดที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการใช้เข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตพร้อมอุปกรณ์ตลอดระยะเวลาการทำงาน                                      ข้อ ๑๐ ในกรณีที่มีปล่องหรือช่องเปิดต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างพลัดตก นายจ้าง ต้องจัดทำฝาปิดที่แข็งแรง ราวกั้น รั้วกันตก หรือแผงทึบตามข้อ ๖ พร้อมทั้งติดป้ายเตือนอันตราย ให้เห็นได้อย่างชัดเจน                                   ข้อ ๑๑ นายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างทำงานในที่สูงนอกอาคารหรือพื้นที่เปิดโล่ง ในขณะที่มีพายุ ลมแรง ฝนตกหรือฟ้าคะนอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องให้ลูกจ้างทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย หรือบรรเทาเหตุอันตรายที่เกิดขึ้น โดยต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง                              ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องใช้บันไดไต่ชนิดเคลื่อนย้ายได้เพื่อทำงานในที่สูง นายจ้าง ต้องดูแลการตั้งบันไดให้ระยะระหว่างฐานบันไดถึงผนังที่วางพาดบันไดกับความยาวของช่วงบันได นับจากฐานถึงจุดพาดมีอัตราส่วนหนึ่งต่อสี่ หรือมีมุมบันไดที่ตรงข้ามผนังเจ็ดสิบห้าองศา           บันไดไต่ ตามวรรคหนึ่งจะต้องมีโครงสร้างที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยต่อการใช้งาน มีความกว้างของบันไดไม่น้อยกว่าสามสิบเซนติเมตร          ทั้งนี้ บันไดไต่ต้องมีขาบันไดหรือสิ่งยึดโยง ที่สามารถป้องกันการลื่นไถลของบันไดได้                              ข้อ ๑๓ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องใช้บันไดไต่ชนิดติดตรึงกับที่ที่มีความสูงเกินหกเมตรขึ้นไป เพื่อทำงานในที่สูง นายจ้างต้องดูแลบันไดไต่ชนิดติดตรึงกับที่ให้มีโครงสร้างที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยต่อการใช้งานและต้องจัดทำโกร่งบันไดเพื่อป้องกันการพลัดตกของลูกจ้าง                                 ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องใช้ขาหยั่งหรือม้ายืนเพื่อทำงานในที่สูง นายจ้างต้องดูแล ให้ขาหยั่งหรือม้ายืนนั้นมีโครงสร้างที่มั่นคง แข็งแรงและปลอดภัยต่อการใช้งาน และมีพื้นที่สำหรับ ยืนทำงานอย่างเพียงพอ                   ข้อ ๑๕ ในกรณีที่มีการทำงานบนที่ลาดชันที่ทำมุมเกินสิบห้าองศาแต่ไม่เกินสามสิบองศา จากแนวราบ และมีความสูงของพื้นระดับที่เอียงนั้น ตั้งแต่สองเมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้าน ที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน หรือเข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตพร้อมอุปกรณ์หรือมาตรการป้องกันการพลัดตกอื่นใดที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน          ในกรณีที่มีการทำงานบนที่ลาดชันที่ทำมุมเกินกว่าสามสิบองศาจากแนวราบ และมีความสูง ของพื้นระดับที่เอียงนั้นตั้งแต่สองเมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้านที่เหมาะสมกับสภาพของ การทำงาน หรือมาตรการป้องกันการพลัดตกอื่นใดที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน  และเข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตพร้อมอุปกรณ์หมวด ๓การป้องกันอันตรายจากวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย                               ข้อ ๑๖ ในกรณีที่มีการลำเลียงวัสดุสิ่งของขึ้นหรือลงจากที่สูง หรือลำเลียงวัสดุสิ่งของบนที่สูง นายจ้างต้องจัด ให้มีราง ปล่อง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมในการลำเลียง เพื่อป้องกัน อันตรายจากวัสดุสิ่งของกระเด็นหรือตกหล่น                                                    ข้อ ๑๗ นายจ้างต้องกำหนดเขตอันตรายในบริเวณพื้นที่ที่อาจมีการกระเด็น ตกหล่น หรือพังทลายของวัสดุสิ่งของและติดป้ายเตือนอันตรายบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งจัดให้มี มาตรการควบคุมดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจนกว่างานจะแล้วเสร็จ                               ข้อ ๑๘ ในกรณีที่มีวัสดุสิ่งของอยู่บนที่สูงที่อาจกระเด็น ตกหล่น หรือฟังทลายลงมาได้ นายจ้างต้องจัดทำขอบกันของตกหรือมาตรการป้องกันอื่นใดที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน          ข้อ ๑๙ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานบริเวณใกล้เคียงหรือทำงานในสถานที่ที่อาจมี การกระเด็น ตกหล่น หรือพังทลายของวัสดุสิ่งของนายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการควบคุมดูแลเพื่อให้เกิด ความปลอดภัยแก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาการทำงาน          ข้อ ๒๐ ในบริเวณที่เก็บหรือกองวัสดุสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากการตกหล่น หรือ พังทลายของวัสดุสิ่งของดังกล่าวให้นายจ้างจัดเรียงวัสดุสิ่งของให้เกิดความมั่นคงปลอดภัย ทำผนังกั้น หรือใช้วิธีการอื่นใด เพื่อป้องกันอันตรายจากการตกหล่นหรือพังทลายของวัสดุสิ่งของนั้น          ในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายวัสดุสิ่งของตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตราย จากการตกหล่น หรือพังทลายของวัสดุสิ่งของที่จะทำการเคลื่อนย้ายนั้นด้วย                                         ข้อ ๒๑ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในท่อ ช่อง โพรง บ่อ หรือสถานที่อื่นใด ที่อาจเกิดการพังทลายได้ ให้นายจ้างจัดทำผนังกั้น ค้ำยัน หรือใช้วิธีการอื่นใดที่สามารถป้องกัน อันตรายจากการพังทลายที่อาจเกิดขึ้นนั้นได้หมวด ๔การป้องกันอันตรายจากการตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ                                             ข้อ ๒๒ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในบริเวณหรือสถานที่ใด หรือลักษณะของ การทำงานอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตราย จากการพลัดตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ เช่น ถัง บ่อ กรวย ภาชนะหรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันที่ลูกจ้างอาจพลัดตกลงไปได้นายจ้างต้องจัดให้มีสิ่งปิดกั้น ที่มั่นคงแข็งแรง จัดทำราวกันหรือรั้วกันตกที่มั่นคงแข็งแรงล้อมรอบภาชนะนั้น เพื่อป้องกันการพลัดตกลงไปของลูกจ้าง          ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้าง สวมใส่เข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัย หรือสายช่วยชีวิตตลอดระยะเวลาการทำงาน          ข้อ ๒๓ นายจ้างต้องมิให้ลูกจ้างทำงานบนภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ เช่น ถัง บ่อ กรวย ภาชนะหรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันที่ลูกจ้างอาจพลัดตกลงไปได้ เว้นแต่นายจ้างได้จัดให้มีสิ่งปิดกั้น จัดทำราวกั้นหรือรั้วกันตก หรือสิ่งป้องกันอื่นใดที่มั่นคงแข็งแรงเหมาะสมกับสภาพของการทำงาน หรือจัดให้ลูกจ้างสวมใส่เข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตตลอดระยะเวลาการทำงาน หากนายจ้าง ให้ลูกจ้างทำงานในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุ ต้องให้ลูกจ้างสวมใส่เข็มขัดนิรภัยและ เชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตตลอดระยะเวลาการทำงานด้วย          ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานบนภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุที่มีความสูงตั้งแต่สี่เมตรขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีสิ่งปิดกั้นจัดทำราวกั้นหรือรั้วกันตก หรือสิ่งป้องกันอื่นใดที่มั่นคง แข็งแรงเหมาะสมกับสภาพของการทำงาน และต้องให้ลูกจ้างสวมใส่เข็มขัดนิรภัยและเชือกนิรภัย หรือสายช่วยชีวิตตลอดระยะเวลาการทำงานด้วยกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร_จัดการ_และดำเนินการด้านความปลอดภัย_อาชีวอนามัย64.pdf

ป้องกันการตกจากที่สูงอย่างปลอดภัย

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ หมวด ๑๑ การทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง การพังทลาย และการกระเด็นหรือตกหล่นของวัสดุ ส่วนที่ ๑ การป้องกันการตกจากที่สูงข้อ ๘๙ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในที่สูงจากพื้นดินหรือพื้นอาคารตั้งแต่ ๒ เมตรขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีนั่งร้าน บันได ขาหยั่ง หรือม้ายืน ที่ปลอดภัยตามสภาพของงานสำหรับลูกจ้างในการทำงานนั้น  ข้อ ๙๐ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำ งานบนที่ลาดชันที่ทำ มุมเกินสามสิบองศาจากแนวราบและสูงตั้งแต่ ๒ เมตร ขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้านที่เหมาะสมกับสภาพของงานสายหรือเชือกช่วยชีวิต และเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ หรือเครื่องป้องกันอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน ให้ลูกจ้างใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยข้อ ๙๑ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในสถานที่ที่ลูกจ้างอาจได้รับอันตรายจากการพลัดตกหรือถูกวัสดุพังทับ เช่น การทำงานบนหรือในเสา ตอม่อ เสาไฟฟ้า ปล่อง หรือคานที่มีความสูงตั้งแต่ ๔ เมตร ขึ้นไป หรือทำงานบนหรือในถัง บ่อ กรวยสำหรับเทวัสดุ หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องจัดทำราวกั้นหรือรั้วกันตก ตาข่าย สิ่งปิดกั้น หรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันเพื่อป้องกันการพลัดตกของลูกจ้างหรือสิ่งของ และจัดให้มีการใช้สายหรือเชือกช่วยชีวิตและเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ หรือเครื่องป้องกันอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน ให้ลูกจ้างใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ข้อ ๙๒ งานก่อสร้างที่มีปล่องหรือช่องเปิดซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างหรือสิ่งของพลัดตก นายจ้างต้องจัดทำฝาปิดที่แข็งแรง ราวกั้นหรือรั้วกันตกที่มีความสูงไม่น้อยกว่า ๙๐ เซนติเมตร และแผงทึบหรือขอบกันของตกมีความสูงไม่น้อยกว่า ๗ เซนติเมตร พร้อมทั้งติดป้ายเตือนอันตราย ข้อ ๙๓ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในชั้นของอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่เปิดโล่งและอาจพลัดตกลงมาได้ นายจ้างต้องจัดทำราวกั้นหรือรั้วกันตกตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน 

การทำงานบนที่สูงอย่างปลอดภัย

การทำงานบนที่สูงอย่างปลอดภัยการทำงานบนที่สูงอย่างปลอดภัยนั้น ต้องใช้อุปกรณ์กันตกซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ยับยั้งการกันตก เรียกว่า “ABC SYSTEM”  ️ABC SYSTEM ประกอบด้วย  1.A - Anchorage #จุดเกี่ยวยึดการนำไปผูกติด (I-beam , lifeline เป็นต้น) สามารถยับยั้งการตกก่อนร่างกายจะสัมผัสพื้นดิน  2.B - Body Support #อุปกรณ์สวมใส่และรองรับร่างกายอุปกรณ์ที่สวมใส่กับร่างกายผู้ปฏิบัติงานเพื่อรองรับ หากมีการตก โดยเข็มขัดนิรภัยชนิดเต็มตัวอย่างน้อยจะต้องมี D-ring ด้านหลัง 1 จุด  3.C- Connectors #อุปกรณ์เชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับจุดเกี่ยวยึดบางชนิดจะมีอุปกรณ์ดูดซับแรงกระชากเพื่อลดการบาดเจ็บ

สารเคมี


ประเภทของสารเคมีตามผลกระทบของอันตราย

ประเภทของสารเคมี ตามผลกระทบของอันตราย

สารเคมี เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตและกระบวนการผลิตในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหาร โรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ งานก่อสร้าง ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม แต่ในขณะเดียวกัน “ประโยชน์” ก็มาพร้อมกับ “ความเสี่ยง” หากไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเภทของสารเคมีตามผลกระทบของอันตรายการจำแนกประเภทสารเคมีตามผลกระทบ เป็นแนวทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายตามระบบสากล เช่น GHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals) ซึ่งประเทศไทยได้นำมาปรับใช้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายวัตถุอันตราย และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้การสื่อสารความเสี่ยงเป็นมาตรฐานเดียวกันประเภทของสารเคมีตาม “ลักษณะผลกระทบ” แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่อันตรายต่อสุขภาพ (Health Hazards)อันตรายทางกายภาพ (Physical Hazards)อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Hazards)1. อันตรายต่อสุขภาพ (Health Hazards)กลุ่มนี้ หมายถึง สารเคมีที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะผ่านการหายใจ สัมผัสทางผิวหนัง หรือการรับประทานเข้าไป1.1 สารที่มีความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity)เป็นสารที่ทำให้เกิดอันตรายรุนแรงภายในระยะเวลาสั้น ๆ หลังสัมผัส เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น สารไซยาไนด์ หรือก๊าซพิษบางชนิดการรับเข้าสู่ร่างกายแบ่งได้ 3 ทางหลักทางปากทางผิวหนังทางการสูดดมอาการอาจตั้งแต่เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หมดสติ ไปจนถึงเสียชีวิต หากปริมาณมากพอในทางปฏิบัติ โรงงานที่ใช้สารกลุ่มนี้ต้องมีเอกสาร SDS (Safety Data Sheet) พร้อมแผนฉุกเฉินที่ชัดเจน เพราะสารพิษไม่รอใครคิดก่อนแล้วค่อยออกฤทธิ์1.2 สารก่อการระคายเคืองและกัดกร่อนผิวหนังสารบางชนิดไม่ได้ทำให้เสียชีวิตทันที แต่สร้างความเสียหายต่อผิวหนัง เช่นสารกัดกร่อน (Corrosive) เช่น กรดกำมะถัน โซเดียมไฮดรอกไซด์สารระคายเคือง (Irritant)ผลกระทบอาจเป็นผื่นแดง แผลไหม้พุพอง หรือทำลายเนื้อเยื่อถาวรสถานประกอบการควรกำหนดมาตรการใส่ PPE เช่น ถุงมือกันสารเคมี แว่นตานิรภัย และชุดป้องกัน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่มักเกิดจาก “คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร”1.3 สารอันตรายต่อดวงตาสารบางชนิดก่อให้เกิดการระคายเคืองตาการทำลายดวงตารุนแรงหากสารกระเด็นเข้าตาโดยไม่มีที่ล้างตาฉุกเฉิน (Eyewash Station) อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานของไทย กำหนดให้สถานที่ที่มีความเสี่ยงต้องจัดให้มีอุปกรณ์ล้างตาและฝักบัวนิรภัย อ่านต่อที่นี่ 1.4 สารก่ออาการแพ้ทางผิวหนังและระบบทางเดินหายใจสารบางชนิดทำให้เกิดอาการแพ้เมื่อสัมผัสซ้ำ เช่นผื่นคันหอบหืดไอเรื้อรังอันตรายของสารกลุ่มนี้คือ อาการอาจไม่เกิดทันที แต่สะสมจนร่างกายไวต่อสารนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ1.5 สารก่อมะเร็ง (Carcinogen)เป็นสารที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เช่น เบนซีน แร่ใยหินผลกระทบมักเกิดในระยะยาว ไม่ใช่วันนี้สัมผัสแล้วพรุ่งนี้ป่วย จึงทำให้หลายคนประมาท ทั้งที่อันตรายสะสมเงียบ ๆ1.6 สารก่อกลายพันธุ์ (Mutagenicity)สารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม (DNA) ซึ่งอาจส่งผลต่อรุ่นลูกหลาน1.7 สารพิษต่อระบบสืบพันธุ์สารบางชนิดมีผลต่อความสามารถในการมีบุตร หรือทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติ เช่น ตะกั่ว สารทำละลายบางชนิด1.8 สารพิษต่ออวัยวะเป้าหมาย (Target Organ Toxicity)แบ่งเป็นจากการสัมผัสครั้งเดียวจากการสัมผัสซ้ำเช่น ทำลายตับ ไต ระบบประสาท1.9 อันตรายจากการสำลักของเหลวบางชนิดหากเข้าสู่ทางเดินหายใจ อาจทำให้ปอดอักเสบรุนแรง2. อันตรายทางกายภาพ (Physical Hazards)กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกายภาพของสารที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ ระเบิด หรือปฏิกิริยาอันตราย2.1 สารไวไฟ (Flammable Substances)แบ่งเป็นก๊าซไวไฟของเหลวไวไฟของแข็งไวไฟหากมีแหล่งจุดติดไฟ เช่น ประกายไฟ ก็อาจเกิดเพลิงไหม้ทันที2.2 ก๊าซภายใต้ความดันก๊าซที่บรรจุในถังแรงดัน หากถังเสียหายอาจระเบิดได้2.3 วัตถุระเบิด (Explosives)สารที่สามารถระเบิดเมื่อได้รับแรงกระแทก ความร้อน หรือประกายไฟ2.4 สารออกซิไดซ์ช่วยให้ไฟลุกไหม้รุนแรงขึ้น แม้ตัวเองไม่ติดไฟก็ตาม2.5 สารที่เกิดปฏิกิริยาได้เองบางชนิดไม่ต้องรอใครไปยุ่ง ก็สลายตัวและปล่อยพลังงานออกมาเอง2.6 สารที่สัมผัสน้ำแล้วให้ก๊าซไวไฟตัวอย่างเช่น โซเดียมโลหะ เมื่อสัมผัสน้ำจะเกิดก๊าซไฮโดรเจน2.7 สารกัดกร่อนโลหะสามารถทำลายโครงสร้างถังเก็บหรือท่อ ส่งผลให้เกิดการรั่วไหล3. อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Hazards)นอกจากอันตรายต่อคนแล้ว สารเคมียังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ3.1 อันตรายเฉียบพลันต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำสารที่ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตน้ำตายอย่างรวดเร็ว3.2 อันตรายเรื้อรังต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำแม้ความเข้มข้นต่ำ แต่สะสมในห่วงโซ่อาหาร3.3 อันตรายต่อชั้นโอโซนสารบางชนิด เช่น CFCs ทำลายชั้นโอโซนสรุปการจำแนกประเภทสารเคมีตามผลกระทบของอันตราย ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกลัว แต่เพื่อสร้าง “ความเข้าใจ” เพราะในโลกอุตสาหกรรม ความรู้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดการอ่านฉลาก การศึกษา SDS การจัดเก็บอย่างถูกต้อง การอบรมพนักงาน และการปฏิบัติตามกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง คือแนวทางพื้นฐานที่องค์กรไม่ควรมองข้ามสารเคมีจะเป็นมิตรหรือศัตรู ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจและจัดการกับมันอย่างไร หากบริหารความเสี่ยงได้ถูกต้อง สารเคมีก็จะเป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนา ไม่ใช่ต้นเหตุของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดที่มา คู่มือการประเมินความเสี่ยงสุขภาพลูกจ้างในกรณีใช้สารเคมีอันตราย

เรื่องที่ต้องรู้ เมื่อทำงานกับสารเคมีอันตราย

เรื่องที่ต้องรู้ เมื่อทำงานกับสารเคมีอันตราย

การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ห้องแล็บ หรือแม้แต่ในฟาร์มเกษตร เรามักต้องเกี่ยวข้องกับ “สารเคมีอันตราย” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นของเหลวที่ติดไฟง่าย สารกัดกร่อน หรือแม้แต่ก๊าซพิษที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การละเลยความปลอดภัยหรือขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารเคมีเหล่านี้ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงทั้งต่อร่างกาย ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมเรื่องที่ต้องรู้ เมื่อทำงานกับสารเคมีอันตรายเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายการควบคุมสารเคมีอันตรายไม่ได้หยุดอยู่ที่การเก็บให้ดีหรือใส่ชุดให้ครบเท่านั้น แต่ยังมี "เอกสารสำคัญ" ที่ทุกองค์กรต้องจัดทำ ได้แก่เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีอันตราย 1. แบบบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตราย (สอ.1)เอกสารนี้เป็นบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายที่องค์กรครอบครอง พร้อมแนบรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัย เช่น ชื่อสารเคมี ประเภทอันตราย ปริมาณที่จัดเก็บ และข้อมูลการควบคุม ต้องแจ้งภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มครอบครองสารเคมีอันตราย จากนั้นในปีถัดไป ต้อง แจ้งซ้ำภายในเดือนมกราคมของทุกปีความสำคัญ: เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงจากสารเคมีในระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ2. รายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมี (สอ.3)ใช้สำหรับบันทึกผลการตรวจวัดสารเคมีอันตรายใน “บรรยากาศ” ของสถานที่ทำงานหรือพื้นที่จัดเก็บ โดยต้องระบุค่าเฉลี่ย ความถี่ และผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน ต้องจัดทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ค่าที่ตรวจวัดจะนำไปเทียบกับค่ามาตรฐาน (TLV) ว่าสูงเกินหรือไม่ประโยชน์: เพื่อประเมินว่าสถานที่ทำงานยังคงปลอดภัย หรือควรปรับปรุงระบบระบายอากาศและวิธีจัดเก็บเพิ่มเติม3. การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างการสัมผัสสารเคมีอาจไม่แสดงผลทันที แต่ส่งผลสะสมในระยะยาว เช่น ระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง ระบบประสาท หรือแม้แต่ระบบสืบพันธุ์ต้องมีการประเมินว่าลูกจ้างแต่ละกลุ่มมีความเสี่ยงแค่ไหน กำหนดมาตรการป้องกันและตรวจสุขภาพประจำปีให้เหมาะสมตัวอย่างที่ควรพิจารณากลุ่มที่ทำงานใกล้สารระเหยพนักงานที่ผสมสารเคมีโดยตรงพนักงานขนย้ายถังเคมี 4. แผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินไม่มีใครอยากให้เหตุร้ายเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดแล้ว “การเตรียมตัว” คือสิ่งที่ช่วยลดความเสียหายได้ดีที่สุดแผนนี้ควรระบุวิธีรับมือเมื่อสารเคมีหกรั่วไหลขั้นตอนอพยพหนีไฟวิธีปฐมพยาบาลผู้ได้รับสารเคมีช่องทางติดต่อทีมฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลใกล้เคียงควรมีการซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นประจำ และประเมินผลการซ้อมเพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นแบบบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายและรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย (สอ.1)   แจ้งภายใน 7 วันนับแต่วันที่ครอบครองสารเคมีอันตราย แล้วในปีถัดไปแจ้งภายในเดือนมกราคมของทุกปีแบบบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายและรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย (สอ.1) รายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย (สอ.3) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง•การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้าง•จัดทำแผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย (สอ.3)ฉลากสารเคมี ต้องครบถ้วนและอ่านง่ายมื่อพูดถึง “สารเคมีอันตราย” สิ่งแรกที่หลายคนมองข้ามคือ “ภาชนะบรรจุ” และ “ฉลาก” ทั้งที่ในความเป็นจริง นี่คือด่านแรกของความปลอดภัยในการทำงาน หากฉลากไม่ชัดเจน ข้อมูลไม่ครบ หรือภาชนะเสียหาย อาจทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิด ใช้ผิดวิธี หรือรับอันตรายโดยไม่รู้ตัวตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ภาชนะบรรจุสารเคมีอันตรายทุกชนิด “ต้องมีฉลากและป้าย” ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และอ่านเข้าใจง่าย โดยมีรายละเอียดขั้นต่ำที่จำเป็น ดังต่อไปนี้ฉลากสารเคมี ต้องครบถ้วนและอ่านง่าย1. ชื่อผลิตภัณฑ์ (Product Name)ชื่อผลิตภัณฑ์จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถระบุได้ว่าสารเคมีนี้คืออะไร ใช้สำหรับอะไร และแตกต่างจากสารเคมีอื่นอย่างไร เช่น “กรดซัลฟิวริก 98%” หรือ “Sodium Hypochlorite Solution”ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ชื่อย่อ หรือชื่อภายในองค์กรที่ไม่เป็นทางการ เพราะอาจทำให้สับสนเมื่อต้องสื่อสารข้ามหน่วยงาน2. ชื่อสารเคมีอันตราย (Hazardous Substances)ในผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจมีหลายสารเคมีผสมอยู่ ชื่อสารเคมีอันตรายหลักต้องแสดงอย่างชัดเจน เช่นHydrochloric AcidBenzeneTolueneข้อมูลนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสามารถนำไปอ้างอิงในเอกสารอื่น เช่น แบบฟอร์ม สอ.1 และ MSDS (Material Safety Data Sheet)3. รูปสัญลักษณ์ (Pictograms)เป็นสัญลักษณ์มาตรฐานสากลที่แสดงถึงประเภทของอันตราย เช่นรูปเปลวไฟ = วัตถุติดไฟง่ายรูปหัวกะโหลก = พิษเฉียบพลันรูปมือโดนสารกัด = กัดกร่อนผิวหนังข้อแนะนำ: สัญลักษณ์ควรเป็นสีที่ตัดกับพื้นฉลาก เห็นชัดจากระยะไกล เช่น พื้นขาว-ขอบแดง4. คำสัญญาณ (Signal Words)มักใช้คำสั้นๆ ที่สื่อถึงระดับความรุนแรงของสารเคมี เช่น“อันตราย” (Danger) สำหรับสารเคมีที่มีความรุนแรงสูง“ระวัง” (Warning) สำหรับความเสี่ยงระดับปานกลางคำเหล่านี้เป็น “ตัวเร่งความสนใจ” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานหยุดคิดก่อนใช้งาน5. ข้อความแสดงอันตราย (Hazard Statements)คือข้อความที่บอกว่าสารเคมีนี้มีอันตรายอย่างไร เช่นทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อดวงตาอาจทำให้เกิดมะเร็งติดไฟได้หากอยู่ใกล้เปลวไฟข้อมูลเหล่านี้ต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่คลุมเครือ และไม่ใช้ภาษาทางเทคนิคมากเกินไป6. ข้อควรระวังหรือข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันอันตราย (Precautionary Statements)เป็นแนวทางการใช้งานอย่างปลอดภัย เช่นสวมถุงมือและแว่นตาเมื่อใช้งานห้ามสูดดมโดยตรงเก็บให้ห่างจากแสงแดดข้อแนะนำเหล่านี้ควรอยู่ในรูปแบบ “เชิงปฏิบัติ” และสามารถทำได้จริงในหน้างานทำไมฉลากจึงสำคัญ?เพราะฉลาก คือ สิ่งที่จะบอกให้เรารู้ว่าสารเคมีนั้นคืออะไร อันตรายอย่างไร และควรใช้หรือหลีกเลี่ยงอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง ฉลากจึงกลายเป็นแนวป้องกันชั้นแรกที่ต้องมีความชัดเจน อ่านง่าย และเข้าใจทันทีสถานที่ทำงาน และสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายการจัดการ “สถานที่ทำงาน” และ “สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย” อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐาน ถือเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน เพราะไม่ใช่แค่การเก็บของให้เป็นระเบียบเท่านั้น แต่หมายถึงการ “ควบคุมอันตราย” ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อจากความประมาทเลินเล่อหรือความเข้าใจผิดของผู้ปฏิบัติงานสถานที่ทำงาน และสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย1. จัดให้มีป้ายห้าม ป้ายให้ปฏิบัติ หรือป้ายเตือนที่ชัดเจนและเหมาะสมในบริเวณที่มีความเสี่ยง เช่นพื้นที่ผสมสารเคมีบริเวณจัดเก็บพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อให้คนในพื้นที่รับรู้และตระหนักรู้ถึงอันตรายได้ทันที แม้ไม่ได้รับการอบรมเฉพาะ2. ป้ายห้ามสูบบุหรี่ รับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มการป้องกันไม่ให้สารเคมีปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายทางการบริโภคถือเป็นเรื่องสำคัญข้อความแนะนำ “ห้ามสูบบุหรี่ รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มประกอบอาหาร หรือเก็บอาหาร”3. ป้ายห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเฉพาะใน “ห้องเก็บสารเคมีอันตราย” ซึ่งต้องจำกัดการเข้าถึงของผู้ที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงข้อความแนะนำ “สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”สถานที่ทำงาน และสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย4. แผนผังแสดงตำแหน่งอุปกรณ์ดับเพลิงและทางหนีไฟในกรณีฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้หรือสารเคมีรั่วไหล ผู้ปฏิบัติงานจะสามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยติดแผนผังไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นง่าย เช่น บริเวณทางเข้าอาคารหรือห้องเก็บสาร 5. ระบบระบายอากาศที่เหมาะสมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้งานสารระเหย ก๊าซ หรือฝุ่นเคมี เพื่อป้องกันการสะสมของไอสารและลดความเสี่ยงในการหายใจเอาเข้าไปอาจใช้ร่วมกับ: พัดลมดูดอากาศ, ระบบระบายแบบท่อลม, หรือ Hood ดูดไอสาร6. การกั้นเขต กำแพง หรือสิ่งป้องกันการรั่วไหลต้องมีการจัดทำ “แนวกั้น” หรือ “กำแพงป้องกัน” ไม่ให้สารเคมีไหลออกจากพื้นที่จัดเก็บในกรณีฉุกเฉิน เช่น ถังรั่วหรือแตกควรคำนึงถึงความแข็งแรงของวัสดุการระบายน้ำสารเคมีไปยังบ่อดักความลาดเอียงของพื้นการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การผสม การจัดเก็บ หรือการขนย้าย สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ความเสี่ยง” ทั้งต่อสุขภาพร่างกายและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดดังนั้น การเตรียม “อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย” ให้ครบถ้วนจึงเป็นมาตรการสำคัญที่องค์กรต้องดำเนินการโดยไม่ประมาทการคุ้มครองความปลอดภัย1. ที่ล้างตาและฝักบัวชำระล้างร่างกาย (Eyewash & Safety Shower)หากสารเคมีกระเด็นเข้าตาหรือโดนผิวหนัง ต้องรีบชะล้างทันทีเพื่อป้องกันอาการระคายเคือง แผลไหม้ หรือการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายควรติดตั้งใกล้พื้นที่ทำงาน ต้องใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดวาล์วหลายขั้นตอน ตรวจสอบเป็นประจำให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา2. ที่ล้างมือและล้างหน้าสำหรับชะล้างสิ่งปนเปื้อนจากการทำงานก่อนพักหรือออกจากพื้นที่ปฏิบัติงาน ช่วยลดโอกาสที่สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัส 3. อุปกรณ์เวชภัณฑ์สำหรับปฐมพยาบาลเบื้องต้นเช่นน้ำเกลือล้างแผลผ้าพันแผลแอลกอฮอล์ยาแก้พิษเบื้องต้น (เฉพาะชนิดที่จำเป็น)ควรติดตั้งในจุดที่เข้าถึงง่าย /มีรายชื่อผู้รับผิดชอบชัดเจน/ตรวจสอบวันหมดอายุสม่ำเสมอ4. ชุดทำงานเฉพาะไม่ควรใช้ชุดธรรมดาหรือแฟชั่นมาทำงานเกี่ยวกับสารเคมี เพราะไม่สามารถป้องกันการรั่วซึมหรือการไหม้ได้ชุดควรเป็นแบบปิดมิดชิด ทนต่อสารเคมีเปลี่ยนหรือซักทันทีหลังใช้งาน ควรแยกพื้นที่เก็บชุดทำงานกับชุดส่วนตัว5. อุปกรณ์ดับเพลิงเนื่องจากสารเคมีหลายชนิดติดไฟง่าย จึงต้องเตรียมถังดับเพลิงให้เหมาะสม เช่น:ถัง CO₂ สำหรับสารที่ติดไฟจากไฟฟ้าถัง Dry Chemical สำหรับไฟประเภท A, B, Cต้องติดตั้งให้ห่างจากจุดเสี่ยงไม่เกิน 15 เมตรตรวจเช็กแรงดันถังทุกเดือน และอบรมการใช้ให้พนักงานรู้6. ห้องอาบน้ำใช้สำหรับชำระล้างร่างกายหลังเลิกงาน ลดโอกาสนำสารเคมีติดตัวกลับบ้านหรือสัมผัสสมาชิกในครอบครัวหมายเหตุ: ห้องน้ำควรแยกจากห้องเก็บสารอย่างชัดเจน และมีการระบายอากาศที่ดี7. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)อุปกรณ์เหล่านี้คือ “เกราะป้องกันชั้นสุดท้าย” ที่จะช่วยชีวิตและสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน เช่น:หน้ากากกรองสารเคมีแว่นตานิรภัยถุงมือกันสารเคมีรองเท้านิรภัยผ้ากันเปื้อน หรือเสื้อคลุมพิเศษต้องเลือกใช้ตามชนิดของสารเคมีที่เกี่ยวข้อง / ห้ามใช้ PPE ที่ชำรุด หรือหมดอายุ / พนักงานต้องผ่านการอบรมการใช้งาน PPE อย่างถูกวิธี

สารเคมี

เตือนจป. อย่าลืมยื่น วอ./อก.7 ภายในกรกฎาคม 2568

เตือนจป. อย่าลืมยื่น วอ./อก.7 ภายในกรกฎาคม 2568ใกล้ครบครึ่งปีแล้ว… ถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ทุกคนต้องลุกขึ้นมาเช็กหน้าที่อีกครั้ง โดยเฉพาะการ ยื่นแบบฟอร์ม วอ./อก.7 ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทเอกชน หรือองค์กรภาครัฐ เพราะหาก “ลืมยื่น” หรือ “ยื่นไม่ทัน” อาจเสี่ยงโดนโทษทางกฎหมายแบบไม่รู้ตัวบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาคุณไปรู้จักว่าแบบ วอ./อก.7 คือ อะไร ใครต้องยื่น ยื่นยังไง และที่สำคัญ... “ทำไมต้องรีบยื่นให้ทันภายในกรกฎาคมนี้!”แบบฟอร์ม วอ./อก.7 คืออะไร?ระบบรับแจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครอง (วอ./อก.7) แบบแจ้งการครอบครอง การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีวัตถุอันตรายไว้ในครอบครอง เพื่อการใช้ จำหน่าย หรือขนส่ง ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายแบบฟอร์มนี้มีไว้เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งต่อหน่วยงานภาครัฐว่า มีการใช้ จัดเก็บ หรือขนส่งวัตถุอันตราย ในปริมาณมาก ซึ่งอาจเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสมใครต้องยื่น วอ./อก.7?ใครต้องยื่น วอ./อก.7?ตามประกาศกระทรวงฯ ผู้ที่มีหน้าที่ต้องแจ้งแบบฟอร์ม วอ./อก.7 มีดังต่อไปนี้ผู้ผลิต วัตถุอันตรายผู้นำเข้า วัตถุอันตรายผู้ส่งออก วัตถุอันตรายผู้ครอบครองเพื่อขาย ขนส่ง หรือเก็บรักษาใช้โดยครอบคลุม วัตถุอันตรายที่ระบุไว้ในรายการ 206 รายการ ตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม และหากปริมาณวัตถุอันตรายที่ครอบครองหรือใช้ เกิน 100 กิโลกรัม ในรอบ 6 เดือน ก็จะต้องดำเนินการแจ้งทันทีต้องแจ้งเมื่อไร? ปีละกี่ครั้ง?การแจ้งแบบ วอ./อก.7 ต้องแจ้ง ปีละ 2 ครั้ง แบ่งออกเป็น 2 ช่วงต้องแจ้งเมื่อไร? ปีละกี่ครั้ง?ช่วงที่ 1: มกราคม - มิถุนายน ต้องแจ้ง ภายในเดือนกรกฎาคม ของปีเดียวกันช่วงที่ 2: กรกฎาคม - ธันวาคม ต้องแจ้ง ภายในเดือนมกราคม ของปีถัดไปสำหรับปีนี้ (พ.ศ. 2568) ผู้ที่อยู่ในข่ายต้องแจ้งแบบฟอร์ม วอ./อก.7 จะต้อง แจ้งภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เพื่อครอบคลุมวัตถุอันตรายที่มีในช่วงครึ่งแรกของปีไม่แจ้งมีโทษ! อย่าคิดว่าแค่เอกสารธรรมดาหลายคนอาจมองว่า “แบบฟอร์มแค่นี้ เดี๋ยวค่อยแจ้งก็ได้” หรือ “ไม่แจ้งก็ไม่น่ามีใครมาตรวจ” แต่ขอเตือนว่า… คิดผิด!หากไม่แจ้งภายในเวลาที่กำหนด อาจได้รับโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง โดยมีรายละเอียดดังนี้:โทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปีหรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งโทษเหล่านี้สามารถบังคับใช้ได้ทันทีหากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่าไม่มีการแจ้งข้อมูลที่จำเป็นช่องทางในการแจ้งในปัจจุบันสามารถแจ้งได้หลายช่องทาง ดังนี้ช่องทางในการแจ้งแจ้งผ่านระบบออนไลน์ ที่นี่ระบบรับแจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครอง (วอ./อก.7)วัตถุอันตราย 206 รายการ มีอะไรบ้าง?แม้ไม่สามารถระบุได้ทั้งหมดในบทความนี้ แต่ยกตัวอย่างประเภทที่พบบ่อย ได้แก่:สารเคมีที่ใช้ในห้องแล็บ เช่น กรดซัลฟิวริก, โซเดียมไฮดรอกไซด์วัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลาสติก สี เคลือบน้ำมันหล่อลื่น, น้ำมันดิบ, สารไวไฟแก๊สไวไฟ เช่น LPG, อะเซทิลีนสารฆ่าแมลง หรือวัตถุทางการเกษตรที่มีสารเคมีปนแนะนำให้ตรวจสอบรายการวัตถุอันตรายจาก บัญชีแนบท้ายประกาศกรมโรงงานฯ หรือสอบถามที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดบทบาทของ จป. กับแบบฟอร์ม วอ./อก.7แม้โดยตรงแล้ว ผู้ประกอบการ เป็นผู้รับผิดชอบการแจ้ง แต่ “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน” หรือ จป. ถือเป็นผู้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการควบคุมสารเคมีภายในองค์กรดังนั้น จป.ควร:ตรวจสอบรายการวัตถุอันตรายร่วมกับฝ่ายจัดซื้อ/คลังสินค้าติดตามว่ามีสารเคมีใดเข้าข่ายต้องแจ้งบ้างเป็นผู้จัดทำหรือช่วยจัดเตรียมเอกสารประสานงานการยื่นแบบฟอร์มและติดตามการต่ออายุสรุปหากคุณเป็น จป. ที่รับผิดชอบดูแลด้านความปลอดภัยขององค์กร อย่าลืม ตรวจสอบรายการวัตถุอันตราย และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 31 กรกฎาคม 2568 นี้ เพราะ "วินัย" ของ จป. คือเกราะป้องกันองค์กรจากความเสี่ยง และ "การแจ้งให้ทัน" คือหลักฐานของความเป็นมืออาชีพ

รับมือเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี วิธีปฐมพยาบาลผู้ได้รับพิษจากการสูดดม

รับมือเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี วิธีปฐมพยาบาลผู้ได้รับพิษจากการสูดดม

รับมือเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี วิธีปฐมพยาบาลผู้ได้รับพิษจากการสูดดมทุกวันนี้เราใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันโดยไม่ทันคิดถึงอันตรายที่อาจแฝงมา ไม่ว่าจะเป็นในโรงงานอุตสาหกรรม ห้องแล็บ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงในครัวเรือนที่มีน้ำยาล้างห้องน้ำ ยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่กลิ่นจากสีทาบ้าน และเมื่อเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น การรั่วไหล การเผาไหม้ หรืออุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษในอากาศ การรับมืออย่างรู้เท่าทัน และการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีสามารถช่วยชีวิตคนได้สารพิษที่พบบ่อยและอันตรายเมื่อสูดดมเข้าไปสารพิษที่พบบ่อยและอันตรายเมื่อสูดดมเข้าไปการสูดดมสารพิษเป็นทางเข้าสู่ร่างกายที่อันตรายที่สุด เพราะส่งตรงเข้าสู่ปอด และกระจายไปยังระบบไหลเวียนโลหิตในเวลาอันรวดเร็ว เรามาทำความรู้จักกับสารพิษที่อันตราย และพบบ่อยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)อาการ: วิงเวียน หน้ามืด คลื่นไส้ หมดสติ เพราะเซลล์ร่างกายขาดออกซิเจนแหล่งที่มา: การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ในเครื่องยนต์ รถยนต์ เครื่องทำน้ำอุ่น เตาแก๊ส เตาอั้งโล่ในบ้านจุดน่ากลัว: ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่รู้ตัวว่ากำลังสูดดมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂)อาการ: ระคายเคืองจมูก หลอดลม ไอ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอกแหล่งที่มา: จากการเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน หรือกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอันตราย: หากได้รับมากจะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบและเป็นอันตรายต่อปอดในระยะยาวสารพิษที่พบบ่อยและอันตรายเมื่อสูดดมเข้าไปสไตรีนโมโนเมอร์ (C₈H₈)อาการ: มึนงง เวียนหัว ปวดหัว สับสนแหล่งที่มา: พลาสติก โฟม ยาง หรือเรซินผลต่อสุขภาพ: สะสมในร่างกาย ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง เป็นสารต้องสงสัยว่าอาจก่อมะเร็งได้ในระยะยาวก๊าซแอมโมเนีย (NH₃)อาการ: แสบตา ตาบวม น้ำตาไหล แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก และในบางกรณีรุนแรงอาจทำให้ปอดบวมน้ำแหล่งที่มา: โรงงานน้ำแข็ง การผลิตปุ๋ย โรงงานยา และพบในของใช้ภายในบ้านบางชนิดข้อควรระวัง: แม้มีกลิ่นชัดเจน แต่ก็สามารถทำลายเนื้อเยื่อทางเดินหายใจอย่างรวดเร็วการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อพบผู้ได้รับสารพิษเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากสารเคมี โดยเฉพาะในกรณีที่มีการสูดดมสารพิษเข้าไป การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่รวดเร็ว ถูกต้อง และมีลำดับขั้นตอน จะสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปนี้คือ 4 ขั้นตอนพื้นฐานในการปฐมพยาบาลผู้ได้รับสารพิษจากการสูดดม ซึ่งควรเรียนรู้และจดจำไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อพบผู้ได้รับสารพิษขั้นตอนที่ 1: สัมผัสสารเคมี – ล้างร่างกายทันทีหากสงสัยว่าผู้ป่วยมีการสัมผัสกับสารเคมีร่วมด้วย ไม่ว่าจะในรูปของไอระเหย ฝุ่น หรือของเหลว ควรรีบใช้น้ำสะอาดล้างร่างกายทันที โดยเฉพาะบริเวณที่เปื้อน เช่น มือ แขน ใบหน้า หรือเสื้อผ้าขั้นตอนที่ 2: เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทถ้าผู้ป่วยยังอยู่ในบริเวณที่มีสารพิษ เช่น ห้องปิด พื้นที่อับอากาศ หรือบริเวณรั่วไหลให้รีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกมายังจุดที่มีอากาศถ่ายเทดี เช่น หน้าต่างที่เปิดอยู่ โถงอาคาร หรือภายนอกอาคารโดยเร็วที่สุดขั้นตอนที่ 3: โทรแจ้งสายด่วน 1669การแจ้งทีมแพทย์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือ เมื่อโทรแจ้งหมายเลข 1669 ให้แจ้งข้อมูลเหล่านี้อย่างชัดเจนประเภทของสารเคมี (ถ้าทราบ)อาการของผู้ป่วยจำนวนผู้ประสบเหตุสถานที่เกิดเหตุโดยละเอียดขั้นตอนที่ 4: ประเมินการหายใจ – ทำ CPR หากจำเป็นให้สังเกตว่าผู้ป่วยยังหายใจอยู่หรือไม่ หากพบว่า:ไม่มีลมหายใจหัวใจหยุดเต้นไม่รู้สึกตัวและไม่มีการตอบสนองให้ทำการปั้มหัวใจ (CPR) ทันที โดยเฉพาะหากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือรอรถพยาบาลนานผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะสามารถทำ CPR ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ายังไม่เคยฝึก CPR ควรเข้าร่วมการฝึกอบรมที่จัดโดยโรงพยาบาล หรือหน่วยงานฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของฉลากเสมอห้ามนำภาชนะเก็บสารพิษมาใช้ซ้ำกับของกินสวมหน้ากากป้องกันกลิ่นและไอระเหยทุกครั้งเมื่อใช้สารเคมีติดตั้งระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่ใช้สารเคมีบ่อยจัดอบรมให้พนักงานทุกระดับรู้จักการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยสรุปเหตุการณ์เกี่ยวกับสารเคมีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งอุบัติเหตุจากโรงงาน รถขนสารเคมีพลิกคว่ำ ไปจนถึงในบ้านที่ลืมปิดเตาแก๊ส ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ภายในวินาทีเดียว การมีความรู้คือการสร้างเกราะป้องกันที่ดีที่สุดหากคุณเป็นหัวหน้างาน ผู้ดูแลด้านความปลอดภัย หรือแม้แต่เจ้าของบ้านทั่วไป จงจำไว้ว่าความรู้ไม่เคยสิ้นเปลือง การปฐมพยาบาลอาจไม่ได้ทำให้หายทันที แต่ทำให้ “รอดทันเวลา”เซฟตี้อินไทย ฝากไว้ให้คิด — หยุดหายใจไม่กี่นาที อาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาลที่มา : กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม'รู้โรคร้ายๆ วัยทำงาน"

เมทานอล

อาการจากสุราเถื่อนเมทานอล อันตรายถึงชีวิต

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. กระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ยืนยันว่า ซิโมน ไวต์ นักกฎหมายสาววัย 28 ปี ได้เสียชีวิตในประเทศลาวเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เธอเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติคนที่ 5 ที่เสียชีวิต โดยสาเหตุคาดว่าเป็นเพราะการดื่มสุราเถื่อนที่ผสมเมทานอล ทางทีมงานเซฟตี้อินไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ่งวันนี้เราจึงได้รวบรวมอาการที่พบหลังจากที่ได้รับสารเมทานอลเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ทุกท่าน และหากท่านกำลังสงสัยว่ามีอาการต่างๆเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนสุราเถื่อน โดยเฉพาะที่ผสม เมทานอล นั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก หากดื่มเข้าไปอาจส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ เนื่องจากเมทานอลเป็นสารพิษที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารพิษชนิดอื่น ซึ่งไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางและอวัยวะภายในสำคัญสุราเถื่อน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ผลิตต้มและกลั่นเอง โดยไม่มีมาตรฐาน พบบ่อยในยาดองเหล้า สุราปลอม หรือเหล้าเถื่อนที่ต้มกลั่นเอง ซึ่งอาจนำสารแปลกปลอมมาผสมเพื่ออ้างสรรพคุณด้านชูกำลัง หรือเสริมสมรรถนะทางเพศ หากมีการผสมแอลกอฮอล์ชนิดที่เป็นพิษ จะเรียกว่า “เมทิลแอลกอฮอล์” หรือ “เมทานอล” เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง ไม่มีสี เป็นสารพิษที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ควรนำมาบริโภคพิษจากเมทานอล หรือสุราเถื่อนเมทานอล (Methanol) เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่มีความเป็นพิษสูง ซึ่งบางครั้งอาจพบในสุราเถื่อนหรือเหล้าปลอม เมทานอลไม่ได้ถูกใช้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไปเพราะเป็นสารพิษที่อันตรายต่อร่างกายอย่างมาก ถ้าหากได้รับเข้าไปแม้ในปริมาณน้อยก็สามารถทำให้เกิดอาการพิษรุนแรง เช่น อาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน สับสน และที่ร้ายแรงที่สุดอาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้อาการเมื่อได้รับเมทานอล เข้าสู่ร่างกายเบื้องต้นจะมีอาการระคายเคืองทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องพบอาการตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น อาจมองไม่เห็นหรือเห็นผิดปกติทั้งสองข้างปวดหัว วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย สับสนมึนงงหากร่างกายได้รับในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) เกิดอาการชักเกร็งทั้งตัว หมดสติ และเสียชีวิต หากได้รับการรักษาไม่ทันเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุราเถื่อนหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีการรับรองจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยทำไม สุราเถื่อน ถึงมีเมทานอลสาเหตุที่สุราเถื่อนอาจมีเมทานอลผสมอยู่นั้นเกิดจากขั้นตอนการผลิตที่ไม่มีมาตรฐานหรือความปลอดภัย บางครั้งผู้ผลิตใช้วัตถุดิบที่ไม่เหมาะสมและกระบวนการหมักหรือการกลั่นที่ไม่ได้มาตรฐานจึงทำให้เกิดเมทานอลแทนที่เอทานอล (Ethanol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในเครื่องดื่มทั่วไปเมทานอล (Methanol) สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางการหายใจ รับประทาน และสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย และก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษ Methanol intoxication “ภาวะพิษจากเมทานอล” ภาวะพิษจากเมทานอล (Methanol Toxicity) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับเมทานอลเข้าสู่ระบบในปริมาณที่เป็นอันตราย เมทานอลจะถูกเผาผลาญในตับให้เป็นฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และกรดฟอร์มิก (Formic Acid) ซึ่งทั้งสองเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงต่อระบบประสาท ระบบการหายใจ และการมองเห็น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงถึง 3 วัน เมื่อได้รับเมทานอลเข้าสู่ร่างกาย โดยมีอาการแสดง ที่ควรสังเกตดังนี้ที่มา สุราเถื่อน “เมทานอล” อันตราย รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต!

ไซยาไนด์

ไซยาไนด์ สารเคมีอันตราย

ไซยาไนด์ (Cyanide)          เป็นสารเคมีที่มีสูตรเคมีชนิดหนึ่ง เป็นสารพิษที่สามารถกระทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในเซลล์ของร่างกาย มีไซยาไนด์ธรรมชาติอยู่ในพืชบางชนิด เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง และมะเขือเทศโพด แต่ไซยาไนด์ที่มีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์เป็นพิษ เช่น ไซไฟด์ ไซโคไซด์ และไซแอนิด สามารถเข้าไปกระทำให้เกิดอันตรายและเสียชีวิตได้โดยเฉพาะในบางกรณีที่มนุษย์ได้รับปริมาณสูงของไซยาไนด์ โดยไซยาไนด์นั้นใช้ในการผลิตยาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า และเร่งการสกัดโลหะ นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิตก๊าซไฮโดรไซยานิค ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในอุตสาหกรรมและการขนส่งทางบรรทุกอากาศ การได้รับไซยาไนด์เป็นพิษมากจนสามารถส่งผลให้เสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นการใช้ไซยาไนด์ต้องใช้ระวังและอย่างระมัดระวัง การใช้และจัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันสังเกตเห็น และควรพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการจัดการยานพาหนะและการจัดการยาเมื่อมีการใช้งานไซยาไนด์คือ ยา อะไรเป็นสารพิษที่ยับยั้งการหายใจระดับเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงาน จึงส่งผลกับอวัยวะที่ใช้ออกซิเจนและพลังงานสูงไซยาไนด์ มาจากไหน“ไซยาไนด์” เป็นสารพิษที่พบได้ทั่วไปในพืชหลากหลายชนิด อุตสาหกรรมหลายชนิด รูปแบบที่เป็นพิษคือรูปอิสระหรือไฮโดรเจนไซยาไนด์ (hydrogen cyanide, HCN) ในพืชนั้นพบมากมายหลายชนิดได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวชนิดต่างๆ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วชนิดต่างๆ อ้อย แอบเปิ้ล เผือก หน่อไม้ เมล็ดอัลมอล เชอรี่ พีช มะม่วง มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เป็นต้นอันตรายจาก ไซยาไนด์ไซยาไนด์ สามารเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี ในเบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการ เช่น ระคายเคืองบริเวณที่สัมผัสอย่างผิวหนังหรือดวงตา ร่างกายอ่อนแรง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจติดขัด หมดสติ และหัวใจหยุดเต้น เป็นต้นโดยความรุนแรงของอาการนั้นอาจขึ้นอยู่กับชนิดของ ไซยาไนด์ ปริมาณ และระยะเวลาในการได้รับโดยผลกระทบจากการได้รับ Cyanide อาจแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้ภาวะเป็นพิษจาก Cyanide แบบเฉียบพลัน เป็นอาการที่พบได้ยาก เกิดขึ้นในทันที อาจทำให้เกิดอาการ เช่น หายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น สมองบวม ชัก และหมดสติ เป็นต้นภาวะเป็นพิษจาก Cyanide แบบเรื้อรัง เกิดจากการได้รับ Cyanide ปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ในเบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง และอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น รูม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า เป็นต้น นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวใจเต้นช้าหรือเต้นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณใบหน้าและแขนขากลายเป็นสีม่วง โคม่า และเสียชีวิตในที่สุดไซยาด์ปริมาณเพียง 0.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็ทำให้เสียชีวิตได้* ไซยาไนด์ที่ถูกพูดถึงบ่อยคือโพแทสเซียมไซยาไนด์ และไฮโดรเจนไซยาไนด์ (เคยถูกใช้เป็นอาวุธสังหารหมู่ซาวยิวใน WW2)ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อาการเมื่อสัมผัสสัมผัสปริมาณมากหายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ชัก หมดสติ หัวใจหยุดเต้น ผิวหนัง กลายเป็นสีม่วงสัมผัสปริมาณน้อย ปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน มีผื่นแดง ไซยาไนด์ หา ซื้อได้ ที่ไหนสังคมต่างมีความสงสัยว่า แท้จริงแล้ว “ ไซยาไนด์ ”หาซื้อได้ง่ายจริงหรือไม่ และมีวางขายตามร้านขายยาหรือร้านขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่คนสามารถเดินเข้าไปสั่งซื้อได้จริงหรอ? แม้แต่การวางขายในออนไลน์ที่แค่คลิกก็ได้สินค้าโดยไม่ต้องตอบคำถาม อย่างไรก็ตามจากการศึกษาขอมูลพบว่า การลักลอบขายในร้านขายยา เป็นเรื่องยาก เพราะร้านขายยาจะถูกควบคุมด้วยกฎหมาย แม้แต่การจ่ายยาอันตรายที่ขึ้นทะเบียน ยังต้องมีเภสัชกร รวมทั้งได้รับการตรวจสอบจาก สสจ.ยกเว้นการขายยาสามัญประจำบ้าน แต่นอกนั้นทุกตัวเป็นยาอันตราย ที่ต้องที่จ่ายโดยเภสัชกรดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่คนๆหนึ่งจะเดินเขาไปขอซื้อยาดังกล่าวดังนั้นช่องโหว่ที่ทำให้คนเข้าถึง “ ไซยาไนด์ ” ง่ายที่สุดคือ การสั่งซื้อผ่านออนไลน์ เพราะไม่มีใครมาถามหรือตรวจสอบว่าซื้อไปทำอะไร รองลงมาน่าจะเป็นร้านขายผลิตภันฑ์กำจัดศัตรูพืช ซึ่งคงไม่ได้มีแค่“ไซยาไนด์”เพียงอย่างเดียว ยังมีสารพิษชนิดอื่นๆอีกด้วย ซึ่งหลังจากเกิดการฆาตกรรมหลายศพ พบว่า ร้านค้าออนไลน์ที่ขาย “ ไซยาไนด์ ” เมื่อลองกดเข้าไปดูไม่มีสินค้าดังกล่าววางจำหน่าย และเมื่อลองสอบถามไปยังร้านค้าที่จำหน่ายยาปราบศัตรูพืชก็มีความเข้มงวดในการจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่ากระทรวงและหน่วยงานที่ดูแล ต้องสกัดตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่ต้องรอให้เกิดการร้องเรียนไปก่อนถึงจะถูกบล็อกหรือนำออกจากช่องทางออนไลน์เกร็ดความรู้  สารไซยาไนด์ไซต์ยาไนท์ เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย w.ศ. 2535การนำมาใช้จะถูกควบคุมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมห้ามจำหน่าย เกิน 50 มิลลิกรรมหากเราสัมผัสกับ ไซยาไนด์ ควรรับมืออย่างไร ?ไซยาไนด์ เป็นสารเคมีอันตราย หากสัมผัสกับสารชนิดนี้ควรรีบลดปริมาณสารดังกล่าวให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการรับมือกับ ไซยาไนด์ อาจทำได้ ดังนี้การสัมผัสทางผิวหนัง หากร่างกายสัมผัสกับ ไซยาไนด์ ให้ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออกด้วยการใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าออกเป็นชิ้น ๆ และนำออกจากลำตัว โดยวิธีนี้จะช่วยให้เสื้อผ้าที่ปนเปื้อน ไซยาไนด์ ไม่ไปสัมผัสกับผิวหนังส่วนอื่น เช่น ศีรษะ และไม่ควรให้ผู้อื่นสัมผัสร่างกายหรือเสื้อผ้าโดยตรงเพราะอาจได้รับพิษจาก ไซยาไนด์ ไปด้วย จากนั้นจึงทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำและสบู่เพื่อลดปริมาณสารพิษให้ได้มากที่สุด ก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาลการสูดดมและรับประทาน หากสูดดมอากาศที่มี ไซยาไนด์ ปนเปื้อนควรออกจากพื้นที่บริเวณนั้น หากไม่สามารถออกจากสถานที่ได้ควรก้มต่ำลงบนพื้น ในกรณีที่ผู้ป่วยหายใจลำบากหรือหยุดหายใจ ต้องทำ CPR เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ห้ามใช้วิธีเป่าปากหรือวิธีผายปอดเพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับพิษการสัมผัสทางดวงตา ควรถอดแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ออก จากนั้นให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 นาที และไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจสิ่งของบางอย่างที่ปนเปื้อน ไซยาไนด์ อาจนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ต้องทำความสะอาดเพื่อกำจัดสารพิษอย่างถูกวิธีก่อนนำกลับมาใช้ สำหรับคอนแทคเลนส์ หรือเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนควรเก็บใส่ถุงพลาสติกที่มิดชิดและกำจัดทิ้งอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญวิธีหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับ ไซยาไนด์การหลีกเลี่ยงและลดโอกาสในการสัมผัสกับ ไซยาไนด์ อาจทำได้ ดังนี้งดสูบบุหรี่เก็บภาชนะที่บรรจุสารเคมีภายในบ้านให้มิดชิดและเหมาะสมผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ควรใช้ภาชนะรองรับสารเคมีที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งอาจช่วยให้ได้รับสารพิษน้อยลงหากเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงลดโอกาสการสัมผัสและการสูดดมลงด้วยผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ไม่ควรนำเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อน ไซยาไนด์ ออกนอกสถานที่ทำงานหรือนำกลับบ้านติดตั้งเครื่องดักจับควัน เนื่องจาก ไซยาไนด์ อาจมาในรูปแบบของควันได้สวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเมื่อต้องทำงานกับสารเคมี หรือต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของ ไซยาไนด์ผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับสารพิษสูง เช่น เกษตรกร ช่างเหล็ก ช่างทอง พนักงานที่อยู่ในกระบวนการการผลิตกระดาษ สิ่งทอ ยาง และพลาสติก ผู้ที่ทำงานกำจัดแมลง เป็นต้น ควรไปพบแพทย์และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำสรุป       - ไซยาไนด์ คือสารเคมีอันตรายที่ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ใช้ออกซิเจนไม่ได้ (ยับยั้งการหายใจระดับเซลล์) จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ไซยาไนด์เป็นสารเคมีที่มักนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ สิ่งทอ และพลาสติก ทอง จิลเวลรี่ การทำขั้วโลหะ สามารถปนเปื้อนได้ทั้งในอากาศ ดิน น้ำ และอาหาร        - ไซยาไนด์สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยพบในพืชบางชนิด เช่น เมล็ดของแอพพริคอท (Apricot) และเชอรรี่ดำ (Black cherry) และสารลินามาริน (Linamarin) ซึ่งพบได้ในหัวและใบของมันสำปะหลัง (Cassava) นอกจากนี้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายมนุษย์ก็สามารถก่อให้เกิดสารไซยาไนต์ได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ไซยาไนด์ปริมาณเพียงเล็กน้อยที่พบในพืชและกระบวนการเผาผลาญนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต       - ไซยาไนด์สามารเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี ทั้งการสัมผัส การสูดดม รับประทาน เป็นต้น อาการแสดงหลังได้รับไซยาไนด์ ตัวอย่างเช่น ระคายเคืองบริเวณที่สัมผัสอย่างผิวหนังหรือดวงตา ร่างกายอ่อนแรง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจติดขัด หมดสติ และหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น โดยความรุนแรงของอาการนั้นอาจขึ้นอยู่กับชนิดของ ไซยาไนด์ ปริมาณ และระยะเวลาในการได้รับ       - ไซยาไนด์ เป็นสารพิษที่ยับยั้งการหายใจระดับเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงาน จึงส่งผลกับอวัยวะที่ใช้ออกซิเจนและพลังงานสูง เช่น สมอง และหัวใจ เป็นลำดับแรก หากได้รับสารพิษในขนาดที่มากเพียงพอ สามารถทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการรับสารด้วยวิธีใดก็ตาม

ซ๊เซียม137;  สารกัมมันตรังสี;

ซีเซียม-137 สารกัมมันตรังสี อันตรายแค่ไหน

ซีเซียม-137 สารกัมมันตรังสี อันตรายแค่ไหนซีเซียม-137 (Cs-137) เป็นธาตุกึ่งโลหะที่มีระยะเวลาครึ่งชีวิตยาวนาน โดยมาจากการแยกซีเซียม-137 จากแร่ Uranium-235 ในกระบวนการเผาไหม้เชิงนิวเคลียร์ และมักจะใช้เป็นแหล่งกำเนิดรังสีในงานวิจัย และการแพร่กระจายรังสีในการเจาะเจียงและการรังสีความเจ็บปวดในการรักษาโรคมะเร็งอย่างไรก็ตาม Cs-137 เป็นสารพิษและมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อถูกดึงเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อน Cs-137 อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายเช่นเดียวกับรังสีอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันดังนั้น การใช้ Cs-137 จะต้องใช้ในสถานที่และวิธีการที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้มีการแพร่กระจายรังสีออกมาจากการใช้งาน และควรใช้ Cs-137 ในปริมาณที่เหมาะสมและตามข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านรังสี ในการแพร่กระจายรังสี Cs-137 จะต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับรังสีซีเซียม Cs137 คือซีเซียม Cs-137 เป็นสารพิษและมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เมื่อถูกดึงเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อน Cs-137 อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายเช่นเดียวกับรังสีอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันการสัมผัสและการแพร่กระจายรังสี Cs-137 อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายเช่น การเป็นโรคมะเร็ง และอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาของการสัมผัส การรังสีจาก Cs-137 อาจทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อ และเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ รวมถึงอาจเกิดอาการผิดปกติของเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายดังนั้น การใช้ Cs-137 จะต้องใช้ในสถานที่และวิธีการที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้มีการแพร่กระจายรังสีออกมาจากการใช้งาน และควรใช้ Cs-137 ในปริมาณที่เหมาะสมและตามข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านรังสี ในการแพร่กระจายรังสี Cs-137 จะต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกถ้าร่างกายของเราได้รับสารซีเซียม Cs-137 จะมีอาการอย่างไรการรับสารพิษรังสีเช่นซีเซียม Cs-137 จะมีผลกระทบต่อร่างกายของเราได้แบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ผลกระทบตรง (Acute effects) : หมายถึง ผลกระทบทันทีหรือไม่นานหลังจากการรับประสิทธิภาพของรังสี อาการส่วนใหญ่จะเป็นไปได้ว่าเป็นอาการของไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง แผลในปาก ผื่นแดงบริเวณผิวหนัง และอาจเกิดเลือดออกผลกระทบระยะกลาง (Intermediate effects) : หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากการรับประสิทธิภาพของรังสี อาการส่วนใหญ่เป็นไปได้ว่าจะเป็นการทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ เช่นการทำลายเซลล์เลือด ต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองในลำไส้ และต่อมตับผลกระทบระยะยาว (Long-term effects) : หมายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว หรืออาจเกิดขึ้นในภายหลังหลายปีหรือสิบกว่าปี อาการส่วนใหญ่เป็นไปได้ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า โรคของระบบทางเดินหายใจ โรคที่เกี่ยวกับการผันแปรพันธุกรรม และโรคที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของระบบประสาทอย่างไรก็ตาม ผลกระทบของซีเซียม Cs-137 ต่อร่างกายขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของรังสีที่รับเข้ามา รวมถึงระยะเวลาที่มีการรับรังสี รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุ น้ำหนัก และสุขภาพของบุคคล อาการที่เกิดขึ้นสามารถแสดงออกมาได้ช้า หรือไม่มีอาการเลยเนื่องจากสารซีเซียม Cs-137 เป็นสารพิษรังสีที่มีอัตราการย่อยสลายช้า และมีช่วงเวลาเฝ้าระวังของการรับรังสีในร่างกายที่ยาวนาน ดังนั้น หากคุณสงสัยว่าคุณอาจเคยได้รับสารซีเซียม Cs-137 คุณควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและการตรวจวินิจฉัยอาการในร่างกายของคุณโดยเฉพาะถ้าคุณมีอาการเบื้องต้นอย่างไข้หรือผื่นแดงที่ไม่ปกติที่ผิวหนังของคุณหลังจากเชื่อมต่อกับสารซีเซียม Cs-137 หรือถ้าคุณได้รับประสิทธิภาพของรังสีร่วมกับสายอากาศหรืออาหาร คุณควรพบแพทย์โดยทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสมหากนำ ซีเซียม Cs-137 ไปหลอมจะเป็นอย่างไรการหลอมซีเซียม Cs137 อาจไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง เนื่องจากซีเซียม Cs137 เป็นสารกัมมันตภาพ (radioactive) ซึ่งหมายความว่า มีการย่อยตัวและปลดปล่อยพลังงานแบบรังสี การหลอมซีเซียม Cs137 อาจทำให้มีการปลดปล่อยพลังงานรังสีออกมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนที่อยู่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ได้นอกจากนี้ซีเซียม Cs137 เป็นสารกัมมันตภาพที่มีอายุครึ่งชีวิตสั้น (half-life) นานถึง 30 ปี ซึ่งหมายความว่ามันจะย่อยตัวเป็นครึ่งหนึ่งในเวลา 30 ปี ดังนั้นการหลอมซีเซียม Cs137 อาจทำให้มีการปลดปล่อยพลังงานรังสีจากซีเซียม Cs137 ออกมาเป็นเวลานานเป็นปี และอาจทำให้พื้นที่ที่มีการปฏิบัติการนี้เป็นพื้นที่ที่มีการปล่อยพลังงานรังสีสูงอยู่ตลอดเวลาดังนั้น การหลอมซีเซียม Cs137 ไม่เป็นวิธีการที่ปลอดภัยหรือแนะนำให้ทำ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการปลดปล่อยพลังงานรังสีออกมาและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนที่อยู่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ได้

การเก็บสารเคมีอันตราย, คู่มือการเก็บสารเคมีอันตราย, การจัดเก็บสารเคมีอย่างปลอดภัย, การจัดเก็บสารเคมีที่ถูกต้อง, การเก็บสารเคมีและวัตถุอันตราย, หลักการเก็บสารเคมี, วิธี การใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย, พื้นที่จัดเก็บสารเคมีอันตราย

คู่มือการเก็บสารเคมีอย่างไรให้ถูกต้อง

คู่มือการเก็บสารเคมีอย่างไรให้ถูกต้อง2565การเก็บสารเคมีให้ถูกต้อง          การเก็บสารเคมีอย่างไรให้ถูกต้อง สามารถทำได้อย่างไร ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย จะขออธิบายให้ท่านได้ทราบก่อนว่า สารเคมี คืออะไรทำไมเราต้องเก็บสารเคมีให้ถูกต้อง สารเคมี คือ สารที่อยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ทั้งที่เป็นสารเดี่ยวและสารผสม ยกเว้นน้ำ “สารเคมีอันตราย” หมายความว่า สารเคมีที่สามารถจำแนกความเป็นอันตรายได้ โดยอ้างอิงตาม Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals(GHS)“สารเดี่ยว (Substance)” หมายความว่า ธาตุหรือสารประกอบที่มีอยู่ในสถานะธรรมชาติหรือเกิดจากกระบวนการผลิตต่าง ๆ ทั้งนี้ รวมถึงสารเติมแต่งที่จำเป็นในการรักษาความเสถียรของสารเดี่ยวหรือสารเจือปนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต แต่ไม่รวมถึงสารตัวทำละลายที่สามารถแยกออกมาจากสารเดี่ยวได้โดยไม่มีผลต่อความเสถียรของสารเดี่ยวหรือไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของสารเดี่ยว “สารผสม (Mixture)” หมายความว่า สารผสมหรือสารละลายที่ประกอบด้วยสารเดี่ยวสองชนิดหรือมากกว่าที่ไม่ทำปฏิกิริยากัน “การจัดเก็บ” หมายความว่า การจัดเก็บสารเคมีอันตรายแต่ไม่หมายความรวมถึงการเก็บเตรียมเพื่อใช้งานในการประกอบกิจการโรงงาน “การจัดเก็บสารเคมีอันตรายในอาคาร” หมายความว่า การจัดเก็บสารเคมีอันตรายในอาคารโรงงานที่จัดไว้เพื่อจัดเก็บสารเคมีอันตรายเป็นการเฉพาะ หรือการจัดเก็บสารเคมีอันตรายในอาคารโรงงานที่จัดเก็บในห้องจัดเก็บสารเคมีอันตราย โดยอ้างอิงจากกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 1 สารไวไฟ (Flammable Chemical)      ปรกติการลุกไหม้เกิดขึ้นระหว่างออกซิเจนและเชื้อเพลิงในรูปที่เป็นไอ หรือละอองเล็กๆ ดังนั้น สารที่ระเหยได้ง่ายมีความดันไอสูงจะติดไฟได้ง่าย ละอองหรือฝุ่นของสารเคมีที่ไวไฟก็สามารถลุกติดไฟได้ง่ายพอๆกับสารที่เป็นก๊าซหรือไอ สารที่ลุกติดไฟได้ง่ายในสภาพอุณหภูมิและความดันปกติ จะถือว่าเป็นสารไวไฟ ตัวอย่างของสารเหล่านี้ ได้แก่ ผงละเอียดของโลหะไฮโดรของโบรอน ฟอสฟอรัส ของเหลวที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 30 องศา  และก๊าซไวไฟต่างๆ          - การเก็บในที่เย็นอากาศถ่ายเทได้ และอยู่ห่างจากแหล่งจุดติดไฟ เช่น ความร้อน ประกายไฟหรือเปลวไฟ          - เก็บไว้ในภาชนะที่ปลอดภัย หรือตู้เก็บสารไวไฟซึ่งตรวจสอบดูแล้วว่าปลอดภัย ภาชนะที่เก็บต้องมีฝาปิดแน่นไม่ให้อากาศเข้าได้          - เก็บแยกจากสารพวก oxidizers สารที่ลุกติดไฟเองได้ สารที่ระเบิดได้และสารที่ทำปฏิกิริยากับอากาศหรือความชื้นและให้ความร้อนออกมาเป็นจำนวนมาก          - มีป้ายห้ามสูบบุหรี่ หรือห้ามจุดไม้ขีดไฟ          - พื้นที่นั้นควรต่อสายไฟลงในดินเพื่อลดไฟฟ้าสถิตย์ที่อาจเกิดขึ้นได้2 สารระเบิดได้ (Explosive Chamicals)คือสารซึ่งที่อุณหภูมิหนึ่งๆจะเกิดการ decompose อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนหรือเกิดปฏิกิริยารุนแรง จะให้ก๊าซออกมาจำนวนมาก รวมทั้งความร้อนด้วย ซึ่งทำให้อากาศรอบๆ ตัวเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้เกิดการระเบิดขึ้นได้สิ่งที่มีผลต่อสารที่ระเบิดได้ คือ ความร้อนหรือเย็นจัดๆ อากาศแห้ง หรือขึ้นในการเก็บ ความไม่ระมัดระวังในการ handle ระยะเวลาในการเก็บ ระยะเวลาที่เอาออกมาจากภาชนะเริ่มแรกก่อนใช้3 สารเป็นพิษ (Toxic Chemicals)4 สารกัดกร่อน (Corroslve Chemicals)   สารกัดกร่อนจะรวมถึง กรด acid anhydride และ ด่าง สารพวกนี้มักจะทำลายภาชนะที่บรรจุและออกมายังบรรยากาศภายนอกได้ บางตัวระเหยได้บางตัวทำปฏิกิริยารุนแรงกับความชื้น  การเก็บ          - เก็บในที่เย็น แต่ต้องสูงกว่าจุดเยือกแข็ง          - ต้องใช้ถุงมือ สวมแว่นตา ฯลฯ เมื่อใช้สารพวกนี้          - ต้องเก็บกรดแยกห่างจากโลหะที่ไวในการทำปฏิกิริยา เช่น sodium, potassium และ magnesium เป็นต้น          - ด่างต้องแยกเก็บจากกรดและสารอื่นๆ ที่ไวต่อการทำปฏิกิริยา5 สารกัมมันตรังสี (Radioactive Chemmicals)6 สารที่เข้าไม่ได้ (Corroslve Chemicals)   สารที่เข้ากันไม่ได้ คือ สารที่เมื่อมาใกล้กันจะทำปฏิกิริยากันอย่างรุนแรง เกิดการระเบิด เกิดความร้อนหรือให้ก๊าซพิษออกมาได้ สารพวกนี้จะต้องเก็บแยกต่างหากห่างจากกันมากที่สุด เช่น การเก็บสารที่ไวต่อน้ำ          - ต้องเก็บในที่อากาศเย็นและแห้ง ห่างไกลจากน้ำ          - เตรียมเครื่องดับเพลิง class D ไว้ในกรณีเกิดไฟไหม้oxidizers - เก็บห่างจากเชื้อเพลิง และวัสดุติดไฟได้          - เก็บห่างจาก reducing agents เช่น zinc, alkaline metal หรือ formic acidอันตรายจากพิษของสาร (toxic hazards)          สารเป็นพิษ (toxic chemicals) คือ สารซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดๆ ซึ่งทั้งนี้จะรวมถึงสารกัมมันตรังสี (radioactive) ด้วยการเก็บ          - ภาชนะต้องปิดฝาสนิท อากาศเข้าไม่ได้          - ห่างจากแหล่งจุดติดไฟ          - ต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งภาชนะที่เก็บและบริเวณที่เก็บสารนั้นๆ          - สารที่ไวต่อแสง ต้องเก็บไว้ในขวดสีชา ในสถานที่เย็น แห้งและมืดการเก็บ          - เก็บห่างจากอาคารอื่นๆ          - มีการล๊อคอย่างแน่นหนา          - ไม่ควรเก็บในที่มีเชื้อเพลิง หรือสารที่ติดไฟได้ง่าย          - ต้องห่างเปลวไฟอย่างน้อย 20 ฟุต          - ไม่ควรมีชนวนระเบิด (detonators), เครื่องมือและสารอื่นๆอยู่ด้วย          - ไม่ควรซ้อนกันเกิน 6 ฟุต          - ต้องเคลื่อนย้ายด้วยความระมัดระวัง          - ห้ามไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปในที่เก็บสารได้ลักษณะโกดังเก็บสารเคมีสถานที่ตั้ง          - สถานที่เก็บสารเคมีที่ดี ควรอยู่ห่างจากบริเวณที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น ห่างไกลจากแหล่งน้ำดื่ม ห่างไกลจากบริเวณที่น้ำท่วมถึง และห่างไกลจากแหล่งอันตรายอื่นๆ ที่อาจเกิดจาก ภายนอกโกดัง          - สถานที่ตั้งโกดัง ควรมีเส้นทางที่สะดวกแก่การขนส่ง และการจัดการ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ          - มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ เช่น ระบบจ่ายไฟฉุกเฉิน ระบบดับเพลิงระบบระบายน้ำ ป้องกันการไหลของน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะพร้อมระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากน้ำที่เกิดจากการดับเพลิง ก่อให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อมบริเวณโดยรอบ          - อาณาเขตบริเวณโดยรอบที่ตั้งต้องมีกำแพงหรือรั้วกั้นที่อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงและสามารถบำรุงรักษาให้ดีอยู่เสมอได้ง่าย          - มีพื้นที่ว่างบริเวณแนวกำแพงหรือรั้ว สำหรับแยกเก็บสารเคมีที่หก รั่วไหลและเพื่อให้การปฏิบัติงานในการบรรเทาอันตรายจากสารเคมีที่หกรั่วไหลได้          - มียามรักษาการณ์ตรวจตราในเวลากลางคืนและจัดหาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยไว้ เช่น ไฟสำหรับส่องรอบบริเวณ แปลงสิ่งปลูกสร้าง          - แปลนสิ่งปลูกสร้างต้องออกแบบให้สามารถแยกเก็บสารที่เข้ากันไม่ได้ โดยการใช้อาคารแยกจากกัน การใช้ผนังกันไฟ หรือการป้องกันอื่นๆ เช่น ออกแบบให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอที่สามารถเคลื่อนย้าย ขนถ่ายสารเคมีได้อย่างปลอดภัย          - อาคารเก็บสารเคมีแต่ละหลังต้องมีระยะห่างระหว่างกัน          - ทำเลที่ตั้งและอาคาร มีการป้องกันผู้บุกรุกโดยทำรั้วกั้น มีประตูเข้า-ออก พร้อมมาตรการป้องกันการลอบวางเพลิงการออกแบบอาคารเก็บสารเคมี          แผนผังอาคารต้องออกแบบให้สอดคล้องกับชนิดของสารเคมีที่จะเก็บ ซึ่งมีการตระเตรียมในเรื่องทางออกฉุกเฉินอย่างเพียงพอ เนื้อที่และพื้นที่ของอาคารเก็บสารเคมีต้องถูกจำกัด โดยแบ่งออกเป็นห้องๆหรือเป็นสัดส่วน เพื่อเก็บสารอันตรายคนละประเภทและสารอันตรายประเภทที่ไม่สามารถเก็บรวมกันได้อาคารต้องปิดมิดชิด และปิดล็อคได้ วัสดุก่อสร้างอาคารเป็นชนิดไม่ไวไฟ และโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือเหล็ก ถ้าเป็นโครงสร้างเหล็กต้องหุ้มด้วยฉนวนกันความร้อนผนังอาคาร          - ผนังด้านนอกต้องสร้างอย่างแข็งแรง และควรปิดด้วยเหล็กหรือแผ่นโลหะ เพื่อป้องกันไฟที่เกิดจากภายนอกอาคาร          - ผนังด้านใน ออกแบบให้เป็นกำแพงกันไฟทนไฟได้นาน 60 นาที และมีความสูงขึ้นไปเหนือหลังคา 1 เมตร หรือวิธีการอื่นๆที่สามารถป้องกันการลุลามของไฟได้          - วัสดุที่ใช้เป็นฉนวนของอาคารเป็นชนิดที่ไม่ติดไฟ เช่น เส้นใยโลหะ หรือใยแก้ว          - วัสดุที่เหมาะสมต่อการทนไฟ และมีคุณสมบัติแข็งแกร่งทนทาน คือ คอนกรีต อิฐ หรืออิฐบล๊อค คอนกรีตเสริมเหล็ก ควรมีความหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร หรือ 6 นิ้ว และกำแพงต้องหนาอย่างน้อย 23 เซนติเมตร หรือ 9 นิ้ว จึงสามารถทนไฟ ถ้าเป็นอิฐกลวงไม่เหมาะสมที่จะใช้คอนกรีตธรรมดา ต้องมีความหนาอย่างน้อย 30 เซนติเมตร หรือ 12 นิ้ว เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งและทนทาน เพื่อให้โครงสร้างมั่นคงแข็งแรงต้องมีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กในผนังกันไฟ ผนังกันไฟผนังกันไฟ ควรเป็นอิสระจากโครงสร้างอื่นๆเพื่อป้องกันการพังทลาย เมื่อเกิดเพลิงไหม้ การเดินท่อประปา ท่อร้อยสาย และการวางสายไฟผนังกันไฟ ต้องวางอยู่ในทรายเพื่อป้องกันไฟพื้น          - พื้นอาคารต้องไม่ดูดซับของเหลว          - พื้นอาคารต้องเรียบ ไม่ลื่น ไม่มีรอยแตกร้าว ทำความสะอาดได้ง่าย          - พื้นอาคารต้องออกแบบให้สามารถเก็บกักสารเคมีที่หกรั่วไหล และน้ำจากการดับเพลิงได้ โดยวิธีการทำขอบธรณีประตูหรือขอบกั้นโดยรอบหลังคา          - หลังคาต้องกันฝนได้ และออกแบบให้มีการระบายควันและความร้อนได้ ในขณะเกิดเพลิงไหม้          - วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างหลังคาไม่จำเป็นต้องใช้ชนิดป้องกันไฟพิเศษ แต่ก็ไม่ควรใช้ไม้ เพราะมีความเสี่ยงต่อการลุกลามของไฟ โครงสร้างที่รองรับหลังคาต้องทำด้วยวัสดุไม่ติดไฟ ใช้ไม้เนื้อแข็งได้ เมื่อวัสดุที่ใช้มุงหลังคาไม่ไวไฟ เพราะคานไม้ให้ความแข็งแกร่งโครงสร้างนานกว่าคานเหล็กเมื่อเกิดเพลิงไหม้          - วัสดุที่ใช้มุงหลังคาอาจเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและยุบตัวได้ง่ายเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพื่อช่วยการระบายควันและความร้อนออกไปได้ แต่ถ้าหลังคาสร้างแข็งแรงต้องจัดให้มีช่องระบายอากาศ เพื่อให้มีการระบายควันและความร้อนอย่างน้อย 2% ของพื้นที่หลังคา          - ช่องระบายอากาศต้องเปิดไว้ถาวรและสามารถเปิดด้วยมือ หรือเปิดได้เองเมื่อเกิดเพลิงไหม้ การระบายควันและความร้อนจะช่วยทำให้สามารถมองเห็นต้นตอของเพลิงและช่วยชะลอการลุกลามของไฟประตูกันไฟ          ประตูกันไฟ จะประกอบด้วย          - ข้อลูกโซ่ชนิดหลอมละลายได้ ติดตั้งไว้เหนือของประตูด้านบน ความร้อนหรือเปลวไฟที่โหมลุกจากบริเวณที่เก็บสารเคมี จะส่งผ่านไปตามกำแพงกระตุ้นให้ข้อลูกโซ่ทำงาน          - ตุ้มถ่วง มีสายเคเบิ้ลที่ร้อยผ่านตุ้มน้ำหนักและห้ามยึดตุ้มถ่วงให้อยู่กับที่ รางเลื่อน          - ทางออกฉุกเฉินต้องทนไฟได้เช่นเดียวกับประตูกันไฟด้านในของประตูกันไฟ ต้องมีคุณสมบัติทนไฟเหมือนผนังอาคารและสามารถปิดได้โดยอัตโนมัติ เช่น มีข้อลูกโซ่ชนิดหลอมละลายได้ ซึ่งจะถูกกระตุ้นโดยอัตโนมัติจากระบบตรวจจับควันไฟและประตูจะปิดอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ข้อควรระวัง ต้องมีพื้นที่ว่างเพื่อให้ปิดประตูได้ ห้ามมีสิ่งกีดขวางทางออกฉุกเฉิน          - ต้องจัดให้มีทางออกฉุกเฉิน นอกเหนือจากทางเข้า-ออกปกติ การวางแผนสำหรับทางออกฉุกเฉิน ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงภาวะฉุกเฉินทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่มีผู้ใดติดอยู่ในอาคารเก็บสารอันตราย          - ทำเครื่องหมายทางออกฉุกเฉินให้เห็นชัดเจนโดยยึดหลักความปลอดภัย          - ทางออกฉุกเฉินต้องเปิดออกได้ง่ายในความมืดหรือเทื่อเมื่อมีควันหนาทึบ          - ทางออกฉุกเฉิน สำหรับการหนีไฟจากบริเวณต่างๆ ต้องมีอย่างน้อย 2 ทิศทางการระบายอากาศ          - ต้องมีการระบายอากาศที่ดีโดยคำนึงถึงชนิดของสารเคมีที่เก็บ และสภาพการทำงานที่น่าพึงพอใจและปลอดภัย          - การระบายอากาศอย่างเพียงพอ จะเกิดขึ้นเมื่อช่องระบายอากาศอยู่ในตำแหน่งบนหลังคา หรือผนังอาคารในส่วนที่ต่ำลงมาจากหลังคา และบริเวณใกล้พื้นการระบายน้ำ          ท่อระบายน้ำแบบเปิดไม่เหมาะสำหรับการเก็บสารเคมีที่เป็นสารพิษ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากสารเคมีที่หกรั่วไหล และน้ำจากการดับเพลิงไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ท่อระบายน้ำจากน้ำฝนต้องอยู่นอกอาคาร ท่อระบายน้ำในอาคารต้องเป็นชนิดที่ไม่ติดไฟแสงสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า          - อาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายที่มีการทำงานในเวลากลางวันและแสงสว่างจากธรรมชาติเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องติดตั้งดวงไฟ หลักการนี้เป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติ เพราะลดค่าใช้จ่าย ลดการบำรุงรักษา และลดความจำเป็นที่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดพิเศษ แต่ถ้าสภาพการทำงานที่แสงสว่างจากธรรมชาติไม่เพียงพอ ต้องปรับปรุงสภาพแสงสว่างโดยอาจติดตั้งแผงหลังคาโปร่งใส          - ในบริเวณซึ่งต้องการแสงสว่างและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งสายไฟต้องติดตั้งให้ได้มาตรฐานและได้รับการบำรุงรักษาจากช่างไฟฟ้าผู้มีคุณวุฒิควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งไฟฟ้าแบบชั่วคราว แต่ถ้ามีความจำเป็นอาจติดตั้งให้ได้มาตรฐาน          - อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดต้องติดตั้งในตำแหน่งที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ เช่น การใช้รถฟอร์คลิฟท์ขนถ่ายสินค้าหรืออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการวางอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าบริเวณที่มีน้ำหรือพื้นที่เปียก          - อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องต่อสายดิน และจัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสมเมื่อมีการใช้ไฟเกินหรือเมื่อเกิดไฟฟาลัดวงจรในอาคารเก็บสารที่ไวไฟ หรืออาจเกิดระเบิดได้ เช่น การเก็บสารตัวทำละลายชนิดวาบไฟต่ำ หรือสารที่มีคุณสมบัติเป็นฝุ่นละเอียดที่สามารถระเบิดได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อุปกรณืไฟฟ้าและรถฟอร์คลิฟทืชนิดที่ป้องกันการระเบิดได้          - ในอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายต้องจัดให้มีระบะระบายอากาศที่มีการถ่ายเทอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ          - บริเวณที่มีการใช้อุปกรณ์ชาร์จประจุแบตเตอรี่ ควรแยกอกจากอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายและจัดให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานที่อาจก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ ยกเว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันเป็นการพิเศษความร้อน          - โดยทั่วไปอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายต้องมีอากาศไม่ร้อน แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องรักษาสภาพบริเวณที่เก็บให้ร้อน เพื่อป้องกันสารแข็งตัวนั้น การใช้ระบบความร้อนต้องเป็นแบบไม่สัมผัสความร้อนโดยตรง และเป็นวิธีที่ปลอดภัย เช่น ไอน้ำ น้ำร้อน อากาศร้อน และแหล่งให้ความร้อนนั้นต้องอยู่ภายนอกอาคารที่เก็บสารอันตราย เครื่องทำน้ำร้อนหรือท่อไอน้ำ ต้องติดตั้งในบริเวณที่ไม่ทำให้ความร้อนสัมผัสโดยตรงกับสารเคมีและวัตถุอันตราย          - ไม่ควรติดตั้งอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดความร้อนจากไฟฟ้า หรือแก๊สหรือความร้อนจากการเผาไหม้ของน้ำมัน          - การติดตั้งฉนวนกันความร้อน วัสดุที่ใช้เป็นฉนวนต้องไม่ติดไฟ เช่น ใยหิน หรือใยแก้วระบบป้องกันฟ้าผ่า          ทุกอาคารที่เก็บสารเคมีประเภทไวไฟ ต้องติดตั้งสายล่อไฟ หรืออาจยกเว้นถ้าโกดังดังกล่าวอยู่ภายในรัศมีครอบคลุมจากสายล่อฟ้าของอาคารอื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้ข้อกำหนดอื่นๆ          ไม่ควรสร้างสำนักงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ารวมอยู่ในอาคารที่เก็บ แต่ถ้าจำเป็นเพื่อความสะดวก โครงสร้างดังกล่าวนี้ต้องแยกออกจากอาคารที่เก็บสารอันตราย และสามารถทนไฟได้นาน 60 นาทีการเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายนอกอาคาร          การเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายนอกอาคาร ต้องมีการจัดเตรียมเขื่อนป้องกันเช่นเดียวกับการเก็บสารเคมีในอาคาร และต้องมีหลังคาป้องกันแสงแดดและฝนด้วยข้อพิจารณาเพิ่มเติมจากการเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายนอกอาคาร          - สารเคมีและวัตถุอันตรายที่เก็บนอกอาคาร โดยเฉพะในประเทศที่มีอากาศร้อนต้องคำนึงถึงการเสื่อมสภาพ เนื่องจากการสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูง จึงต้องระมัดระวังในการเลือกวิธีเก็บโดยอาศัยข้อมูลความปลอดภัย MSDS ช่วยในการพิจารณา          - เพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีและวัตถุอันตรายลงสู่ดินและแหล่งน้ำ บริเวณ ที่เก็บต้องปูพื้นด้วยวัสดุที่ทนต่อน้ำและความร้อน ไม่ควรใช้ยางมะตอยเพราะจะหลอมตัวได้ง่าย เมื่ออากาศร้อน          - บริเวณที่เป็นเขื่อนกั้นต้องติดตั้งระบบควบคุมการระบายน้ำด้วยประตูน้ำ           - สารเคมีและวัตุอันตรายที่เก็บต้องตรวจสอบการรั่วไหลอย่างสม่ำเสมอเพื่อมิให้ปนเปื้อน ลงสู่ระบบระบายน้ำ          - สารเคมีและวัตถุอันตรายที่เก็บในถัง 200 ลิตร และไม่ไวต่อความร้อน อาจเก็บไว้ในที่โล่ง แจ้งได้ แต่จะต้องมีระบบป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีและวัตถุอันตรายเช่นเดียวกับที่เก็บในอาคาร          - แนะนำให้เก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายในถังกลมในลักษณะตั้งตรงบนแผ่นรองสินค้า ถังที่เก็บในแต่ละแบบจะต้องมีพื้นที่ว่างเพียงพอเพื่อการดับเพลิง          - สารเคมีและวัตถุอันตรายที่เป็นของเหลวไวไฟสูง แก๊ส หรือคลอรีนเหลว ควรให้เก็บนอกอาคาร

ความปลอดภัยในการทํางานกับสารเคมี ppt ,คู่มือ ความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี,การจัดการสารเคมีในโรงงาน,ประเภทพิษของสารเคมี,คู่มือการจัดการสารเคมี,ความ ปลอดภัย ในการ ทํา งานเกี่ยวกับสารเคมี,ความปลอดภัยในการทํางานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย 2565,การทํางานกับสารเคมีให้ปลอดภัยมีวิธีดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด,การทำงานเกี่ยวกับเคมีเซฟตี้อินไทย

การทำงานเกี่ยวกับสารเคมี 2565

การทำงานเกี่ยวกับสารเคมี 2565เกร็ดความรู้สำหรับคนทำงานเกี่ยวกับสารเคมี   วัตถุดิบที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและอุตสาหกรรมคือ สารเคมี และสารเคมีบางประเภทคือสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ปฏิบัติงานหรือสิ่งที่เรียกว่า สารเคมีอันตรายการทํางานกับสารเคมีอันตราย ซึ่งอาจทําให้ลูกจ้างได้รับสารเคมีอันตราย เช่น การผลิต การติดฉลาก การห่อหุ้ม การเคลื่อนย้าย การเก็บรักษาการถ่ายเท การขนถ่าย การขนส่ง การกําจัด การทําลาย การเก็บสารเคมีอันตรายที่ไม่ใช้แล้ว รวมทั้งการบํารุงรักษา การซ่อมแซม และการทําความสะอาดเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจน ภาชนะบรรจุ สารเคมีอันตราย        การกําหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดําเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายจึงเป็นสิ่งสําคัญต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน สิ่งแวดล้อมต้องทราบถึงอันตรายของสารเคมีและการใช้อย่างถูกต้อง   สารเคมีที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งผลกระทบอย่างฉับพลันหรือเรื้อรังมักรวมถึงสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง สารพิษที่ก่อให้เกิดผลต่อระบบสืบพันธุ์ สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองสารที่ส่งผลต่อระบบเลือด ระบบประสาทเพราะฉะนั้นเราต้องทราบถึงอันตรายของสารเคมีและการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องต้องล้างมือทุกครั้งหลังปฏิบัติงานกับสารเคมีเมื่อสัมผัสสารเคมีแม้เล็กน้อยให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาทีสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเสมอการสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายเพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมีไม่ให้เข้าสู่ร่างกายทำความสะอาดบริเวณทำงานทุกครั้งหลังเลิกงานเพื่อสร้างบรรยากาศให้น่าอยู่ สภาพแวดล้อม หรือบรรยากาศในการทำงานวัสดุอุปกรณ์ในการทำงาน ไม่เสื่อมสภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดเวลาการใช้งานของเครื่องใช้ปิดฝาภาชนะให้แน่นทุกครั้งหลังเลิกงานปิดฝาภาชนะให้เเน่นทุกครั้งเพื่่อไม่ให้สารเคมีหกในบริเวณพื้นที่ทำงานอย่าทดสอบสารเคมีโดยการสูดดมหรือใช้ปากดูดสารเคมีแทนลูกยางเมื่อสูดดมไอของสารเคมี บางชนิดจะทำให้ จมูก คอและปอดระคายเคือง หรือ ในบางครั้งทำให้เกิดอันตรายได้จัดเก็บสารเคมสีไว้ในที่เย็นอากาศถ่ายเทดีส่วนใหญ่แล้วจะนิยมจัดเก็บสารเคมีโดยเรียงตามพยัญชนะของชื่อสาร หรือจับกลุ่มสารเคมีเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่าปฏิบัติงานตามลำพังหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะหากเกิดอุบัติเหตุอาจจะอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้แบ่งสารเคมีมาใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นให้ถ่ายเทสารเคมีมาใช้เพียงเล็กน้อยในปริมาณเท่าที่ต้องการตามคำแนะนำของผู้ควบคุมปฏิบัติการห้ามเทกลับคืนลงขวดบรรจุสารเพื่อป้องกันไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนในขวดบรรจุสารแจกไฟล์คู่มือการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีคู่มือการทํางานกับสารเคมี2565.pdf

เตือนนายจ้างหากมีสารเคมีอันตรายตามบัญชีฯ ไม่ส่งเเบบสอ.1 ระวังมีโทษ,สอ.1 คืออะไร,สอ1ส่งเดือนไหน,สอ1ส่งที่ไหน

เตือนนายจ้าง!? หากมีสารเคมีอันตรายตามบัญชีฯ ไม่ส่งเเบบสอ.1 ระวังมีโทษ

เตือนนายจ้าง!? หากมีสารเคมีอันตรายตามบัญชีฯ ไม่ส่งเเบบสอ.1 ระวังมีโทษสารเคมีอันตราย (สอ.)"สารเคมีอันตราย" หมายความว่า ธาตุ สารประกอบ หรือสารผสม"ตามบัญชีรายชื่อที่อธิบดีประกาศกำหนด" ซึ่งมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเส้นใย ฝุ่น ละออง โอ หรือฟูม ที่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกันนายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายตามบัญชีฯต้องส่งแบบสอ.1ภายใน 7 วันนับจากวันครอบครองและแจ้งบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายที่ตนมีครอบครองภายใน 31 มกราคมของทุกปีนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สารบอเเรกซ์

เตือนภัย! สัญญาณอันตรายเมื่อรับสารบอแรกซ์ปริมาณสูง

วันนี้ เซฟตี้อินไทย ขอนำเสนอเรื่องราวที่ใกล้ตัว และสำคัญต่อสุขภาพของเราทุกคน นั่นก็คือ เตือนภัย! สัญญาณอันตรายเมื่อรับสารบอแรกซ์ปริมาณสูงสารบอแรกซ์ หรือ โซเดียมบอเรท เป็นสารเคมีที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารด้วย แม้ว่าจะมีคุณสมบัติช่วยให้อาหารมีความกรอบ เด้ง และเก็บรักษาได้นานขึ้น แต่สารบอแรกซ์ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมากเกินไปสารบอแรกซ์ในอาหาร ภัยร้ายใกล้ตัวในประเทศไทย สารบอแรกซ์ถูกตรวจพบในอาหารหลายชนิด เช่นลูกชิ้น ลูกชิ้นเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มักตรวจพบสารบอแรกซ์บ่อยครั้ง ผู้ผลิตบางรายใส่สารบอแรกซ์เพื่อให้ลูกชิ้นมีความเด้งและน่ารับประทานมากขึ้นหมูบด/หมูสด หมูบดและหมูสดก็เป็นอีกหนึ่งอาหารที่อาจมีสารบอแรกซ์ปนเปื้อน ผู้ค้าบางรายใส่สารบอแรกซ์เพื่อรักษาสีของเนื้อหมูให้ดูสดใหม่ผลไม้ดอง ผลไม้ดองเป็นอาหารที่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูป ซึ่งอาจมีการใช้สารบอแรกซ์เพื่อเพิ่มความกรอบและยืดอายุของผลไม้ทับทิมกรอบ ทับทิมกรอบเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยม ซึ่งอาจมีการใช้สารบอแรกซ์เพื่อให้ทับทิมกรอบมีความกรอบและสีสันน่ารับประทานไส้กรอก ไส้กรอกเป็นอาหารแปรรูปที่อาจมีสารบอแรกซ์ปนเปื้อน ผู้ผลิตบางรายใส่สารบอแรกซ์เพื่อให้ไส้กรอกมีความเด้งและคงรูปสัญญาณอันตรายเมื่อรับสารบอแรกซ์ปริมาณสูงเมื่อรับประทานอาหารที่มีสารบอแรกซ์ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติต่อร่างกายได้ ซึ่งอาการจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับและความแข็งแรงของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อยเมื่อร่างกายได้รับสารบอแรกซ์ในปริมาณมากอุจจาระร่วง สารบอแรกซ์อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเสียปวดศีรษะ ผู้ที่ได้รับสารบอแรกซ์อาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนอ่อนเพลีย ร่างกายอาจรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงเบื่ออาหาร สารบอแรกซ์อาจทำให้ความอยากอาหารลดลงผิวหนังอักเสบ ในบางรายอาจมีอาการผื่นคัน ผิวหนังอักเสบผมร่วง การได้รับสารบอแรกซ์ในปริมาณมากอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม ทำให้ผมร่วงได้ในกรณีที่ได้รับสารบอแรกซ์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพได้ เช่นไตวาย สารบอแรกซ์อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต ทำให้ไตวายได้ระบบประสาทผิดปกติ สารบอแรกซ์อาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือชักเสียชีวิต ในกรณีที่รุนแรงมาก การได้รับสารบอแรกซ์ในปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิตได้การป้องกันอันตรายจากสารบอแรกซ์เพื่อป้องกันอันตรายจากสารบอแรกซ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ควรเลือกซื้ออาหารจากร้านค้าหรือผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและมีการควบคุมคุณภาพอาหารอย่างเข้มงวดอ่านฉลากอาหารอย่างละเอียด ก่อนซื้ออาหาร ควรตรวจสอบฉลากอาหารอย่างละเอียด เพื่อดูส่วนประกอบและวันหมดอายุหลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะผิดปกติ หากพบอาหารที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น มีสีสันสดใสเกินไป มีความกรอบหรือเด้งผิดปกติ หรือเก็บรักษาได้นานเกินไป ควรหลีกเลี่ยงปรุงอาหารเอง การปรุงอาหารเองจะช่วยให้เราควบคุมส่วนประกอบและวัตถุดิบที่ใช้ได้อย่างมั่นใจรับประทานอาหารให้หลากหลาย การรับประทานอาหารให้หลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับสารบอแรกซ์จากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งในปริมาณมากเกินไปสรุปสารบอแรกซ์ เป็นสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมากเกินไป การป้องกันอันตรายจากสารบอแรกซ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อ่านฉลากอาหารอย่างละเอียด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะผิดปกติ และรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อสุขภาพที่ดีข้อมูลเพิ่มเติม : บอแรกซ์ อันตรายถึงชีวิต ?

เก็บสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัย

เก็บสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัย          วิธีที่สะดวกและมีผู้ใช้กันมากที่สุดคือ เรียงตามตัวอักษร แต่การจัดแบบดังกล่าวอาจทำให้สารที่ไม่ควรอยู่ใกล้กันมาเก็บไว้ด้วยกัน ซึ่งอาจเกิดระเบิดหรือปล่อยก๊าซพิษออกมาเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นวิธีเก็บสารเคมีโดยรียงตามลำดับตัวอักษร จึงไม่ใช่วิธีการเก็บสารเคมีที่ปลอดภัย อีกวิธีหนึ่งคือ การจัดสารเคมีที่ดับเพลิงโดยวิธีเดียวกันไว้ด้วยกัน เพื่อสะดวกในการใช้เครื่องดับเพลิงเวลาเกิดไฟไหม้ แต่ก็เช่นเดียวกันกับแบบแรกคือจะทำให้สารที่เข้ากันไม่ได้มาอยู่ใกล้กัน          วิธีที่ดีที่สุด คือการจัดกลุ่มสารเคมีตามความว่องไวต่อปฏิกิริยา และกำหนดให้สารที่เข้ากันไม่ได้ วางแยกเก็บให้ห่างจากกันอย่างเด็ดขาด สารเคมีหลายพันชนิดที่ใช้กันอยู่อาจแบ่งได้เป็น 6 กลุ่มคือ          - สารไวไฟ (flammable chemicals)          - สารระเบิดได้ (explosive chemicals)          - สารเป็นพิษ (toxic chemicals)          - สารกัดกร่อน (corrosive chemicals)          - สารกัมมันตรังสี (radioactive chemicals)          - สารที่เข้าไม่ได้ (incompatible chemicals)ปกติแล้วการเก็บสารเคมีทุกชนิด จะมีหลักการทั่วๆไป ดังนี้          1. สถานที่เก็บสารควรเป็นสถานที่ปิดมิดชิด อยู่ภายนอกอาคาร ฝาผนังควรทำด้วยสารทนไฟ (กันไฟ) ปิดล็อคได้และมีป้ายบอกอย่างชัดเจนว่า “สถานที่เก็บสารเคมี”          2. ภายในสถานที่เก็บสารเคมี ควรมีอากาศเย็นและแห้ง มีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี และแดดส่องไม่ถึง          3. ชั้นวางสารเคมีภายในสถานที่เก็บสารเคมีต้องมั่นคง แข็งแรง ไม่มีการสั่นสะเทือน          4. ภาชนะที่บรรจุสารเคมี ต้องมีป้ายชื่อที่ทนทานคิดอยู่พร้อมทั้งบอกอันตรายและข้อควรระวังต่างๆ          5. ภาชนะที่ใส่ต้องทนทานต่อความดัน การสึกกร่อนและแรงกระแทกจากภายนอก ควรมีภาชนะสำรอง ในกรณีที่เกิดการแตกหรือภาชนะรั่วจะได้เปลี่ยนได้ทันที          6. ภาชนะเก็บสารที่ใหญ่และหนักไม่ควรเก็บในที่สูง เพื่อจะได้สะดวกในการหยิบใช้          7. ขวดไม่ควรวางบนพื้นโดยตรง หรือไม่ควรวางช้อนบนขวดอื่นๆ และมีระยะห่างกันพอสมควรระหว่างชั้นที่เก็บสารไม่ควรวางสารตรงทางแคบ หรือใกล้ประตูหรือหน้าต่าง          8. ควรเก็บสารตามลำดับการเข้ามาก่อนหลัง และต้องใช้ก่อนหมดอายุ ถ้าหมดอายุแล้วต้องทำลายทันที ห้ามใช้โดยเด็ดขาด          9. ควรแยกเก็บสารเคมีในปริมาณน้อยๆ โดยใช้ภาชนะบรรจุขนาดเล็ก บริเวณที่เก็บสารควรรักษาความสะอาดและให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างสม่ำเสมอ และมีการจัดเรียงอย่างมีระบบ          10. ต้องมีอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ป้องกันภัย และเครื่องปฐมพยาบาลพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินโดยทั่วไป เมื่อทราบคุณสมบัติของสารแล้วก็สามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นสารอย่างไร ตัวอย่างเช่น ของเหลวที่มีจุดเยือกแข็งต่ำๆ จะต้องเก็บที่อุณหภูมิสูงกว่านั้น เพราะเมื่อสารนั้นแข็งตัว ปริมาตรจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ขวดแตกได้ และที่อันตรายมากคือสารบางประเภทต้องใช้ตัวยับยั้ง (inhibitor) ใส่ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สารนั้นระเบิด ถ้าสารแข็งตัวแยกตัวจากตัวยับยั้งมาเป็นสารบริสุทธิ์ เมื่อสารนั้นหลอมเหลวอีกครั้งหนึ่งจะเกิดระเบิดได้ เช่น acrylic acid นอกจากการพิจารณาเก็บสารเคมีตามความไวในปฏิกิริยาแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงการเข้ากันไม่ได้ของสารเคมี เช่น galcial acetic acid เป็นสารเคมีที่จุดติดไฟและระเบิดได้เมื่อถูกสัมผัสกับ oxidizing acid เช่น nitric acid, perchloric acid หรือ sulfuric acid เข้มข้น เพราะฉะนั้นควรเก็บ acetic acid ให้ห่างจาก oxidizers ไม่ใช่กรดเหมือนกันจะเก็บด้วยกันได้มีสารเคมีหลายประเภทที่เราต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ได้แก่          กรด (acid) ด่าง (bases)          สารไวไฟ (flammables)          ออกซิไดส์เซอร์ (oxidizers)          สารที่ไวต่อน้ำ (water reactive chemicals)           สารไพโรฟอริก (pyrophoric substances)          สารที่ไวต่อแสง (light-sensitive chemicals)          สารที่จะเกิดเปอร์ออกไซด์ได้ (peroxidizable compounds)          และสารเป็นพิษ (toxic compounds) เป็นต้นสารแต่ละประเภทมีวิธีการเก็บอย่างปลอดภัยตามคุณสมบัติของสารประเภทสารไวไฟ (flammable materials)          ปรกติการลุกไหม้เกิดขึ้นระหว่างออกซิเจนและเชื้อเพลิงในรูปที่เป็นไอ หรือละอองเล็กๆ ดังนั้น สารที่ระเหยได้ง่ายมีความดันไอสูงจะติดไฟได้ง่าย ละอองหรือฝุ่นของสารเคมีที่ไวไฟก็สามารถลุกติดไฟได้ง่ายพอๆกับสารที่เป็นก๊าซหรือไอ สารที่ลุกติดไฟได้ง่ายในสภาพอุณหภูมิและความดันปกติ จะถือว่าเป็นสารไวไฟ ตัวอย่างของสารเหล่านี้ ได้แก่ ผงละเอียดของโลหะไฮโดรของโบรอน ฟอสฟอรัส ของเหลวที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 30 องศา  และก๊าซไวไฟต่างๆ          - การเก็บในที่เย็นอากาศถ่ายเทได้ และอยู่ห่างจากแหล่งจุดติดไฟ เช่น ความร้อน ประกายไฟหรือเปลวไฟ          - เก็บไว้ในภาชนะที่ปลอดภัย หรือตู้เก็บสารไวไฟซึ่งตรวจสอบดูแล้วว่าปลอดภัย ภาชนะที่เก็บต้องมีฝาปิดแน่นไม่ให้อากาศเข้าได้          - เก็บแยกจากสารพวก oxidizers สารที่ลุกติดไฟเองได้ สารที่ระเบิดได้และสารที่ทำปฏิกิริยากับอากาศหรือความชื้นและให้ความร้อนออกมาเป็นจำนวนมาก          - มีป้ายห้ามสูบบุหรี่ หรือห้ามจุดไม้ขีดไฟ          - พื้นที่นั้นควรต่อสายไฟลงในดินเพื่อลดไฟฟ้าสถิตย์ที่อาจเกิดขึ้นได้สารระเบิดได้ (explosives)          คือสารซึ่งที่อุณหภูมิหนึ่งๆจะเกิดการ decompose อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนหรือเกิดปฏิกิริยารุนแรง จะให้ก๊าซออกมาจำนวนมาก รวมทั้งความร้อนด้วย ซึ่งทำให้อากาศรอบๆ ตัวเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้เกิดการระเบิดขึ้นได้สิ่งที่มีผลต่อสารที่ระเบิดได้ คือ ความร้อนหรือเย็นจัดๆ อากาศแห้ง หรือขึ้นในการเก็บ ความไม่ระมัดระวังในการ handle ระยะเวลาในการเก็บ ระยะเวลาที่เอาออกมาจากภาชนะเริ่มแรกก่อนใช้สารกัดกร่อน (corrosive materials)          สารกัดกร่อนจะรวมถึง กรด acid anhydride และ ด่าง สารพวกนี้มักจะทำลายภาชนะที่บรรจุและออกมายังบรรยากาศภายนอกได้ บางตัวระเหยได้บางตัวทำปฏิกิริยารุนแรงกับความชื้น  การเก็บ          - เก็บในที่เย็น แต่ต้องสูงกว่าจุดเยือกแข็ง          - ต้องใช้ถุงมือ สวมแว่นตา ฯลฯ เมื่อใช้สารพวกนี้          - ต้องเก็บกรดแยกห่างจากโลหะที่ไวในการทำปฏิกิริยา เช่น sodium, potassium และ magnesium เป็นต้น          - ด่างต้องแยกเก็บจากกรดและสารอื่นๆ ที่ไวต่อการทำปฏิกิริยาสารที่เข้ากันไม่ได้ (incompatible materials)          สารที่เข้ากันไม่ได้ คือ สารที่เมื่อมาใกล้กันจะทำปฏิกิริยากันอย่างรุนแรง เกิดการระเบิด เกิดความร้อนหรือให้ก๊าซพิษออกมาได้ สารพวกนี้จะต้องเก็บแยกต่างหากห่างจากกันมากที่สุด เช่น การเก็บสารที่ไวต่อน้ำ           - ต้องเก็บในที่อากาศเย็นและแห้ง ห่างไกลจากน้ำ          - เตรียมเครื่องดับเพลิง class D ไว้ในกรณีเกิดไฟไหม้oxidizers - เก็บห่างจากเชื้อเพลิง และวัสดุติดไฟได้          - เก็บห่างจาก reducing agents เช่น zinc, alkaline metal หรือ formic acidอันตรายจากพิษของสาร (toxic hazards)          สารเป็นพิษ (toxic chemicals) คือ สารซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดๆ ซึ่งทั้งนี้จะรวมถึงสารกัมมันตรังสี (radioactive) ด้วยการเก็บ          - ภาชนะต้องปิดฝาสนิท อากาศเข้าไม่ได้          - ห่างจากแหล่งจุดติดไฟ          - ต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งภาชนะที่เก็บและบริเวณที่เก็บสารนั้นๆ          - สารที่ไวต่อแสง ต้องเก็บไว้ในขวดสีชา ในสถานที่เย็น แห้งและมืดการเก็บ          - เก็บห่างจากอาคารอื่นๆ          - มีการล๊อคอย่างแน่นหนา          - ไม่ควรเก็บในที่มีเชื้อเพลิง หรือสารที่ติดไฟได้ง่าย          - ต้องห่างเปลวไฟอย่างน้อย 20 ฟุต          - ไม่ควรมีชนวนระเบิด (detonators), เครื่องมือและสารอื่นๆอยู่ด้วย          - ไม่ควรซ้อนกันเกิน 6 ฟุต          - ต้องเคลื่อนย้ายด้วยความระมัดระวัง          - ห้ามไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปในที่เก็บสารได้ลักษณะโกดังเก็บสารเคมีสถานที่ตั้ง          - สถานที่เก็บสารเคมีที่ดี ควรอยู่ห่างจากบริเวณที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น ห่างไกลจากแหล่งน้ำดื่ม ห่างไกลจากบริเวณที่น้ำท่วมถึง และห่างไกลจากแหล่งอันตรายอื่นๆ ที่อาจเกิดจาก ภายนอกโกดัง          - สถานที่ตั้งโกดัง ควรมีเส้นทางที่สะดวกแก่การขนส่ง และการจัดการ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ          - มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ เช่น ระบบจ่ายไฟฉุกเฉิน ระบบดับเพลิงระบบระบายน้ำ ป้องกันการไหลของน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะพร้อมระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากน้ำที่เกิดจากการดับเพลิง ก่อให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อมบริเวณโดยรอบ          - อาณาเขตบริเวณโดยรอบที่ตั้งต้องมีกำแพงหรือรั้วกั้นที่อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงและสามารถบำรุงรักษาให้ดีอยู่เสมอได้ง่าย          - มีพื้นที่ว่างบริเวณแนวกำแพงหรือรั้ว สำหรับแยกเก็บสารเคมีที่หก รั่วไหลและเพื่อให้การปฏิบัติงานในการบรรเทาอันตรายจากสารเคมีที่หกรั่วไหลได้          - มียามรักษาการณ์ตรวจตราในเวลากลางคืนและจัดหาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยไว้ เช่น ไฟสำหรับส่องรอบบริเวณ แปลงสิ่งปลูกสร้าง          - แปลนสิ่งปลูกสร้างต้องออกแบบให้สามารถแยกเก็บสารที่เข้ากันไม่ได้ โดยการใช้อาคารแยกจากกัน การใช้ผนังกันไฟ หรือการป้องกันอื่นๆ เช่น ออกแบบให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอที่สามารถเคลื่อนย้าย ขนถ่ายสารเคมีได้อย่างปลอดภัย          - อาคารเก็บสารเคมีแต่ละหลังต้องมีระยะห่างระหว่างกัน          - ทำเลที่ตั้งและอาคาร มีการป้องกันผู้บุกรุกโดยทำรั้วกั้น มีประตูเข้า-ออก พร้อมมาตรการป้องกันการลอบวางเพลิงการออกแบบอาคารเก็บสารเคมี          แผนผังอาคารต้องออกแบบให้สอดคล้องกับชนิดของสารเคมีที่จะเก็บ ซึ่งมีการตระเตรียมในเรื่องทางออกฉุกเฉินอย่างเพียงพอ เนื้อที่และพื้นที่ของอาคารเก็บสารเคมีต้องถูกจำกัด โดยแบ่งออกเป็นห้องๆหรือเป็นสัดส่วน เพื่อเก็บสารอันตรายคนละประเภทและสารอันตรายประเภทที่ไม่สามารถเก็บรวมกันได้อาคารต้องปิดมิดชิด และปิดล็อคได้ วัสดุก่อสร้างอาคารเป็นชนิดไม่ไวไฟ และโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือเหล็ก ถ้าเป็นโครงสร้างเหล็กต้องหุ้มด้วยฉนวนกันความร้อนผนังอาคาร          - ผนังด้านนอกต้องสร้างอย่างแข็งแรง และควรปิดด้วยเหล็กหรือแผ่นโลหะ เพื่อป้องกันไฟที่เกิดจากภายนอกอาคาร          - ผนังด้านใน ออกแบบให้เป็นกำแพงกันไฟทนไฟได้นาน 60 นาที และมีความสูงขึ้นไปเหนือหลังคา 1 เมตร หรือวิธีการอื่นๆที่สามารถป้องกันการลุลามของไฟได้          - วัสดุที่ใช้เป็นฉนวนของอาคารเป็นชนิดที่ไม่ติดไฟ เช่น เส้นใยโลหะ หรือใยแก้ว          - วัสดุที่เหมาะสมต่อการทนไฟ และมีคุณสมบัติแข็งแกร่งทนทาน คือ คอนกรีต อิฐ หรืออิฐบล๊อค คอนกรีตเสริมเหล็ก ควรมีความหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร หรือ 6 นิ้ว และกำแพงต้องหนาอย่างน้อย 23 เซนติเมตร หรือ 9 นิ้ว จึงสามารถทนไฟ ถ้าเป็นอิฐกลวงไม่เหมาะสมที่จะใช้คอนกรีตธรรมดา ต้องมีความหนาอย่างน้อย 30 เซนติเมตร หรือ 12 นิ้ว เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งและทนทาน เพื่อให้โครงสร้างมั่นคงแข็งแรงต้องมีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กในผนังกันไฟ ผนังกันไฟผนังกันไฟ ควรเป็นอิสระจากโครงสร้างอื่นๆเพื่อป้องกันการพังทลาย เมื่อเกิดเพลิงไหม้ การเดินท่อประปา ท่อร้อยสาย และการวางสายไฟผนังกันไฟ ต้องวางอยู่ในทรายเพื่อป้องกันไฟพื้น          - พื้นอาคารต้องไม่ดูดซับของเหลว          - พื้นอาคารต้องเรียบ ไม่ลื่น ไม่มีรอยแตกร้าว ทำความสะอาดได้ง่าย          - พื้นอาคารต้องออกแบบให้สามารถเก็บกักสารเคมีที่หกรั่วไหล และน้ำจากการดับเพลิงได้ โดยวิธีการทำขอบธรณีประตูหรือขอบกั้นโดยรอบหลังคา          - หลังคาต้องกันฝนได้ และออกแบบให้มีการระบายควันและความร้อนได้ ในขณะเกิดเพลิงไหม้          - วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างหลังคาไม่จำเป็นต้องใช้ชนิดป้องกันไฟพิเศษ แต่ก็ไม่ควรใช้ไม้ เพราะมีความเสี่ยงต่อการลุกลามของไฟ โครงสร้างที่รองรับหลังคาต้องทำด้วยวัสดุไม่ติดไฟ ใช้ไม้เนื้อแข็งได้ เมื่อวัสดุที่ใช้มุงหลังคาไม่ไวไฟ เพราะคานไม้ให้ความแข็งแกร่งโครงสร้างนานกว่าคานเหล็กเมื่อเกิดเพลิงไหม้          - วัสดุที่ใช้มุงหลังคาอาจเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและยุบตัวได้ง่ายเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพื่อช่วยการระบายควันและความร้อนออกไปได้ แต่ถ้าหลังคาสร้างแข็งแรงต้องจัดให้มีช่องระบายอากาศ เพื่อให้มีการระบายควันและความร้อนอย่างน้อย 2% ของพื้นที่หลังคา          - ช่องระบายอากาศต้องเปิดไว้ถาวรและสามารถเปิดด้วยมือ หรือเปิดได้เองเมื่อเกิดเพลิงไหม้ การระบายควันและความร้อนจะช่วยทำให้สามารถมองเห็นต้นตอของเพลิงและช่วยชะลอการลุกลามของไฟประตูกันไฟ          ประตูกันไฟ จะประกอบด้วย          - ข้อลูกโซ่ชนิดหลอมละลายได้ ติดตั้งไว้เหนือของประตูด้านบน ความร้อนหรือเปลวไฟที่โหมลุกจากบริเวณที่เก็บสารเคมี จะส่งผ่านไปตามกำแพงกระตุ้นให้ข้อลูกโซ่ทำงาน          - ตุ้มถ่วง มีสายเคเบิ้ลที่ร้อยผ่านตุ้มน้ำหนักและห้ามยึดตุ้มถ่วงให้อยู่กับที่ รางเลื่อน          - ทางออกฉุกเฉินต้องทนไฟได้เช่นเดียวกับประตูกันไฟด้านในของประตูกันไฟ ต้องมีคุณสมบัติทนไฟเหมือนผนังอาคารและสามารถปิดได้โดยอัตโนมัติ เช่น มีข้อลูกโซ่ชนิดหลอมละลายได้ ซึ่งจะถูกกระตุ้นโดยอัตโนมัติจากระบบตรวจจับควันไฟและประตูจะปิดอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ข้อควรระวัง ต้องมีพื้นที่ว่างเพื่อให้ปิดประตูได้ ห้ามมีสิ่งกีดขวางทางออกฉุกเฉิน          - ต้องจัดให้มีทางออกฉุกเฉิน นอกเหนือจากทางเข้า-ออกปกติ การวางแผนสำหรับทางออกฉุกเฉิน ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงภาวะฉุกเฉินทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่มีผู้ใดติดอยู่ในอาคารเก็บสารอันตราย          - ทำเครื่องหมายทางออกฉุกเฉินให้เห็นชัดเจนโดยยึดหลักความปลอดภัย          - ทางออกฉุกเฉินต้องเปิดออกได้ง่ายในความมืดหรือเทื่อเมื่อมีควันหนาทึบ          - ทางออกฉุกเฉิน สำหรับการหนีไฟจากบริเวณต่างๆ ต้องมีอย่างน้อย 2 ทิศทางการระบายอากาศ          - ต้องมีการระบายอากาศที่ดีโดยคำนึงถึงชนิดของสารเคมีที่เก็บ และสภาพการทำงานที่น่าพึงพอใจและปลอดภัย          - การระบายอากาศอย่างเพียงพอ จะเกิดขึ้นเมื่อช่องระบายอากาศอยู่ในตำแหน่งบนหลังคา หรือผนังอาคารในส่วนที่ต่ำลงมาจากหลังคา และบริเวณใกล้พื้นการระบายน้ำ          ท่อระบายน้ำแบบเปิดไม่เหมาะสำหรับการเก็บสารเคมีที่เป็นสารพิษ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากสารเคมีที่หกรั่วไหล และน้ำจากการดับเพลิงไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ท่อระบายน้ำจากน้ำฝนต้องอยู่นอกอาคาร ท่อระบายน้ำในอาคารต้องเป็นชนิดที่ไม่ติดไฟแสงสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า          - อาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายที่มีการทำงานในเวลากลางวันและแสงสว่างจากธรรมชาติเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องติดตั้งดวงไฟ หลักการนี้เป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติ เพราะลดค่าใช้จ่าย ลดการบำรุงรักษา และลดความจำเป็นที่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดพิเศษ แต่ถ้าสภาพการทำงานที่แสงสว่างจากธรรมชาติไม่เพียงพอ ต้องปรับปรุงสภาพแสงสว่างโดยอาจติดตั้งแผงหลังคาโปร่งใส          - ในบริเวณซึ่งต้องการแสงสว่างและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งสายไฟต้องติดตั้งให้ได้มาตรฐานและได้รับการบำรุงรักษาจากช่างไฟฟ้าผู้มีคุณวุฒิควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งไฟฟ้าแบบชั่วคราว แต่ถ้ามีความจำเป็นอาจติดตั้งให้ได้มาตรฐาน          - อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดต้องติดตั้งในตำแหน่งที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ เช่น การใช้รถฟอร์คลิฟท์ขนถ่ายสินค้าหรืออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการวางอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าบริเวณที่มีน้ำหรือพื้นที่เปียก          - อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องต่อสายดิน และจัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสมเมื่อมีการใช้ไฟเกินหรือเมื่อเกิดไฟฟาลัดวงจรในอาคารเก็บสารที่ไวไฟ หรืออาจเกิดระเบิดได้ เช่น การเก็บสารตัวทำละลายชนิดวาบไฟต่ำ หรือสารที่มีคุณสมบัติเป็นฝุ่นละเอียดที่สามารถระเบิดได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อุปกรณืไฟฟ้าและรถฟอร์คลิฟทืชนิดที่ป้องกันการระเบิดได้          - ในอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายต้องจัดให้มีระบะระบายอากาศที่มีการถ่ายเทอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ          - บริเวณที่มีการใช้อุปกรณ์ชาร์จประจุแบตเตอรี่ ควรแยกอกจากอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายและจัดให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานที่อาจก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ ยกเว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันเป็นการพิเศษความร้อน          - โดยทั่วไปอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายต้องมีอากาศไม่ร้อน แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องรักษาสภาพบริเวณที่เก็บให้ร้อน เพื่อป้องกันสารแข็งตัวนั้น การใช้ระบบความร้อนต้องเป็นแบบไม่สัมผัสความร้อนโดยตรง และเป็นวิธีที่ปลอดภัย เช่น ไอน้ำ น้ำร้อน อากาศร้อน และแหล่งให้ความร้อนนั้นต้องอยู่ภายนอกอาคารที่เก็บสารอันตราย เครื่องทำน้ำร้อนหรือท่อไอน้ำ ต้องติดตั้งในบริเวณที่ไม่ทำให้ความร้อนสัมผัสโดยตรงกับสารเคมีและวัตถุอันตราย          - ไม่ควรติดตั้งอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดความร้อนจากไฟฟ้า หรือแก๊สหรือความร้อนจากการเผาไหม้ของน้ำมัน          - การติดตั้งฉนวนกันความร้อน วัสดุที่ใช้เป็นฉนวนต้องไม่ติดไฟ เช่น ใยหิน หรือใยแก้วระบบป้องกันฟ้าผ่า          ทุกอาคารที่เก็บสารเคมีประเภทไวไฟ ต้องติดตั้งสายล่อไฟ หรืออาจยกเว้นถ้าโกดังดังกล่าวอยู่ภายในรัศมีครอบคลุมจากสายล่อฟ้าของอาคารอื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้ข้อกำหนดอื่นๆ          ไม่ควรสร้างสำนักงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ารวมอยู่ในอาคารที่เก็บ แต่ถ้าจำเป็นเพื่อความสะดวก โครงสร้างดังกล่าวนี้ต้องแยกออกจากอาคารที่เก็บสารอันตราย และสามารถทนไฟได้นาน 60 นาทีการเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายนอกอาคาร          การเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายนอกอาคาร ต้องมีการจัดเตรียมเขื่อนป้องกันเช่นเดียวกับการเก็บสารเคมีในอาคาร และต้องมีหลังคาป้องกันแสงแดดและฝนด้วยข้อพิจารณาเพิ่มเติมจากการเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายนอกอาคาร          - สารเคมีและวัตถุอันตรายที่เก็บนอกอาคาร โดยเฉพะในประเทศที่มีอากาศร้อนต้องคำนึงถึงการเสื่อมสภาพ เนื่องจากการสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูง จึงต้องระมัดระวังในการเลือกวิธีเก็บโดยอาศัยข้อมูลความปลอดภัย MSDS ช่วยในการพิจารณา          - เพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีและวัตถุอันตรายลงสู่ดินและแหล่งน้ำ บริเวณ ที่เก็บต้องปูพื้นด้วยวัสดุที่ทนต่อน้ำและความร้อน ไม่ควรใช้ยางมะตอยเพราะจะหลอมตัวได้ง่าย เมื่ออากาศร้อน          - บริเวณที่เป็นเขื่อนกั้นต้องติดตั้งระบบควบคุมการระบายน้ำด้วยประตูน้ำ           - สารเคมีและวัตุอันตรายที่เก็บต้องตรวจสอบการรั่วไหลอย่างสม่ำเสมอเพื่อมิให้ปนเปื้อน ลงสู่ระบบระบายน้ำ          - สารเคมีและวัตถุอันตรายที่เก็บในถัง 200 ลิตร และไม่ไวต่อความร้อน อาจเก็บไว้ในที่โล่ง แจ้งได้ แต่จะต้องมีระบบป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีและวัตถุอันตรายเช่นเดียวกับที่เก็บในอาคาร          - แนะนำให้เก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายในถังกลมในลักษณะตั้งตรงบนแผ่นรองสินค้า ถังที่เก็บในแต่ละแบบจะต้องมีพื้นที่ว่างเพียงพอเพื่อการดับเพลิง          - สารเคมีและวัตถุอันตรายที่เป็นของเหลวไวไฟสูง แก๊ส หรือคลอรีนเหลว ควรให้เก็บนอกอาคาร

สไตรีน สารเคมีร้ายอันตรายถึงชีวิต

สไตรีนสารเคมีร้ายอันตรายถึงชีวิตสไตรีน (Styrene)ลักษณะของเหลวใสและข้นเหนียว สูตรทางเคมี C8H8 , CAS #. 100-42-5 น้ำหนักโมเลกุล 104.16 ถ้าสารมีอุณหภูมิ 31°C (88°F) ขึ้นไป จะเป็นสารไวไฟขึ้น การดับเพลิงให้ใช้น้ำยาประเภทคาร์บอนไดออกไซด์หรือเคมีแห้ง จะทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับสารพวกออกซิไดซิ่ง เอเจ้นท์ (Oxidizing Agent) และกรดเข้มข้น เช่น กรดกำมะถัน มีกลิ่นหอมหวานคล้ายดอกไม้ ความเข้มข้นต่ำสุดที่มีกลิ่น 0.08-0.32 ppmการใช้งานใช้ในการผลิตยางสังเคราะห์ และพลาสติก เรซิน สี ฉนวนที่เป็นโฟม ใช้ผลิตพลาสติกกับสารอื่นเช่น Acrylonitrile- butadiene- styrene plastics ใช้ทำกระเป๋าแบบแข็ง Acrylonitrile- styrene plastics ใช้ในชิ้นส่วนรถยนต์และของใช้ในบ้านและบรรจุภัณฑ์การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับสไตรีนโมโนเมอร์- เมื่อสูดดมโดยตรง ให้ผู้สัมผัสรับอากาศบริสุทธิ์ ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ- เมื่อสัมผัสทางผิวหนัง ให้ถอดเสื้อผ้าผู้สัมผัสออกทันที ล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ เป็นเวลา 15 นาที- เมื่อเข้าตา ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านปริมาณมากๆ อย่างน้อย 15 นาทีและไปพบแพทย์- หากกลืนกิน ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดปริมาณมากๆ และรีบพบแพทย์ผลกระทบระยะยาวเมื่อร่างกายได้รับสารพิษ “สไตรีนโมโนเมอร์”มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าการสัมผัส สไตรีน โมโนเมอร์ (Styrene Monomer) เรื้อรังจะกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และมีผลต่อระบบต่างๆ ดังนี้- ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง- ผิวหนังเกิดแผล ระคายเคือง หรือเกิดอาการแพ้เรื้อรัง- ผลต่อดวงตา ระคายเคือง เกิดแผลไหม้ ปวด และตาแดง- เมื่อกลืนกิน เกิดเป็นแผลไหม้ที่ปากและกระเพาะอาหาร ทำให้เจ็บคอ ปวดท้อง ปวดศีรษะ วิงเวียน อาเจียน และเซื่องซึมสารสไตรีน เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดม การดูดซึมทางผิวหนัง และเข้าสู่ร่างกายโดยตรงด้วยการปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่บรรจุอยู่ในกล่องโฟม ผลข้างเคียงและอาการเมื่อร่างกายได้รับสารสไตรีนเป็นเวลานานหรือได้รับในปริมาณมากๆหลังทำงานในแต่ละวัน อาจทำให้รู้สึกอิดโรย และไม่สบายโดยไม่ทราบสาเหตุไอระเหยจากสารสไตรีนที่เกิดจากการเผาทำลายขยะโฟม จะทำให้รู้สึกระคายเคืองตา และระบบทางเดินหายใจมีปัญหา ระคายเคืองจมูกและลำคอสารสไตรีนที่มีความเข้มข้นสูง เมื่อสัมผัสผิว ทำให้ระคายเคืองผิวและทำให้ผิวหนังอักเสบสารสไตรีนที่เข้าสู่ร่างกายด้วยการรับประทานอาหารจากกล่องโฟมติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ง่วงซึมและรู้สึกอ่อนเพลีย ร่างกายเสียสมดุลหากร่างกายได้รับสารสไตรีนเป็นเวลานาน เช่น การทานอาหารพร้อมทานจากร้านสะดวกซื้อ หรืออาหารแช่แข็ง อาหารแช่เย็นที่สามารถอุ่นในไมโครเวฟทานได้ หากอาหารเหล่านี้บรรจุอยู่ในกล่องโฟม หรือบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ทำจากโฟมในรูปแบบต่างๆ และทานเป็นประจำเป็นเวลานานๆจะเป็นอันตรายต่อตับ ไต ระบบเลือด และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งต่างๆ

chemical

ความปลอดภัยในการใช้สารเคมี

ความปลอดภัยในการใช้สารเคมี           วัตถุดิบที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและอุตสาหกรรม คือ สารเคมี และสารเคมีบางประเภทคือสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานหรือสิ่งที่เรียกว่า สารเคมีอันตราย การทำงานกับสารเคมีอันตราย สารเคมีรั่วไหล ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับสารเคมีอันตราย เช่น การผลิตการควบการหกรั่วไหลสารเคมี การติดฉลาก การห่อหุ้ม การเคลื่อนย้าย การเก็บรักษา การถ่ายเท การขนถ่าย การขนส่ง การกำจัด การทำลายการเก็บสารเคมีอันตรายที่ไม่ใช้แล้ว รวมทั้ง การป้อง การบำรุงรักษา การซ่อมแซมและการทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้           ตลอดจนภาชนะบรรจุสารเคมีอันตราย การกำหนดตามมาตรฐานในการบริหารจัดการสารเคมีและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินสารเคมีรั่วไหล และมีความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานสิ่งแวดล้อมสารเคมี คืออะไร          สารพิษ (Poisons) คือ สารเคมีที่มีสภาพเป็นของแข็ง ของเหลวหรือก๊าซซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายระหว่างการปฏิบัติงานโดยเฉพาะการสัมผัสทางผิวหนังและการหายใจอุปกรณ์ป้องกันอันตราย          1. หมวกนิรภัย ใช้ป้องกันศีรษะจากการกระแทก          2. ถุงมือ ใช้ป้องกันสารเคมีสิ่งปนเปื้อนและการติดเชื้อ          3. รองเท้าบูท ใช้ป้องกันการกัดกร่อนของสารเคมีและการซึมผ่านของน้ำ          4. แว่นครอบตา/หน้ากาก แว่นควรมีวาล์วระบายความร้อนใช้สำหรับหน้างานที่มีไอสารเคมี          5. ชุดกันสารเคมี ใช้ป้องกันการกระเด็นของสารเคมีและละอองน้ำสกปรกอันตรายของสารเคมี          ชนิดกัดกร่อน (Corrosive)ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไหม้พอง ได้แก่ สารละลายพวกกรดและด่างเข้มข้น น้ำยาฟอกขาว          ชนิดทำให้ระคายเคือง (Irritants)ทำให้เกิดอาการปวดแสบ และอักเสบในระยะต่อมา เช่น ฟอสฟอรัส สารหนู อาหารเป็นพิษ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์           ชนิดที่มีผลกระทบต่อระบบประสาทส่งผลต่อการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ทำให้หมดสติ หรือเกิดอาการเพ้อคลั่ง ชีพจรเต้นเร็ว เช่นใบยาสูบ ทินเนอร์ หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ได้รับสารเคมี           ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ผิวหนังให้ล้างผิวหนังบริเวณที่ถูกสารเคมี โดยใช้น้ำสะอาดล้างให้มากที่สุด เพื่อให้เจือจางถ้าสารเคมีเป็นกรดให้รีบถอดเสื้อผ้าออกก่อน          ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที โดยเปิดเปลือกตาขึ้นให้น้ำไหลผ่านตาอย่างน้อย 15 นาที ป้ายขี้ผึ้งป้ายตา แล้วรีบนำส่งแพทย์โดยเร็ว          ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีในการสูดดม ให้ย้ายผู้ที่ได้รับสารนั้นไปที่มีอากาศบริสุทธิ์ ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ช่วยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการ CPRกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ.2556 

ไม่มีหมวดหมู่


เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 2569 ประเทศไทย จะร้อนกว่าปี 2568

ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในหลายพื้นที่ของประเทศไทยจะสูงกว่าปี 2568 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูร้อนที่ความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ “พายุฤดูร้อน” มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น หลายคนอาจมองว่าพายุฤดูร้อนเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยเดิม ความรุนแรงของพายุก็ยิ่งเพิ่มตามไปด้วยเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน 2569 ประเทศไทย จะร้อนกว่าปี 2568บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาเรียงลำดับทำความเข้าใจตั้งแต่ภาพรวมของสถานการณ์ สาเหตุการเกิดพายุ จังหวัดที่คาดว่าจะร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดและพื้นที่เสี่ยง การปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย ไปจนถึงแนวโน้มปริมาณฝนในปี 2569พายุฤดูร้อนเกิดจากอะไรภาพรวมสถานการณ์พายุฤดูร้อน 2569พายุฤดูร้อน เป็นพายุที่เกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูร้อน โดยมักเกิดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว จุดเด่นของพายุประเภทนี้คือเกิดขึ้นรวดเร็ว รุนแรง และจบลงภายในเวลาไม่นาน แต่ทิ้งผลกระทบไว้ไม่น้อยปี 2569 แนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยบริเวณประเทศไทยตอนบนอาจอยู่ที่ประมาณ 36–37 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ประมาณ 35.4 องศาเซลเซียส และสูงกว่าปี 2568 ในบางพื้นที่ ช่วงปลายมีนาคมถึงกลางเมษายน มีโอกาสที่อุณหภูมิสูงสุดแตะ 42–43 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันตกเมื่ออากาศร้อนจัดต่อเนื่องหลายวัน ความกดอากาศต่ำบริเวณผิวพื้นจะพัฒนาเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดความไม่เสถียรในบรรยากาศ และเป็นเงื่อนไขสำคัญของการก่อตัวของพายุฤดูร้อนพายุฤดูร้อนเกิดจากอะไรพายุฤดูร้อน เกิดจากการพัฒนาของเมฆคิวมูลัสที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส ซึ่งเป็นเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ การก่อตัวนี้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ ได้แก่อากาศร้อนและมีความชื้นสะสมมาก เมื่อพื้นดินได้รับความร้อนอย่างต่อเนื่อง อากาศใกล้พื้นผิวจะลอยตัวขึ้นอย่างรวดเร็วบรรยากาศไม่มีเสถียรภาพ หรือมีการไหลเวียนอากาศแนวดิ่งแรง เมื่ออากาศร้อนลอยตัวขึ้นไปชนกับอากาศเย็นด้านบน จะเกิดการควบแน่นและพัฒนาเป็นเมฆหนาแน่นมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ร่องความกดอากาศต่ำ หรือลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปะทะกับมวลอากาศร้อนลักษณะอากาศก่อนเกิดพายุฤดูร้อนมักมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น อากาศร้อนอบอ้าวมากผิดปกติ ลมสงบในช่วงเช้า ท้องฟ้ามัว มีเมฆก่อตัวหนาแน่นในช่วงบ่าย และลมเริ่มพัดกระโชกแรงแบบเป็นช่วง ๆ ก่อนเกิดฝนฟ้าคะนองจังหวัดที่คาดว่าจะร้อนที่สุดในปี 2569จังหวัดที่คาดว่าจะร้อนที่สุดในปี 2569จากแนวโน้มข้อมูลภูมิอากาศ ภาคเหนือและภาคตะวันตกยังคงเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงที่สุดในประเทศ โดยจังหวัดที่มีความเสี่ยงอุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส ได้แก่แม่ฮ่องสอน ลำปาง ตากพื้นที่เหล่านี้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ หรือมีภูเขาล้อมรอบ ทำให้ความร้อนสะสมได้ง่าย เมื่อประกอบกับความแห้งแล้งและความชื้นต่ำในบางช่วง อุณหภูมิพื้นผิวจะเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ ภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน ก็มีแนวโน้มร้อนจัดในบางวัน โดยเฉพาะช่วงปลายมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากใกล้ประเทศไทยอุณหภูมิสูงสุดและพื้นที่ได้รับผลกระทบอุณหภูมิสูงสุดและพื้นที่ได้รับผลกระทบปี 2569 คาดว่าอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยในประเทศไทยตอนบนจะอยู่ที่ประมาณ 36–37 องศาเซลเซียส และในบางพื้นที่อาจพุ่งสูงถึง 42–43 องศาเซลเซียสระดับอุณหภูมิสามารถแบ่งผลกระทบได้คร่าว ๆ ดังนี้ตั้งแต่ 38.0–39.9 องศาเซลเซียส ถือว่าร้อนจัด ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมีความเสี่ยงต่อภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนตั้งแต่ 40.0–41.9 องศาเซลเซียส จัดว่าอันตราย เพิ่มความเสี่ยงโรคลมแดด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ทำงานกลางแจ้งตั้งแต่ 42.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือว่าร้อนจัดมาก เสี่ยงต่อฮีทสโตรก ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และฝั่งตะวันตกจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางบางส่วน ความร้อนสะสมยังเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันในหลายจังหวัดการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากพายุฤดูร้อนการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากพายุฤดูร้อนเมื่อเข้าสู่ช่วงพายุฤดูร้อน ควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างอาคารและพฤติกรรมส่วนบุคคลอาคารสูงหรือบ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โล่ง ควรติดตั้งสายล่อฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า ตรวจสอบโครงสร้างหลังคาและส่วนต่อเติมให้แข็งแรง เพราะลมกระโชกแรงสามารถสร้างความเสียหายได้ในเวลาไม่กี่นาทีหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับสายไฟโดยตรง ควรถอดปลั๊กหรือปิดสวิตช์หลักเพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรหากอยู่กลางแจ้ง ควรรีบเข้าอาคารที่มั่นคงแข็งแรง ไม่หลบใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือโครงสร้างที่ไม่มั่นคงระวังลูกเห็บที่อาจตกลงมาพร้อมพายุ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกเห็บสามารถทำให้หลังคาเสียหายและก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในช่วงที่มีฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า ควรงดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด รวมถึงการใช้งานเครื่องมือโลหะหรืออุปกรณ์ที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าแนวโน้มปริมาณฝนฤดูร้อน 2569แนวโน้มปริมาณฝนฤดูร้อน 2569แม้จะร้อนกว่าปี 2568 แต่ปริมาณฝนรวมเฉลี่ยช่วงฤดูร้อนปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 30–40 เปอร์เซ็นต์ช่วงมีนาคมถึงกลางเมษายน จะมีพายุฤดูร้อนเป็นระยะ ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองเฉพาะพื้นที่ปลายเมษายนถึงพฤษภาคม ปริมาณฝนฟ้าคะนองจะเพิ่มขึ้น โดยบางพื้นที่อาจมีฝนครอบคลุม 20–30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เข้าสู่เดือนพฤษภาคม แนวโน้มฝนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่อาจมีฝนตกหนักร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ เป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูฝนอย่างไรก็ตาม การที่ปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงต้นฤดูร้อน อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ และเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและฝุ่นละอองสรุปประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มร้อนกว่าปี 2568 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันตกที่อาจเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส พายุฤดูร้อนยังคงเกิดในช่วงกลางกุมภาพันธ์ถึงกลางพฤษภาคม และอาจมีความรุนแรงมากขึ้นจากความร้อนสะสมการเตรียมพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งการดูแลสุขภาพ ปรับเวลาทำงานกลางแจ้ง ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร และติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิดเมื่อเข้าใจลำดับสถานการณ์ตั้งแต่สาเหตุการเกิดพายุ พื้นที่เสี่ยง อุณหภูมิสูงสุด ไปจนถึงแนวโน้มฝน เราจะสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเป็นระบบ ลดความเสียหาย และรักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพในฤดูร้อนปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงที่มา กรมอุตินิยมวิทยา คาดหมายเข้าสู่ฤดูร้อน 2569

การทำงานกับเครื่องจักรให้ปลอดภัย

การทำงานกับเครื่องจักรให้ปลอดภัย คือ หัวใจสำคัญของทุกโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โรงงานอาหาร โรงงานเหล็ก หรือแม้แต่เวิร์กช็อปขนาดเล็ก เพราะทันทีที่ “เครื่องจักรเริ่มหมุน” ความเสี่ยงก็เริ่มทำงานไปพร้อมกัน หากขาดระบบควบคุมที่ดี ความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีอาจกลายเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่กระทบทั้งชีวิตพนักงาน ทรัพย์สิน และชื่อเสียงองค์กรการทำงานกับเครื่องจักรให้ปลอดภัยบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปเจาะลึกแนวทางการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย ตั้งแต่การออกแบบเครื่องจักร สภาพแวดล้อม การใช้อุปกรณ์คุ้มครองส่วนบุคคล ไปจนถึงระบบ Lock Out Tag Out (LOTO) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้ามการทำงานกับเครื่องจักรมีความเสี่ยงอย่างไรเครื่องจักรในโรงงานมีทั้งระบบหมุน ระบบตัด ระบบกด ระบบลำเลียง และระบบไฟฟ้ากำลังสูง อันตรายที่พบได้บ่อย เช่นการหนีบ บีบอัด หรือบดทับจากชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวการตัดหรือเฉือนจากใบมีดหรือชิ้นส่วนคมการถูกดึงเข้าไปพันกับเพลา สายพาน หรือเฟืองไฟฟ้าช็อตจากระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานการลื่นล้มในพื้นที่ทำงานที่มีคราบน้ำมันหรือเศษวัสดุสถิติอุบัติเหตุในโรงงานจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร และมักเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เครื่องจักรไม่ปลอดภัย สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม และพฤติกรรมการทำงานที่ไม่ถูกต้องเครื่องจักรปลอดภัยต้องเริ่มจากการออกแบบและติดตั้งที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องแก้ปลายเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อและติดตั้งเครื่องจักร เครื่องจักรที่ดีควรมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว เช่นฝาครอบป้องกัน (Machine Guard)ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเปิดฝาครอบปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Emergency Stop) ที่เข้าถึงง่ายระบบเซนเซอร์ตรวจจับวัตถุหรือร่างกายการติดตั้งต้องดำเนินการโดยวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญ พร้อมมีการทดสอบก่อนใช้งานจริง และต้องมีการตรวจสอบสภาพเครื่องจักรตามระยะเวลา เช่น การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนสึกหรอจนเกิดอันตรายองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มักกำหนด Checklist การตรวจสอบประจำวันก่อนเริ่มงาน เช่น ตรวจดูสภาพสายไฟ เสียงผิดปกติ ความแน่นของสกรู หรือการทำงานของปุ่มฉุกเฉิน เพราะความเสียหายเล็ก ๆ หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นเหตุใหญ่ได้สภาพแวดล้อมการทำงานต้องเอื้อต่อความปลอดภัยแม้เครื่องจักรจะดีแค่ไหน แต่หากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ พื้นที่ทำงานที่ปลอดภัยควรมีองค์ประกอบดังนี้แสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือเกิดเงาบดบังจุดอันตรายมีป้ายเตือนอันตรายชัดเจน เข้าใจง่ายมีการจัดระยะห่างระหว่างเครื่องจักรเหมาะสมมีทางเดินที่แยกจากพื้นที่ปฏิบัติงานพื้นไม่ลื่น ไม่มีเศษวัสดุกีดขวางหลายองค์กรพลาดเพราะมองข้ามเรื่อง “ความเป็นระเบียบ” ทั้งที่หลัก 5ส เป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัย เมื่อพื้นที่สะอาด เป็นระเบียบ พนักงานมองเห็นจุดเสี่ยงได้ชัด การเกิดอุบัติเหตุก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้และผ่านการอบรมเครื่องจักรไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใครจะเข้าไปใช้งานได้ทันที ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการอบรมเฉพาะด้าน เข้าใจขั้นตอนการทำงาน รู้จุดอันตราย และทราบวิธีป้องกันการอบรมที่ดีควรครอบคลุมวิธีการเริ่มต้นและหยุดเครื่องจักรอย่างถูกต้องข้อห้ามในการปฏิบัติงานขั้นตอนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินการแจ้งซ่อมหรือรายงานความผิดปกติพนักงานใหม่ต้องมีระบบพี่เลี้ยง ไม่ปล่อยให้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก เพราะเครื่องจักรไม่ใช่สนามทดลองนอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) ให้เหมาะสม เช่น หมวกนิรภัย แว่นตานิรภัย ถุงมือ รองเท้าเซฟตี้ หรือที่อุดหู ทั้งนี้ต้องเลือกให้เหมาะกับลักษณะงาน ไม่ใช่ใส่เพียงเพื่อให้ครบตามระเบียบวินัยในการทำงานคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากความเคยชิน เช่น ถอดฝาครอบออกเพื่อความสะดวก เอามือเข้าไปแก้ไขขณะเครื่องยังทำงาน หรือไม่ปิดเครื่องก่อนทำความสะอาด สิ่งเหล่านี้มักเริ่มจากความคิดว่า “ไม่น่าจะเป็นอะไร” แต่ประสบการณ์ในอดีตย้ำชัดว่า ความประมาทเพียงครั้งเดียวเพียงพอแล้วองค์กรควรสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ให้ฝังลึกในพฤติกรรม ไม่ใช่แค่ติดป้ายเตือน แต่ต้องมีการกำกับ ติดตาม และสร้างแรงจูงใจ เช่น การประชุม Toolbox Talk ก่อนเริ่มงาน หรือการรายงาน Near Miss เพื่อเรียนรู้ก่อนเกิดเหตุจริงLock Out Tag Out ระบบที่ต้องมีเมื่อซ่อมบำรุงหนึ่งในมาตรการสำคัญของการทำงานกับเครื่องจักรคือระบบ Lock Out Tag Out หรือ LOTO ซึ่งใช้ในกรณีตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงเครื่องจักรหลักการคือ ตัดแหล่งจ่ายพลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ลม ไฮดรอลิก หรือพลังงานสะสม จากนั้น ล็อกอุปกรณ์ตัดพลังงานไว้ และติดป้ายเตือนว่าห้ามเปิดใช้งานขั้นตอนพื้นฐานของ LOTOแจ้งผู้เกี่ยวข้องก่อนเริ่มงานปิดเครื่องจักรตามขั้นตอนปกติตัดแหล่งพลังงานทั้งหมดล็อกอุปกรณ์ตัดพลังงานด้วยกุญแจเฉพาะบุคคลติดป้ายแสดงชื่อผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีพลังงานตกค้างเริ่มดำเนินการซ่อมบำรุงเมื่อทำงานเสร็จ ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนปลดล็อกและคืนระบบ การใช้ LOTO อย่างเคร่งครัดช่วยลดอุบัติเหตุจากการเปิดเครื่องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งในอดีตเคยเป็นสาเหตุของการสูญเสียร้ายแรงในหลายโรงงานบทบาทของผู้บริหารและ จป. ในการควบคุมความปลอดภัยการทำงานกับเครื่องจักรให้ปลอดภัย ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว ผู้บริหารต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับปรับปรุงเครื่องจักรและจัดอบรมอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานต้องทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์งาน (Job Safety Analysis) และเสนอแนวทางควบคุมการประเมินความเสี่ยงควรทำอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาลักษณะงานความถี่ในการใช้งานโอกาสเกิดอุบัติเหตุความรุนแรงของผลกระทบจากนั้นกำหนดมาตรการควบคุมตามลำดับชั้น เช่น การกำจัดอันตราย การใช้วิศวกรรมควบคุม การกำหนดวิธีปฏิบัติงาน และการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืนโรงงานที่มีอัตราอุบัติเหตุต่ำมักมีลักษณะร่วมกัน คือ ทุกคนมองความปลอดภัยเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม การสื่อสารต้องต่อเนื่อง มีการรณรงค์ มีการทบทวนเหตุการณ์ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดบางองค์กรใช้แนวคิด “หยุดงานได้ถ้าไม่ปลอดภัย” เปิดโอกาสให้พนักงานมีสิทธิหยุดเครื่องจักรทันทีเมื่อพบความเสี่ยง โดยไม่ถูกตำหนิ วิธีนี้ช่วยลดแรงกดดันและส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกันสรุปการทำงานกับเครื่องจักรให้ปลอดภัย ต้องอาศัยองค์ประกอบครบวงจร ตั้งแต่เครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน สภาพแวดล้อมเหมาะสม ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ วินัยในการทำงาน และมีระบบ Lock Out Tag Out ที่เข้มงวดความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางระบบที่ดีและการยึดมั่นในหลักปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เมื่อองค์กรลงทุนกับความปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ลดอุบัติเหตุ แต่คือความเชื่อมั่น ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานทุกคนเครื่องจักรจะทรงพลังเพียงใด ก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบที่ปลอดภัยเสมอ เพราะในโลกของการทำงานจริง “ความปลอดภัยมาก่อนความเร็ว” และหลักการนี้พิสูจน์มาแล้วจากประสบการณ์ของอุตสาหกรรมทั่วโลกว่า เป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

โรคติดเชื้อ ไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน หรือที่เรียกว่า Zoonotic Disease กลายเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก หลายโรคเริ่มต้นจากสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์เศรษฐกิจ ก่อนจะแพร่กระจายสู่มนุษย์และก่อให้เกิดการระบาดในวงกว้าง หนึ่งในโรคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Infection)โรคติดเชื้อ ไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนแม้ประเทศไทยจะยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศ ระบบนิเวศ และการใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม โรงงานแปรรูปอาหาร และพื้นที่ทำงานกลางแจ้ง โรคนี้จึงเป็นความเสี่ยงที่บุคลากรด้านความปลอดภัย นายจ้าง และลูกจ้างควรทำความเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ “รู้จักช้า แต่เสียหายเร็ว”ไวรัสนิปาห์ คืออะไรไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Henipavirus พบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541–2542 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีการระบาดในฟาร์มสุกร และพบการติดเชื้อในคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสุกรจำนวนมาก ต้นตอสำคัญของเชื้อไวรัสชนิดนี้คือ ค้างคาวผลไม้ ซึ่งถือเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติค้างคาวผลไม้ สามารถพาเชื้อไวรัสนิปาห์ได้โดยไม่แสดงอาการป่วย เชื้อจะถูกขับออกมากับน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ เมื่อตกค้างบนผลไม้ พื้นดิน หรือภาชนะต่าง ๆ สัตว์อื่นหรือมนุษย์ที่สัมผัสสารคัดหลั่งเหล่านี้ ก็มีโอกาสรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายนอกจากค้างคาวผลไม้แล้ว ยังพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดสามารถติดเชื้อและเป็นพาหะได้ เช่น สุกร ม้า แพะ แกะ สุนัข และแมว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์หรือทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์โดยตรงไวรัสนิปาห์ เกิดจากอะไรการติดเชื้อไวรัสนิปาห์สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง โดยเส้นทางหลักที่พบ ได้แก่1 การติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ เช่น เลือด น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ หรือเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์2 การติดต่อผ่านอาหาร การรับประทานผลไม้ ที่มีการปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาวผลไม้ เช่น ผลไม้ที่ตกพื้น ผลไม้ที่ถูกกัดแทะ หรือการดื่มน้ำหวาน น้ำตาลสดที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ3 การติดต่อจากคนสู่คนแม้จะพบไม่บ่อยเท่าการติดต่อจากสัตว์ แต่มีรายงานชัดเจนว่าผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย เสมหะ หรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญในโรงพยาบาลและสถานที่ทำงานที่มีการอยู่ร่วมกันหนาแน่นอาการของโรคไวรัสนิปาห์ จากไข้ธรรมดาสู่ภาวะรุนแรงอาการของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในระยะแรก มักคล้ายกับโรคทางเดินหายใจทั่วไป ทำให้หลายคนประมาทและไม่รีบเข้ารับการรักษา อาการที่พบบ่อยในระยะแรกมีไข้ปวดศีรษะปวดเมื่อยตามตัวอ่อนเพลียไอ เจ็บคอ คล้ายไข้หวัดเชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดอาการรุนแรงสมองอักเสบ ซึม สับสน พูดไม่รู้เรื่อง ชัก หมดสติ ระบบหายใจล้มเหลวในหลายกรณี หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นเหตุใดสถานที่ทำงานต้องให้ความสำคัญกับโรคนี้ แม้โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์จะยังไม่พบในประเทศไทย แต่การทำงานในโลกปัจจุบันเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งการเดินทาง การนำเข้าสินค้า การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการทำงานกับสัตว์หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทำให้โอกาสการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้นกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงพนักงานฟาร์มปศุสัตว์ คนงานโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปอาหาร เกษตรกรสวนผลไม้ พนักงานทำความสะอาดพื้นที่กลางแจ้ง เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)หากสถานที่ทำงานขาดความรู้และมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การระบาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อสุขภาพพนักงาน ความต่อเนื่องในการผลิต และภาพลักษณ์ขององค์กรแนวทางการป้องกันในสถานที่ทำงาน ที่ทำได้จริงการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ราคาแพง แต่เริ่มจาก “ความรู้และวินัย” ในการทำงานร่วมกันล้างมือให้ถูกวิธี ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์ สิ่งคัดหลั่ง หรือวัตถุที่อาจปนเปื้อน โดยเฉพาะในงานฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย หากพบสัตว์ที่มีอาการผิดปกติ ควรแยกออกจากพื้นที่ทำงานทันที และแจ้งผู้รับผิดชอบด้านสัตวแพทย์หรือความปลอดภัยไม่รับประทานผลไม้ที่ตกพื้น โดยเฉพาะผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ ช้ำ หรืออาจปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาวผลไม้ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) สวมถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเมื่อทำงานกับสัตว์หรือสารคัดหลั่งทำความสะอาดพื้นที่ทำงานสม่ำเสมอ ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ พื้นที่ และเครื่องมือที่ใช้ร่วมกัน เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สัญญาณเตือน และขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบความเสี่ยงบทบาทของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอุบัติใหม่ในสถานที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องอุบัติเหตุจากเครื่องจักรหรือสารเคมีเท่านั้น แต่รวมถึงความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological Hazard) ด้วยหน้าที่สำคัญของ จป.ประเมินความเสี่ยงด้านชีวภาพในสถานที่ทำงาน จัดทำมาตรการป้องกันและแผนฉุกเฉิน ให้คำแนะนำแก่ลูกจ้างและนายจ้าง ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อพบความผิดปกติ ติดตามข่าวสารโรคอุบัติใหม่อย่างสม่ำเสมอเมื่อ จป. เข้าใจโรคไวรัสนิปาห์อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถสื่อสารและวางระบบป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความตื่นตระหนก และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคนในองค์กรสรุปโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรคหลักสามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ อาหารที่ปนเปื้อน หรือการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคน อาการระยะแรกคล้ายไข้หวัด แต่หากรุนแรงอาจทำให้สมองอักเสบและเสียชีวิตได้ แม้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่กลุ่มอาชีพที่ทำงานใกล้ชิดสัตว์หรือพื้นที่กลางแจ้งมีความเสี่ยง จึงควรให้ความสำคัญกับการล้างมือ หลีกเลี่ยงผลไม้ตกพื้น ใช้อุปกรณ์ป้องกัน และอบรมความรู้ด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องการรู้จักแหล่งที่มา เส้นทางการติดเชื้อ อาการ และวิธีป้องกัน จะช่วยให้สถานที่ทำงานสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก และไม่ประมาท ความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่คือการเตรียมพร้อมก่อนที่เหตุจะเกิดเสมอ เซฟตี้อินไทย

โรคฝีดาษวานร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องของโรคติดต่อไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในการทำงาน สุขภาพของพนักงาน และความต่อเนื่องของธุรกิจ หนึ่งในโรคที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “โรคฝีดาษวานร” หรือ "Monkeypox "ซึ่งแม้ชื่อจะฟังดูเหมือนไกลตัว แต่ความจริงแล้วสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน และมีโอกาสแพร่กระจายเข้าสู่สถานที่ทำงานได้ หากขาดความรู้และการป้องกันที่เหมาะสมบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจโรคฝีดาษวานรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่สาเหตุการเกิดโรค วิธีการแพร่เชื้อ อาการ กลุ่มเสี่ยง แนวทางการรักษา ไปจนถึงการป้องกันในมุมของสถานประกอบการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้จริงโรคฝีดาษวานรโรคฝีดาษวานรคืออะไรโรคฝีดาษวานร (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษ (Smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า เกิดจากเชื้อไวรัส Monkeypox virus ซึ่งพบครั้งแรกในลิงทดลอง แต่แหล่งรังโรคที่แท้จริงอาจเป็นสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก หรือสัตว์ป่าอื่น ๆโรคนี้สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะจากการสัมผัสใกล้ชิด ทำให้กลายเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น โรงงาน สำนักงาน ไซต์งาน หรือสถานประกอบการที่มีแรงงานรวมกลุ่มกันสาเหตุและวิธีการแพร่เชื้อของโรคฝีดาษวานรการแพร่เชื้อของโรคฝีดาษวานร สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยควรเข้าใจอย่างชัดเจนการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือบาดแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อการถูกกัดหรือข่วนจากสัตว์การบริโภคเนื้อสัตว์ป่าที่ปรุงไม่สุกการแพร่เชื้อจากคนสู่คนการสัมผัสผิวหนังโดยตรงกับผื่น ตุ่ม หรือหนองของผู้ป่วยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูกการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน อุปกรณ์ส่วนตัวการมีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานานในบริบทของสถานที่ทำงาน การใช้ของร่วมกัน การทำงานใกล้ชิด หรือการอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสมอาการของโรคฝีดาษวานรอาการของโรคฝีดาษวานร มักปรากฏภายใน 5–21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการจะค่อย ๆ แสดงออกเป็นลำดับ ซึ่งสามารถสังเกตได้ดังนี้ระยะเริ่มต้นมีไข้ปวดศีรษะปวดเมื่อยตามร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายต่อมน้ำเหลืองโต (จุดสังเกตสำคัญที่แตกต่างจากโรคอื่น)ระยะผื่นและตุ่มมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง โดยเริ่มจากใบหน้า ลำตัว แขน ขาผื่นพัฒนาเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำ และกลายเป็นหนองอาจพบตุ่มบริเวณปาก ใบหน้า มือ เท้า และอวัยวะเพศมีอาการเจ็บหรือคันบริเวณผื่นอาการเหล่านี้อาจกินเวลาหลายสัปดาห์ และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษแม้โรคฝีดาษวานรสามารถเกิดกับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIVผู้ป่วยโรคมะเร็งผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 8 ปีในสถานประกอบการ หากมีพนักงานอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพและการทำงานแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาปัจจุบันการวินิจฉัยโรคฝีดาษวานรต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างจากผื่นหรือตุ่มหนองไปตรวจยืนยันเชื้อสำหรับการรักษา ยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับโรคนี้โดยตรง การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้การดูแลแผลผื่นให้สะอาด ป้องกันการติดเชื้อซ้ำการแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสมบทบาทของสถานประกอบการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในมุมของการบริหารความปลอดภัย โรคฝีดาษวานรถือเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ต้องนำมาพิจารณาในระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงานสิ่งที่สถานประกอบการควรดำเนินการ ได้แก่ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับโรคและการป้องกันจัดทำมาตรการเฝ้าระวังอาการผิดปกติของพนักงานส่งเสริมสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือเป็นประจำจัดให้มีอุปกรณ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในพื้นที่ทำงานวางแผนรองรับกรณีพบผู้มีอาการต้องสงสัยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่สร้างความเข้าใจและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมแนวทางการป้องกันโรคฝีดาษวานรในชีวิตประจำวันและที่ทำงานการป้องกันถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด และสามารถทำได้ไม่ยาก หากทุกคนร่วมมือกันแนวทางการป้องกันส่วนบุคคลหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น ตุ่ม หรืออาการต้องสงสัยไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัวล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำสวมหน้ากากในสถานที่แออัดหรือพื้นที่เสี่ยงหากมีอาการผิดปกติ ควรหยุดงานและพบแพทย์ทันทีแนวทางการป้องกันในสถานที่ทำงานทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยจัดการระบบระบายอากาศให้เหมาะสมลดความแออัดในพื้นที่ทำงานมีแนวทางการแยกตัวพนักงานที่มีอาการต้องสงสัยสื่อสารนโยบายด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องโรคฝีดาษวานรกับวัฒนธรรมความปลอดภัยจากประสบการณ์ด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน จะเห็นได้ว่า “รู้ก่อน ป้องกันได้ก่อน” เป็นแนวคิดที่ใช้ได้เสมอ การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ดี ไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องจักรหรือการทำงานบนที่สูงเท่านั้น แต่รวมถึงการป้องกันโรคติดต่อที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานทั้งองค์กรการปลูกฝังให้พนักงานใส่ใจสุขภาพตนเอง ไม่ปกปิดอาการเจ็บป่วย และเคารพความปลอดภัยของผู้อื่น เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการระบาดในที่ทำงานได้อย่างยั่งยืนสรุปโรคฝีดาษวานร อาจไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่การทำงานมีการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมาก การเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีการแพร่เชื้อ และการป้องกันอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทั้งพนักงานและสถานประกอบการสามารถรับมือได้อย่างมีสติและเป็นระบบเซฟตี้อินไทย เชื่อว่า ความปลอดภัยเริ่มต้นจากความรู้ เมื่อรู้แล้ว ปฏิบัติได้ และเมื่อปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง สุขภาพที่ดีและสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยก็จะตามมาอย่างยั่งยืน หากทุกคนช่วยกันดูแล ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่รวมถึงเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร

อย่าลืมแจ้งสอ.1 ภายในเดือนมกราคมนี้

ทุกต้นปี นอกจากการตั้งเป้าหมายชีวิต ตั้ง KPI งาน หรือเช็กปฏิทินวันหยุดยาว สิ่งหนึ่งที่นายจ้างและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ห้ามลืมเด็ดขาด คือการแจ้งแบบ สอ.1 ตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะสถานประกอบกิจการที่มีการครอบครองหรือใช้สารเคมีอันตราย หากพลาดเรื่องนี้ไป ไม่ใช่แค่เอกสารขาด แต่มีผลทั้งทางกฎหมาย ความปลอดภัย และภาพลักษณ์องค์กรแบบเต็ม ๆบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า สอ.1 คืออะไร ใครต้องแจ้ง แจ้งเมื่อไร แจ้งอย่างไร พร้อมอธิบายตามแนวปฏิบัติที่ใช้กันจริง เพื่อให้ทั้งนายจ้างและ จป. อ่านแล้วทำตามได้ทันที ไม่ต้องมานั่งปวดหัวปลายเดือนมกราคมสอ.1 คืออะไร ทำไมต้องแจ้ง อย่าลืมแจ้งสอ.1 ภายในเดือนมกราคมนี้สอ.1 คือ แบบแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองสารเคมีอันตราย ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการที่มีสารเคมีอันตรายอยู่ในความรับผิดชอบพูดแบบบ้าน ๆ สอ.1 คือ การบอกภาครัฐว่า “ที่นี่มีสารเคมีอะไรบ้าง ใช้ยังไง เก็บยังไง และดูแลความปลอดภัยแค่ไหน” ไม่ใช่แค่แจ้งให้ครบ แต่เป็นหลักฐานว่ากิจการให้ความสำคัญกับชีวิตและสุขภาพของลูกจ้างอย่างจริงจังในอดีต หลายแห่งมองว่า สอ.1 เป็นแค่เอกสารราชการที่ต้องส่งให้ผ่าน ๆ แต่ในปัจจุบัน แนวคิดด้านความปลอดภัยเปลี่ยนไปแล้ว เอกสารชุดนี้ถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตรวจสถานประกอบกิจการ การสอบสวนอุบัติเหตุ และการประเมินความเสี่ยงในภาพรวมใครบ้างที่ต้องแจ้ง สอ.1 ตามกฎหมาย นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายอยู่ในครอบครอง ต้องดำเนินการแจ้ง สอ.1 โดยเฉพาะสถานประกอบกิจการที่มีสารเคมีตามบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตราย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1,500 รายการตัวอย่างกิจการที่มักเข้าเกณฑ์ เช่นโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่เก็บสารเคมีโรงพิมพ์ โรงชุบโลหะ โรงหล่อโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการธุรกิจทำความสะอาด งานซ่อมบำรุง งานระบบแม้จะไม่ได้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ แต่ถ้ามีการใช้หรือเก็บสารเคมีอันตราย ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งเช่นกัน หลายแห่งพลาดตรงนี้เพราะคิดว่า “ของเรานิดเดียว ไม่น่าเข้าข่าย” แต่ในทางกฎหมาย ปริมาณไม่ใช่ข้อยกเว้นต้องแจ้งเมื่อไร ทำไมต้องแจ้งสอ.1 ภายในเดือนมกราคม กำหนดเวลาชัดเจน คือ ต้องแจ้งภายในเดือนมกราคมของทุกปี สำหรับสารเคมีอันตรายที่มีอยู่ในครอบครอง ณ ปีนั้น ๆเหตุผลที่กำหนดช่วงเวลานี้ เพราะภาครัฐต้องการฐานข้อมูลล่าสุดของแต่ละปี เพื่อใช้วางแผนกำกับ ดูแล และตรวจสอบด้านความปลอดภัยแรงงาน หากแจ้งช้า หรือไม่แจ้ง จะถือว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหลายองค์กรทำงานดีทั้งปี แต่สะดุดเพราะลืมเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นงานเอกสารที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เรียกได้ว่า “พลาดเพราะคิดว่ายังมีเวลา” ซึ่งสุดท้ายเวลาไม่เคยรอใครสารเคมีแบบไหนเข้าข่ายต้องแจ้ง สารเคมีอันตรายตามบัญชีรายชื่อ ครอบคลุมหลายกลุ่ม เช่นสารไวไฟสารออกซิไดซ์สารพิษสารกัดกร่อนสารก่อมะเร็งสารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่สารเคมีดิบจากโรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงสารผสม น้ำยา สารทำความสะอาด สี ทินเนอร์ ก๊าซ และสารเคมีเชิงพาณิชย์อื่น ๆ ด้วยแนวคิดแบบดั้งเดิมของสายเซฟตี้คือ “ถ้ามี SDS ให้คิดไว้ก่อนว่าเข้าข่าย” แล้วค่อยตรวจสอบรายละเอียดกับบัญชีรายชื่อ จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกหล่นต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างก่อนแจ้ง สอ.1 การแจ้ง สอ.1 ไม่ใช่แค่กรอกชื่อสารแล้วจบ แต่ต้องเตรียมข้อมูลด้านความปลอดภัยให้ครบ เช่นรายชื่อสารเคมีอันตรายปริมาณที่ครอบครองลักษณะการใช้งานมาตรการควบคุมและป้องกันอันตรายการจัดเก็บและการขนย้ายข้อมูลความปลอดภัย (SDS)ตรงนี้เองที่บทบาทของ จป. สำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่กรอกข้อมูลให้ครบ แต่ต้องสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง หากข้อมูลไม่ตรง เมื่อมีการตรวจ จะกลายเป็นประเด็นทันทีขั้นตอนการแจ้ง สอ.1 ผ่านระบบ E-service ปัจจุบันสามารถแจ้งผ่านระบบ E-service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเวลาได้มาก แนวทางปฏิบัติที่นิยมคือเตรียมข้อมูลและไฟล์เอกสารให้ครบก่อนเข้าระบบตรวจสอบความถูกต้องของชื่อสารและปริมาณกรอกข้อมูลตามแบบ สอ.1 ในระบบตรวจทานก่อนกดยืนยันข้อดีของระบบออนไลน์ คือ มีหลักฐานชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และลดปัญหาเอกสารสูญหาย แต่ก็ต้องระวังเรื่องความครบถ้วนของข้อมูล เพราะระบบไม่ได้ช่วยคิดแทนการยื่นเอกสารด้วยตนเอง ยังจำเป็นไหม ????ในบางกรณี ยังสามารถยื่นเอกสาร ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานจังหวัด วิธีนี้มักใช้เมื่อระบบออนไลน์มีปัญหาต้องการปรึกษาเจ้าหน้าที่โดยตรงเอกสารมีความซับซ้อนแต่แนวโน้มปัจจุบัน แนะนำให้ใช้ระบบออนไลน์เป็นหลัก เพราะสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและประหยัดเวลามากกว่าไม่แจ้ง สอ.1 มีความผิดอย่างไร การไม่แจ้ง หรือแจ้งไม่ครบถ้วน มีความผิดตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่โทษปรับตามที่กฎหมายกำหนดการถูกสั่งแก้ไขหรือหยุดการใช้งานสารเคมีผลกระทบต่อการตรวจประเมินระบบความปลอดภัยที่สำคัญกว่านั้น คือความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของลูกจ้าง เพราะข้อมูลที่ไม่ครบ ย่อมทำให้การควบคุมอันตรายไม่รัดกุมบทบาทของ จป. กับ สอ.1 ในทางปฏิบัติ จป. คือฟันเฟืองหลักของเรื่องนี้ ตั้งแต่ตรวจสอบรายการสารเคมีประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำและทบทวน SDSเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยหลายองค์กรใช้ช่วงจัดทำ สอ.1 เป็นโอกาสทบทวนระบบการจัดการสารเคมีทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ดีและสอดคล้องกับหลักการป้องกันอุบัติเหตุแบบยั่งยืนสรุปการแจ้ง สอ.1 ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำซ้ำทุกปี ใครเตรียมตัวดี จะทำเสร็จตั้งแต่ต้นเดือน ใครผัดวันประกันพรุ่ง มักมานั่งเครียดปลายเดือนทุกปีถ้ามองในมุมการตลาดองค์กร การจัดการความปลอดภัยที่เป็นระบบ คือภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งลูกค้าและพนักงานดังนั้นอย่าลืมแจ้ง สอ.1 ภายในเดือนมกราคมนี้ เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย และความปลอดภัยที่ยั่งยืนของทุกคน

PM 2.5 เรื้อรังอันตราย เสี่ยงก่อโรคมะเร็งปอด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนไทยคุ้นชินกับคำว่า PM 2.5 มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะมาจากข่าว การแจ้งเตือนค่าคุณภาพอากาศ หรือภาพท้องฟ้าที่หม่นขุ่นในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ “มลพิษทางอากาศชนิดนี้ไม่ได้แค่ทำให้ไอ แสบจมูก หรือแสบตา” เท่านั้น แต่มันสามารถ “เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด” ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยข้อมูลชี้ชัดว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 2 ของชายไทย และ อันดับ 1 ของหญิงไทย โดยปัจจัยเสี่ยงดั้งเดิมอย่างการสูบบุหรี่ยังคงเป็นตัวการสำคัญ แต่ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยมะเร็งปอดในกลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น และหนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM 2.5ในบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาผู้อ่านทำความเข้าใจว่า PM 2.5 คืออะไร อันตรายแค่ไหน ทำไมถึงเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งปอด และเราสามารถป้องกันตัวเองอย่างไรในยุคที่อากาศไม่ได้ปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไปPM 2.5 เรื้อรังอันตราย เสี่ยงก่อโรคมะเร็งปอดPM 2.5 คืออะไร และมาจากไหนPM 2.5 หรือ Particulate Matter ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน คือ “ฝุ่นขนาดเล็กจิ๋ว” ที่เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 20 เท่า เล็กจนสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ถุงลมปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงแหล่งกำเนิดหลักของ PM 2.5 ได้แก่ควันจากท่อไอเสียรถยนต์การเผาในที่โล่ง เช่น การเผาตอซัง พื้นที่เกษตร และขยะโรงงานอุตสาหกรรมกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ภายในอนุภาคฝุ่นเล็ก ๆ เหล่านี้ยังอาจปนเปื้อนสารเคมี เช่นโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)โลหะหนักบางชนิดซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติ “ก่อมะเร็ง”เพราะฉะนั้น PM 2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่นธรรมดา แต่มันคือ “สารผสมลอยฟ้า” ที่รวมทั้งฝุ่นละเอียดและสารพิษที่ร่างกายไม่ต้องการทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกันPM 2.5 กับความเสี่ยงมะเร็งปอด—เกี่ยวข้องกันอย่างไรเมื่อเราหายใจเอา PM 2.5 เข้าไป อนุภาคเหล่านี้จะผ่านโพรงจมูก เข้าไปยังหลอดลม ถุงลมปอด และสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ผลกระทบมีทั้งระยะสั้นและระยะยาวผลกระทบระยะสั้นแสบจมูก แสบตา ระคายเคืองตาหายใจลำบาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคปอดโรคหัวใจทำให้อาการภูมิแพ้และหอบหืดกำเริบผลกระทบระยะยาว หากร่างกายได้รับ PM 2.5 ในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ความเสี่ยงโรคเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโรคหอบหืดเรื้อรังถุงลมโป่งพองโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคหลอดเลือดสมองโรคไตมะเร็งปอดงานวิจัยพบว่า ระดับ PM 2.5 ที่ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สามารถเทียบเท่ากับ “การสูบบุหรี่ 1 มวน” แม้อาจไม่ได้รุนแรงเท่าบุหรี่โดยตรง แต่การได้รับฝุ่นเป็นเวลานานทุกวันสะสมจนกลายเป็นความเสี่ยงที่อันตรายไม่น้อยกว่ากันทำไม PM 2.5 ถึงทำให้เสี่ยงมะเร็งปอดคำตอบคือ “การอักเสบเรื้อรัง” และ “สารพิษที่ปนเปื้อนในฝุ่น”ฝุ่นเล็กจนเข้าสู่เลือดได้ PM 2.5 มีขนาดเล็กมาก เมื่อเข้าสู่ปอดจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่องสารพิษในฝุ่นทำลายเซลล์ปอด สารอย่างโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) มีคุณสมบัติทำลาย DNA ของเซลล์ถ้าเซลล์ถูกทำลายซ้ำ ๆ นานเข้า โอกาสเกิดเซลล์ผิดปกติหรือ “มะเร็ง” ก็เพิ่มสูงขึ้นการอักเสบเรื้อรังทำให้เซลล์เสื่อมสภาพแวดล้อมที่เซลล์ต้องซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลาเป็นพื้นฐานของการเกิดเซลล์กลายพันธุ์ที่นำไปสู่มะเร็งปอดกล่าวง่าย ๆ คือ PM 2.5 ทำให้เกิดทั้ง “การทำลายเซลล์” และ “การรบกวนกระบวนการซ่อมแซม” ส่งผลให้ความเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 1–1.4 เท่าใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 มากกว่าเฉลี่ย ได้แก่เด็กเล็ก (ระบบหายใจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์)หญิงตั้งครรภ์ผู้สูงอายุผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หัวใจ ไตผู้ที่สูบบุหรี่หรืออยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือทำงานใกล้แหล่งกำเนิดฝุ่นนอกจากนี้ ผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีควันรถหนาแน่น ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงโดยปริยายเช่นกันการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด—ใครควรตรวจ Low-dose CT Scanปัจจุบันแพทย์แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงตรวจคัดกรองด้วย Low Dose CT Scan โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่เฉลี่ย 20 มวน/วัน นาน 30 ปี หรือสูบบุหรี่เฉลี่ย 40 มวน/วัน นาน 15 ปี รวมถึงผู้ที่เลิกบุหรี่มาน้อยกว่า 15 ปีสำหรับประชาชนทั่วไป สามารถตรวจ เอกซเรย์ปอดประจำปี (Chest X-ray) เพื่อคัดกรองสุขภาพปอดเบื้องต้นได้คำแนะนำการป้องกัน PM 2.5 จากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ (ประกาศ 10 มีนาคม 2566)เพื่อให้ประชาชนรับมือกับช่วงที่ค่าฝุ่นสูงได้อย่างถูกต้อง คำแนะนำจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ร่วมกับอีก 5 สมาคมวิชาชีพ ได้แบ่งระดับความรุนแรงและแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้ระดับค่าฝุ่น PM 2.5 และวิธีปฏิบัติระดับ 1 มากกว่า 50 µg/m³กลุ่มเสี่ยง งดกิจกรรมกลางแจ้งบุคคลทั่วไป ลดระยะเวลาทำกิจกรรมนอกบ้าน และควรสวมหน้ากากอนามัยระดับ 2 มากกว่า 100 µg/m³ทุกคนควรงดกิจกรรมกลางแจ้งหากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานกลางแจ้ง ควรสวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลาระดับ 3 มากกว่า 150 µg/m³ทุกคนควรอยู่ในอาคารที่มีระบบกรองอากาศมีประสิทธิภาพผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งให้สวม N95 และจำกัดการทำงานไม่เกิน 60 นาทีต่อครั้งข้อแนะนำเพิ่มเติมตรวจสอบคุณภาพอากาศจากแอปฯ หรือเว็บไซต์ก่อนออกจากบ้านขณะอยู่ในอาคารควรเปิดเครื่องฟอกอากาศหรือเพิ่มการระบายอากาศให้เหมาะสมดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับฝุ่นออกทางไตกินผักผลไม้เพียงพอ เพื่อเสริมระบบแอนติออกซิแดนท์ออกกำลังกายในร่ม เพื่อลดการรับฝุ่นขณะสูดหายใจฝุ่น PM 2.5 จะยังอยู่กับเรา—ทำอย่างไรให้ปลอดภัยในระยะยาวสถานการณ์ PM 2.5 ในประเทศไทยเกิดขึ้นซ้ำทุกปี โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูหนาวก่อนเข้าฤดูร้อน (มกราคม–กุมภาพันธ์) และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี การป้องกันจึงต้องเป็นเรื่องของ “นิสัยประจำวัน” มากกว่า “การรับมือเฉพาะช่วงวิกฤติ”แนวทางดูแลตัวเองในระยะยาวพกหน้ากาก N95 ทุกครั้งที่ออกจากบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่รถติดหรือโรงงานติดเครื่องฟอกอากาศในจุดพักอาศัยตรวจสุขภาพประจำปีหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ควรพบแพทย์ทันทีสรุป PM 2.5 อาจมองไม่เห็น แต่ความเสี่ยงไม่เคยหายไปฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มลพิษทางอากาศระดับนี้ส่งผลทั้งต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว และสำคัญที่สุด คือ “เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งปอด” แม้ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ในโลกที่อากาศไม่ได้ปลอดภัยเหมือนเดิม การป้องกันตัวเองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากาก N95 การตรวจสอบคุณภาพอากาศ การดูแลสุขภาพผ่านการกิน การออกกำลังกาย และการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอสุขภาพปอดของเราเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ และไม่มีใครดูแลแทนเราได้เท่าตัวเองถ้ารู้ทันฝุ่น เราก็ลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายได้อย่างมาก

ประกาศกสร. เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้าง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก

ประกาศกสร. เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้าง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก

                  โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้รถยกแต่ละประเภท ความปลอดภัยในการขับรถยก การตรวจสอบและบำรุงรักษารถยก โดยวิทยากรซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับรถยก ตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๐ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ ๒ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกที่ใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรตามประเภทของรถยก          ๑) รถยกประเภท warehouse forklift          ๒) รถยกประเภท side loader          ๓) รถยกประเภท counterbalance forklift          ๔) รถยกประเภท telehandler          ๕) รถยกประเภท industrial forklift          ๖) รถยกประเภท rough terrain forklift          ๗) รถยกประเภท walkie stacker          ๘) รถยกประเภท order picker          ๙) รถยกประเภท reach truck          ๑๐) รถยกประเภท reach stacker          ๑๑) รถยกประเภทอื่น ๆ          กรณีนายจ้างไม่สามารถจัดให้มีการฝึกอบรมในหลักสูตรตามวรรคหนึ่งได้ ให้นิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ เป็นผู้ดำเนินการ          กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกหรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับรถยกประเภทที่ต้องใช้แรงคนในการเคลื่อนย้ายขณะที่ยกสิ่งของ หรือรถยกประเภทที่ไม่มีต้นกำลังในการขับเคลื่อนหรือรถยกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ต้องให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมตามข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนด          ข้อ ๓ การจัดฝึกอบรมตามหลักสูตรในข้อ ๒ วรรคหนึ่ง นายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ ต้องดำเนินการ ดังนี้          (๑) กรณีนายจ้างเป็นผู้จัดฝึกอบรมให้แจ้งกำหนดการ สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรมตามประเภทของรถยก รายชื่อลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมทั้งรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากรต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่นายจ้างมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งเป็นเอกสารด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้          กรณีมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการ สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรม รายชื่อลูกจ้าง หรือวิทยากร ให้นายจ้างแจ้งรายละเอียดก่อนวันที่ดำเนินการฝึกอบรม          (๒) จัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตรที่กำหนด          (๓) จัดให้มีเอกสารประกอบการฝึกอบรม วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรหรือรถยก ที่ใช้ในการอบรมตามหลักสูตร          (๔) การทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องผ่านเกณฑ์การประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ทั้งนี้ ในการทดสอบภาคปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย          (๕) ออกหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการฝึกอบรม หนังสือรับรอง หรือวุฒิบัตร โดยมีรายละเอียด                    (ก) ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงว่าผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า "จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง" หรือ "จัดฝึกอบรมโดยนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ ใบอนุญาตเลขที่ ... "                    (ข) ชื่อและนามสกุลของลูกจ้างหรือบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรม                    (ค) ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรมโดยต้องระบุประเภทของรถยกที่จัดให้มีการฝึกอบรม                    (ง) สถานที่ตั้งในการฝึกอบรม                    (จ) วัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม                    (ฉ) ลงนามโดยนายจ้างหรือนิติบุคคลได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ แล้วแต่กรณี                    ทั้งนี้ ผู้จัดให้มีการฝึกอบรมต้องมอบหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการฝึกอบรม หนังสือรับรองหรือวุฒิบัตร ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ผ่านการประเมินผลตามหลักสูตร          (๖) จัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม วัน เวลาที่ฝึกอบรม รายชื่อวิทยากร          การดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) นายจ้างหรือผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมต้องจัดเก็บหลักฐานหรือเอกสารการดำเนินการเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ ทั้งนี้ จะจัดเก็บอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้          กรณีลูกจ้างย้ายไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่ ที่ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรรถยกตามประเภทนั้น ๆ ตามข้อ ๒ จากสถานประกอบกิจการเดิมแล้วและมีเอกสารหรือหลักฐานการรับรองหรือได้รับวุฒิบัตรที่แสดงว่าได้ผ่านการฝึกอบรม ถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกตามประเภทนั้น ๆ ตามประกาศฉบับนี้          ข้อ ๔ การจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎี ต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีจำนวนห้องละไม่เกินหกสิบคนต่อวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคน          การฝึกอบรมและทดสอบภาคปฏิบัติต้องจัดให้มีวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคนต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกินสิบห้าคนต่อรถยกหนึ่งคัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการยกเคลื่อนย้ายอย่างน้อยหนึ่งชุด โดยต้องให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฝึกปฏิบัติและทดสอบภาคปฏิบัติกับอุปกรณ์ในการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของอย่างถูกต้องปลอดภัย ตามสถานที่และเส้นทางที่กำหนด โดยรถยกตามประเภทที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง          กรณีจัดฝึกอบรม ณ สถานที่อื่นซึ่งมิใช่สถานที่ทำงานของลูกจ้างหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องดำเนินการจัดให้มีรถยกที่ใช้ในการฝึกอบรมเป็นประเภทเดียวกันกับที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมใช้ในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ หัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรมต้องครบถ้วนและสอดคล้องตามที่กำหนดในข้อ ๕ และข้อ ๖ แล้วแต่กรณี 

ประกาศกสร. การเทียบเท่าวุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัย

          โดยที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๒๑ (๑) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพต้องมีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง การเทียบเท่าวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ดาวน์โหลดกฎหมายที่นี่          โดยที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงานหรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๒๑ (๑)เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพต้องมีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๑ (๑) แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ ๒ ให้ยกเลิกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การเทียบเท่าวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ลงวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖          ข้อ ๓ ให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า ต้องสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ได้รับการตรวจสอบหลักสูตรการศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมตามรายละเอียดท้ายประกาศนี้ให้สถาบันการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับชื่อหลักสูตร หลักฐานแสดงการตรวจสอบหลักสูตรการศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจำนวนหน่วยกิตวิชาชีพเฉพาะด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและรายละเอียดเครื่องมือด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม เพื่อเทียบเท่าวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรณีมีการยกเลิก ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง หรือเกี่ยวกับหลักสูตรกรณีใดก็ตาม           ให้ส่งเอกสารและหลักฐานดังกล่าวให้กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในหกสิบวันหลังจากที่มีการยกเลิก ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเสร็จสิ้นกรณีสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีจากสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศต้องเป็นหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และมีมาตรฐานเทียบได้กับมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาที่ประสงค์จะเทียบเท่าวุฒิการศึกษาต้องแสดงเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษา และเอกสารผลการเทียบคุณวุฒิตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกำหนด          ข้อ ๔ ให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่าที่ผ่านการเทียบเท่าจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับถือเป็นผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๒๑ (๑) แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕สาระสำคัญของประกาศการบังคับใช้ประกาศนี้ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษายกเลิกประกาศเดิมประกาศฉบับนี้ยกเลิกประกาศเดิมที่เกี่ยวข้องกับการเทียบเท่าวุฒิการศึกษาลงวันที่ 26 กันยายน 2566คุณสมบัติด้านการศึกษาต้องสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรที่ได้รับการตรวจสอบโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสถาบันการศึกษาต้องจัดส่งข้อมูลหลักสูตร รายละเอียดหน่วยกิต และเครื่องมือประกอบการเรียนการสอนให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตรวจสอบกรณีสถาบันในต่างประเทศ หลักสูตรต้องมีมาตรฐานเทียบเท่าหลักสูตรในประเทศไทย พร้อมส่งเอกสารประกอบการเทียบคุณวุฒิการรับรองวุฒิก่อนประกาศผู้ที่ผ่านการเทียบเท่าก่อนประกาศนี้ถือว่ามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของกฎกระทรวง

สรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 ทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2568

สรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 ทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2568

สรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 ทั่วประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป พบว่ามีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตราที่แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด โดยแบ่งออกเป็นหลายระดับ ดังนี้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด 400 บาท/วันภูเก็ตฉะเชิงเทราชลบุรีระยองสุราษฎร์ธานี (เฉพาะอำเภอเกาะสมุย)อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 380 บาท/วันเชียงใหม่ (เฉพาะอำเภอเมืองเชียงใหม่)สงขลา (เฉพาะอำเภอหาดใหญ่)อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 372 บาท/วันกรุงเทพมหานครนครปฐมนนทบุรีปทุมธานีสมุทรปราการสมุทรสาครอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอื่นๆนอกจากนี้ ยังมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในระดับอื่นๆ ซึ่งลดหลั่นกันไปตามสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของแต่ละจังหวัด ดังนี้359 บาท/วัน: นครราชสีมา358 บาท/วัน: สมุทรสงคราม357 บาท/วัน: ขอนแก่น, เชียงใหม่, ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี356 บาท/วัน: ลพบุรี355 บาท/วัน: นครนายก, สุพรรณบุรี, หนองคาย354 บาท/วัน: กระบี่, ตราด352 บาท/วัน: กาญจนบุรี, จันทบุรี, เชียงราย, ตาก, นครพนม, บุรีรัมย์, ประจวบคีรีขันธ์, พังงา, พิษณุโลก, มุกดาหาร, สกลนคร, สงขลา, สระแก้ว, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี351 บาท/วัน: ชุมพร, เพชรบุรี, สุรินทร์350 บาท/วัน: นครสวรรค์, ยโสธร, ลำพูน349 บาท/วัน: กาฬสินธุ์, นครศรีธรรมราช, บึงกาฬ, เพชรบูรณ์, ร้อยเอ็ด348 บาท/วัน: ชัยนาท, ชัยภูมิ, พัทลุง, สิงห์บุรี, อ่างทอง347 บาท/วัน: กำแพงเพชร, พิจิตร, มหาสารคาม, แม่ฮ่องสอน, ระนอง, ราชบุรี, ลำปาง, เลย, ศรีสะเกษ, สตูล, สุโขทัย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุดรธานี, อุตรดิตถ์, อุทัยธานี345 บาท/วัน: ตรัง, น่าน, พะเยา, แพร่337 บาท/วัน: นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลาสรุปการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป

สาระสำคัญ เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน

สาระสำคัญ เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีขึ้นในสถานประกอบการทุกแห่ง สาระสำคัญ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานและการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้างทุกคน การปฏิบัติตามประกาศนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น และควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน สาระสำคัญให้นายจ้างดำเนินการประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำผลการประเมินอันตรายแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2568 หรือนับแต่วันที่มีจำนวนลูกจ้างครบตามบัญชี 1 ลูกจ้าง 2 คนขึ้นไป, บัญชี 2 ลูกจ้าง 20 คนขึ้นไปทบทวนการดำเนินการทุก 3 ปี กรณีที่มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการทำงานให้ทำตามข้อหนึ่งให้ครอบคลุมก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ไม่เกิน30 วัน และเก็บผลการดำเนินการ ณ สถานประกอบกิจการสามารถเลือกวิธีชี้บ่งอันตรายได้ เช่น วิธีของกรมโรงงาน, การประเมินความเสียงทางสุขภาพ หรือตามมาตรฐานสากลก็ได้การวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรง เพื่อจัดระดับอันตรายจะใช้เกณฑ์ท้ายกฎกระทรวง หรือตามมาตรฐานกรมโรงงาน หรือมาตรฐานสากลก็ได้ส่งแบบประเมินอันตราย (แบบ ปอ.1) และแบบแผนดำเนินการด้านความปลอดภัย (แบบ ปอ.2) ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประเมินเสร็จให้นายจ้างดำเนินการประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำผลการประเมินอันตรายแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2568 หรือนับแต่วันที่มีจำนวนลูกจ้างครบตามบัญชี 1 ลูกจ้าง 2 คนขึ้นไป, บัญชี 2 ลูกจ้าง 20 คนขึ้นไปการดำเนินการตามประกาศกระทรวงแรงงานฉบับนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของลูกจ้าง นายจ้างทุกแห่งควรให้ความสำคัญและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ทบทวนการดำเนินการทุก 3 ปี กรณีที่มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการทำงาน ให้ทำตามข้อหนึ่งให้ครอบคลุมก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ไม่เกิน30 วัน และเก็บผลการดำเนินการ ณ สถานประกอบกิจการ ข้อกำหนดนี้มุ่งเน้นให้สถานประกอบการมีการทบทวนและปรับปรุงระบบความปลอดภัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้ การดำเนินการทบทวนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถระบุและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์อันตรายสามารถเลือกวิธีชี้บ่งอันตรายได้ เช่น วิธีของกรมโรงงาน, การประเมินความเสียงทางสุขภาพ หรือตามมาตรฐานสากลก็ได้การเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมจะช่วยให้การประเมินความเสี่ยงมีความแม่นยำและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นการเลือกวิธีการชี้บ่งอันตราย ควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้ ลักษณะของงานงานที่ต้องประเมินมีความซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน มีอันตรายที่หลากหลายหรือไม่ ขนาดขององค์กร องค์กรมีขนาดใหญ่หรือเล็ก มีพนักงานจำนวนมากน้อยแค่ไหน ทรัพยากรที่มี มีงบประมาณ เวลา และบุคลากรเพียงพอสำหรับการดำเนินการหรือไม่ กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานใดบ้าง วัตถุประสงค์ของการประเมิน ต้องการประเมินเพื่อจุดประสงค์อะไร เช่น เพื่อปรับปรุงระบบความปลอดภัย เพื่อขอใบอนุญาต หรือเพื่อรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิธีการชี้บ่งอันตรายอื่นๆ ที่น่าสนใจ Checklist เป็นวิธีการที่ง่ายและรวดเร็ว โดยใช้แบบสอบถามเพื่อตรวจสอบอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Job Safety Analysis (JSA) วิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานแต่ละขั้นตอน เพื่อระบุด้านความปลอดภัย Hazard and Operability Study (HAZOP) วิเคราะห์กระบวนการผลิตเพื่อระบุด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดปัญหา Failure Mode and Effects Analysis (FMEA) วิเคราะห์ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น และผลกระทบที่ตามมา What-If Analysis ตั้งคำถาม "อะไรจะเกิดขึ้นถ้า..." เพื่อระบุด้านความปลอดภัยที่อาจมองข้ามการเลือกวิธีการชี้บ่งอันตรายที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดการความเสี่ยงในสถานประกอบการ การพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น และการเลือกใช้หลายวิธีร่วมกัน จะช่วยให้คุณสามารถระบุด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดปัญหา และวางแผนป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพการวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรง เพื่อจัดระดับอันตรายจะใช้เกณฑ์ท้ายกฎกระทรวง หรือตามมาตรฐานกรมโรงงาน หรือมาตรฐานสากลก็ได้การเลือกใช้เกณฑ์ในการวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรงเพื่อจัดระดับอันตราย นั้นเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความเสี่ยง ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนการควบคุมอันตรายที่เหมาะสมส่งแบบประเมินอันตราย (แบบ ปอ.1) และแบบแผนดำเนินการด้านความปลอดภัย (แบบ ปอ.2) ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประเมินเสร็จข้อกำหนดนี้กำหนดให้สถานประกอบการต้องดำเนินการส่งมอบเอกสาร 2 ฉบับ คือ แบบ ปอ.1 (แบบประเมินอันตราย) และ แบบ ปอ.2 (แบบแผนดำเนินการด้านความปลอดภัย) ภายในระยะเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่เสร็จสิ้นการประเมินอันตราย ซึ่งหมายความว่าหลังจากที่ได้ทำการประเมินและวิเคราะห์อันตรายในสถานประกอบการแล้ว จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันอันตรายที่พบ และนำเสนอแผนดังกล่าวพร้อมผลการประเมินภายในระยะเวลาที่กำหนดสรุปประกาศกระทรวงแรงงานฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้างทุกคน การปฏิบัติตามประกาศนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

พร บ คุ้มครองแรงงาน แก้ไข ล่าสุด

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๖

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน           พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัด สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิททธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความมั่นคงในการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นทางเลือกสำหรับนายจ้างและลูกจ้างในการจ้างแรงงาน ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้ สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไü้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๖”           มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ใĀ้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่üันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป           มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑           “มาตรา ๒๓/๑ เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของนายจ้าง และเป็นการส่งเสริม คุณภาพชีวิตและการทำงานของลูกจ้าง หรือในกรณีมีความจำเป็น นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงให้ลูกจ้าง นำงานในทางการที่จ้าง หรือที่ตกลงไห้กับนายจ้างซึ่งมีลักษณะหรือสภาพของงานที่ลูกจ้างสามารถ ปฏิบัติงานนอกสถานประกอบกิจการ หรือนอกสำนักงานของนายจ้างได้ โดยสะดวกให้ลูกจ้างนำงาน ดังกล่าวไปทำที่บ้าน หรือที่พักอาศัยของลูกจ้าง หรือตกลงให้ลูกจ้างทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ ได้          การตกลงตามวรรคคหนึ่ง ให้นายจ้างจัดทำเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึง และนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง โดยอาจตกลงให้มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ (๑) ช่วงระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการตกลง(๒) วัน เวลาทำงานปกติ เวลาพัก และการทำงานล่วงเวลา (๓) หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด รวมทั้งการลาประเภทต่าๆ(๔) ขอบเขตหน้าที่การทำงานของลูกจ้างและการควบคุม หรือกำกับการทำงานของนายจ้าง (๕) ภาระหน้าที่เกี่ยüกับการจัดหาเครื่องมือ หรืออุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จำเป็น อันเนื่องจากการทำงาน           เมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน หรือสิ้นสุดการทำงานตามที่นายจ้างมอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าในทางใด ๆ กับนายจ้าง หัวหน้างาน  ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างได้ให้ความยินยอมโดยทำหนังสือไว้ล่วงหน้าก่อน          ลูกจ้างซึ่งทำงานที่บ้าน หรือที่พักอาศัย หรือทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ มีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง” หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สมควร แก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกัน ให้ลูกจ้างสามารถนำงานไปทำ นอกสถานประกอบกิจการ หรือนอกสำนักงานของนายจ้างได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงาน ของลูกจ้างและเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของนายจ้าง ตลอดจนมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8)พ.ศ. 2566.pdfคำชี้แจ้ง.pdf

บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

คุณสมบัติ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง มีอะไรบ้าง

ตามที่ ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องกำหนดคุณสมบัติ หลักสูตร ระยะเวลาการฝึกอบรม และหน้าที่ของบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2564" บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง "บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM) คือบุคลากรเฉพาะด้านที่รับผิดชอบในการวางแผน และควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัยในการขนส่ง รวมทั้งมีแผนการจัดการและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน ผู้ประกอบการขนส่งทุกราย ทั้งผู้ประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ และผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล จะต้องจัดให้มีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (TSM) ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของผู้ประกอบการขนส่งโดยบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (TSM) มีหน้าที่หลัก 5 ด้าน ได้แก่ การจัดการรถ การจัดการผู้ขับรถ การจัดการการเดินรถ การจัดการการบรรทุกและรถโดยสาร และการบริหารจัดการการวิเคราะห์และประเมินผล เพื่อให้การขนส่งเป็นไปด้วยความปลอดภัย และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากการขนส่งทางถนนในระยะยาวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกอบรมและทดสอบในหลักสูตรที่มีมาตรฐาน ตามระยะเวลาที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด คือหลักสูตรการอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM) โดยมีระยะเวลาการอบรม รวม 18 ชั่วโมง ประกอบด้วย 8 หัวข้อวิชา ได้แก่- ความปลอดภัยในการประกอบการขนส่ง- กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบการขนส่ง- การบำรุงรักษารถและการตรวจความพร้อมของรถ- การจัดการพนักงานขับรถ- การวางแผนและปฏิบัติการเดินรถ- ความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร- การจัดการเหตุฉุกเฉิน- การวิเคราะห์และป้องกันอุบัติเหตุ" อยากเป็นบุคคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง "" บุคคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ "มีสัญชาติไทยมีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปีบริบูรณ์ไม่เคยถูกยกเลิกการขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรความปลอดภัยในการขนส่งเว้นแต่ได้ถูกยกเลิกมาแล้ว 3 ปีนับแต่วันที่ถูกยกเลิกขึ้นทะเบียนครั้งหลังสุด" หลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ให้มีระยะเวลาการฝึกอบรมดังต่อไปนี้ "บุคคลทั่วไป ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวน 18 ชั่วโมงผู้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงผู้มีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านการขนส่งทางถนน มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงผู้ขอต่ออายุการขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง( ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตาม (2) (3) และ (4) สามารถเลือกหัวข้อวิชาอบรมตามหลักสูตร การฝึกอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งได้ตามความประสงค์ )" ผู้ที่จะได้ขึ้นทะเบียนบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ "ต้องเข้ารับการฝึกอบรุมตามหลักสูตรและระยะเวลาที่กำหนดต้องผ่านการทดสอบความรู้ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดต้องได้คะแนนรวมตั้งแต่ ร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่าผ่านกรณีไม่ผ่านการทดสอบความรู้ให้ทดสอบแก้ตัวได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ภายใน 90 วันหากไม่ผ่านการทดสอบอีกให้เข้ารับการฝึกอบรมและทดสอบใหม่

พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อกำหนดกลกการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม โดยใช้ระบบการแจ้งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพแก่ลูกจ้าง หรือโรคจากสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ ให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และกำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่แจ้งหรือรายงานเกี่ยวกับการพบหรือมีเหตุสงสัยว่าเกิดโรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคจากสิ่งแวดล้อมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือกรมควบคุมโรค เพื่อให้สามารถดำเนินการกับสถานการณ์การเกิดโรคดังกล่าวได้ทันท่วงที ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วมาตรา  ๔ ในพระราชบัญญัตินี้"โรคจากการประกอบอาชีพ" หมายความว่า โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพ"โรคจากสิ่งแวดล้อม" หมายความว่า โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากมลพิษ"มลพิษ" หมายความว่า ของเสีย วัตถุอันตราย สิ่งปนเปื้อน และมลสารอื่น ๆ รวมทั้งกากตะกอน หรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ที่ถูกปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษ หรือที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาวะที่เป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ และให้หมายความรวมถึงรังสี ความร้อน แสง เสียง กลิ่นความสั่นสะเทือน หรือเหตุอื่น ๆ  ที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษด้วย"แหล่งกำเนิดมลพิษ" หมายความว่า โรงงานอุตสาหกรรม อาคาร สิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะและสถานที่ประกอบกิจการใด ๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษ"การเฝ้าระวัง"  หมายความว่า กรสังเกต การเก็บรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการรายงาน และการติดตามผลของโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการที่เป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและการควบคุมโรค"การสอบสวนโรค " หมายความว่า  กระบวนการเพื่อหาสาเหตุและแหล่งที่เกิดโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและการควบคุมโรค"อาชีวเวชกรรม" หมายความว่า กระบวนการที่ประกอบด้วยการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง การตรวจสุขภาพให้เหมาะสมกับงาน การตรวจสุขภาพก่อนกลับเข้าทำงาน การฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรค รวมทั้งการวินิจฉัยสาเหตุของโรค กรรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพหรือสุขภาพของผู้ซึ่งเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ"เวชกรรมสิ่งแวดล้อม" หมายความว่า กระบวนการที่ประกอบด้วยการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคจากสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรค รวมทั้งการวินิจฉัยสาเหตุของโรค กรรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพหรือสุขภาพของผู้ซึ่งเป็นโรคจากสิ่งแวดล้อม"นายจ้าง" หมายความว่า นายจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงน และให้หมายความรวมถึงผู้จ้างงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน"ลูกจ้าง" หมายความว่า ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และให้หมายความรวมถึงผู้รับงานไปทำที่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน"แรงงานนอกระบบ" หมายความว่า บุคคลที่มีงานทำ แต่ไม่รวมถึงบุคคลซึ่งเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผู้รับงานไปทำที่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน"หน่วยบริการ" หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุข หน่วยงานหรือหน่วยบริการด้านสุขภาพที่ดำเนินการภายในสถานประกอบกิจการ หรือองค์กรที่ให้บริการด้านอาชีวเวชกรรมหรือเวชกรรมสิ่งแวดล้อม"สถานบริการสาธารณ์สุข" หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ หรือเอกชนสภากาชาดไทย และหน่วยบริการการประกอบโรคศิลปะสาขาต่าง ๆ"หน่วยปฏิบัติการ" หมายความว่า หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม"คณะกรรมการ " หมายความว่า คณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่  กับออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฏกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้พระราชบัญญัติคุ้มครองโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม.PDF

ค่าแรงขั้นต่ำ 2565 ค่าแรงขั้นต่ำ กทม 2564 ค่าแรงขั้นต่ำ 2564 ค่าแรงขั้นต่ํา 2565 แต่ละจังหวัด ค่าแรงขั้นต่ำ กทม 2565 ปรับค่าแรงขั้นต่ํา 2565 ล่าสุด ประกาศ ขึ้น ค่าแรง ขั้น ต่ํา 2565 กระทรวง แรงงาน ปรับ ค่าแรง ขั้น ต่ํา 2565 กระทรวง แรงงาน ประกาศค่าแรงขั้นต่ํา 2565 ล่าสุด

ค่าแรงขั้นต่ํา 2565 แต่ละจังหวัด ล่าสุด ประกาศแล้ว เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2565

มติคณะกรรมการค่าจ้าง สรุปผลปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี  2565 แบ่งเป็น 9 อัตรา โดย จ. ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต ขึ้นสูงสุด 354 บาท ต่ำสุดอยู่ที่ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี ปรับขึ้น 328 บาท ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 353 บาท กระทรวงแรงงาน สรุปผลเสนอ ครม. พิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2565 ล่าสุดค่าแรงขั้นต่ํา 2565 แต่ละจังหวัด354 บาทชลบุรี ระยอง และภูเก็ต353 บาทกรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร345 บาทฉะเชิงเทรา343 บาทพระนครศรีอยุธยา340 บาทปราจีนบุรี หนองคาย อุบลราชธานี พังงา กระบี่ ตราด ขอนแก่น เชียงใหม่ สุพรรณบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ลพบุรี และสระบุรี338 บาทมุกดาหาร กาฬสินธุ์ สกลนคร สมุทรสงคราม จันทบุรี และนครนายก335 บาทเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี บึงกาฬ ชัยนาท นครพนม พะเยาสุรินทร์ ยโสธร ร้อยเอ็ด เลยพัทลุง อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก อ่างทอง สระแก้ว บุรีรัมย์ และเพชรบุรี332 บาทอำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตรัง ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุทัยธานี ลำปาง ลำพูน ชุมพร มหาสารคาม สิงห์บุรี สตูล แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร ราชบุรี ตาก นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ ระนอง และพิจิตร328 บาทยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานีโดย นายบุญชอบ กล่าวต่อว่า การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2565 ในครั้งนี้มีอัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท คิดเป็น 5.02 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ประชุมได้พิจารณากำหนดบนพื้นฐานของความเสมอภาค เพื่อให้นายจ้างสามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ ลูกจ้างสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข และเพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศทั้งนี้ เมื่อมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2565 แล้ว คณะกรรมการค่าจ้างได้มีข้อเสนอ ให้รัฐบาลมีการออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในส่วนค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ เพื่อนำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยกระทรวงแรงงาน จะนำผลสรุปเสนอเข้าที่ประชุม ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

กฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558,กฎหมายเกี่ยวกับไฟฟ้า 2563,กฎหมายไฟฟ้า 2554,กฎหมายไฟฟ้า 2564,กฎหมายไฟฟ้า 2565,กฎหมายอบรมไฟฟ้า,กฎหมายไฟฟ้าในอาคาร,กฎหมายเกี่ยวกับไฟฟ้า ล่าสุด,สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558,ข้อบังคับ การ ทำงาน เกี่ยวกับไฟฟ้า2558,ข้อบังคับ การ ทำงาน เกี่ยวกับไฟฟ้า2565,สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558เซฟตี้อินไทย

สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558

สรุปกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ.2558สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558 สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558 ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย จะขออธิบายให้ท่านได้ทราบก่อนว่า กำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ในกฎกระทรวงนี้มีเนื้อหาหลักๆมีอะไรบ้างเซฟตี้อินไทยสรุปมาให้แล้วบททั่วไป-ข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยฯ-เก็บรักษาแผนผังวงจรไฟฟ้าที่ติดตั้งภายในสถานประกอบการ-แผ่นป้ายที่มีตัวอักษรหรือสัญลักษณ์เตือนให้ระวังอันตรายจากไฟฟ้า-ให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เป็นฉนวนไฟฟ้าบททั่วไป-ดูแลบริภัณฑ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้ใช้งานได้โดยปลอดภัย-ตรวจสอบและจัดให้มีการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า-แผ่นภาพ วีธีปฏิบัติเมื่อประสบอันตรายจากไฟฟ้าและการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยการ    ผายปอดด้วยวิธีปากเป่าอากาศเข้าทางปากหรือจมูกของผู้ประสบอันตราย และวิธีการนวดหัวใจจาก              ภายนอกติดไว้บริเวณที่ทำงานบริภัณฑ์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า-การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ-มีการใช้กุญแจป้องกันการสับสวิตซ์เชื่อมต่อวงจรและให้ติดป้ายแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ห้ามสับ    สวิตช์เชื่อมต่อวงจรไว้ด้วย-ห้ามทำความสะอาดบริภัณฑ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้า-บริภัณฑ์ไฟฟ้าใช้แรงดันไฟฟ้า >50V จัดให้มีที่ปิดกั้นอันตราย-การใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 1.ติดตั้งบริเวณพื้นที่กว้าง 2. มีการระบายอากาศ 3. มีการป้องกันกระแสไฟฟ้า      เกิน 4. มีอุปกรณ์ดับเพลิงชนิดที่ใช้ดับเพลิงที่เกิดจากไฟฟ้าและน้ำมันในห้องเครื่องระบบป้องกันฟ้าผ่า-ให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันฟ้าผ่าตามมาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่าอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า-PPEเหมาะสมกับลักษณะงานและลูกจ้างต้องสวมใส่ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานและจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกัน        อันตรายจากไฟฟ้าที่เหมาะสมกับลักษณะงาน-กรณีทำงานบนที่สูงตั้งแต่ 4เมตรขึ้นไป จัดให้มีเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์และหมวกนิรภัย-บำรุงรักษาและจัดเก็บPPEให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัยอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า-คุณสมบัติ PPE 1. เหมาะสมกับแรงดันไฟฟ้าสูงสุดในบริเวณที่ปฏิบัติงาน 2. ถุงมือยางป้องกันไฟฟ้า สวมกับนิ้วมือได้ทุกนิ้ว 3. ถุงมือหนังที่ใช้สวมทับถุงมือยาง ต้องหุ้มถึงข้อมือและคงทนต่อการฉีกขาดแจกไฟล์ PDF สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า 2558 สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับไฟฟ้า2558เซฟตี้อินไทย.pdf

อบรมที่อับอากาศ 2565,ใบเซอร์ที่อับอากาศ,อบรม ที่อับอากาศ ออนไลน์,กฎหมายอับอากาศ 2564 pdf,กฎหมายที่อับอากาศ 2564 ภาษาอังกฤษ,กฎหมาย ที่อับอากาศ ล่าสุด,กฎหมายที่อับอากาศ 2562

กสร.หลักเกณฑ์วิธีการและหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในที่อับอากาศ

ประกาศกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ     โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๐ กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศแก่ลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในที่อับอากาศ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจในทักษะที่จำเป็นในการทำงานอย่างปลอดภัยตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งวิธีการและขั้นตอนในการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด     อาศัยอำนาจตามข้อ ๒๐ แห่งกฎกระทรวงก าหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับที่อับอากาศพ.ศ. ๒๕๖๒ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงได้ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้     ข้อ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นก าหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป   หมวด ๑หลักเกณฑ์ และวิธีการฝึกอบรม     ข้อ๒ ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศแก่ลูกจ้างผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาต ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือ และผู้ปฏิบัติงานในที่อับอากาศ และต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อทบทวนความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและหลักสูตรการฝึกอบรมที่กำหนดไว้ในประกาศนี้กรณีลูกจ้างมีการเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิตร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้กับลูกจ้างผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาต ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือและผู้ปฏิบัติงานในที่อับอากาศ ก่อนเริ่มการทำงาน     กรณีที่นายจ้างไม่สามารถจัดให้มีการฝึกอบรมตามวรรคหนึ่งได้ ให้นายจ้างจัดให้บุคคลดังกล่าวเข้ารับการฝึกอบรมกับนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๑ เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ นิติบุคคลดังกล่าวต้องด าเนินการให้เป็นไปตามข้อ ๒๐ แห่งกฎกระทรวงก าหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. ๒๕๖๒     ข้อ๓ ในการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ นายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๑ ต้องดำเนินการกสร.หลักเกณฑ์วิธีการและหลักสูตรอบรมความปลดภัยในที่อับอากาศ.PDF

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการบริหารในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า2558

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการบริหารในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า2558

กําหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดําเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ.2558          อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ 1 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้น          ข้อ 2 ในกฎกระทรวงนี้          “บริภัณฑ์ไฟฟ้า” หมายความว่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุ เครื่องประกอบหรือเครื่องจักร ที่ใช้ไฟฟ้าเป็นต้นกําลังหรือเป็นส่วนประกอบ หรือที่ใช้เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้า           “ฉนวนไฟฟ้า” หมายความว่า วัสดุที่มีคุณสมบัติในการกั้นหรือขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้า หรือวัสดุที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านได้ง่าย เช่น ยาง ไฟเบอร์ พลาสติก           “แรงดันไฟฟ้า” หมายความว่า ค่าความต่างศักย์ของไฟฟ้าระหว่างสายกับสายหรือสายกับดิน หรือระหว่างจุดหนึ่งกับจุดอื่น โดยมีหน่วยวัดค่าความต่างศักย์เป็นโวลต์            “กระแสไฟฟ้า” หมายความว่า การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าสุทธิต่อหนึ่งหน่วยเวลา โดยมีหน่วยวัด เป็นแอมแปร์           “เครื่องกําเนิดไฟฟ้า” หมายความว่า เครื่องจักรที่เปลี่ยนพลังงานใด ๆ เป็นพลังงานไฟฟ้า           “สวิตช์” หมายความว่า เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าที่ใช้ทําหน้าที่ตัดหรือ ต่อวงจรไฟฟ้า          “การไฟฟ้าประจําท้องถิ่น” หมายความว่า การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีประกาศกําหนด           “วิศวกร” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร           “ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า” หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งทําหน้าที่เกี่ยวกับการติดตั้ง ตรวจสอบ ทดสอบ ซ่อมแซม บํารุงรักษา หรือหน้าที่อื่นในลักษณะเดียวกัน กับระบบไฟฟ้า บริภัณฑ์ไฟฟ้า หรือสายไฟฟ้ากฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารสภาพสิ่งแวดล้อมกี่ยวกับไฟฟ้าพ.ศ.2558.pdf

กฎการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการ2565,กฎกระทรวงเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยล่าสุด2565

กฎกระทรวงการจัดให้มีจป.ในสถานประกอบกิจการ หน่วยงาน หรือคณะบุคคล 2565

ประกาศกฎกระทรวงเรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานบุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนี่ง และมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ กฏกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๓ ในกฎกระทรวงนี้ "กรรมการความปลอดภัย "หมายความว่า กรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ "คณะกรรมการความปลอดภัย " หมายความว่า คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ "ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร" หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้บริหารซึ่งมีหน้าที่และอำนาจทำการแทนนายจ้างในการจ้าง การเลิกจ้าง การให้บำเหน็จ การลงโทษ หรือการวินิจฉัยข้อร้องทุกข์และได้รับมอบหมายเป็หนังสือให้ป็นผู้แทนนายจ้างระดับบริหารเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ "หน่วยงานความปลอดภัย " หมายความว่า หน่วยงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานหมวด ๑ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ข้อ ๔ นายจ้างของสถานประกอบกิจการประเภทที่ระบุในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ต้องจัด ให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เว้นแต่เป็นสถานประกอบกิจการประเภทที่มีจำนวนลูกจ้าง ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการที่นายจ้างต้องจัดให้มี ตามวรรคหนึ่ง จะเป็นประเภทใดหรือระดับใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ข้อ ๕ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมีสองประเภท ดังต่อไปนี้(๑) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่ง(๒) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยหน้าที่เฉพาะส่วนที่ 1 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่งข้อ ๖ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่งมีสองระดับ ดังต่อไปนี้(๑) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน(๒) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารข้อ ๗ นายจ้างของสถานประกอบกิจการตามบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ที่มีลูกจ้างจำนวนสองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามบัญชี ๓ ที่มีลูกจ้างจำนวนยี่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างระดับหัวหน้างานซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ ๘ ทุกคน เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานของสถานประกอบกิจการ ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวนดังกล่าว ในกรณีที่ลูกจ้างระดับหัวหน้างานไม่มีคุณสมบัติตามข้อ ๘ ให้นายจ้างดำเนินการให้ลูกจ้างนั้นเข้ารับการฝึกอบรมตามข้อ ๘ (๑) เพื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่นายจ้างแต่งตั้งให้เป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างานข้อ ๘ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานต้องเป็นลูกจ้างระดับหัวหน้างาน และมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้(๑) ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน(๒) เคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๙(๓) มีคุณสมบัติตามข้อ ๑๕ ข้อ ๑๘ หรือข้อ ๒๑ แล้วแต่กรณีข้อ ๙ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้(๑) กำกับดูแลลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ปฏิบัติตามคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ(๒) วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้นจาก การทำงาน โดยอาจร่วมดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิค ขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ(๓) จัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยร่วมดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ เพื่อเสนอคณะกรรมการความปลอดภัยหรือนายจ้าง แล้วแต่กรณี และทบทวนคู่มือดังกล่าวตามที่นายจ้างกำหนด โดยนายจ้างต้องกำหนดให้มีการทบทวนอย่างน้อยทุกหกเดือน(๔) สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน(๕) ตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยก่อนลงมือปฏิบัติงานประจำวัน(๖) กำกับดูแลการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบ(๗) รายงานการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างต่อนายจ้าง และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีหน่วยงานความปลอดภัย ให้แจ้งต่อหน่วยงานความปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุ(๘) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และรายงานผลการตรวจสอบ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาต่อนายจ้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า(๙) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทำงาน(๑๐) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารมอบหมายข้อ ๑๐ นายจ้างของสถานประกอบกิจการตามบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ที่มีลูกจ้างจำนวนสองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามบัญชี ๓ ที่มีลูกจ้างจำนวนยี่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างระดับผู้บริหารซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ ๑๑ ทุกคน เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการ ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวนดังกล่าวในกรณีที่ลูกจ้างระดับผู้บริหารไม่มีคุณสมบัติตามข้อ ๑๑ ให้นายจ้างดำเนินการให้ลูกจ้างนั้นเข้ารับการฝึกอบรมตามข้อ ๑๑ (๑) เพื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่นายจ้างแต่งตั้งให้เป็นลูกจ้างระดับผู้บริหารในกรณีที่ไม่มีลูกจ้างระดับผู้บริหาร ให้นายจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารข้อ ๑๑ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารต้องเป็นลูกจ้างระดับผู้บริหาร และมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้(๑) ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร(๒) เคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2549(๓) มีคุณสมบัติตามข้อ ๒๑ข้อ ๑๒ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้(๑) กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของตน(๒) เสนอแผนงานหรือโครงการด้านความปลอดภัยในการทำงานในหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อนายจ้าง(๓) ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นไปตามแผนงานหรือโครงการ เพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการ(๔) กำกับดูแลและติดตามให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างตามที่ได้รับรายงานหรือตามข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน คณะกรรมการความปลอดภัย หรือหน่วยงานความปลอดภัยส่วนที่ ๒เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยหน้าที่เฉพาะข้อ ๑๓ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยหน้าที่เฉพาะของสถานประกอบกิจการมีสามระดับ ดังต่อไปนี้(๑) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค(๒) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง(๓) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพกฎกระทรวงจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย2565.pdf

กสร.ประกาศเรื่องแบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี

กสร.ประกาศเรื่องแบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง แบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี สถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่ข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแจ้งการครอบครองหรือใช้ และกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๓ และข้อ ๕กำหนดให้นายจ้างแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี สถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่ข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแจ้งการครอบครองหรือใช้ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเจ็ดวันนับแต่นที่นำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาในสถานประกอบกิจการ และกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว ให้แจ้งต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด            อาศัยอำนาจตามความในข้อ ” และข้อ ๕ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงได้ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา           ข้อ ๒  การแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี สถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่ ข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแจ้งการครอบครองหรือใช้ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ รวมทั้งกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว ให้เป็นไปตามแบบ กภ.ร.๑ท้ายประกาศนี้กสร.คุ้มครองแรงงานเรื่องแบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี.PDF

กสร.ประกาศ แบบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมและ แบบแจ้งปริมาณรังสีสะสม

กสร.ประกาศ แบบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมและ แบบแจ้งปริมาณรังสีสะสม

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแบบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมและแบบแจ้งปริมาณรังสีสะสมที่เกินกำหนดของลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีโดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. ๒๕๖๔ ข้อ ๑๓ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกสามเดือน โดยต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบทุกครั้งและแจ้งปริมาณรังสีสะสมที่เกินกำหนดพร้อมสาเหตุและการป้องกันแก้ไขต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบข้อมูลปริมาณรังสีสะสม ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด           อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๓ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงได้ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้            ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา            ข้อ ๒ การจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมที่ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี ได้รับเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกสามเดือนขึ้นอยู่กับประเภทต้นกำเนิดรังสี ให้เป็นไปตามแบบ กภ.5.๒ ท้ายประกาศนี้           ข้อ ๓ แบบแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมที่ลูกจ้างได้รับเกินปริมาณที่กำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ให้เป็นไปตามแบบ กภ.ร.๓ ท้ายประกาศนี้กสร.แบบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสม.pdf

พระราชกฤษฎีกา กำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยีควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565

พระราชกฤษฎีกา กำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565

พระราชกฤษฎีกา กำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยีควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการก าหนดสาขาวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๕๑จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้มาตรา๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า“พระราชกฤษฎีกาก าหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีควบคุม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๕ ” มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด หนึ่งร้อยแปดสิบ วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาก าหนดสาขาวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม พ.ศ. ๒๕๖๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๓ ให้วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาดังต่อไปนี้ เป็นวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีควบคุม (๑) สาขาธรณีวิทยา (๒) สาขานิติวิทยาศาสตร์ (๓) สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม (๔) สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ”ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่การดำเนินการด้านนิติวิทยาศาสตร์ มีความสำคัญต่อการสืบสวน สอบสวนและพิจารณาตัดสินคดีเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และสังคมและโดยที่การด าเนินการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีบทบาทสำคัญต่อการให้ ความคุ้มครองแก่สุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงาน การรักษาและส่งเสริมสภาพการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนสร้างความปลอดภัยในการทำงานและในสถานประกอบกิจการ สมควรกำหนดให้วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขานิติวิทยาศาสตร์ และสาขาอาชีวอนามัยและ ความปลอดภัย เป็นสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม จึงจ าเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ สรุปพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้หลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ (พ้น 180 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจา) ใครจะไปประกอบอาชีพด้านนี้ในภาคเอกชนจะต้องมีใบอนุญาต จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ฯ หากใครฝ่าฝืน ก็อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้ง 2  หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม ม.41 และ 64 ก่อนกฎหมายจะมีผล สภาวิชาชีพฯก็ต้องไปออกข้อบังคับกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับการออกใบอนุญาต เงื่อนไขต่างๆ รวมค่าธรรมเนียม ให้คนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ รวมทั้งคนที่ประกอบอาชีพอยู่ก่อนกฎหมาย ก็น่าจะมีเงื่อนไขให้ดำเนินการเช่นเดียวกัน ลองติดตามดูนะครับพระราชกฤษฎีกากำหนดสาขาวิชาชีพฉบับที่2พ.ศ.2565.pdf

มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565,ใหม่ล่าสุดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565

มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565

มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565กรณีดังกล่าวนี้อาจเป็นเหตุให้นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม ในโรงงานและชุมชนโดยรอบโรงงานขึ้นมาได้ ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสารเคมีที่มีอยู่เดิมไม่สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน จึงสมควรที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อกำหนดให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดให้โรงงานต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีในโรงงานและจัดทำรายงานปริมาณสารเคมีของโรงงานใหม่ล่าสุดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัการสารเคมี65.pdf

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนำมัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไปข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๓ข้อ ๓ ในกฎกระทรวงนี้ “ระบบการจัดการด้ำนความปลอดภัย” หมายความว่า ระบบการจัดการที่กำหนดขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการจัดการของสถานประกอบกิจการเพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งครอบคลุมการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการข้อ ๔ นายจ้างของสถานประกอบกิจการตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ที่มีลูกจ้าง จำนวนห้าสิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวนดังกล่าว ข้อ ๕ ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อย่างน้อยต้องประกอบด้วย(๑) นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนำมัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน(๒) การจัดการองค์กรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน(๓) แผนงานด้านความปลอดภัย อำชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการ นำไปปฏิบัติ(๔) การประเมินผลและการทบทวนระบบการจัดการด้านความปลอดภัย(๕) การปรับปรุงและการพัฒนาระบบกำรจัดกำรด้ำนควำมปลอดภัยกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้น ของสารเคมีอันตราย (ฉบับที่ ๒ )

ประกาศก.สร เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการตรวจวัด วิเคราะห์ของสารเคมีอันตราย ฉบับที่ 2

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้น ของสารเคมีอันตราย (ฉบับที่ ๒ )           ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในข้อ ๘ แห่งประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน           “ข้อ ๘ ให้นายจ้างจัดให้มีการรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของ สารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ท างานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย ตามแบบรายงาน ผลการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงาน และสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย (สอ.๓) ท้ายประกาศนี้ และให้ส่งรายงานดังกล่าวต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้น ของสารเคมีอันตราย            การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับการรับรองรายงานผลจากผู้ดำเนินการตรวจวัดและ ผู้ดำเนินการตรวจวิเคราะห์สารเคมีอันตรายทางห้องปฏิบัติการ            การส่งรายงานตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างส่งด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ หรือทางสื่อ อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ”ประกาศก.สร เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการตรวจวัด วิเคราะห์ผของสารเคมีอันตราย ฉบับที่ 2.pdf

คำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

คำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

บัญชีรายชื่อจังหวัดที่กำหนดระดับของพื้นที่สถานการณ์เพื่อการบังคับใช้มาตรการควบคุมแบบบูรณาการ แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ที่ ๑/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕         ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะนั้น         เพื่อให้การบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามแนวทางการจัดเขตพื้นที่สถานการณ์ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ (๒) ของคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๔/๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 โดยคำแนะนำของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด - 19 และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019กระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรการตามข้อกำหนดฯ สำหรับเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมและพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ตามบัญชีรายชื่อจังหวัดแนบท้ายคำสั่งนี้         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นพื้นที่ควบคุม รวมทั้งสิ้น ๖๙ จังหวัด ๑. จังหวัดกาฬสินธุ์ ๒. จังหวัดกำแพงเพชร ๓. จังหวัดขอนแก่น (ยกเว้นอำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอเขาสวนกวาง อำเภอเปือยน้อย อำเภอพล อำเภอภูเวียง อำเภอเวียงเก่า และอำเภออุบลรัตน์) ๔. จังหวัดจันทบุรี (ยกเว้นอำเภอเมืองจันทบุรีและอำเภอท่าใหม่) ๕. จังหวัดฉะเชิงเทรา ๖. จังหวัดชัยนาท ๗. จังหวัดชัยภูมิ ๘. จังหวัดชุมพร ๙. จังหวัดเชียงราย (ยกเว้นอำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอเทิง อำเภอพาน อำเภอแม่จัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่สาย อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงแก่น และอำเภอเวียงป่าเป้า) ๑๐. จังหวัดเชียงใหม่ (ยกเว้นอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอจอมทอง อำเภอดอยเต่า อำเภอแม่แตง และอำเภอแม่ริม) ๑๑. จังหวัดตรัง ๑๒. จังหวัดตราด (ยกเว้นอำเภอเกาะกูด และอำเภอเกาะช้าง) ๑๓. จังหวัดตาก ๑๔. จังหวัดนครนายก ๑๕. จังหวัดนครปฐม ๑๖. จังหวัดนครพนม ๑๗. จังหวัดนครราชสีมา (ยกเว้นอำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอโชคชัย อำเภอปากช่อง อำเภอพิมาย อำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอสีคิ้ว) ๑๘. จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๙. จังหวัดนครสรรค์ ๒๐. จังหวัดนราธิวาส ๒๑. จังหวัดน่าน ๒๒. จังหวัดบึงกาฬ ๒๓. จังหวัดบุรีรัมย์ (ยกเว้นอำเภอเมืองบุรีรัมย์) ๒๔. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ยกเว้นเทศบาลเมืองหัวหิน เฉพาะตำบลหัวหินและตำบลหนองแก) ๒๕. จังหวัดปราจีนบุรี ๒๖. จังหวัดปัตตานี ๒๗. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ยกเว้นอำเภอพระนครศรีอยุธยา) ๒๘. จังหวัดพัทลุง ๒๙. จังหวัดพิจิตร ๓๐. จังหวัดพิษณุโลก ๓๑. จังหวัดเพชรบุรี (ยกเว้นเทศบาลเมืองชะอำ) ๓๒. จังหวัดเพชรบูรณ์ ๓๓. จังหวัดแพร่ ๓๔. จังหวัดพะเยา ๓๕. จังหวัดมหาสารคาม ๓๖. จังหวัดมุกดาหาร ๓๗. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๓๘. จังหวัดยะลา ๓๙. จังหวัดยโสธร ๔๐. จังหวัดร้อยเอ็ด ๔๑. จังหวัดระนอง (ยกเว้นเกาะพยาม) ๔๒. จังหวัดระยอง (ยกเว้นเกาะเสม็ด) ๔๓. จังหวัดราชบุรี ๔๔. จังหวัดลพบุรี ๔๕. จังหวัดลำปาง ๔๖. จังหวัดลำพูน ๔๗. จังหวัดเลย (ยกเว้นอำเภอเชียงคาน) ๔๘. จังหวัดศรีสะเกษ ๔๙. จังหวัดสกลนคร ๕๐. จังหวัดสงขลา ๕๑. จังหวัดสตูล ๕๒. จังหวัดสมุทรปราการ (ยกเว้นบริเวณพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ) ๕๓. จังหวัดสมุทรสงคราม ๕๔. จังหวัดสมุทรสาคร ๕๕. จังหวัดสระแก้ว ๕๖. จังหวัดสระบุรี ๕๗. จังหวัดสิงห์บุรี ๕๘. จังหวัดสุโขทัย ๕๙. จังหวัดสุพรรณบุรี ๖๐. จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ยกเว้นเกาะเต่า เกาะพะงัน และเกาะสมุย) ๖๑. จังหวัดสุรินทร์ (ยกเว้นอำเภอเมืองสุรินทร์ และอ าเภอท่าตูม) ๖๒. จังหวัดหนองคาย (ยกเว้นอำเภอเมืองหนองคาย อำเภอท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ และอำเภอสังคม)๖๓. จังหวัดหนองบัวลำภู ๖๔. จังหวัดอ่างทอง ๖๕. จังหวัดอุดรธานี (ยกเว้นอำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอกุมภวาปี อำเภอนายูง อำเภอบ้านดุง อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และอำเภอหนองหาน) ๖๖. จังหวัดอุทัยธานี ๖๗. จังหวัดอุตรดิตถ์ ๖๘. จังหวัดอุบลราชธานี ๖๙. จังหวัดอำนาจเจริญคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19).pdf

กฎกระทรวงว่าด้วยการรายงานผลการปฏิบัติการตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๔

กฎกระทรวงว่าด้วยการรายงานผลการปฏิบัติการตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๔

กฎกระทรวงว่าด้วยการรายงานผลการปฏิบัติการตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๔          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติ โรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป           ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้           “ผู้ประกอบกิจการโรงงาน ” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามประเภท ชนิด หรือขนาดตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๗ ที่มีการเริ่มประกอบกิจการโรงงานโดยชอบ ด้วยกฎหมายแล้ว           “รายงานผลการปฏิบัติการ ” หมายความว่า รายงานผลการปฏิบัติการตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงงาน           ข้อ ๓ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ให้อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรมออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามประเภท ชนิด ขนาด และเงื่อนไขที่กำหนด มีหน้าที่ต้องเสนอรายงานผลการปฏิบัติการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎกระทรวงนี้ ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา           ข้อ ๔ ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานเสนอรายงานผลการปฏิบัติการทุกสามปี โดยให้เสนอ ภายในเดือนเมษายนของปีถัดไปนับจากที่ครบกำหนดสามปี ตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกรมโรงงาน อุตสาหกรรมกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา           ทั้งนี้ อาจกำหนดให้แตกต่างกันตามความเหมาะสม ของประเภท ชนิด และขนาดของโรงงานก็ได้ ในกรณีมีเหตุอันควร อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอาจกำหนดให้ย่นหรือขยายระยะเวลา ที่ต้องเสนอรายงานผลการปฏิบัติการที่กำหนดตามวรรคหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ ให้ประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา           ข้อ ๕ รายงานผลการปฏิบัติการต้องเป็นผลของการปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ที่ผู้ประกอบกิจการโรงงานได้ดำเนินการไปแล้วในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา และได้มีการให้คำรับรอง จากผู้ตรวจสอบเอกชน การให้คำรับรองรายงานผลการปฏิบัติการของผู้ตรวจสอบเอกชนตามวรรคหนึ่ง จะต้องเป็น การให้คำรับรองการมีอยู่ของข้อมูลทั่วไปของโรงงานและการดำเนินการที่ผู้ประกอบกิจการโรงงาน ได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานแล้ว โดยผู้ตรวจสอบเอกชนจะต้องรับรองในแบบรายงาน ผลการปฏิบัติการด้วย           ข้อ ๖ การเสนอรายงานผลการปฏิบัติการ ให้ดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นหลัก ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้หรือมีเหตุอื่นใดทำให้ไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้การรายงานผลการปฏิบัติการดังกล่าวกระทำ ณ สถานที่ ดังต่อไปนี้           (๑) โรงงานในเขตกรุงเทพมหานคร ให้กระทำ ณ กรมโรงงานอุตสาหกรรม           (๒) โรงงานในเขตจังหวัดอื่น ให้กระทำ ณ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด          หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ โรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติ ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน มีหน้าที่ ต้องเสนอรายงานผลการปฏิบัติการที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและได้รับการรับรองจากผู้ตรวจสอบเอกชน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมาตรา ๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้บัญญัติให้การรายงาน กำหนดระยะเวลาการเสนอรายงาน และการให้คำรับรองรายงานผลการปฏิบัติการตามกฎหมายดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยการรายงานผลการปฏิบัติการตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๔.pdf

ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินเรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๖๔

มาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๖๔

ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินเรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาลพ.ศ. ๒๕๖๔ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินเรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๖๔          โดยที่เป็นการสมควรกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาล เพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนซี่งเจ็บป่วยฉุกเฉิน และสอดคล้องกับ ข้อ ๒๙/๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๙ (พ.ศ. ๒๕๖๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งได้กำหนดให้มีการติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External  Defibrillator  : AED) ในอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่เป็นอาคารสาธารณะอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๑) และมาตรา ๒๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับข้อ ๑๙ แห่งระเบียบคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการและอนุกรรมการ พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินในการประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ มีมติเห็นชอบให้ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑  ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๖๔"ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไปข้อ ๓ ในประกาศนี้          "มาตรฐาน" หมายความว่า เกณฑ์หรือข้อกำหนดสำหรับเทียบเท่าคุณภาพขั้นต่ำสุดของการปฏิบัติการฉุกเฉิน ที่ กพฉ. กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน          "ปฏิบัติการฉุกเฉิน" หมายความว่า การปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินนับแต่การรับรู้ถึงภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินจนถึงการดำเนินการให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการบำบัด รักษาให้พ้นภาวะฉุกเฉินซึ่งรวมถึงการประเมิน การจัดการ การประสานงาน การควบคุม ดูแล การติดต่อสื่อสาร การลำเลียงหรือขนส่ง การตรวจวินิจฉัย และการบำบัดรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งนอกสถานพยาบาลและในสถานพยาบาล          "นอกสถานพยาบาล" หมายความว่า สถานที่ใด ๆ  ซึ่งมิใช่สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยการแพทย์จุกเฉิน  อันเป็นสถานที่ที่บุคคลอาจเข้าไปใช้สถานที่ดังกล่าว และมีความจำเป็นต้องมีการติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) ตามที่จะได้มีการกำหนด และให้หมายความรวมถึงอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่เป็นอาคารสาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร          ข้อ ๔ มาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาลให้ปฏิบัติโดยอนุโลมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพด้านการแพทย์และการสาธารณสุข หรือตามที่ กพฉ.กำหนดเพิ่มเติม          ข้อ ๕ การใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External Defibrilla tor :  AED) ให้เป็นไปตามประกศคณะกรรมกรการแพทย์ฉุกเฉิน  เรื่อง  กำหนดให้การใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตนมัติเป็นการปฐมพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๘          ข้อ ๖ รายการละเอียดของเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ(Automated External  Defibrillator : AED) ต้องมีอย่างน้อยดังต่อไปนี้(๑) ตัวเครื่องมีลักษณะการทำงานแบบอัตโนมัติ หรือกึ่งอัตโนมัติ และมีปุ่มสำหรับปล่อยพลังงานไฟฟ้า(๒) ตัวเครื่องสามารถให้พลังงานฟฟ้าได้เองโดยอัตโนมัติ โดยมีพลังงานไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๕- จูล และสำหรับผู้ใหญ่ไม่น้อยกว่า ๑๒๐ จูล(๓) ตัวเครื่องพร้อมทำการปล่อยพลังงานไฟฟ้า  ภายหลังการเริ่มวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจในระยะเวลาไม่เกิน ๑๐ วินาที(๔) ตัวเครื่องสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ(๕) ตัวเครื่องสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่(๖) ตัวเครื่องมีมาตรฐานเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์          ข้อ ๗ ตำแหน่งและจำนวนการติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ(Automated External Defibrillator : AED) นอกสถานพยาบาล จะต้องคำนึงถึงการเข้าถึงและนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินหัวใจหยุดเต้นได้ภายในระยะเวลา < นาที นับตั้งแต่พบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้ติดตั้งอยู่ในจุดที่สังเกตได้ง่าย มองเห็นได้ในที่มืด จุดติดตั้งต้องอยู่ในจุดที่ปลอดภัยสูงจากพื้นไม่เกิน  ๑.๕ เมตร เข้าถึงและนำมาใช้งานได้สะดวก ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้นำไปใช้งาน มีที่จัดเก็บซึ่งเป็นตู้หรือแขวนผนัง กำหนดให้มีสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องหมายสากสในจุดที่ติดตั้งและขั้นตอน วิธีการช่วยเหลือฉุกเฉิน  มีป้ายบอกทางไปยังจุดของตำแหน่งที่ติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) ทั้งนี้ให้มีการบำรุงรักษาเครื่อง การตรวจเช็คตามระยะ การซ่อมบำรุง ให้เครื่องมีความพร้อมในการใช้งานได้ตลอดเวลา และมีคู่มือตรวจสอบได้          ข้อ ๘ การดำเนินการตามข้อ ๗ เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นอกสถานพยาบาลพึงจัดให้มีระบบแสดงพิกัดจุดติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AutomatedExternal  Defibrillator : AED) ที่เชื่อมกับหน่วยปฏิบัติการอำนวยการและต้องกำหนดแนวทางการประสานงาน การแจ้งเหตุ การรายงานไปยังหน่วยปฏิบัติการอำนวยการหรือสถานพยาบาล ในการขอคำแนะนำ การดูแลผู้ป่วย การนำส่งผู้ป่วย ได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที รวมถึงการฝึกซ้อมตามแนวทางที่กำหนดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง          ข้อ  ๙ ให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติดำเนินการออกคู่มือแนวทางดำเนินงานตามประกาศนี้ ทั้งนี้ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้          ข้อ ๑๐ ให้เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติรักษาการตามประกาศนี้ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน.PDF                    

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563

สรุปกฎกระทรวง การตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563

สรุปกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563สาระสำคัญ- ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547- งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง หมายความว่า งานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับ(1) สารเคมีอันตรายตามที่อธิบดีประกาศกำหนด(2) จุลชีวันเป็นพิษที่อาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือสารชีวภาพอื่น(3) กัมมันตภาพรังสี(4) ความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน ความกดดันบรรยากาศ แสง หรือเสียง(5) สภาพแวดล้อมที่อาจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพลูกจ้าง เช่น ฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้ไอควันจากการเผาไหม้- นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามระยะเวลาดังนี้          (1) การตรวจครั้งแรกให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับเข้าทำงาน และตรวจครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง          (2) กรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงมีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพตามระยะเวลาอื่น ให้ตรวจสุขภาพตามระยะเวลานั้น          (3) กรณีเปลี่ยนงานที่ปัจจัยเสี่ยงของลูกจ้างแตกต่างไปจากเดิม ให้ตรวจสุขภาพลูกจ้างทุกครั้งให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแต่วันที่เปลี่ยนงาน- กรณีลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงหยุดงานตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไป เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไม่ว่ากรณีใดๆ ก่อนให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ให้นายจ้างขอความเห็นจากแพทย์ผู้รักษาหรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ หรือจัดให้มีการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ซี่งได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขวงอาชีวเวชศาสตร์ หรือผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง- บันทึกผลการตรวจสุขภาพนั้น ให้แพทย์ผู้ตรวจบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจสุขภาพ โดยให้ระบุความเห็นที่บ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพของลูกจ้างที่มีผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายพร้อมทั้งลงลายมือชื่อและวันที่ตรวจหรือให้ความเห็น โดยกำหนดเพิ่มเติมว่าบันทึกผลการตรวจสุขภาพนี้จะจัดทำในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ และได้กล่าวครอบคลุมเพิ่มถึงปัจจัยเสี่ยงหยุดงานตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไป เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไม่ว่ากรณีใด ๆ- นายจ้างต้องจัดให้มีสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามแบบที่กำหนด และให้นายจ้างบันทึกผลการตรวจสุขภาพลูกจ้างในสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างตามผลการตรวจของแพทย์ทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพ และกำหนดเพิ่มเติมว่าสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงนี้จะจัดทำในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้- ให้นายจ้างเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง ไว้ ณ สถานประกอบกิจการของนายจ้างเพื่อที่จะให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย และกำหนดเพิ่มเติมว่า เว้นแต่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงานตามประกาศกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่วันสิ้นสุดของการว่าจ้างแต่ละราย- กรณีผลการตรวจสุขภาพผิดปกติ ให้แจ้งแก่ลูกจ้างผู้นั้นภายใน 3 วัน และกรณีผลการตรวจสุขภาพปกติ ให้แจ้งแก่ลูกจ้างผู้นั้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ- กรณีพบผลการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงผิดปกติหรือลูกจ้างนั้นมีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีและให้ตรวจสอบหาสาเหตุความผิดปกติเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน และให้นายจ้างส่งผลการตรวจสุขภาพลูกจ้างทีผิ่ดปกติหรือที่มีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข ตามแบบและวิธีการที่กำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย- กรณีลูกจ้างซี่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงมีหลักฐานทางการแพทย์แสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ ให้นายจ้างเปลี่ยนงาน โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างเป็นสำคัญ โดยหลักฐานทางการแพทย์ดังกล่าว ได้แก่ หลักฐานทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของราชการ หรือที่หน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น- นายจ้างต้องมอบสมุดสุขภาพประจำตัวให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงเมื่อสิ้นสุดการจ้าง- การดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 อยู่ก่อนวดันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้กฎกระทรวง ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสียง 2563.PDF

อากาศหนาวเย็นลงบริเวณประเทศไทยตอนบน กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ มีผล7-13 พ.ย.2564

อากาศหนาวเย็นลงบริเวณประเทศไทยตอนบน กับมีฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา"อากาศหนาวเย็นลงบริเวณประเทศไทยตอนบน กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 7-13 พฤศจิกายน 2564)"ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 06 พฤศจิกายน 2564          ในช่วงวันที่ 7-13 พ.ย. 64 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน อุณหภูมิจะลดลง 3-7 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย                  สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร และทะเลอันดามันคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก                    ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ควรระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย          จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงประกาศ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เวลา 11.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เวลา 11.00 น.

การจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ

กฎกระทรวงการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๔๘          สวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสวัสดิการที่ได้มีการพิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับลูกจ้างในสถานประกอบกิจการซึ่งกฎหมายที่ใช้บังคับเพื่อให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปต้องมีการจัดสวัสดิการประเภทนี้ คือ ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง กำหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย สำหรับลูกจ้าง โดยในประกาศฉบับนี้ได้กำหนดรายละเอียดและรูปแบบของสวัสดิการแรงงานที่สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีโดยสรุปดังนี้           1. ในสถานที่ทำงานของลูกจ้าง ให้นายจ้างจัดให้มี          (1) น้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่น้อยกว่าหนึ่งที่สำหรับลูกจ้างไม่เกิน 40 คน และเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนหนึ่งที่สำหรับลูกจ้างทุกๆ 40คน เศษของ 40คนถ้าเกิน 20คน ให้ถือเป็น 40คน           (2) ห้องน้ำและห้องส้วมตามแบบและจำนวนที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการควบคุม อาคารและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และมีการดูแลรักษาความสะอาดให้อยู่ในสภาพที่ถูกสุขลักษณะเป็นประจำทุกวัน ให้นายจ้างจัดให้มีห้องน้ำและห้องส้วมแยกสำหรับลูกจ้างชายและลูกจ้างหญิง และในกรณีที่มีลูกจ้างที่เป็นคนพิการ ให้นายจ้างจัดให้มีห้องน้ำและห้องส้วมสำหรับคนพิการแยกไว้โดยเฉพาะ           2. ในสถานที่ทำงานของลูกจ้าง ให้นายจ้างจัดให้มีสิ่งจำเป็นในการปฐมพยาบาลและการรักษาพยาบาล ดังต่อไปนี้          (2.1) สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีเวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ในการปฐมพยาบาลในจำนวนที่เพียงพอ อย่างน้อยตามรายการที่กำหนดทั้ง 29 รายการ อาทิ กรรไกร แก้วยาน้ำ และแก้วยาเม็ด เข็มกลัด สายยางรัดห้ามเลือด ฯลฯ          2.2 สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานในขณะเดียวกันตั้งแต่สองร้อยคนขึ้นไป ต้องจัดให้มี          (ก) เวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ในการปฐมพยาบาลตาม ( 1 )          (ข) ห้องรักษาพยาบาลพร้อมเตียงพักคนไข้อย่างน้อยหนึ่งเตียง เวชภัณฑ์และยานอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ตามความจำเป็นและเพียงพอแก่การรักษาพยาบาลเบื้องต้น          (ค) พยาบาลตั้งแต่ระดับพยาบาลเทคนิคขึ้นไปไว้ประจำอย่างน้อยหนึ่งคนตลอดเวลาทำงาน          (ง) แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อตรวจรักษาพยาบาลไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละสองครั้งและเมื่อรวมเวลาแล้วต้อง ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหกชั่วโมงในเวลาทำงาน 2.3 สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานในขณะเดียวกันตั้งแต่หนึ่งพันคนขึ้นไป ต้องจัดให้มี          (ก) เวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ในการปฐมพยาบาลตาม ( 1 )          (ข) ห้องรักษาพยาบาลพร้อมเตียงพักคนไข้อย่างน้อยหนึ่งเตียง เวชภัณฑ์และยานอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ตามความจำเป็นและเพียงพอแก่การรักษาพยาบาล เบื้องต้น          (ค) พยาบาลตั้งแต่ระดับพยาบาลเทคนิคขึ้นไปไว้ประจำอย่างน้อยสองคนตลอดเวลาทำงาน          (ง) แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อตรวจรักษาพยาบาลไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละสองครั้งและเมื่อรวมเวลาแล้วต้อง ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหกชั่วโมงในเวลาทำงาน          (จ) ยานพาหนะซึ่งพร้อมที่จะนำลูกจ้างส่งสถานพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาล

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ (ฉบับที่ ๒)          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๓๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๗ คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานจึงออกประกาศไว้ ดังนี้          ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙          ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน          "ข้อ ๒ ให้ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างที่จัดให้มีการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานหรือการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพจัดส่งหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยให้ยื่นคำขอตามแบบที่นายทะเบียนกำหนด          การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นหลัก ในกรณีที่ไม่สามารถยื่นโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ยื่นต่อหน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัด ที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างมีสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาที่จะดำเนินการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตั้งอยู่ ดังต่อไปนี้          (๑) ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ๑๓ กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่          (๒) ในจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น"          ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน (๔ ของ ก. ของข้อ ๓ ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน          "(๔) จำนวนผู้รับการฝึกอบรมให้เป็นดังนี้          กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยาย สำหรับการฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมรุ่นละไม่เกินหนึ่งร้อยคน สำหรับการฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมรุ่นละไม่เกินสามสิบคน          กรณีการฝึกอบรมโดยการจัดกิจกรรมกลุ่ม ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมกลุ่มละไม่เกินห้าสิบคนต่อวิทยากรหนึ่งคน           กรณีการฝึกอบรมทักษะฝีมือซึ่งต้องมีภาคปฏิบัติ ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมกลุ่มละไม่เกินยี่สิบห้าคนต่อวิทยากรหนึ่งคน"          ข้อ  ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๓) ของ ค. ของข้อ ๓ ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑                         "(๓)" กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยายด้วยวิธีการฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกทุกคนแสดงตนก่อนเข้ารับการฝึกอบรม โดยผู้เข้ารับการฝึกและครูฝึกหรือวิทยากรไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ต้องสามารถสื่อสารกันได้ทั้งภาพและเสียงตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงของผู้เข้ารับการฝึกทุกคนตลอดเวลาที่มีการฝึกอบรมและเก็บไว้เพื่อให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่น้อยนับแต่วันเสร็จสิ้นการฝึก"          ข้อ ๕ ให้ผู้ซึ่งจัดให้มีการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาชาอาชีพซึ่งได้รับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านในการยืนยันตัวตนของผู้ขอใช้บริการตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาผีมือแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ สามารถใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านนั้นสำหรับใช้ยื่นคำขอรับความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดเกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อ 6 วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศนี้          ข้อ ๖ บรรดาคำขอและการพิจารณาคำขอตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ให้ดำเนินการตามประกาศดังกล่าวจนเสร็จสิ้นประกาศ ณ วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมฯ (ฉบับที่2).pdf

การฝึกอบรมแบบออนไลน์ สำหรับสถานประกอบกิจการ

การฝึกอบรมแบบออนไลน์ สำหรับสถานประกอบกิจการการฝึกอบรมแบบออนไลน์ สำหรับสถานประกอบกิจการ ใช้บังคับตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป1. ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการค่าใช้จ่าบที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์2. กำหนดให้การยื่นคำขอรับความเห็นชอบหลักสูตร2.1. ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่2.2. ในจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สถาบันฝีมือแรงงานหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น3. จำนวนผู้เข้าอบรม ให้เป็นดังนี้3.1. การฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม ให้มีจำนวนผู้เข้าอบรมรุ่นละไม่เกิน 100 คน3.2. การฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้มีจำนวนผู้เข้าอบรมรุ่นละไม่เกิน 30 คน3.3. การฝึกอบรมโดยการจัดกิจกรรมกลุ่ม ให้มีจำนวนผู้เข้าอบรมกลุ่มละไม่เกิน 50 คน ต่อ วิทยากร 1 คน4. กรณีการฝึกอบรมโดยการบรรยายวิธีการฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกทุกคน แสดงตนก่อนเข้ารับการฝึกอบรมโดยผู้เข้ารับการอบรมและวิทยากรไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกันแต่ต้องสามารถสื่อสารกันได้ทั้งภาพและเสียงตลอดการฝึกอบรม5. สามารถใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน สำหรับยื่นคำขอรับความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

TSM


หน้าที่ Transport Safety Manager (TSM)

หน้าที่ Transport Safety Manager (TSM)

Transport Safety Manager (TSM) คือใคร และทำไมผู้ประกอบการขนส่งต้องมีหน้าที่ของ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง Transport Safety Manager (TSM) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนนยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่สร้างความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ขององค์กร ภาครัฐจึงได้ออกกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่งอย่างเป็นระบบ หนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกกำหนดขึ้นมา คือ “บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง” หรือ Transport Safety Manager (TSM)TSM ไม่ใช่เพียงตำแหน่งตามข้อกฎหมาย แต่เป็นหัวใจของระบบความปลอดภัยในการขนส่ง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ต้องมองภาพรวมทั้งหมด ตั้งแต่รถ คน เส้นทาง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้ความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำอีกบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ “หน้าที่และภารกิจของ TSM” อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้บริหาร และผู้ที่กำลังจะเข้าสู่บทบาท TSM เห็นภาพการทำงานที่ชัดเจน และนำไปปรับใช้ได้จริงในองค์กรบทบาทหลักของ Transport Safety Manager (TSM)ภารกิจของ TSM บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งTSM คือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่วางแผน ควบคุม กำกับ และติดตามงานด้านความปลอดภัยในการขนส่งทางถนนของสถานประกอบการ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ลดความเสี่ยง ลดอุบัติเหตุ และสร้างระบบการขนส่งที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนหน้าที่ของ TSM ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจรถก่อนออกเดินทาง แต่ครอบคลุมการจัดการทั้งหมด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ภารกิจของ TSM บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง1. การจัดการรถและอุปกรณ์พื้นฐานของความปลอดภัยในการขนส่ง เริ่มต้นที่ “รถ” หากรถไม่พร้อม ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ออกจากลานจอด หน้าที่สำคัญของ TSM ในด้านนี้ คือการทำให้รถทุกคันอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและปลอดภัยตามมาตรฐานภารกิจในกลุ่มนี้ ได้แก่จัดทำแผนบำรุงรักษารถและอุปกรณ์อย่างเป็นระบบตรวจสอบความพร้อมของรถก่อนใช้งานตรวจสอบอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็น เช่น ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง ยาง ลมยาง เข็มขัดนิรภัย อุปกรณ์ฉุกเฉินจัดเก็บประวัติการซ่อมบำรุงและการตรวจสภาพรถอย่างครบถ้วนTSM ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายซ่อมบำรุงหรืออู่ซ่อม เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันผ่านการตรวจสอบตามแผน ไม่ใช่ซ่อมเมื่อเสีย แต่เป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา2. การจัดการผู้ขับรถแม้รถจะพร้อมแค่ไหน หากผู้ขับขี่ไม่พร้อม ความเสี่ยงก็ยังคงสูง หน้าที่ของ TSM จึงครอบคลุมถึงการดูแล “คนขับรถ” อย่างรอบด้านหน้าที่ในส่วนนี้ ได้แก่กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานขับรถอย่างชัดเจนจัดทำแผนการทำงานและตารางเวลาการขับขี่ที่เหมาะสมจัดอบรมพนักงานขับรถด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอตรวจสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจของพนักงานขับรถตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติงานสุ่มตรวจสารเสพติดตามแผนที่กำหนดTSM ต้องเข้าใจว่าอุบัติเหตุจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเหนื่อยล้า ความเครียด หรือปัญหาสุขภาพของผู้ขับรถ การดูแลเชิงป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญ3. การจัดการการเดินรถการเดินรถที่ดี ไม่ใช่แค่ไปถึงปลายทางให้เร็วที่สุด แต่ต้อง “ปลอดภัยที่สุด” หน้าที่ของ TSM คือการควบคุมและวางแผนการเดินรถให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงภารกิจหลักในด้านนี้ ได้แก่จัดทำแผนเส้นทางการเดินรถที่ปลอดภัยตรวจสอบและควบคุมการใช้ความเร็วของรถติดตามสถานะการเดินรถแบบเรียลไทม์ (หากมีระบบ)ประเมินความเสี่ยงของเส้นทาง เช่น จุดเสี่ยง จุดตัด ทางโค้ง พื้นที่ก่อสร้างTSM ต้องประสานงานกับผู้ขับรถอย่างใกล้ชิด หากเกิดสภาพอากาศแปรปรวน อุบัติเหตุบนเส้นทาง หรือเหตุฉุกเฉิน ต้องสามารถตัดสินใจและปรับแผนได้ทันทีภารกิจของ TSM บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง4. การจัดการการบรรทุกและโดยสารการบรรทุกเกินพิกัด หรือการจัดวางสินค้าไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุ หน้าที่ของ TSM คือการควบคุมกระบวนการนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหน้าที่สำคัญ ได้แก่จัดทำคู่มือปฏิบัติงานด้านการบรรทุกสินค้าและการโดยสารตรวจสอบน้ำหนักบรรทุกไม่ให้เกินที่กฎหมายกำหนดตรวจสอบการจัดวางและยึดตรึงสินค้าให้มั่นคงตรวจสอบความปลอดภัยของผู้โดยสารในกรณีรถโดยสารTSM ต้องทำงานร่วมกับพนักงานโหลดสินค้า พนักงานประจำรถ และหัวหน้างาน เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่เร่งรีบจนละเลยมาตรฐาน5. การวิเคราะห์และประเมินผลหน้าที่ที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยภารกิจในส่วนนี้ ได้แก่จัดทำแผนรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินบริหารจัดการและประสานงานเมื่อเกิดอุบัติเหตุจัดทำรายงานอุบัติเหตุอย่างเป็นระบบวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุนำข้อมูลมาปรับปรุงและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำTSM ต้องไม่มองอุบัติเหตุเป็นเรื่องของ “ดวง” แต่ต้องมองว่า ทุกเหตุการณ์มีสาเหตุ และทุกสาเหตุสามารถนำไปใช้พัฒนาระบบให้ดีขึ้นได้TSM กับการยกระดับองค์กรขนส่งอย่างยั่งยืนการมี TSM ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และทำงานอย่างจริงจัง ไม่เพียงช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนจากอุบัติเหตุ ลดการหยุดชะงักของธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบทบาท TSM มักพบว่าอุบัติเหตุลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมและการเคลมประกันลดลงพนักงานขับรถมีวินัยและทัศนคติด้านความปลอดภัยดีขึ้นภาพลักษณ์องค์กรดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นสรุปTransport Safety Manager (TSM) ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีไว้เพียงเพื่อให้ “ถูกต้องตามกฎหมาย” แต่คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องชีวิตคนทำงาน ทรัพย์สิน และชื่อเสียงขององค์กรการเข้าใจหน้าที่ของ TSM อย่างครบถ้วน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญในการสร้างระบบขนส่งที่ปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาวเซฟตี้อินไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์ความรู้ และจัดอบรมหลักสูตร Transport Safety Manager เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขนส่งขององค์กรคุณอย่างมืออาชีพ

ผู้ประกอบการขนส่ง ต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง TSM

ผู้ประกอบการขนส่ง ต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง TSM

ผู้ประกอบการขนส่งต้องรู้ กรมการขนส่งทางบกย้ำ ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (TSM)ผู้ประกอบการขนส่ง ต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง TSMในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนนยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ทั้งในมิติของความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ของภาคธุรกิจขนส่งโดยรวม กรมการขนส่งทางบกจึงได้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย ด้วยการกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องมี “บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง” หรือ Transport Safety Manager (TSM) อย่างเป็นรูปธรรมมาตรการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวทางที่ภาครัฐผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบขนส่งของไทยมีมาตรฐานใกล้เคียงสากล และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้ความเป็นมาของกฎหมาย TSMกรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักสูตร ระยะเวลาการฝึกอบรม และหน้าที่ของบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM) พ.ศ. 2564 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565 ดูประกาศที่นี่ ปัจจุบันประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องจัดให้มี TSM เพื่อทำหน้าที่ดูแล ควบคุม และบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งอย่างเป็นระบบTSM คือใคร และสำคัญอย่างไรTSM คือ บุคลากรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการความปลอดภัยในการขนส่งทางถนนในภาพรวม ไม่ใช่เพียงการตรวจรถหรือดูแลพนักงานขับรถเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งระบบการขนส่งขององค์กรหน้าที่หลักของ TSM แบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่การจัดการรถการจัดการผู้ขับรถการจัดการการเดินรถการจัดการการบรรทุกและการโดยสารการบริหารจัดการ การวิเคราะห์ และการประเมินผลด้านความปลอดภัยกล่าวได้ว่า TSM คือ “กลไกกลาง” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุอย่างเป็นระบบผู้ประกอบการขนส่งกลุ่มแรก ที่ถูกบังคับใช้ TSM ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปกรมการขนส่งทางบกกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งบางกลุ่มต้องดำเนินการจัดให้มี TSM ทันที โดยกลุ่มที่เข้าข่ายบังคับใช้แล้ว มีดังนี้1.ผู้ประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสาร หมวด 1 กรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง และหมวด 2 รายเดิมทุกราย2.ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถโดยสาร รายเดิมที่มีรถตั้งแต่ 51 คันขึ้นไป3.ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถบรรทุก รายเดิมทุกรายที่มีรถขนส่งวัตถุอันตราย4.ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถบรรทุก รายเดิมที่มีรถตั้งแต่ 101 คันขึ้นไปผู้ประกอบการขนส่งกลุ่มแรก5.ผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลด้วยรถบรรทุกรายเดิมที่มีรถขนส่งวัตถุอันตราย ตั้งแต่ 6 คันขึ้นไป6.ผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลรายเดิม ที่มีรถตั้งแต่ 101 คันขึ้นไป7.ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง (รายใหม่) ด้วยรถโดยสารประจำทางและไม่ประจำทาง (ผู้ขอเป็นนิติบุคคล) ทุกราย8.ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง (รายใหม่) ด้วยรถบรรทุกไม่ประจำทางและส่วนบุคคล ที่มีรถตั้งแต่ 11 คันขึ้นไปผู้ประกอบการขนส่งกลุ่มแรกสำหรับผู้ประกอบการขนส่งกลุ่มอื่น จะมีการบังคับใช้ในระยะถัดไป คือวันที่ 1 มกราคม 2567 และวันที่ 1 มกราคม 2568 ตามลำดับโทษกรณีไม่จัดให้มี TSMผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่จัดให้มีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง จะมีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาทมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาทซึ่งนอกจากโทษปรับแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาต่ออายุใบอนุญาต หรือการตรวจประเมินมาตรฐานด้านการขนส่งในอนาคตอีกด้วยการอบรมและหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้จัดอบรม TSMปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการรับสมัครและคัดเลือกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการฝึกอบรม TSM แทนกรมการขนส่งทางบกโดยหน่วยงานที่จะจัดอบรมได้ ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ เช่นเป็นนิติบุคคลมีความพร้อมด้านการจัดการฝึกอบรมมีประสบการณ์จัดการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 5 ปีส่วนวิทยากรต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด และผ่านการทดสอบความรู้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90รายชื่อหน่วยงานและวิทยากรที่ได้รับการขึ้นทะเบียน จะประกาศอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบกTSM ไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนด้านความปลอดภัยในมุมของผู้ประกอบการ การมี TSM อาจดูเหมือนต้นทุนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาว TSM คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียลดความเสี่ยงด้านกฎหมายเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้ายกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้านความปลอดภัยธุรกิจขนส่งที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบความปลอดภัยที่ชัดเจนและตรวจสอบได้สรุปกรมการขนส่งทางบก ได้ย้ำชัดแล้วว่า ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (TSM) โดยเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนส่งกลุ่มแรกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปผู้ประกอบการที่ยังไม่ตรวจสอบสถานะของตนเอง ควรเร่งดำเนินการโดยด่วน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และเพื่อความปลอดภัยของทุกชีวิตบนท้องถนน ความปลอดภัยในการขนส่ง ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ ด้วยความปรารถนาดี จาก เซฟตี้อินไทย

iso 45001:2018


การตรวจติดตามภายในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001:2018

การตรวจติดตามภายในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001:2018

การตรวจติดตามภายในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001:2018การดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน เป็นเรื่องที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้ โดยเฉพาะในยุคที่มาตรฐานความปลอดภัยถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือขององค์กร ISO 45001:2018 จึงกลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่หลายองค์กรเลือกนำมาใช้ เพื่อสร้างระบบการทำงานที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยง และป้องกันอุบัติเหตุอย่างเป็นระบบหนึ่งในหัวใจสำคัญของ ISO 45001:2018 คือ “การตรวจติดตามภายใน” ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่องค์กรวางแผนไว้ ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด และยังมีจุดใดที่ควรปรับปรุงก่อนจะเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุร้ายแรงตามมาความหมายของการตรวจติดตามภายใน ISO 45001:2018การตรวจติดตามภายใน หมายถึง กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายในองค์กร โดยผู้ตรวจประเมินที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 45001:2018 นโยบาย แผนงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องการตรวจติดตามภายในไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจับผิดหรือหาผู้กระทำผิด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความเสี่ยง จุดบกพร่อง และโอกาสในการพัฒนา เพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นISO AUDIT ประเภทของการตรวจประเมินประเภทของการตรวจประเมิน ISOโดยทั่วไป การตรวจประเมินตามระบบ ISO สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก1. การตรวจประเมินโดยองค์กรเอง หรือ 1st Party Audit (Internal Audit) เป็นการตรวจติดตามภายในที่องค์กรดำเนินการด้วยตนเอง โดยผู้ตรวจประเมินภายในที่ผ่านการอบรมและมีความรู้ความเข้าใจในระบบ ISO2. การตรวจประเมินโดยคู่ค้า หรือ 2nd Party Audit (Supplier Audit) เป็นการตรวจที่องค์กรลูกค้าดำเนินการตรวจประเมินระบบของผู้ขายหรือผู้ให้บริการ เพื่อประเมินความสามารถและความน่าเชื่อถือในการทำงาน3. การตรวจประเมินเพื่อการรับรอง หรือ 3rd Party Audit (Certification Audit) เป็นการตรวจประเมินโดยหน่วยงานรับรองภายนอก เพื่อพิจารณาให้องค์กรได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 หลักการพื้นฐานของการตรวจติดตามภายในการตรวจติดตามภายในที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องยึดหลักการสำคัญ เพื่อให้ผลการตรวจมีความน่าเชื่อถือและเป็นธรรม ได้แก่ การดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรม การนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง และตรวจสอบได้ การตรวจประเมินอย่างมืออาชีพ ความเป็นอิสระและไม่ลำเอียง การยึดหลักฐานเป็นพื้นฐานในการพิจารณาหลักการเหล่านี้ช่วยให้การตรวจติดตามไม่กลายเป็นเรื่องของอคติหรือความรู้สึก แต่เป็นกระบวนการที่อิงจากข้อมูลและข้อเท็จจริงจริง ๆบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจประเมิน ISOบุคคลที่เกี่ยวข้องในการตรวจประเมิน ISOการตรวจติดตามภายในเกี่ยวข้องกับหลายบทบาท ซึ่งแต่ละบทบาทมีหน้าที่แตกต่างกันหัวหน้าผู้ตรวจประเมิน (Lead Auditor) ทำหน้าที่วางแผนการตรวจ กำหนดขอบเขต ควบคุมการตรวจ และสรุปผลการตรวจประเมินผู้ตรวจประเมิน (Auditor) ดำเนินการตรวจสอบ สัมภาษณ์ ตรวจเอกสาร และเก็บรวบรวมหลักฐานตามแผนที่กำหนด ผู้ว่าจ้างหรือผู้ร้องขอให้มีการตรวจประเมิน (Client) เป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการให้มีการตรวจติดตามระบบผู้ถูกตรวจประเมิน (Auditee) เป็นหน่วยงานหรือบุคลากรภายในองค์กรที่อยู่ในขอบเขตการตรวจประเมินคุณสมบัติส่วนบุคคล ของผู้ตรวจประเมิน ISOคุณสมบัติของผู้ตรวจประเมิน ISO ที่ดีผู้ตรวจประเมินที่มีคุณภาพ ไม่ได้วัดกันแค่ใบประกาศนียบัตร แต่ต้องมีคุณสมบัติด้านพฤติกรรมและทักษะร่วมด้วย เช่นมีจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์มีความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปิดใจ รับฟังความคิดเห็น และไม่ยึดติดความคิดของตนเองเป็นหลักมีความรอบคอบ ช่างสังเกต และเข้าใจบริบทการทำงานสามารถสื่อสารและเจรจาได้อย่างเหมาะสมตัดสินใจโดยใช้หลักฐานและเหตุผลมีความมั่นใจในตนเอง แต่ไม่ใช่ความมั่นใจเกินพอดีคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้การตรวจติดตามเป็นไปอย่างราบรื่น และได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกตรวจประเมินมากขึ้นiso 45001:2018 มีผลดีต่อองค์กรประโยชน์ของ ISO 45001:2018 ต่อองค์กรการตรวจติดตามภายในภายใต้ระบบ ISO 45001:2018 ช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์หลายด้านช่วยให้การดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น องค์กรสามารถควบคุมความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างเป็นระบบช่วยให้การบริหารจัดการเป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน สามารถวางแผน ปรับปรุง และพัฒนากระบวนการทำงานให้เหมาะสมเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลูกค้า และคู่ค้า แสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานช่วยลดค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุและการสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดจากการหยุดงาน การรักษาพยาบาล และความเสียหายอื่น ๆเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย ช่วยให้องค์กรมั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเพิ่มโอกาสในการได้รับการรับรอง ISO 45001:2018 ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจรับรองจากหน่วยงานภายนอกรายการตรวจประเมิน ( Checklist )บทบาทของ Checklist ในการตรวจติดตามChecklist เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การตรวจติดตามมีความเป็นระบบ ข้อดีของ Checklist ได้แก่ ช่วยให้ผู้ตรวจประเมินไม่พลาดประเด็นสำคัญ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ตรวจประเมิน ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการตรวจครั้งถัดไปอย่างไรก็ตาม Checklist ก็มีข้อจำกัด หากใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ทำให้การตรวจขาดความยืดหยุ่น การตรวจอาจไม่ครอบคลุม หากจัดทำรายการไม่ครบถ้วนดังนั้น ผู้ตรวจประเมินควรใช้ Checklist เป็นแนวทาง ไม่ใช่กรอบที่ตายตัวการจัดเตรียมสถานที่ เพื่อรองรับการตรวจการเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจติดตาม เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น เช่นจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้ผู้ตรวจประเมินจัดให้มีผู้นำทางในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงชี้แจงข้อมูลด้านความปลอดภัย เช่น ทางหนีไฟ จุดรวมพล สิ่งที่ห้ามปฏิบัติจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการประชุมและตรวจเอกสารให้เหมาะสม สะอาด และเป็นระเบียบอำนวยความสะดวกแก่ผู้ตรวจประเมินเท่าที่เหมาะสม โดยไม่รบกวนการตรวจสรุปการตรวจติดตามภายในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001:2018 ไม่ใช่เพียงขั้นตอนตามข้อกำหนดของมาตรฐาน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดความเสี่ยง และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่แท้จริงองค์กรที่มองเห็นคุณค่าของการตรวจติดตาม จะไม่มองการ Audit เป็นภาระ แต่จะมองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และปรับปรุง ซึ่งสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ใบรับรอง ISO แต่คือความปลอดภัยของพนักงานและความมั่นคงขององค์กรในระยะยาวเซฟตี้อินไทย เชื่อว่า ความปลอดภัยที่ดี เริ่มต้นจากระบบที่ดี และระบบที่ดี เริ่มต้นจากการตรวจติดตามที่มีคุณภาพเสมอ

การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยงตามระบบ ISO45001:2018

การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยงตามระบบ ISO45001:2018

การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 45001 เนื่องจากเป็นการระบุถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากอันตรายเหล่านั้น เพื่อนำไปสู่การวางแผน และดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพทำไมการชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยงจึงสำคัญ ?ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง มาตรฐาน ISO 45001:2018 เกิดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการระบบบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHSAS) โดยมีเป้าหมายหลักคือการป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน และการปรับปรุงสุขภาวะและสวัสดิการของพนักงานอย่างต่อเนื่องประโยชน์ของการชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง ลดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยส่งผลให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับ เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องการชี้บ่งอันตราย และการประเมินความเสี่ยงเป็นขั้นตอนพื้นฐานและสำคัญในการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO 45001:2018 การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนการประเมินความเสี่ยง คืออะไร ?การประเมินความเสี่ยง คือ กระบวนการที่ใช้ในการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากอันตรายหรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยพิจารณาถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นและความรุนแรงของผลกระทบที่อาจตามมาขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง ระบุอันตราย หาให้ออกว่ามีอะไรบ้างที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น สารเคมีอันตราย เครื่องจักรที่เสื่อมสภาพ สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ประเมินความน่าจะเป็น ประเมินว่าแต่ละอันตรายมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เช่น บ่อยครั้ง น้อยครั้ง หรือแทบไม่เคยเกิดขึ้น ประเมินความรุนแรง ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแต่ละอันตราย เช่น บาดเจ็บเล็กน้อย บาดเจ็บสาหัส ความเสียหายต่อทรัพย์สิน จัดระดับความเสี่ยง กำหนดระดับความเสี่ยงของแต่ละอันตราย โดยพิจารณาจากทั้งความน่าจะเป็นและความรุนแรง กำหนดมาตรการควบคุม วางแผนมาตรการเพื่อลดหรือกำจัดความเสี่ยง เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การฝึกอบรมพนักงานประโยชน์ของการประเมินความเสี่ยง ลดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน ช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยส่งผลให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับ เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องตัวอย่างของอันตรายที่พบได้ในสถานที่ทำงาน อันตรายจากทางกายภาพ เสียงดัง ฝุ่นละออง ความร้อน สารเคมี อันตรายจากทางชีวภาพเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส อันตรายจากทางจิตวิทยา ความเครียด การถูกคุกคาม การข่มเหง การประเมินความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงอยู่เสมอ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การประเมินความเสี่ยงจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการทำงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการทำงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย กระบวนการนี้ประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ 5 ขั้นตอน และมีหลักการพื้นฐานที่เรียกว่า ROEOC เพื่อช่วยให้เราเข้าใจถึงกระบวนการนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นขั้นตอนในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ระบุอันตราย (Hazard Identification) ขั้นตอนแรกคือการระบุถึงสิ่งต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น สารเคมีอันตราย เครื่องจักรชำรุด สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น ประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) หลังจากระบุอันตรายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินว่าอันตรายเหล่านั้นมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน จัดระดับความเสี่ยง เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว จะต้องทำการจัดระดับความเสี่ยงของแต่ละอันตราย เพื่อให้ทราบว่าอันตรายใดมีความสำคัญเร่งด่วนที่สุด กำหนดแผนงานบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management Program) เมื่อทราบระดับความเสี่ยงแล้ว ก็จะต้องวางแผนการจัดการความเสี่ยง โดยกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมที่เหมาะสมกับแต่ละอันตรายหลักการ ROEOCRecognition (ตระหนัก) หมายถึง การตระหนักรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นEvaluation (ประเมิน) หมายถึง การประเมินความรุนแรงและความน่าจะเป็นของอันตรายControl (ควบคุม) หมายถึง การกำหนดมาตรการควบคุมเพื่อลดหรือกำจัดอันตรายทำไมการวิเคราะห์ความเสี่ยงจึงสำคัญ? ลดอุบัติเหตุ ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับ เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างการนำไปใช้สมมติว่าเราทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เราอาจจะพบว่ามีอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิต ดังนั้นเราจะต้องทำการประเมินความเสี่ยงว่าสารเคมีชนิดนี้มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน หากสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปจะเกิดอันตรายอะไรบ้าง และมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่สารเคมีรั่วไหลมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงกำหนดมาตรการควบคุม เช่น การสวมใส่ชุดป้องกันส่วนบุคคล การติดตั้งระบบระบายอากาศที่ดี เป็นต้นการวิเคราะห์ความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย การทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ และหลักการ ROEOC จะช่วยให้เราสามารถระบุและจัดการกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงานได้ประเภทของอันตราย (Hazard Source)ประเภทของอันตราย (Hazard Source) ที่เราอาจพบเจอได้ในสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ความเสี่ยงในการทำงาน เพื่อให้เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ประเภทของอันตราย อันตรายจากเครื่องจักร อุปกรณ์ อันตรายที่เกิดจากการใช้งานเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรบด เครื่องจักรตัด เครื่องจักรกลึง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่มีส่วนเคลื่อนไหว อาจก่อให้เกิดอันตรายจากการถูกบด บีบ หรือดูดเข้าไปในเครื่องจักรได้ อันตรายจากวัตถุหนักตกใส่ อันตรายที่เกิดจากวัตถุที่มีน้ำหนักมากตกลงมาใส่ เช่น วัสดุที่วางไม่มั่นคง หรือวัตถุที่ร่วงหล่นจากที่สูง อันตรายจากยานพาหนะ อันตรายที่เกิดจากการใช้งานยานพาหนะภายในโรงงาน เช่น รถยก รถโฟล์คลิฟท์ อาจเกิดอุบัติเหตุชน หรือทับคนงานได้ อันตรายจากกระแสไฟฟ้า อันตรายจากการสัมผัสกับกระแสไฟฟ้า อาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อต หรือไฟไหม้ได้ อันตรายจากการตกจากที่สูง อันตรายที่เกิดจากการตกจากที่สูง เช่น บันได หลังคา หรือที่ทำงานที่ไม่มีราวกั้น อันตรายจากสารเคมี ไอระเหย ฝุ่น ฟูม ควัน อันตรายที่เกิดจากการสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ เช่น สารเคมีกัดกร่อน สารเคมีระเหย อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หรือเป็นพิษได้ อันตรายจากความร้อน ความเย็น แสง เสียง อันตรายที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด เย็นจัด มีแสงจ้า หรือเสียงดัง อาจทำให้เกิดอาการป่วยหรือบาดเจ็บได้ อันตรายจากรังสี สนามแม่เหล็กไฟฟ้า อันตรายที่เกิดจากการสัมผัสกับรังสี เช่น รังสีเอกซ์ หรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้า อาจทำให้เกิดมะเร็ง หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ อันตรายจากเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย สัตว์ อันตรายที่เกิดจากการสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ อาจทำให้เกิดโรคติดต่อได้ อันตรายด้านจิตวิทยาสังคม อันตรายที่เกิดจากปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความเครียด การถูกคุกคาม การข่มเหง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการทำงานความสำคัญของการระบุประเภทของอันตรายการระบุประเภทของอันตรายเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ความเสี่ยง เมื่อเราทราบว่ามีอันตรายอะไรบ้างในสถานที่ทำงาน เราจึงสามารถวางแผนและดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพตัวอย่างการนำไปใช้ หากพบว่ามีอันตรายจากสารเคมี เราอาจจะต้องติดป้ายเตือนอันตราย จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และจัดอบรมให้พนักงานทราบถึงวิธีการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย หากพบว่ามีอันตรายจากการตกจากที่สูง เราอาจจะต้องติดตั้งราวกั้น หรือให้พนักงานสวมใส่สายรัดนิรภัย การทำความเข้าใจประเภทของอันตรายต่าง ๆ จะช่วยให้เราสามารถระบุและประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง และนำไปสู่การวางแผนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นการเตรียมแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยงขั้นตอนสำคัญ 5 ขั้นตอนในการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมความเสี่ยง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัยขั้นตอนต่างๆ รวบรวมเอกสารข้อมูล ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อมูลการปฏิบัติงาน หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานที่เราต้องการวิเคราะห์ความเสี่ยง ระบุอันตราย หลังจากรวบรวมข้อมูลแล้ว เราจะต้องทำการระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากงานนั้นๆ โดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา กำหนดความเสี่ยง เมื่อระบุอันตรายได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินความเสี่ยงของแต่ละอันตราย โดยพิจารณาถึงความรุนแรงของอันตรายและความน่าจะเป็นที่อันตรายนั้นจะเกิดขึ้น ตรวจสอบและปรับปรุง หลังจากกำหนดความเสี่ยงแล้ว เราจะต้องตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลที่ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้นั้นถูกต้องและครบถ้วน เตรียมแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยง ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่ได้ระบุไว้ โดยแผนนี้จะต้องระบุมาตรการป้องกันและควบคุมที่ชัดเจน รวมถึงผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ ความสำคัญของการเตรียมแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยง ลดความเสี่ยง ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับ เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างการนำไปใช้สมมติว่าเราทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เราอาจจะพบว่ามีอันตรายจากการถูกเครื่องจักรบีบ ดังนั้นเราจะต้องทำการประเมินความเสี่ยงว่าอันตรายนี้มีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน จากนั้นจึงกำหนดมาตรการควบคุม เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว และให้พนักงานสวมใส่ชุดป้องกัน เป็นต้นการเตรียมแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย การทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถระบุและจัดการกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงานได้แผนงานการควบคุมตามระดับความเสี่ยงแผนงานการควบคุมตามระดับความเสี่ยง เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในองค์กร โดยจะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของความเสี่ยง และกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสมกับแต่ละระดับ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และผลกระทบที่อาจตามมาได้ระดับความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ และกำหนดมาตรการควบคุมที่แตกต่างกันไป ดังนี้1. ระดับความเสี่ยงสูงมาก (1)ความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง เช่น การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินเสียหายจำนวนมากต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและจริงจัง อาจต้องหยุดดำเนินงานบางส่วนหรือทั้งหมดชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุด2. ระดับความเสี่ยงสูง (2)ความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง และหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบร้ายแรงต้องมีการวางแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว กำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวด และจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น3. ระดับความเสี่ยงปานกลาง (3)ความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นปานกลาง และหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบในระดับปานกลางควรมีการวางแผนเพื่อลดความเสี่ยง แต่ไม่จำเป็นต้องเร่งด่วนเท่ากับระดับสูง อาจพิจารณาถึงต้นทุนและประโยชน์ในการดำเนินมาตรการ4. ระดับความเสี่ยงต่ำ (4)ความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ และหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม หรืออาจมีการติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ5. ระดับความเสี่ยงต่ำมาก (5)ความเสี่ยงที่แทบจะไม่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมแผนงานการควบคุมตามระดับความเสี่ยงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยช่วยให้องค์กรสามารถระบุความเสี่ยง ประเมินระดับความรุนแรง และกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสรุปการชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดี โดยองค์กรจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าความเสี่ยงทั้งหมดได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม

ข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO45001 2018 ที่องค์กรต้องดำเนินการ

ข้อกำหนดตามมาตรฐานISO45001:2018 ที่องค์กรต้องทำ ข้อที่ 1. SCOPE (ขอบเขต)ข้อกำหนดนี้บ่งบอกให้ทราบถึง ขอบเขตการใช้มาตรฐาน สำหรับการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยฉบับนี้ ทุกองค์กรสามารถนำไปวางระบบได้ เพื่อให้องค์กรบรรลุ ผลลัพธ์การดำเนินธุรกิจ และพัฒนาปรับปรุงผลการดำเนินการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย และข้อกำหนดต่างๆที่เกี่ยวข้องและบรรลุวัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  ข้อที่ 2. NORMATIVE REFERENCE (เอกสารอ้างอิง)มาตรฐาน ISO45001:2018 ไม่มีเอกสารอ้างอิงเป็นมาตรฐานที่องค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศประกาศขึ้นมาเป็นฉบับแรก ข้อที่ 3. TERMS AND DEFINITIONSข้อกำหนดของมาตรฐานการจัดการ ISO45001:2018 ฉบับแรกนี้กำหนดคำนิยามและคำศัพท์ไว้ทั้งหมด 37 คำ โดยหากในเนื้อหาของมาตรฐานคำใดที่มีความเข้าใจที่แตกต่างกัน ให้ใช้ความหมายของคำนิยามที่มาตรฐานกำหนดไว้เป็นเกณฑ์ ข้อนี้องค์กรควรเขียนคำนิยามไว้เป็นเอกสารอ้างอิงของการจัดทำระบบโดยระบุไว้ใน คู่มือการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย   ข้อที่ 4. CONTEXT OF THE ORGANIZATION (บริบทองค์องค์กร)ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO45001:2018 กำหนดให้องค์กรจะต้องดำเนินการ 4 เรื่องด้วยกันดังต่อไปนี้ สำรวจประเด็นภายในและภายนอกขององค์กร ที่จะมีผลกระทบต่อระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำรวจความต้องการ ความคาดหวัง ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยกำหนดขอบเขตการจัดทำระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ขององค์กรหรือสถานประกอบการกำหนดแนวทางการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขององค์กรโดยในข้อกำหนดที่ 4 นี้ ให้จัดทำแบบฟอร์มการสำรวจประเด็น ภายใน, ภายนอก และความต้องการความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ข้อที่ 5. LEADERSHIP AND WORKER PARTICIPATION (ความเป็นผู้นำและการมีส่วนร่วม)ในข้อกำหนดนี้ ให้องค์กรจัดทำและวางระบบที่สะท้อนประเด็นหลักๆที่มาตรฐานกำหนดไว้ 4 เรื่องดังนี้กำหนดความมุ่งมั่นของผู้นำและผู้บริหารด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยโดยจะต้องกำหนดให้ชัดว่าจะเน้นอะไร จะทำอะไรและแสดงออกอย่างไรให้เป็นรูปธรรมผู้บริหารสูงสุดต้องกำหนดนโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัยและสื่อสารให้ทั่วถึงทั้งองค์กรผู้บริหารทุกระดับ   จะต้องกำหนดโดยสร้างการบริหาร บทบาท อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของผู้บริหารและพนักงานทุกระดับทุกตำแหน่งต้องกำหนดวิธีการขั้นตอนการเข้ามามีส่วนร่วมในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของพนักงาน  ข้อที่ 6. PLANNING (การวางแผน)ในข้อกำหนดนี้ ให้องค์กรวางแผนการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 2 เรื่องหลักๆดังนี้  วางแผนดำเนินการจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทั้งความเสี่ยงในองค์กร และความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการกำหนดวัตถุประสงค์เป้าหมายและแผนการดำเนินการปฏิบัติโดยองค์กรต้องกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้ชัดเจน สอดคล้องกับ ความเสี่ยงและโอกาสขององค์กร รวมทั้งกำหนดแผนการดำเนินการ ทรัพยากรและผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน  ข้อที่ 7. SUPPORT (การสนับสนุน)ในข้อกำหนดนี้ องค์กรจะต้องจัดทำกิจกรรมที่สำคัญ รวมทั้งหมด 5 เรื่องดังนี้1) กำหนดทรัพยากรที่จำเป็นในการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ให้เพียงพอ เหมาะสม พร้อมใช้งานใน เช่น งบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น 2) กำหนดความรู้ความสามารถบุคลากรทุกระดับทุกตำแหน่ง เพื่อที่จะดำเนินการตามระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่กำหนดไว้ 3) การสร้างจิตสำนึกด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้กับบุคลากรในองค์กร โดยวิธีการที่เหมาะสมกับกลุ่มต่างๆ 4) จัดทำระบบการสื่อสาร ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายในองค์กรและภายนอกองค์กรให้สะดวก ทั่วถึง และมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ 5) จัดทำเอกสาร สารสนเทศ ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องใช้ปฏิบัติตามระบบที่มีการออกแบบหรือวางระบบไว้ รวมทั้งต้องมีการควบคุมจัดการเอกสารสารสนเทศให้มีความทันสมัย  ข้อที่ 8. การปฏิบัติงาน (OPERATION)ในข้อกำหนดข้อนี้ องค์กรจะต้อง ดำเนินการอยู่ 2 เรื่องหลักๆดังนี้1) การวางแผนและการควบคุมการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่เหมาะสมของหน่วยงานต่างๆในองค์กร โดยให้ใช้ข้อมูลของความเสี่ยงและโอกาสด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขององค์กรเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณา โดยเน้นการกำจัดอันตราย, และการลดความเสี่ยง,การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง,การจัดซื้อจัดจ้าง,การควบคุมผู้รับเหมาและการควบคุมผู้รับจ้างเหมาช่วง(OUTSOURCE)2) การเตรียมความพร้อมการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน โดยในข้อนี้องค์กรต้องจัดทำมาตรการ การรับมือกับเหตุฉุกเฉินในรูปแบบต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นในองค์กร โดยเน้นทั้งมาตรการก่อนเกิดเหตุการณ์,ขณะเกิดเหตุการณ์และหลังเหตุการณ์สงบหรือยุติลง นอกจากนี้จะต้องมีการฝึกซ้อมแผนหรือมาตรการต่างๆ ให้เกิดทักษะและเกิดความชำนาญ  ข้อที่ 9. PERFORMANCE EVALUATION (การประเมินสมรรถนะ)ในข้อนี้ องค์กรจะต้องดำเนินการอยู่ 3 เรื่องหลักๆด้วยกันคือ1)    การติดตาม วัดผล การวิเคราะห์และการประเมินด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อทราบว่าสถานะต่างๆ อยู่ที่ระดับใดมีข้อจำกัด หรือปัญหาอุปสรรคอยู่ที่จุดใด การแก้ไขปัญหาจึงจะดำเนินการได้ทันท่วงทีและถูกต้องตรงประเด็น 2)   การตรวจติดตามภายใน เพื่อให้รู้สถานะความครบถ้วนสมบูรณ์ของระบบการจัดการ ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามข้อกำหนดทุกข้อ เพื่อที่จะได้นำข้อบกพร่องของระบบไปสู่การแก้ไข ต่อไป  3)   การประชุมทบทวนการจัดการ โดยในข้อนี้ผู้บริหารสูงสุด และผู้บริหารทุกระดับจะต้อง ประชุมทบทวนผลการดำเนินงาน ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในทุกๆข้อที่ได้ดำเนินการ เพื่อให้ฝ่ายบริหารทราบถึงผลการดำเนินการ และความคืบหน้าต่างๆ โดยความถี่ของการประชุมขึ้นอยู่กับองค์กรเป็นผู้กำหนด รวมทั้งรูปแบบวิธีการ ประชุมด้วย เช่นกัน  ข้อที่ 10. INPROVEMENT (การปรับปรุง)ในข้อกำหนดนี้ มาตรฐานเน้นให้องค์กรมีการพัฒนาปรับปรุง ระบบการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยเน้น 3 ด้านดังนี้1) การดูผลลัพธ์ของระบบการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดก็จะต้องตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การพัฒนา/ปรับปรุง ให้ดีขึ้น 2) การจัดการกับสิ่งที่เป็นข้อบกพร่อง,ปัญหา และความไม่สอดคล้องต่างๆ เช่นอุบัติเหตุ/อุบัติการณ์ เป็นต้น เพื่อเป้าหมายหลักคือการไม่ให้เกิดปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำ3) การพัฒนาระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นให้เหมาะสมกับองค์กรโดยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นภาพรวมที่สำคัญๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในลำดับขั้นของการจัดทำระบบ รวมทั้งสรุปสาระสำคัญหลักๆ ที่มาตรฐานได้มีการกำหนดเอาไว้ หากต้องการที่จะจัดทำ ระบบตามมาตรฐาน ISO45001:2018 ผู้เขียนขอเสนอให้องค์กร ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกในการนำมาจัดวางระบบที่สมบูรณ์ต่อไป

ขับขี่ปลอดภัย


รู้หรือไม่ ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ผิดตามกฎหมายจราจร

รู้หรือไม่ ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ผิดตามกฎหมายจราจร

การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพียงเรื่องของมารยาทจราจรเท่านั้น แต่เป็น “กฎหมาย” ที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่พบเห็นบ่อยครั้งอย่างการ “ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย” ซึ่งถือเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุรุนแรงจำนวนมาก และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มมาตรการลงโทษให้เข้มงวดกว่าเดิมเพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ตำรวจได้ประกาศใช้โทษใหม่ที่เข้มขึ้น พร้อมนำระบบ “ตัดคะแนนความประพฤติผู้ขับขี่” มาใช้ควบคู่ เพื่อให้ผู้ขับรถทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตของทั้งตัวเองและผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆรู้หรือไม่ ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ผิดตามกฎหมายจราจรเหตุใดการหยุดให้คนข้ามทางม้าลายจึงสำคัญทางม้าลาย ถูกออกแบบเพื่อให้คนเดินเท้าสามารถข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย แต่จากสถิติในแต่ละปีพบว่า อุบัติเหตุที่เกิดบริเวณทางม้าลายยังคงสูง เนื่องจากผู้ขับขี่จำนวนมากไม่ชะลอความเร็วหรือไม่หยุดให้คนข้ามตามกฎหมายกำหนดการหยุดรถก่อนถึงทางม้าลาย ไม่ใช่แค่การเคารพกฎจราจร แต่คือการช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับคนเดินเท้าที่มีความเสี่ยงมากกว่า โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ใช้เวลาข้ามถนนนานกว่าคนทั่วไปโทษใหม่สำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ตามกฎหมายจราจรที่ปรับปรุงใหม่ การกระทำดังกล่าวมีโทษหนักขึ้น ดังนี้โทษใหม่สำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลายโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาทถูกตัดคะแนนความประพฤติทันที 1 คะแนนผู้ถือใบขับขี่ทุกคนมีคะแนนความประพฤติเริ่มต้น 12 คะแนน เมื่อทำผิดกฎจราจรจะถูกตัดคะแนน หากคะแนนถูกตัดจนเหลือ 0 จะต้องถูกดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นคะแนนหมด = ปัญหาใหญ่กว่าที่คิดเมื่อคะแนนความประพฤติถูกตัดจนเหลือ 0 คะแนน ผู้ขับขี่จะเข้าสู่มาตรการลงโทษขั้นรุนแรง ได้แก่พักใช้ใบขับขี่ 90 วัน ห้ามขับรถเด็ดขาดหากฝ่าฝืนขับขณะถูกพักใช้ใบขับขี่ จะถูกลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาทหากถูกพักใช้ใบขับขี่เกิน 3 ครั้งภายใน 3 ปี จะถูกพักใช้นานกว่าเดิมหากยังถูกตัดคะแนนจนถูกพักซ้ำภายใน 1 ปี อาจนำไปสู่การ “เพิกถอนใบขับขี่ทุกประเภท”กฎหมายใหม่จึงทำให้ผู้ขับขี่ต้องให้ความสำคัญกับคะแนนความประพฤติอย่างจริงจัง เพราะคะแนนถูกใช้เพื่อประเมินความพร้อมและความรับผิดชอบในการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่โดยตรงข้อควรปฏิบัติของผู้ขับขี่เมื่อพบทางม้าลายเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายและเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติดังนี้เมื่อเห็นป้ายหรือเส้นทางม้าลายต้องชะลอความเร็วทันทีเตรียมหยุดรถในระยะไม่น้อยกว่า 3 เมตรก่อนถึงเส้นทางม้าลายรอให้คนเดินเท้าข้ามถนนจนเสร็จสิ้น จึงค่อยออกรถต่อสังเกตไฟสัญญาณคนข้ามถนน หากมี ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดไม่จอดรถทับเส้นทางม้าลาย เพราะเป็นการกีดขวางและมีโทษปรับ 500 บาทข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนเดินเท้า แม้กฎหมายจะคุ้มครองผู้ใช้ทางเท้า แต่การระมัดระวังไว้ก่อนก็ช่วยลดอุบัติเหตุได้มากก่อนข้ามให้มองซ้ายมองขวาแม้จะอยู่บนทางม้าลายควรรอจนแน่ใจว่ารถหยุดสนิทแล้วหากมีผู้พิการหรือผู้สูงอายุ ใช้เวลาข้ามมากกว่าปกติ ขอให้ขับขี่ด้วยความเอื้อเฟื้อสรุปกฎหมายจราจรใหม่เกี่ยวกับการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายไม่เพียงเพิ่มโทษทางการเงิน แต่เพิ่มความเข้มงวดผ่านระบบตัดคะแนนความประพฤติ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยและเคารพสิทธิผู้ใช้ถนนร่วมกันการชะลอรถเพียงไม่กี่วินาที อาจช่วยรักษาชีวิตของใครบางคนได้ และยังช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงโทษหนักที่ไม่จำเป็นอีกด้วย การเคารพทางม้าลาย จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนักและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดขอขอบคุณที่มา เปิดโทษใหม่! ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย 

ไหล่ทาง มีไว้ทำไม จอดรถ-วิ่งรถ ได้ไหม

ไหล่ทาง มีไว้ทำไม จอดรถ-วิ่งรถ ได้ไหม

ไหล่ทาง มีไว้ทำไม? จอดรถ–วิ่งรถ ได้ไหม?ทำไมพื้นที่แคบ ๆ ข้างทางถึงกลายเป็นจุดเสี่ยงที่คร่าชีวิตคนมานักต่อนักบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปเข้าใจบทบาทของ “ไหล่ทาง” ให้ชัดเจนกว่าเดิม ว่ามีไว้เพื่ออะไร ใช้ยังไงถึงปลอดภัย และทำไมผู้ขับขี่ควรให้ความสำคัญกับพื้นที่เล็ก ๆ นี้มากกว่าที่คิดไหล่ทาง มีไว้ทำไม จอดรถ-วิ่งรถ ได้ไหมความเข้าใจผิดที่สร้างอันตรายหลายครั้งเวลาขับรถ เรามักเห็นคนจอดรถในไหล่ทางเหมือนเป็นเรื่องปกติ บางคนจอดคุยโทรศัพท์ บางคันจอดพักเหนื่อย บางคนส่งของแป๊บเดียวเพราะ “คิดว่าไม่เป็นไร” แต่ความจริงแล้ว ไหล่ทางไม่ใช่พื้นที่จอดรถทั่วไป และยิ่งไม่ใช่พื้นที่สำหรับใช้เป็นทางลัดในการแซงหรือหลบรถ เพราะถ้าใช้ผิดวิธี ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในเสี้ยววินาทีเดียวไหล่ทางถูกออกแบบไว้เพื่อรองรับ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” เท่านั้น เช่น รถเสีย ยางแตก อุบัติเหตุ หรือพื้นผิวถนนมีปัญหาจนไม่สามารถวิ่งต่อได้ การใช้พื้นที่นี้ผิดประเภทอาจทำให้รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงไม่ทันคาดการณ์ ก่อให้เกิดการชนท้ายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบนถนนทางหลวงที่รถส่วนใหญ่ใช้ความเร็วมากกว่า 80–100 กม./ชม.ทำไมไหล่ทางถึงอันตราย?ไหล่ทางมีตำแหน่งอยู่ “ขอบนอกของช่องทางเดินรถ” ซึ่งเป็นจุดที่ความเร็วรถเริ่มลดเพื่อเปลี่ยนช่องทางหรือเบี่ยงหลบสิ่งกีดขวาง หากมีรถจอดโดยไม่จำเป็น จะทำให้รถที่วิ่งมาด้านหลังตัดสินใจไม่ทัน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่ทัศนวิสัยต่ำ และไหล่ทางมักไม่มีไฟส่องสว่างเพียงพอ ไฟที่ส่องเฉพาะด้านหน้ารถอาจทำให้ผู้ขับขี่ไม่เห็นวัตถุด้านข้างจนกว่าจะเข้าใกล้ในระยะอันตรายกลางวันก็ใช่ว่าจะปลอดภัย การจอดในจุดที่มีแสงแดดจัด มีเงาถนน หรือเป็นโค้งอาจทำให้รถที่วิ่งมองไม่ชัดเจน อีกทั้งการประเมินความเร็วผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้พุ่งชนแบบไม่ทันตั้งตัวสถิติอุบัติเหตุในหลายประเทศ รวมถึงในไทยเอง ชี้ให้เห็นว่า “อุบัติเหตุชนท้ายบนไหล่ทาง” มักมีความรุนแรงสูง เพราะรถที่มักจะชนคือรถบรรทุก รถตู้ หรือรถที่ใช้ความเร็วคงที่ ผู้ขับบางรายอาจง่วงล้า มองพลาด หรือคิดว่าไหล่ทางว่าง ทำให้เบี่ยงเข้าไปชนรถที่จอดอยู่แบบเต็มแรง ไหล่ทางคือพื้นที่ชีวิต ไม่ใช่ที่จอดรถชั่วคราวเพื่อเข้าใจง่ายที่สุดไหล่ทาง มีไว้ “เพื่อให้รถฉุกเฉินหยุดได้อย่างปลอดภัย” ไม่ใช่ “เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนจอดพักหรือแวะนิดเดียว”การจอดที่นี่โดยไม่จำเป็นทำให้ตัวผู้ขับเองตกอยู่ในความเสี่ยง และยังอาจทำให้คนอื่นต้องพบอันตรายโดยไม่ตั้งใจด้วย เช่น รถที่ต้องเบี่ยงหลบ แต่เกิดเสียหลัก หรือชนท้ายรถอีกคันต่อเนื่องเป็นอุบัติเหตุหลายคันซ้อนกฎหมายเกี่ยวกับการจอดในไหล่ทางเพื่อให้ระเบียบจราจรมีมาตรฐานเดียวกัน ประเทศไทยได้กำหนดโทษชัดเจนไว้หลายข้อ ดังนี้:• จอดโดยไม่จำเป็น – ผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก ปรับไม่เกิน 500 บาท • จอดในที่มืดไม่มีสัญญาณเตือน – ผิดตามมาตรา 61 ปรับ 200–500 บาท • จอดบนทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) โดยไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน – ผิด พ.ร.บ.ทางหลวง จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ “เอาปรับ” แต่มีไว้เพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากความประมาทและใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ ถ้าจำเป็นต้องจอดจริง ๆ ต้องทำอย่างไร?แม้ไหล่ทางจะมีไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน แต่เมื่อผู้ขับต้องจอดจริง ๆ ควรรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงเปิดไฟฉุกเฉินทันที เพื่อให้รถคันอื่นเห็นจากระยะไกลและประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องวางป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง ควรวางห่างจากรถอย่างน้อย 30–45 เมตร ขึ้นอยู่กับความเร็วบนถนนเส้นนั้นใช้กรวยหรือไฟกระพริบ เพื่อสร้างความชัดเจนว่าพื้นที่ตรงหน้ามีสิ่งกีดขวางผู้ขับไม่ควรยืนใกล้รถ เพราะหากมีรถชนท้าย กระแทกแรงส่งต่อมาถึงคนยืนได้ทันที ควรยืนในพื้นที่ปลอดภัยริมถนนหากต้องการพักรถ ควรเข้าจุดพัก (Rest Area) ไม่ว่าจะเป็นจุดพักมาตรฐาน ปั๊มน้ำมัน หรือพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ปลอดภัย ไหล่ทางไม่ได้ออกแบบสำหรับให้ “วิ่ง” รถนอกจากการจอดในไหล่ทางที่ผิดแล้ว ยังมีผู้ขับบางคนใช้ไหล่ทางเป็นทางลัดเพื่อแซงรถติด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและอันตรายที่สุดอีกอย่างหนึ่ง เพราะทำให้รถคันอื่นที่เหยียบไหล่ทางเพราะรถเสียหรืออุบัติเหตุมีความเสี่ยงถูกชนทันทีการใช้ไหล่ทางแบบผิด ๆ ทำให้ระบบจราจรเสียสมดุล เพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุ และขัดขวางรถฉุกเฉินที่ต้องเคลื่อนที่เร็ว เช่น รถพยาบาลหรือรถกู้ภัย อุบัติเหตุจริงที่เกิดขึ้นจากการจอดไหล่ทางหลายเหตุการณ์มีแพทเทิร์นคล้ายกัน คือ รถจอดในไหล่ทางด้วยเหตุ “ไม่จำเป็น” เช่น จอดคุยโทรศัพท์ จอดพัก จอดเช็กเส้นทาง แต่รถที่วิ่งมาด้านหลังไม่ทันมองเห็น เพราะจุดนั้นเป็นโค้ง เนิน หรือไม่มีไฟเพียงพอ เมื่อชนท้าย รถที่จอดมักเสียหายหนัก คนในรถบาดเจ็บหรือเสียชีวิตทันทีอีกเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยคือ “รถบรรทุกเปลี่ยนเลนหนีไม่ทัน” เนื่องจากใช้ระยะเบรกยาวกว่ารถทั่วไป เมื่อเจอรถจอดในไหล่ทางกะทันหัน จึงเบี่ยงหลบไม่พ้น ทำให้เกิดแรงกระแทกอย่างรุนแรง ไหล่ทาง = พื้นที่ช่วยชีวิตการเว้นไหล่ทางให้โล่งอยู่เสมอ คือการเปิดพื้นที่ให้รถฉุกเฉินทำงาน เช่น • รถพยาบาลรีบขนย้ายผู้ป่วย • รถกู้ภัยเข้าไปถึงจุดเกิดเหตุ • รถเสียสามารถหลบเข้าพื้นที่ปลอดภัยได้ทันเมื่อไหล่ทางถูกใช้ผิดประเภท เช่น จอดกินข้าว จอดคุยโทรศัพท์ หรือจอดถ่ายรูป กลับกลายเป็น “อุปสรรค” ที่ทำให้รถฉุกเฉินไปไม่ถึงจุดสำคัญทันเวลา ซึ่งอาจหมายถึงชีวิตของใครบางคนที่รอความช่วยเหลืออยู่ พฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อยบนไหล่ทางจอดรถแล้วเปิดประตูทางด้านที่ติดถนนทำให้รถที่วิ่งเร็วอาจเฉี่ยวชนประตูได้ ยืนบนไหล่ทางโดยไม่จำเป็น เสี่ยงต่อการถูกชนจากรถที่เสียหลักจอดแล้วลงไปถ่ายรูปหรือเดินไปซื้อของ แม้จะดูเหมือนปลอดภัย แต่ความเร็วของรถบนทางหลวงสูงกว่าที่เราคิดมาก ใช้ไหล่ทางเพื่อแซงรถติด เป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงทั้งให้ตัวเองและรถที่จอดฉุกเฉิน การสร้างวินัยจราจรเริ่มจากผู้ขับคนเดียว แต่ช่วยคนทั้งถนนอุบัติเหตุบนไหล่ทางอุบัติเหตุบนไหล่ทางไม่ได้เกิดจากฝีมือขับของเราฝ่ายเดียว มันเกิดจาก “ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้” เช่น • รถคันหลังมองไม่เห็น • รถบรรทุกน้ำหนักมากเบรกไม่ทัน • รถเกิดเสียหลักจากลมแรง • สภาพถนนมืด ไร้ไฟ • คนขับคันอื่นง่วงหรือเมาดังนั้น การไม่จอดไหล่ทางโดยไม่จำเป็น คือการช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยที่คาดการณ์ไม่ได้ทั้งหมดในครั้งเดียวไหล่ทางควรใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผู้ขับทุกคนควรจำหลักต่อไปนี้ไหล่ทางมีไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่ที่จอดพักการจอดโดยไม่จำเป็นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองและผู้อื่นการใช้ไหล่ทางเป็นทางลัดผิดกฎหมายและอันตรายหากรถเสีย ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน วางป้ายเตือน และยืนในพื้นที่ปลอดภัยหากอยากพัก ต้องเข้าจุดพักที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นการเว้นไหล่ทางให้โล่ง ช่วยรถฉุกเฉินทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยชีวิตคนได้จริงสรุปไหล่ทางอาจเป็นเพียงพื้นที่แคบ ๆ ข้างถนน แต่คือพื้นที่ที่ช่วยปกป้องชีวิตของผู้ขับรถทุกคนบนท้องถนน หากเราใช้มันอย่างถูกต้องและมีวินัย ไม่เพียงช่วยลดอุบัติเหตุ แต่ยังสร้างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ให้กับสังคมได้ด้วย เขาเชื่อว่าทุกคนอยากถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ดังนั้นเริ่มจากการไม่จอดในไหล่ทางโดยไม่จำเป็น คือก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญของผู้ขับทุกคน เพื่อการขับขี่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ใช้รถ ใช้ถนนทุกท่าน

เอาตัวรอดเมื่อต้องเจอด่านตรวจ รวมสูตรลดปริมาณแอลกอฮอล์

เอาตัวรอดเมื่อต้องเจอด่านตรวจ รวมสูตรลดปริมาณแอลกอฮอล์

เอาตัวรอดเมื่อต้องเจอด่านตรวจ รวมสูตรลดปริมาณแอลกอฮอล์ทุกปีเรายังเห็น “ทริกสายดื่ม” โผล่มาตามโซเชียล ทั้งนมเปรี้ยว กาแฟ น้ำเปล่า น้ำยาบ้วนปาก น้ำสมุนไพร หรือแม้แต่หมากฝรั่ง ที่ถูกแชร์ว่า “ช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ได้” แต่ต้องบอกตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมว่า… ไม่มีเครื่องดื่มใดในโลกนี้ลดแอลกอฮอล์ในเลือดได้จริงทั้งหมดนี้ทำได้แค่ “ลดกลิ่น–ลดความเข้มข้นในช่องปาก” แต่ไม่ได้แตะต้องแอลกอฮอล์ในเลือดแม้แต่นิดเดียว เพราะเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ของเจ้าหน้าที่ จะตรวจจาก ลมหายใจส่วนลึก ที่มีการแลกเปลี่ยนกับเส้นเลือดฝอยในถุงลมปอด ไม่ใช่จากกลิ่นปากหรือของที่เพิ่งดื่มเข้าไปพูดง่ายๆ คือ ต่อให้ดื่มน้ำเป็นขวด เคี้ยวหมากฝรั่งจนกรามล้า หรือบ้วนปากจนหมดขวด เครื่องก็ยังตรวจเจอเหมือนเดิมครับเอาตัวรอดเมื่อต้องเจอด่านตรวจ รวมสูตรลดปริมาณแอลกอฮอล์ทำไมเครื่องดื่มจึง “ช่วยไม่ได้”?การสลายแอลกอฮอล์ขึ้นอยู่กับการทำงานของ “ตับ” เท่านั้น และต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ไม่ใช่เครื่องดื่มมหัศจรรย์แก้วไหนจะเร่งให้ไวขึ้นได้ โซดาไม่ช่วย กาแฟไม่เกี่ยว นมเปรี้ยวก็ช่วยแค่ลมหายใจหอมขึ้นเท่านั้นดังนั้นทริกต่างๆ ที่แชร์กัน ไม่ได้ทำให้ตัวเลขลดลงตามที่หวังเลยครับเกณฑ์ตรวจวัดตามกฎหมายเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์จะวัดเป็น มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)หากค่ามากกว่า 50 mg% = เมาสุรา ทันทีไม่ว่าคุณจะดื่มน้อย ดื่มนาน หรือดื่มแล้วบ้วนปากมากี่รอบก็ตามรู้หรือไม่ ? “ปฏิเสธการเป่า = เมาแล้วขับ”หลายคนคิดว่าถ้าปฏิเสธ ไม่ยอมเป่า ก็รอด… แต่กฎหมายระบุชัดเจนว่า การปฏิเสธถือว่า “เมาแล้วขับ” เช่นกัน มีโทษดังนี้จำคุกสูงสุด 1 ปีปรับ 10,000 – 20,000 บาทพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรืออาจถูกเพิกถอนได้เจ้าหน้าที่มีสิทธี่ยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วันเรียกได้ว่า “ไม่เป่า = เมาแล้วขับ” ครับดื่มแล้วขับ อันตรายยังไง?แอลกอฮอล์ส่งผลต่อร่างกายทันที แม้ดื่มแค่นิดเดียว ได้แก่การตัดสินใจช้าลง ความเสี่ยงตัดสินใจผิดพลาดเพิ่มขึ้นระบบประสาทตอบสนองช้าลง หยุดรถ–เบรก–หักหลบ ไม่ทันสถานการณ์ประสาทสัมผัสทำงานด้อยลง การมองเห็นและการประเมินระยะเพี้ยนเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ทั้งตัวเองและผู้ใช้ถนนคนอื่นหลายเคสที่เราเห็นในข่าว เสี้ยววินาทีที่ตัดสินใจช้า เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ นำไปสู่การสูญเสียครั้งใหญ่ทั้งชีวิตและทรัพย์สินแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย?หากตั้งใจดื่ม ล็อกอินสู่ “โหมดไม่ขับ” ทันทีใช้บริการรถสาธารณะหรือแท็กซี่นัดเพื่อนเป็นสารถีประจำคืนหรือพักให้สร่างก่อนขับ (แต่ต้องเข้าใจว่าใช้เวลาเป็นชั่วโมง ไม่ใช่ 10–20 นาที)สรุปเครื่องดื่มลดค่าแอลกอฮอล์ “ไม่มีจริง”ทริกที่แชร์กัน “ใช้ไม่ได้ผล”การปฏิเสธการเป่า “เท่ากับเมาแล้วขับ”สิ่งเดียวที่ช่วยได้จริงคือ “ไม่ดื่มแล้วขับ” เท่านั้นครับขอขอบคุณที่มา : Fake News – เครื่องดื่มลดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่มีจริง – ดื่มไม่ขับ

รวมเบอร์สายด่วน สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 2568-2569

รวมเบอร์สายด่วน สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 2568-2569

เมื่อพูดถึงการเดินทางในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาล วันหยุดยาว หรือแม้แต่การเดินทางในชีวิตประจำวัน สิ่งที่หลายคนมักเตรียมคือสัมภาระ อาหาร เครื่องดื่ม หรือเพลย์ลิสต์เพลงโดนใจ แต่กลับลืมสิ่งสำคัญอย่าง “เบอร์ฉุกเฉิน” ที่อาจช่วยชีวิตได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนนในปี 2568 เซฟตี้อินไทย ได้รวบรวม “เบอร์สายด่วนสำคัญ” สำหรับการแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสความปลอดภัยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ ไฟไหม้ รถเสีย หรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าแต่ละเบอร์ใช้เมื่อใด เหมาะกับสถานการณ์แบบไหน และควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องโทรแจ้งเหตุคู่มือความปลอดภัยที่ควรมีติดตัวก่อนออกเดินทางทุกครั้งรวมเบอร์สายด่วน สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 2568-2569หมวดที่ 1 หน่วยงานช่วยเหลือด้านการเดินทาง 1584 – ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะสำหรับผู้ที่พบพฤติกรรมเสี่ยง เช่น • คนขับขับเร็วเกินกำหนด • ขับหวาดเสียว • มีการเก็บค่าโดยสารไม่ตรงตามประกาศ • รถสภาพไม่พร้อมใช้งาน • ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรการแจ้งที่ 1584 จะช่วยให้หน่วยงานควบคุมตรวจสอบและแก้ไขทันที เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความปลอดภัย 1356 – สอบถามหรือร้องเรียนเหตุบนทางพิเศษ (ด่วน)ใช้สำหรับ • เหตุรถชนบนทางด่วน • สิ่งกีดขวางบนถนน • รถเสียกลางทาง • ขอความช่วยเหลือด้านสภาพถนนเหมาะสำหรับผู้ใช้เส้นทางด่วนเป็นประจำ 1348 – สอบถามเส้นทางเดินรถบริการสำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลการเดินทาง เช่น • เส้นทางรถเมล์ • ความคืบหน้าการก่อสร้าง • การปิดถนน • สภาพจราจรหมวดที่ 2 อุบัติเหตุบนท้องถนน 1137 – แจ้งอุบัติเหตุเหมาะสำหรับแจ้งอุบัติเหตุทั่วไป เช่น • รถชน • รถเสียจนกีดขวาง • สิ่งของตกหล่นบนถนน 1543 – รายงานเหตุฉุกเฉินทางพิเศษครอบคลุมเรื่อง • อุบัติเหตุบนทางด่วน • การขอรถยก • การขอเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 1193 – ตำรวจทางหลวงใช้เมื่อพบเหตุไม่ปกติระหว่างเดินทางต่างจังหวัด เช่น • จุดเสี่ยงอันตราย • รถบรรทุกขับเร็ว • อุบัติเหตุบนเส้นทางไฮเวย์ 1586 – กรมทางหลวงแจ้งเพื่อประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ กรณี • ถนนชำรุด • มีดินสไลด์ • ป้ายสัญญาณล้ม • อุบัติเหตุที่เกิดบนถนนใหญ่ 1586 กด 7-9 – เมเจอร์ไฮเวย์สำหรับการรายงานเหตุร้ายหรือร้องขอความช่วยเหลือบนเส้นทางสำคัญของไทยหมวดที่ 3 แจ้งเหตุฉุกเฉินทั่วไป 191 – แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายครอบคลุมทุกสถานการณ์เร่งด่วน เช่น • ทำร้ายร่างกาย • ปล้นจี้ ชิงทรัพย์ • อุบัติเหตุฉุกเฉิน • เหตุผิดปกติอื่น ๆ ถือเป็นเบอร์ “หลัก” ที่ควรโทรเมื่อไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์เข้าหมวดไหน 199 – ไฟไหม้เบอร์สำหรับติดต่อหน่วยดับเพลิงในทันที เหมาะกับเหตุการณ์ • ไฟไหม้บ้าน • ไฟฟ้าลัดวงจร • เหตุไฟไหม้กลางแจ้ง ควรแจ้งตำแหน่งชัดเจนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของอาคาร 1192 – รถหาย / รถถูกโจรกรรมใช้เพื่อแจ้งตำรวจตรวจสอบทันที เพิ่มโอกาสติดตามรถคืนได้เร็วขึ้นหมวดที่ 4 เบอร์ฉุกเฉินด้านการแพทย์ 1669 – เจ็บป่วยฉุกเฉิน (EMS)เหมาะสำหรับ • หัวใจหยุดเต้น • อาการชัก • หมดสติ • อุบัติเหตุรุนแรง หน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะส่งทีมกู้ชีพเข้าพื้นที่ทันที 1646 – หน่วยแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพฯเหมาะสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตอบสนองเร็วและครอบคลุมพื้นที่ในเมือง 1554 – หน่วยกู้ชีพ วชิรพยาบาลเหมาะสำหรับเหตุฉุกเฉินที่เกิดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลสิ่งที่ควรทำเมื่อโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือได้เร็วที่สุด ผู้แจ้งควรเตรียมข้อมูลดังนี้ระบุสถานที่ชัดเจน (ตำบล อำเภอ จุดสังเกตสำคัญ)บอกลักษณะเหตุการณ์สั้น ๆ ชัดเจนจำนวนผู้บาดเจ็บหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอันตรายที่ยังคงเกิดขึ้น (ไฟลุกไหม้ รถรั่วไหล ฯลฯ)ชื่อ-เบอร์โทรติดต่อกลับการแจ้งชัดเจน ช่วยให้ทีมกู้ชีพและหน่วยงานต่าง ๆ ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเคล็ดลับความปลอดภัยก่อนเดินทางปี 2568เพื่อให้ทุกการเดินทางปลอดภัย ควรทำดังนี้• ตรวจสภาพรถเบื้องต้น เช่น เบรก ไฟ ยาง น้ำมันเครื่อง • พกอุปกรณ์สำคัญ เช่น ไฟฉาย สายลากรถ ชุดปฐมพยาบาล • หลีกเลี่ยงการขับขี่ตอนง่วง • ไม่ใช้มือถือขณะขับรถ • เปิดแชร์โลเคชันกับคนใกล้ชิดในระหว่างเดินทางไกลสรุปการมี “เบอร์สายด่วนฉุกเฉิน 2568-2569” บันทึกไว้ในโทรศัพท์ คือ เรื่องที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นเหตุเล็กหรือใหญ่ การติดต่อหน่วยงานอย่างรวดเร็วคือหัวใจของการลดความสูญเสียเซฟตี้อินไทย ขอให้ทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัย อุ่นใจทุกกิโลเมตร แชร์บทความนี้ให้คนที่คุณห่วงใย เพื่อให้เขาพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินเช่นกันครับขอขอบคุณที่มา รวมเบอร์สายด่วน แจ้งเหตุฉุกเฉิน

นั่งท้ายรถกระบะ ผิดกฎหมายหรือไม่?

นั่งท้ายรถกระบะ ผิดกฎหมายหรือไม่?

นั่งท้ายรถกระบะ ผิดกฎหมายหรือไม่ ? คำถามโลกแตกที่คนไทยถกเถียงกันมาเป็นสิบปี ยิ่งช่วงเทศกาลหรือวันที่มีงานบุญงานบ้าน ยิ่งเห็นภาพคนอัดกันแน่นท้ายกระบะจนล้นออกมาริมขอบ บางคนยืน บางคนนั่งบนของ บางคนห้อยขาออกจากรถอย่างชิลๆ เห็นแล้วหลายคนก็อาจจะส่ายหน้า ในขณะที่บางคนอาจคิดว่า ก็ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ไม่เห็นเป็นไรแต่ในมุมความปลอดภัยบนท้องถนน การนั่งท้ายกระบะไม่ใช่เรื่องเล็กเลยครับ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง โอกาสรอดแทบจะฝากไว้กับโชคชะตาล้วนๆบทความนี้เซฟตี้อินไทย จะพาไปเจาะลึกว่า จริงๆ แล้วนั่งท้ายกระบะผิดกฎหมายหรือไม่ มีกฎกระทรวงหรือประกาศใดกำกับอยู่บ้าง ความเสี่ยงอันตรายคืออะไร ควรปฏิบัติอย่างไรถึงจะปลอดภัยที่สุด และทำไมเราในฐานะคนไทยควรช่วยกันสร้างวัฒนธรรมขับขี่อย่างมีความรับผิดชอบร่วมกันนั่งท้ายรถกระบะ ผิดกฎหมายหรือไม่?นั่งท้ายกระบะผิดกฎหมายไหม?คำตอบคือ ไม่ได้ผิดกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ แต่ก็ไม่ได้ถูกกฎหมายแบบเต็มร้อยเช่นกัน เพราะมีข้อยกเว้นและเงื่อนไขเฉพาะตามประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการยกเว้นให้คนโดยสารไม่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยในรถบางประเภท พ.ศ. 2566ตามประกาศนี้ ระบุชัดเจนว่า รถกระบะสามารถบรรทุกคนโดยสารที่ตอนท้ายกระบะได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้จำนวนคนโดยสารท้ายกระบะไม่เกิน 6 คนผู้ขับขี่ต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต้องไม่บรรทุกเกินขนาด ไม่เกินน้ำหนัก และไม่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้โดยสารหรือผู้ใช้ถนนรายอื่นกล่าวง่ายๆ คือ กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่จำกัดเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก หากทำผิดเงื่อนไข เช่น นั่งท้ายกระบะ 10 คน วิ่ง 100 กม./ชม. แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายทันทีทำไมการนั่งท้ายกระบะถึงอันตรายมาก?หลายคนคิดว่า นั่งท้ายกระบะก็เหมือนนั่งในรถแหละ แค่ไม่มีหลังคา ไม่มีเบาะ ไม่มีเข็มขัดนิรภัย แต่ความจริงแล้วความเสี่ยงมันมากกว่านั้นหลายเท่า เพราะท้ายกระบะไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการโดยสาร นั่นหมายถึงไม่มีโครงสร้างนิรภัยรองรับ ไม่มีระบบป้องกันแรงกระแทก ไม่สามารถตรึงร่างให้มั่นคงได้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานด้านความปลอดภัยระบุว่าการนั่งท้ายกระบะเป็นเรื่องอันตรายหนึ่งในสี่ของอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิต มาจากการที่ผู้โดยสารท้ายกระบะถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากตัวรถ เมื่อรถชน กระแทก หรือเบรกแรงๆ ร่างกายจะคงแรงเฉื่อย ทำให้ถูกเหวี่ยงออกทันทีและที่ร้ายแรงที่สุดคือผู้โดยสารท้ายกระบะมีความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับผู้โดยสารตอนหน้า ที่คาดเข็มขัดนิรภัยลองจินตนาการแบบง่ายๆ รถวิ่ง 60 กม./ชม. หากเกิดชน ร่างกายคนท้ายกระบะจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับนั้นโดยไม่มีอะไรยึดการหลุดออกจากรถแม้เพียง 1–2 เมตร อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงถึงชีวิตนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกไม่อนุญาตให้โดยสารท้ายกระบะเลย แต่ประเทศไทยมีบริบทต่างกัน ทั้งด้านวิถีชีวิตและเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องออกเป็นข้อยกเว้นพร้อมมาตรการควบคุมแบบที่เราเห็นในประกาศ พ.ศ. 2566ข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย หากจำเป็นต้องนั่งท้ายกระบะแม้กฎหมายอนุญาต แต่ต้องไม่ลืมว่าความปลอดภัยมาก่อนเสมอครับ เซฟตี้อินไทย จึงสรุปแนวทางปฏิบัติที่ควรยึดไว้ทุกครั้งที่ต้องโดยสารท้ายกระบะต้องปิดฝากระบะท้ายตลอดการเดินทาง ฝากระบะคือส่วนที่ช่วยกั้นไม่ให้ร่างถูกเหวี่ยงออกในจังหวะกระแทก แม้จะไม่ปลอดภัย 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากห้ามนั่งริมขอบกระบะ ท่านั่งริมขอบคือความเสี่ยงระดับสูงสุด เพราะแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เสียหลักล้มลงนอกตัวรถห้ามยืนโดยสารไม่ว่าตอนไหน การยืนทำให้เสียสมดุลง่ายมาก ยิ่งรถวิ่งผ่านถนนขรุขระหรือเลี้ยวกะทันหัน โอกาสล้มมีสูงมากห้ามนั่งบนสิ่งของที่บรรทุกอยู่ในรถ สิ่งของมักลื่น ไม่มีการยึดเกาะ และขยับตามแรงสั่นสะเทือน ทำให้ร่างกายล้มง่ายขึ้นห้ามยื่นแขน ขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่งออกนอกตัวรถ หลายครั้งอุบัติเหตุเกิดจากการเฉี่ยวชนจากรถข้างๆ หรือสิ่งกีดขวางริมถนนควรมีจุดยึดเกาะที่มั่นคง อย่างน้อยต้องมีส่วนของตัวถังให้จับ ไม่ใช่นั่งลอยๆ โดยไม่มีอะไรพยุงผู้โดยสารต้องไม่เมา การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายเสียสมดุลและตัดสินใจช้าลง เสี่ยงหลุดจากตัวรถได้ง่ายผู้ขับขี่ต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ตามประกาศ และเพื่อการป้องกันขั้นพื้นฐานของชีวิตควรเลี่ยงถนนลูกรังหรือสะพานที่มีแรงสั่นสะเทือนสูง แรงกระแทกและแรงสะบัดจากถนนประเภทนี้เพิ่มโอกาสกระเด็นหลุดเรื่องเหล่านี้แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ช่วยชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วนมองมุมกฎหมายอย่างลึก: การโดยสารท้ายกระบะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง?หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของความเร็วและจำนวนคนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเชื่อมโยงกับหลายกฎหมาย เช่นพระราชบัญญัติจราจรทางบกกำหนดเรื่องการบรรทุกคนโดยสาร การบรรทุกเกินจำนวน การใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด และข้อบังคับอื่นๆประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2566กำหนดเงื่อนไขการยกเว้นการคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับรถกระบะ และเงื่อนไขการโดยสารท้ายกระบะพ.ร.บ.ขนส่งทางบกเกี่ยวกับการบรรทุกเกินน้ำหนัก หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยบนท้องถนนการรู้พื้นฐานเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจว่าการบรรทุกผู้โดยสารท้ายกระบะไม่ใช่เรื่องทำตามใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักความปลอดภัยและความรับผิดชอบร่วมกันความเชื่อแบบไทยๆ ที่ทำให้หลายคนมองข้ามความเสี่ยงคนไทยเรามักมีความเชื่อพื้นบ้านแบบติดตัว ตั้งแต่ยุคที่ถนนยังเป็นลูกรัง รถยังไม่เร็วแบบทุกวันนี้ เช่นคิดว่า ขับช้าๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกคิดว่า เคยนั่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นเคยหล่นคิดว่า ไม่ได้ไปไกลนิดเดียวเองคิดว่า เดี๋ยวไปอีกคันมันช้า ไปด้วยกันไว้ก่อนแต่เมื่อมองตามหลักความปลอดภัยแล้ว อุบัติเหตุไม่เคยเลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ และไม่เคยบอกล่วงหน้าอุบัติเหตุหลายครั้งเกิดในระยะทางไม่ถึง 3 กิโลเมตรหรือเกิดในหมู่บ้านตัวเองด้วยซ้ำ หลายครั้งเกิดในจังหวะเบรกกะทันหันเพราะสุนัขวิ่งตัดหน้า หรือรถจากซอยพุ่งออกมาประโยชน์ของประเพณีและวิถีชีวิตแบบไทยๆ มีเยอะครับ แต่ถ้าเกี่ยวกับชีวิตคน การปรับตัวเพื่อความปลอดภัยถือว่าเหมาะสมและสมควรที่สุดเหตุการณ์จริงที่เตือนใจ หนึ่งเสี้ยววินาทีเปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัวข้อมูลจากเหตุการณ์อุบัติเหตุทางถนนหลายปีที่ผ่านมา ระบุว่า อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการนั่งท้ายกระบะจำนวนมาก เกิดจากสาเหตุเหล่านี้ผู้ขับหลบหลุมบนถนน ผู้โดยสารท้ายกระบะถูกเหวี่ยงตกลงมาเสียชีวิตรถชนท้ายอย่างแรง ผู้โดยสารท้ายกระบะไม่มีจุดยึดเกาะ ทำให้กระเด็นออกจากตัวรถทันทีรถเสียหลักพลิกตะแคง ท้ายกระบะเปิด ทำให้ผู้โดยสารถูกเหวี่ยงกระเด็นออกและถูกรถบดทับแม้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ ทุกครั้งที่ขึ้นนั่งท้ายกระบะ โอกาสแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้เสมอวัฒนธรรมความปลอดภัยบนถนน เรื่องที่เราต้องสร้างร่วมกันแม้กฎหมายจะระบุเงื่อนไข แต่สุดท้ายความปลอดภัยต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคนผู้ขับขี่ต้องมีวินัยผู้โดยสารต้องให้ความร่วมมือผู้ปกครองต้องสอนเด็กหน่วยงานต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องชุมชนต้องสร้างค่านิยมใหม่คนไทยมักเป็นคนใจดี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การนั่งท้ายกระบะมักเกิดขึ้นเพราะอยากให้ทุกคนไปด้วยกัน ไม่อยากให้ใครเดินไกล หรือต้องรออีกคัน แต่ความหวังดีจะยิ่งสวยงามขึ้น หากมาพร้อมความปลอดภัยที่รอบด้าน สรุปไม่ผิดกฎหมาย หากปฏิบัติตามประกาศ พ.ศ. 2566 ต้องไม่เกิน 6 คน ใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ต้องปิดฝากระบะท้าย ห้ามนั่งริมขอบ ห้ามยืน ห้ามยื่นตัวออกนอกตัวรถ ผู้โดยสารต้องมีสติ ไม่เมา ผู้ขับต้องขับด้วยความระมัดระวังบนถนนทุกสาย ความปลอดภัยคือความรับผิดชอบร่วมกัน เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ แต่เราสามารถเลือกปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อให้การเดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยขับขี่ใส่ใจ มีวินัย เคารพกฎ และช่วยกันสร้างวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัย บนท้องถนนไปด้วยกันครับขอขอบคุณที่มา นั่งท้ายกระบะให้ระวัง เสี่ยงเสียชีวิต 8 เท่า!

การเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติงาน

การเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติงาน

การขับรถเพื่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก รถส่งของ รถเครน รถบัส หรือรถบริการใด ๆ ถือเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเสมอ การเคลื่อนที่ของยานพาหนะในพื้นที่โรงงาน ถนนหลวง หรือพื้นที่ชุมชน ล้วนมีโอกาสเกิดเหตุได้ทุกวินาทีหากคนขับไม่พร้อม ร่างกายไม่พร้อม หรือสภาพรถไม่พร้อม หลายครั้งอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยสะสมที่มองไม่เห็น เช่น ความเครียด ความอ่อนล้า ความดันสูง หรือแม้แต่การอ่านป้ายเตือนผิดเพราะใจลอยเพียงเสี้ยววินาทีองค์กรที่มีพนักงานขับรถจึงต้องสร้างระบบเฝ้าระวัง ดูแล และตรวจสอบความพร้อมของคนขับอย่างเข้มข้น เพราะ “รถดีแค่ไหน ก็ไม่ช่วยอะไร ถ้าคนขับไม่พร้อม” เซฟตี้อินไทย จึงรวบรวมแนวทางการเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติงาน 6 ขั้นตอน เพื่อนำไปใช้ในการอบรม การทำโปสเตอร์ หรือใช้เป็นแนวปฏิบัติประจำวันขององค์กรได้จริงการเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติงานการเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติงานขั้นตอนที่ 1 สำรวจการแต่งกายและบุคลิกภาพของตนเองก่อนที่พนักงานจะขึ้นรถ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยืนหน้ากระจก ตรวจสอบตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งกายที่ไม่เรียบร้อย เช่น เสื้อสะบัด กางเกงหลวม รองเท้าไม่รัดส้น หรือเสื้อกั๊กสะท้อนแสงไม่ติดกระดุมล้วนเป็นอันตราย เพราะอาจไปเกี่ยวพวงมาลัย คันเกียร์ หรืออุปกรณ์ขณะขับขี่ได้ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบบุคลิกภาพ เช่น ความสดชื่น ท่าทางเดิน สายตา และอาการง่วงงุนที่อาจเกิดขึ้นจากการพักผ่อนไม่พอขั้นตอนที่ 1 สำรวจการแต่งกายและบุคลิกภาพของตนเอง ขั้นตอนที่ 2 อ่านและทำความเข้าใจข่าวสารด้านความปลอดภัยเพียงแค่สำรวจตัวเองอย่างจริงจัง สามารถลดอุบัติเหตุได้อย่างมาก พนักงานที่แต่งกายถูกต้อง ชุดไม่หลุดลุ่ย หมวกนิรภัยและเสื้อกั๊กพร้อมใช้งาน แปลว่าเขาอยู่ในสภาวะที่มีสติรับรู้ต่อสิ่งรอบตัว เหมาะกับงานที่ต้องระวังเช่นการขับรถที่ต้องใช้สมาธิสูงตลอดเวลา ในหลายองค์กร การตรวจความเรียบร้อยของชุดยังเป็นหนึ่งในรายการตรวจรับงานประจำวัน ดังนั้น หัวหน้างานควรสังเกตและเตือนพนักงานอย่างสม่ำเสมอขั้นตอนที่ 2 อ่านและทำความเข้าใจข่าวสารด้านความปลอดภัยพนักงานขับรถหลายคนมักคิดว่าการขับรถมีเพียงสัญชาตญาณและประสบการณ์ก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลด้านความปลอดภัยรายวัน เช่น เส้นทางที่ปิดซ่อมถนน พื้นที่เกิดเหตุบ่อย จุดอับทัศนวิสัย หรืออากาศแปรปรวน เป็นข้อมูลที่จำเป็นมากต่อผู้ขับรถองค์กรพนักงานควรศึกษา ประกาศจากทางบริษัทเพื่อรับข่าวสารความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน รายงานเหล่านี้ช่วยให้คนขับรู้ว่าจุดไหนต้องชะลอ จุดไหนต้องหลีกเลี่ยง หรือมีข้อแนะนำพิเศษเกี่ยวกับรถแต่ละประเภท หลายที่มีการติดประกาศสำหรับผู้ขับรถให้ตรวจเช็กด่านตรวจสุรา ข่าวอุบัติเหตุของพนักงานรุ่นก่อน ๆ รวมถึงการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการง่วงหลับบนพวงมาลัยการอ่านข่าวสารความปลอดภัยไม่ใช่แค่การรับรู้ข้อมูล แต่ช่วยปรับ Mindset ให้คนขับเข้าโหมด “พร้อมทำงาน”ขั้นตอนที่ 3 ตรวจวัดความดันโลหิตหลายอุบัติเหตุของคนขับรถเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เช่น วูบหมดสติ หายใจติดขัด หรือเจ็บหน้าอก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวหรือความดันโลหิตสูงโดยที่ผู้ขับเองก็ไม่รู้ตัว การตรวจวัดความดันก่อนทำงานจึงเป็นวิธีป้องกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้นทันทีได้ดีที่สุดขั้นตอนที่ 3 ตรวจวัดความดันโลหิต และ ขั้นตอนที่ 4 ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์พนักงานนั่งตรวจความดันกับพยาบาล การตรวจนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ช่วยคัดกรองความผิดปกติ เช่น ความดันสูงเกินมาตรฐาน หรือชีพจรเต้นผิดปกติ องค์กรที่มีระบบดี มักกำหนดเกณฑ์ เช่น หากค่าความดันสูงกว่าเกณฑ์ต้องพัก ห้ามขับ จนกว่าร่างกายจะกลับมาปกติหรือพบแพทย์ หลายเหตุการณ์บนถนนเกิดจาก “ความเครียดสะสม + ความดันสูง” จนสมองล้าหรือวูบ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามคนขับรถที่รับผิดชอบสินค้า เครื่องจักร หรือชีวิตผู้โดยสารจำนวนมากต้องเอาเรื่องสุขภาพจริงจังพอ ๆ กับเรื่องการควบคุมรถ เพราะความดันสูงไม่บอกล่วงหน้า แต่สร้างความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงขั้นตอนที่ 4 ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์พนักงานเป่าลมหายใจลงเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานในหลายองค์กร โดยเฉพาะโรงงานที่มีรถฟอร์คลิฟท์ รถบรรทุก หรือรถขนส่งสารเคมี การตรวจแอลกอฮอล์ก่อนเริ่มงานสามารถขจัดความเสี่ยงได้มหาศาล เพราะแม้ระดับแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็ทำให้สมาธิลดลง การตัดสินใจช้าลง และมองระยะผิดเพี้ยนได้องค์กรควรมีเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ที่ได้มาตรฐานและบันทึกข้อมูลทุกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การชนในโรงงาน การชนรถชาวบ้าน หรือการพลิกคว่ำกลางทาง การตรวจนี้ไม่ใช่การจับผิด แต่คือการพิสูจน์ว่าพนักงานอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการควบคุมยานพาหนะระบบตรวจแอลกอฮอล์รายวันยังช่วยให้พนักงานปรับพฤติกรรม เช่น ไม่ดื่มก่อนเข้างาน ไม่ดื่มหนักในวันหยุดก่อนทำงานเช้าวันจันทร์ เพราะรู้ว่าต้องตรวจทุกครั้งก่อนเริ่มงาน ส่งผลให้อัตราอุบัติเหตุลดลงอย่างมีนัยสำคัญขั้นตอนที่ 5 ทดสอบปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกายการทดสอบ Reaction Time ว่าพนักงานมีความตื่นตัวเพียงพอหรือไม่ การทดสอบนี้วัดความเร็วในการกดปุ่มตอบสนองต่อสัญญาณ ทั้งเสียง แสง หรือภาพกระตุ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในการขับรถ เพราะการกะระยะเบรก การหักหลบ หรือการตัดสินใจระหว่างขับรถขึ้นอยู่กับความไวของระบบประสาทส่วนกลางพนักงานที่ง่วงหลับ สมองล้า หรือพักผ่อนไม่พอมักได้ผลคะแนนช้านานผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าไม่ควรให้เขาขับรถโดยเด็ดขาด ระบบนี้ช่วยคัดกรองพนักงานที่เหนื่อยสะสม แม้ว่าเขาจะบอกว่าตนเอง “ไหว” แต่ข้อมูลจากเครื่องจะชี้ชัดว่าร่างกายตอบสนองได้จริงหรือไม่ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกาย และ ขั้นตอนที่ 6 สรุปสภาพความพร้อมก่อนอนุญาตให้ขับรถการทดสอบนี้เป็นเหมือนการเตือนตัวเองให้เข้าสู่โหมดงาน ช่วยดึงสมาธิกลับมาให้พร้อมก่อนขึ้นรถ และเป็นการประเมินความเสี่ยงที่สำคัญมาก โดยเฉพาะงานที่ต้องขับรถระยะไกล งานกลางคืน หรือการขับรถในจุดเสี่ยง เช่น พื้นที่ลาดชันหรือระหว่างเครื่องจักรหนักขั้นตอนที่ 6 สรุปสภาพความพร้อมก่อนอนุญาตให้ขับรถพนักงานยื่นเอกสารตรวจประจำวันให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนอนุมัติ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะ “ทุกข้อมูลจากขั้นตอนก่อนหน้า” จะถูกรวมและสรุปว่าพนักงานอยู่ในสภาวะปลอดภัยหรือไม่ การอนุมัติขับรถควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึกเงื่อนไขสำคัญผ่านการทดสอบทุกอย่างครบถ้วนไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายไม่มีอาการป่วย ง่วง ซึม หรือมึนงงที่อาจเป็นอันตรายความพร้อมทำให้องค์กรมีระบบควบคุมก่อนเกิดเหตุที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากความประมาทหรือการปล่อยผ่าน เพราะเพียง “คนขับไม่พร้อมหนึ่งคน” อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่มีค่าใช้จ่ายมากกว่าหลายแสนบาท และอาจสูญเสียชีวิตของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใช้ถนนรายอื่นสรุปทั้ง 6 ขั้นตอนนี้ไม่ได้ทำเพื่อความยุ่งยากหรือเพิ่มเอกสารให้พนักงาน แต่เป็นกลไกป้องกันอุบัติเหตุเชิงรุก เพราะอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นง่ายมาก แม้เราจะขับดี แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ผู้ใช้ถนนคนอื่น สภาพถนน หรืออากาศ การตรวจสภาพร่างกายก่อนเริ่มงานจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันชั้นแรกให้คนขับรถพนักงานขับรถ คือ ฟันเฟืองสำคัญขององค์กร การขนส่งสินค้าปลอดภัย หมายถึง องค์กรมีภาพลักษณ์ที่ดี ลูกค้าเชื่อมั่น และไม่มีความสูญเสียที่ไม่จำเป็น ทุกองค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับระบบตรวจความพร้อมก่อนปฏิบัติงานอย่างยิ่งเซฟตี้อินไทย สนับสนุนให้ทุกสถานประกอบการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่ก่อนพนักงานสตาร์ทรถ เพื่อให้ทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยในทุกวัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน

ขับรถเที่ยวฝ่าหมอกอย่างปลอดภัย

ขับรถเที่ยวฝ่าหมอกอย่างปลอดภัย

การขับรถเที่ยวในบรรยากาศหมอกลอยฟุ้งดูโรแมนติก แต่หากขาดความระมัดระวังก็อาจเป็นอันตรายได้ การขับรถฝ่าหมอกจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างปลอดภัยและสนุกสนาน วันนี้ เซฟตี้อินไทย เราจะมาแนะนำเคล็ดลับสำคัญในการขับรถฝ่าหมอกให้คุณได้รู้กันการเตรียมตัวก่อนเดินทาง ตรวจเช็คสภาพรถ ก่อนออกเดินทางควรตรวจเช็คสภาพรถให้พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะระบบไฟส่องสว่าง เช่น ไฟหน้า ไฟตัดหมอก และไฟเบรก ควรแน่ใจว่าทำงานได้เป็นปกติ รวมถึงตรวจสอบสภาพยางรถว่ามีดอกยางเพียงพอหรือไม่ ศึกษาเส้นทาง ศึกษาเส้นทางที่จะเดินทางล่วงหน้า เพื่อทราบสภาพถนนและจุดที่มีหมอกหนาแน่นเป็นพิเศษ หากมีเส้นทางอื่นที่ปลอดภัยกว่า ก็ควรเลือกเส้นทางสำรองไว้ เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถ เช่น ไฟฉาย ถุงมือ ถุงเท้า หมวก และเสื้อกันหนาว เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องจอดรถข้างทางใช้ความเร็วที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้หยุดรถได้ทัน ช่วยให้การควบคุมรถง่ายขึ้นเหตุผลที่ต้องชะลอความเร็ว ทัศนวิสัยจำกัด หมอกจะบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองเห็นทางด้านหน้าได้ไม่ชัดเจน การขับเร็วอาจทำให้เราเบรกไม่ทันหากมีรถหรือสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ระยะเบรกเพิ่มขึ้น เมื่อถนนเปียกหรือมีหมอกลง ระยะเบรกของรถจะยาวขึ้นกว่าปกติ การชะลอความเร็วจะช่วยลดระยะเบรก ทำให้เราสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงในการเสียหลัก การขับรถเร็วในสภาพถนนที่ลื่น หรือมีหมอกลง จะทำให้รถเสียหลักได้ง่าย การลดความเร็วจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ วิธีการประเมินความเร็วที่เหมาะสม กฎ 2 วินาที เลือกรูปป้ายหรือวัตถุที่อยู่ข้างทาง แล้วนับ 2 วินาที หากรถคันหลังตามมาถึงวัตถุนั้นพอดี แสดงว่าระยะห่างที่เว้นไว้เพียงพอ สังเกตทัศนวิสัย หากมองเห็นทางด้านหน้าได้ไม่เกิน 100 เมตร ควรชะลอความเร็วลงอย่างมาก ฟังเสียงยางรถ เสียงยางรถที่สัมผัสกับถนนจะเปลี่ยนไปเมื่อขับผ่านหมอก ควรสังเกตเสียงเหล่านี้เพื่อปรับความเร็วให้เหมาะสม ข้อควรระวังเพิ่มเติม หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน การเบรกกะทันหันอาจทำให้รถเสียหลักได้ ควรแตะเบรกเบาๆ เป็นระยะๆ เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า อย่าเร่งเครื่องแซง การแซงในสภาพหมอกหนาแน่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ควรหลีกเลี่ยง ใช้ไฟต่ำหรือไฟตัดหมอก การใช้ไฟสูงจะทำให้แสงสะท้อนกลับมากระทบสายตา ทำให้มองเห็นทางได้ยากขึ้น การขับรถฝ่าหมอกต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การชะลอความเร็วและเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและทำให้การเดินทางของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้นจอดในที่ปลอดภัยการจอดรถในที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการจอดระหว่างเดินทาง หรือการจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน การเลือกที่จอดที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันรถของคุณจากความเสียหาย และยังช่วยให้คุณรู้สึกอุ่นใจเมื่อกลับมาที่รถอีกด้วย หลักการเลือกที่จอดรถ เลือกที่จอดที่มีแสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการจอดรถในที่มืดหรือที่แสงสว่างน้อย เพราะอาจเป็นเป้าหมายของขโมย เลือกที่จอดที่มีคนพลุกพล่าน ที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงานมักจะมีคนพลุกพล่าน ทำให้โจรกล้าที่จะเข้ามาขโมยน้อยลง เลือกที่จอดที่มีกล้องวงจรปิด ที่จอดรถที่มีกล้องวงจรปิดติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับรถของคุณ หลีกเลี่ยงการจอดรถในที่เปลี่ยว ที่จอดรถในที่เปลี่ยวหรือซอยเปลี่ยว อาจเป็นอันตรายต่อรถของคุณ ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบข้าง ก่อนจอดรถ ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบข้างให้รอบคอบ เช่น มีสิ่งกีดขวางหรือไม่ มีร่องรอยของน้ำท่วมหรือไม่ ล็อกประตูรถและปิดกระจกให้เรียบร้อย ก่อนออกจากรถ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ล็อกประตูรถและปิดกระจกให้เรียบร้อยแล้ว ซ่อนของมีค่า หากมีของมีค่าอยู่ในรถ ควรนำออกไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย หรือซ่อนไว้ในที่ที่มองไม่เห็น สถานที่จอดรถที่ควรระวัง ใต้ต้นไม้ใหญ่ กิ่งไม้หรือผลไม้ที่ร่วงหล่นอาจทำให้รถของคุณเสียหายได้ ใกล้ป้ายโฆษณา ป้ายโฆษณาที่หล่นลงมาอาจทำให้รถของคุณเสียหายได้ ใกล้ที่ก่อสร้าง ฝุ่นละอองและเศษวัสดุก่อสร้างอาจทำให้รถของคุณสกปรกและเสียหายได้ ใกล้ที่จอดรถสำหรับคนพิการ การจอดรถในที่จอดรถสำหรับคนพิการเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และอาจทำให้คุณได้รับค่าปรับ เคล็ดลับเพิ่มเติม จดจำที่จอดรถ พยายามจดจำที่จอดรถให้ดี หรือใช้แอปพลิเคชันช่วยในการจดจำ ติดตั้งสัญญาณกันขโมย การติดตั้งสัญญาณกันขโมยจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับรถของคุณ แจ้งความหากรถหาย หากรถของคุณหาย ให้รีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที การเลือกที่จอดรถที่ปลอดภัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลรักษารถของคุณ การบำรุงรักษารถให้สม่ำเสมอ และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติเช่นกันอย่าเปลี่ยนเลนหรือเบรกกะทันหันเหตุผลที่ไม่ควรเปลี่ยนเลนกะทันหัน ทัศนวิสัยจำกัด หมอกหนาจะบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองไม่เห็นรถคันอื่นที่อาจจะอยู่ข้างๆ หรือกำลังจะแซงเข้ามา การเปลี่ยนเลนกะทันหันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุชนกันได้ เวลาในการตัดสินใจน้อยลง ในสภาพที่มีหมอกหนา เราจะมีเวลาน้อยในการตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเลนหรือไม่ และจะเปลี่ยนเลนไปทางไหน การเปลี่ยนเลนกะทันหันอาจทำให้เกิดความสับสนและควบคุมรถได้ยากขึ้น เหตุผลที่ไม่ควรเบรกกะทันหัน ระยะเบรกเพิ่มขึ้น เมื่อถนนเปียกหรือมีหมอกลง ระยะเบรกของรถจะยาวขึ้นกว่าปกติ การเบรกกะทันหันอาจทำให้รถลื่นไถลหรือเสียหลักได้ รถคันหลังอาจไม่ทันระวังรถคันหลังอาจมองไม่เห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าเพียงพอ การเบรกกะทันหันอาจทำให้รถคันหลังชนท้ายได้ วิธีการขับรถที่ถูกต้องในสภาพที่มีหมอก ชะลอความเร็ว ลดความเร็วลงให้เหมาะสมกับสภาพถนนและทัศนวิสัย เปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้ชัดเจน เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า เพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเลน หากไม่จำเป็นจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเลน หากต้องเปลี่ยนเลน ให้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวล่วงหน้าและตรวจสอบกระจกมองข้างให้ดีก่อน เบรกอย่างนุ่มนวล หากต้องการหยุดรถ ควรเบรกอย่างนุ่มนวลและค่อยๆ ชะลอความเร็ว การขับรถในสภาพที่มีหมอกต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างปลอดภัยเปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกการเปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับขี่ในสภาพอากาศที่ทัศนวิสัยไม่ดี เช่น มีหมอกลง หรือฝนตกหนัก เพราะจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้ชัดเจนขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่เมื่อไหร่ควรเปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก? เมื่อมีหมอก ไม่ว่าจะเป็นหมอกเบาหรือหมอกหนา การเปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกจะช่วยให้เราสามารถมองเห็นทางได้ชัดเจนขึ้น และทำให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้จากระยะไกล ฝนตกหนัก ในวันที่ฝนตกหนัก ทัศนวิสัยจะลดลงอย่างมาก การเปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้ชัดเจนขึ้น เวลาพลบค่ำ หรือกลางคืน แม้ว่าจะมีแสงไฟส่องสว่างจากแหล่งอื่น แต่การเปิดไฟหน้ารถก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ข้อควรระวังในการใช้ไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก ห้ามเปิดไฟสูงในสภาพที่มีหมอก เพราะแสงจากไฟสูงจะสะท้อนกลับมาที่กระจกหน้ารถ ทำให้มองเห็นทางได้ยากขึ้น ห้ามเปิดไฟตัดหมอกในสภาพอากาศปกติ การเปิดไฟตัดหมอกในสภาพอากาศปกติ อาจทำให้รถคันอื่นรำคาญ และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรตรวจสอบสภาพของไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกทำงานได้อย่างสมบูรณ์ การเปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกในสภาพอากาศที่ทัศนวิสัยไม่ดี เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ การเลือกใช้ไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นทางได้ชัดเจนขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง การศึกษาเส้นทางก่อนเดินทางเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณราบรื่นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางใกล้หรือไกล การวางแผนเส้นทางที่ดีจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางได้ทำไมต้องศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง? ประหยัดเวลา การรู้เส้นทางล่วงหน้าจะช่วยให้คุณวางแผนเวลาได้อย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการหลงทาง ประหยัดน้ำมัน การเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดหรือมีป้ายบอกทางชัดเจน จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เพิ่มความปลอดภัย การศึกษาเส้นทางจะช่วยให้คุณทราบถึงสภาพถนน สภาพอากาศ และจุดเสี่ยงต่างๆ บนเส้นทาง ซึ่งจะช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ลดความเครียด การรู้เส้นทางล่วงหน้าจะช่วยลดความกังวลและความเครียดในการเดินทางรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสมเป็นหนึ่งในหลักการขับขี่ที่สำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้คุณมีเวลาในการตอบสนองหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รถคันหน้าเบรกกะทันหัน หรือมีสิ่งกีดขวางบนถนน การเว้นระยะห่างที่เพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมากทำไมต้องรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า? เพื่อความปลอดภัย ระยะห่างที่เพียงพอจะให้เวลาคุณในการเบรกหรือหลบหลีกหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงในการชนท้าย การขับรถตามติดกันใกล้ชิดเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุชนท้าย เพิ่มความสะดวกสบาย การขับรถโดยไม่ต้องกังวลว่าจะชนท้ายรถคันหน้าจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้อย่างไร?กฎ 2 วินาที วิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษาระยะห่างคือการใช้กฎ 2 วินาที เลือกวัตถุริมทาง เช่น เสาไฟฟ้า หรือป้ายจราจร เมื่อรถคันหน้าผ่านวัตถุนั้น ให้เริ่มนับ "หนึ่ง สอง" รถของคุณควรจะถึงวัตถุนั้นพอดี หากถึงก่อนแสดงว่าคุณขับชิดรถคันหน้าเกินไปปรับความเร็วตามสภาพถนน ในสภาพอากาศที่ไม่ดี เช่น ฝนตก หรือมีหมอกลง ควรเพิ่มระยะห่างเป็น 3-4 วินาทีสังเกตสภาพถนน สภาพถนนที่เปียกหรือมีหลุมบ่อจะทำให้ระยะเบรกยาวขึ้น จึงควรเพิ่มระยะห่าง หลีกเลี่ยงการขับรถตามติดกันเป็นเวลานาน การขับรถตามติดกันเป็นเวลานานอาจทำให้คุณรู้สึกเบื่อหน่ายและลดความระมัดระวัง สิ่งที่ควรระวัง อย่าเปลี่ยนเลนกะทันหัน การเปลี่ยนเลนโดยไม่มั่นใจว่ามีรถคันอื่นมาหรือไม่ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน การเบรกกะทันหันอาจทำให้รถคันหลังชนท้ายได้ อย่าขับรถเร็วเกินไป ความเร็วที่สูงขึ้นจะทำให้ระยะเบรกยาวขึ้นตามไปด้วยการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้อื่น การฝึกฝนให้ชินกับการรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณเป็นผู้ขับขี่ที่ดีขึ้นเตรียมรถให้พร้อม ก่อนออกเดินทางการเตรียมรถให้พร้อม ก่อนออกเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้การเดินทางของคุณปลอดภัยและราบรื่นมากขึ้น ลองมาดูเช็คลิสต์ที่ควรตรวจสอบก่อนออกเดินทางกันเลยครับสรุปการขับรถในสภาพที่มีหมอกนั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การปฏิบัติตาคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างปลอดภัยและถึงจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่น

ขี่มอเตอร์ไซค์ปลอดภัย ออกทริปเดินทางหายห่วง

ขี่มอเตอร์ไซค์ปลอดภัย ออกทริปเดินทางหายห่วง

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนชื่นชอบ ด้วยความคล่องตัวและอิสระในการขับขี่ แต่เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและสนุกสนาน เราควรมีการเตรียมตัวและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดก่อนออกเดินทาง สิ่งสำคัญคือการวางแผนเส้นทาง ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นยางรถ ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง และน้ำมันเครื่อง นอกจากนี้ การเตรียมร่างกายให้พร้อมก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้เราสามารถควบคุมรถได้ดีขึ้นระหว่างการเดินทาง การสวมหมวกกันน็อคเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะจะช่วยป้องกันศีรษะจากการบาดเจ็บ หากเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ การสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และรองเท้าหุ้มส้น ก็จะช่วยป้องกันร่างกายจากการถลอกหรือบาดเจ็บได้เช่นกันสิ่งที่ต้องระวังขณะขับขี่ ได้แก่ การไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด การไม่ขับรถขณะเหนื่อยล้าหรือง่วงนอน การไม่ขับรถขณะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การให้สัญญาณมือทุกครั้งก่อนเปลี่ยนเลน หรือเลี้ยว และการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสมจุดเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่ ทางร่วมทางแยก จุดกลับรถ จุดตัดทางรถไฟ และเขตทางข้ามถนน ในบริเวณเหล่านี้ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ และปฏิบัติตามป้ายจราจรอย่างเคร่งครัดการบำรุงรักษารถมอเตอร์ไซค์เป็นประจำ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางปลอดภัย การนำรถไปตรวจเช็คสภาพที่อู่ซ่อมเป็นระยะ จะช่วยให้เราสามารถตรวจพบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะนำไปสู่ อุบัติเหตุการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างปลอดภัยต้องอาศัยความรับผิดชอบของผู้ขับขี่เอง การปฏิบัติตามกฎจราจร การเตรียมตัวให้พร้อม และการดูแลรักษารถเป็นอย่างดี จะช่วยให้การเดินทางของเราเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยคำแนะนำเพิ่มเติม เรียนรู้ทักษะการขับขี่ขั้นพื้นฐาน: หากยังไม่มั่นใจในทักษะการขับขี่ ควรเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการขับขี่ปลอดภัย ตรวจสอบสภาพอากาศ: ก่อนออกเดินทาง ควรตรวจสอบสภาพอากาศ หากมีฝนตกหรือมีหมอก ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการขับขี่ในเวลากลางคืน: หากจำเป็นต้องขับขี่ในเวลากลางคืน ควรเปิดไฟหน้ารถให้สว่าง และสวมใส่เสื้อผ้าสีสว่างเพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้ชัดเจน การขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสามารถออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

การใช้ไฟฉุกเฉินนั้นมีความสำคัญ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ตอนไหนบ้างที่ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินที่สุด

การใช้ไฟฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคย เพราะเป็นอุปกรณ์เตือนภัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมองเห็นสถานการณ์ผิดปกติได้ทันที แต่ในความคุ้นชินนั้น หลายคนกลับใช้ไฟฉุกเฉินผิดเวลาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นแทนที่จะช่วยให้ปลอดภัย บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจว่า เมื่อไหร่ควร และ เมื่อไหร่ไม่ควร เปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อให้ทุกการขับขี่ปลอดภัยและถูกต้องตามหลักจราจรความสำคัญของไฟฉุกเฉิน ไฟฉุกเฉินถูกออกแบบมาเพื่อใช้ใน “สถานการณ์ผิดปกติที่ต้องเตือนผู้อื่นเร่งด่วน” เช่น รถเสีย อุบัติเหตุ หรือภาวะที่รถไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ การเปิดไฟฉุกเฉินหมายความว่า “รถคันนี้มีเหตุขัดข้อง โปรดใช้ความระมัดระวัง” แต่ในทางกลับกัน การเปิดผิดสถานการณ์กลับทำให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นเข้าใจผิดได้ง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสถานการณ์ที่ ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน ฝนตกหนักหรือสภาพอากาศเลวร้าย ผู้ขับหลายคนคิดว่าเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อให้รถเด่นขึ้น แต่แท้จริงแล้วกลับทำให้มองเห็นยากกว่าเดิม เพราะแสงไฟสะท้อนกับละอองฝน ทำให้รถคันหลังประเมินระยะผิดพลาด นอกจากนี้ การเปิดไฟฉุกเฉินทำให้ไฟเลี้ยวไม่ทำงาน ส่งผลให้ผู้อื่นไม่ทราบเจตนาการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวของเราอย่างชัดเจน อยู่บริเวณทางแยกหรือกำลังจะเลี้ยว การเปิดไฟฉุกเฉินที่ทางแยกเป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยมาก เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่คนอื่นไม่รู้ว่ารถของเราจะเลี้ยวไปด้านไหน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงอย่างมาก ควรเปิดเฉพาะไฟเลี้ยวด้านที่ต้องการเท่านั้น ขณะขับรถอยู่บนท้องถนนตามปกติ บางคนเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อ “เตือนคนอื่นว่าตนขับช้า” หรือตกใจช่วงขับผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ แต่การทำเช่นนี้ทำให้รถที่ตามมาไม่ทราบว่าเรากำลังเคลื่อนที่หรือหยุดนิ่ง การไม่เห็นสัญญาณไฟเลี้ยวหรือไฟเบรกที่ชัดเจน อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุชนท้ายได้โดยตรง สถานการณ์ที่ ควรเปิดไฟฉุกเฉิน รถเสียหรือจำเป็นต้องจอดริมทาง การเปิดไฟฉุกเฉินช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราแต่ไกล และหลีกเลี่ยงได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือพื้นที่มืด เกิดอุบัติเหตุบนเส้นทาง ไฟฉุกเฉินช่วยเตือนรถที่ตามมาว่ามีเหตุผิดปกติเกิดขึ้นข้างหน้า ทำให้ผู้ขับขี่อื่นสามารถลดความเร็วและหลีกเลี่ยงได้ทันเวลา เบรกกะทันหันในสถานการณ์คับขัน ในบางกรณี เช่น รถด้านหน้าหยุดกะทันหัน หรือมีสิ่งกีดขวางที่อาจทำให้เกิดการชน การเปิดไฟฉุกเฉินชั่วคราวช่วยเตือนให้รถด้านหลังลดความเร็วทันที เหตุผลที่ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินโดยไม่จำเป็น ทำให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นสับสน ไฟฉุกเฉินทำให้ผู้ขับคันอื่นไม่รู้เจตนาของเรา ไม่รู้ว่ากำลังเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนหรือไม่ ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงในบางสภาพอากาศ โดยเฉพาะตอนฝนตกหรือหมอกลง แสงไฟที่กะพริบอาจรบกวนสายตามากกว่าช่วยให้เห็นชัดเจน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เมื่อสัญญาณไฟไม่สื่อความหมายที่ชัดเจน อุบัติเหตุจากการเข้าใจผิดจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ข้อควรจำในการใช้ไฟฉุกเฉิน• ไฟฉุกเฉินไม่ใช่สัญญาณสำหรับ “ขับช้า” หรือ “มองไม่เห็นทาง” • ควรใช้เฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นตามเจตนารมณ์ของอุปกรณ์ • หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ควรเปิดไฟฉุกเฉิน พร้อมตั้งกรวยหรือป้ายเตือน (ถ้ามี) • ตรวจสอบระบบไฟสัญญาณของรถเป็นประจำ เพื่อความพร้อมใช้งานตลอดเวลาคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย• เมื่อเกิดเหตุจำเป็น ให้ตั้งหลัก เช็กความปลอดภัยของตนเองก่อน • เปิดไฟฉุกเฉินและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที • หากมีผู้โดยสารบนรถ ควรให้ทุกคนอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่ยืนอยู่ริมถนน • ศึกษากฎจราจรและสัญญาณไฟในรถให้เข้าใจ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวิธีสรุป ไฟฉุกเฉิน เป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยบนท้องถนน แต่จะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อใช้ถูกสถานการณ์เท่านั้น การเปิดไฟฉุกเฉินผิดเวลานอกจากไม่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ยังอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและอุบัติเหตุได้ ดังนั้นผู้ขับทุกคนควรเรียนรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง เพื่อให้สังคมการขับขี่ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน ขับขี่อย่างมีสติ ใช้สัญญาณไฟให้ถูกต้อง และเคารพผู้ใช้ถนนร่วมกัน คือพื้นฐานสำคัญของการลดอุบัติเหตุในทุกวัน หากเราทุกคนเริ่มต้นจากการใช้ไฟฉุกเฉินอย่างถูกต้อง ก็ถือเป็นก้าวแรกของการขับขี่ปลอดภัย ความปลอดภัยที่มีความหมายบนท้องถนนทุกสาย

การตรวจสภาพรถ

อัปเดตกฎหมายใหม่ กำหนดเกณฑ์ และวิธีการตรวจสภาพรถ ตามเงื่อนไขใบอนุญาต 2567

ประกาศฉบับนี้มีสาระสำคัญ คือ การประกาศให้มีการกำกับดูแลการประกอบกิจการในรูปแบบใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยและคุณภาพประกาศกรมการขนส่งทางบกเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสภาพรถตามเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่งสำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัด หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๖๗         ตามที่ได้มีประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสภาพรถตามเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่งสำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๗ ไว้แล้ว นั้นโดยที่ประกาศดังกล่าวกำหนดให้รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง ต้องเข้ารับการตรวจสภาพเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบที่ใช้ติดตั้งในรถที่ใช้ในการขนส่งที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้งานรถโดยสารสาธารณะมากยิ่งขึ้น สมควรให้มีการตรวจเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบที่เกี่ยวกับความปลอดภัยเพิ่มเติมด้วย อาศัยอำนาจตามความใน (๒) ของกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง พ.ศ. ๒๕๔๖ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๓/๑ ของประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสภาพรถตามเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่งสำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๗"ข้อ ๓/๑ รถตามข้อ ๑ ต้องเข้ารับการตรวจเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบ และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ตามรายการดังต่อไปนี้ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗         (๑) ประตูฉุกเฉิน ทางออกฉุกเฉิน ประตูทางขึ้น - ลง         (๒) เข็มขัดนิรภัย         (๓) ค้อนทุบกระจก เครื่องดับเพลิง"สาระสำคัญให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๓/๑ ของประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสภาพรถตามเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบการขนส่งสำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๗รายการ ดังต่อไปนี้ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567ประตูฉุกเฉิน ทางออกฉุกเฉิน ประตูทางขึ้น - ลงเข็มขัดนิรภัยค้อนทุบกระจก เครื่องดับเพลิงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดขึ้น อาจต้องลงทุนในการปรับปรุงระบบการผลิตหรือบริการให้ได้มาตรฐาน ผู้บริโภค ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากมีหน่วยงานที่คอยตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ เศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ ทำให้ราคาสินค้าหรือบริการปรับตัวสูงขึ้น แต่ในระยะยาวจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศและดึงดูดนักลงทุน

รถบัสไฟไหม้

นั่งรถบัส อย่างไรให้ปลอดภัย

การเดินทางโดยรถบัสเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายสำหรับหลายๆ คน แต่เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากกันดังนี้ค่ะรถบัสไฟไหม้จากกรณีเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุรถบัสรับนักเรียนทัศนศึกษาเกิดเหตุเพลิงไหม้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมประสานรถน้ำดับเพลิง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ในที่เกิดเหตุช่องทางเลนขวาสุดในช่องทางด่วนพบรถบัสจอดอยู่ถนนใต้อนุสรณ์สถานมุ่งหน้าขาเข้ากรุงเทพฯ หลัก กม.ที่ 28 ถนนพหลโยธิน ปากซอยพหลโยธิน 72 ใกล้เคียงเซียร์รังสิต ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา นั้นจากการตรวจสอบ พบเป็นรถบัสไม่ประจำทาง ยี่ห้อเบนซ์ บริษัท ชินบุตร แผ่นป้ายทะเบียนเหลือง หมายเลขทะเบียน 30-0423 สิงห์บุรี ได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ลุกลามมาครึ่งคันรถ ทางเจ้าหน้าเร่งระดมฉีดน้ำและอยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือจากการสอบถาม ผู้โดยสารมากับรถและเป็นผู้รับว่าจ้างเหมารถบัส ทราบว่า ตนเป็นผู้ติดต่อขอเช่าเหมารถบัส เพื่อจะนำนักเรียนและคณะครู จาก ร.ร.เขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อจะพาไปทัศนศึกษาที่ศูนย์การเรียนรู้ การไฟฟ้าพระราม 6 (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือกฟผ.ย่านบางกรวย จ.นนทบุรี) โดยภายในรถบัสมีนักเรียนโดยสารมาจำนวน 38 ราย พร้อมด้วยคณะครูจำนวน 6 ราย รวม ทั้งหมด 44 ราย... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/local/crime/news_4821338นั่งรถบัสอย่างไรให้ปลอดภัย?ก่อนขึ้นรถบัสเลือกบริษัทขนส่งที่เชื่อถือได้: เลือกบริษัทที่มีชื่อเสียง มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และมีรถบัสสภาพดีตรวจสอบตั๋วโดยสาร: ตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ให้ถูกต้อง เช่น เส้นทาง เวลาเดินทาง และหมายเลขที่นั่งเตรียมตัวให้พร้อม: พกเอกสารสำคัญ ยาประจำตัว และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ ติดตัวไปด้วยสังเกตสภาพรถ: ตรวจสอบสภาพรถก่อนขึ้นว่ามีความพร้อมใช้งานหรือไม่ เช่น ยางรถ สภาพเบาะนั่ง และอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆขณะอยู่บนรถบัสคาดเข็มขัดนิรภัย: เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำตลอดการเดินทาง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุเลือกที่นั่งที่เหมาะสม: เลือกที่นั่งที่รู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยหลีกเลี่ยงที่นั่งบริเวณประตูหน้า ประตูหลัง หรือทางเดินสังเกตสภาพแวดล้อม: สังเกตพฤติกรรมของผู้ขับขี่และผู้โดยสารคนอื่นๆ รอบข้างหลีกเลี่ยงการนอนหลับสนิท: ควรมีสติอยู่เสมอ เพื่อสังเกตสถานการณ์รอบข้างและพร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉินเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย: เก็บสัมภาระให้พ้นทางเดิน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแจ้งเจ้าหน้าที่หากพบสิ่งผิดปกติ: หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ เช่น รถเสีย ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันทีเคล็ด(ไม่)ลับ…นั่งรถโดยสาร เดินทางใกล้ – ไกลอุ่นใจ ปลอดภัย หายห่วง จากกรมการขนส่งทางบกเลือกรถโดยสารที่ปลอดภัย และมั่นใจได้ว่า จะส่งเราไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพอย่างแน่นอนเลือกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะป้ายเหลือง ที่ผ่านการตรวจสภาพรถ และชำระภาษีถูกต้องเท่านั้นเลือกบริษัทรถโดยสารที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับตั๋วโดยสารทันทีหลังชำระเงิน มีช่องทางการชำระเงินที่เชื่อถือได้ มีแผนการเดินทางและเส้นทางการเดินรถชัดเจนตรวจสอบรายเอียดภายในตั๋ว เช่น วันที่ เวลา ตำแหน่งที่นั่ง หากไม่ถูกต้อง รีบแจ้งพนักงานให้แก้ไขในทันทีภายในรถโดยสารสาธารณะมีอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น เข็มขัดนิรภัย ค้อนทุบกระจก ถังดับเพลิง ประตูทางออกฉุกเฉิน พนักงานขับรถมีความพร้อมปฎิบัติหน้าที่ พักผ่อนเพียงพอ ไม่แสดงอาการอ่อนเพลีย ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในการขับรถ สามารถขับติดต่อได้ไม่เกิน 4 ชม. หยุดพักไม่น้อยกว่า 30 นาที และขับต่ออีกได้ไม่เกิน 4 ชม. รวมไม่เกิน 8 ชม. หรือมีพนักงานอย่างน้อย 2 คนข้อควรรู้ก่อนเดินทาง ขึ้น-ลง รถที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร หรือจุดจอดที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด เพื่อความปลอดภัยจากมิจฉาชีพสวมใส่เสื้อผ้าสบายตัว รับประทานอาหาร และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถนำสิ่งของจำเป็นติดตัวไว้ หากมีสัมภาระขนาดใหญ่ ให้แจ้งพนักงานเก็บไว้ใต้ท้องรถ ไม่ควรฝืนวางไว้บนหิ้ง เพราะอาจตกลงมาได้ทุกเมื่อพกยาสามัญและยาประจำตัวติดตัวไว้ ผู้ที่มีอาการเมารถ ควรทานยาก่อนเดินทางจดเลขทะเบียนรถติดตัวไว้ป้องกันการขึ้นรถผิดคันขณะจอดพักคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง กฎหมายน่ารู้ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์บนรถโดยสาร แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ขับขี่ก็ตาม หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากพบเห็นรถโดยสารสาธารณะกระทำผิด โทรสายด่วน 1585  กรมการขนส่งทางบกนั่งรสบัสตรงไหนปลอดภัยที่สุดการเลือกที่นั่งบนรถบัสเพื่อความปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยค่ะ จริงๆ แล้วไม่มีที่นั่งไหนที่ปลอดภัยที่สุด 100% เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่มีบางตำแหน่งที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าตำแหน่งอื่นๆ ตามหลักการทั่วไปนะคะตำแหน่งที่ควรพิจารณากลางรถ: มักได้รับแรงกระแทกน้อยที่สุด หากเกิดอุบัติเหตุชนด้านหน้าหรือด้านหลังด้านซ้ายของรถ: ในประเทศที่ขับรถทางขวา การชนด้านซ้ายมักจะเกิดขึ้นน้อยกว่าใกล้ทางออกฉุกเฉิน: ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถอพยพออกจากรถได้ง่ายและรวดเร็วตำแหน่งที่ควรหลีกเลี่ยงบริเวณประตูหน้าและประตูหลัง: มักได้รับแรงกระแทกโดยตรง หากเกิดอุบัติเหตุชนด้านหน้าหรือด้านหลังที่นั่งแถวหน้าสุด: อาจได้รับบาดเจ็บจากกระจกหน้ารถแตก หรือถูกรถคันหน้าชนที่นั่งติดทางเดิน: อาจถูกวัตถุหล่นใส่ หรือถูกผู้โดยสารคนอื่นกระแทกได้ง่ายนอกจากการเลือกที่นั่งแล้ว ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ควรพิจารณาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถบัส ดังนี้ค่ะคาดเข็มขัดนิรภัย: สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรละเลยเลือกบริษัทขนส่งที่เชื่อถือได้: มีรถบัสสภาพดีและผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์สังเกตสภาพรถ: ตรวจสอบสภาพรถก่อนขึ้นว่ามีความพร้อมใช้งานหรือไม่เตรียมตัวให้พร้อม: พกยาประจำตัว เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์ที่จำเป็นติดตัวไปหลีกเลี่ยงการนอนหลับสนิท: ควรมีสติอยู่เสมอ เพื่อสังเกตสถานการณ์รอบข้างการเลือกที่นั่งบนรถบัสเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเพิ่มความปลอดภัย การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นร่วมกับการมีสติและความระมัดระวัง จะช่วยให้การเดินทางของคุณปลอดภัยมากขึ้นค่ะที่มา : นั่งรถโดยสารสาธารณะ ปลอดภัย หายห่วง ,  ดูเอาไว้!! ยานพาหนะ 6 ประเภท นั่ง ตรงไหน "เสี่ยง" ตรงไหน "รอด" หลายคนไม่เคยรู้ ตำแหน่งปลอดภัย (รายละเอียด) , เปิดเส้นทาง ทัศนศึกษา มุ่งหน้า การไฟฟ้าบางกรวย ก่อนเกิดเหตุสลด เศร้า ผู้เสียชีวิตจ่อทะลุ 20

เครื่องหมายจราจร

เครื่องหมายจราจรป้ายที่คุณต้องรู้! เพื่อการขับขี่ปลอดภัย

เครื่องหมายจราจร เป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยและพบเห็นบนท้องถนนกันอย่างแน่นอน  เครื่องหมายป้ายเตือน และความหมายของเครื่องหมายจราจรทั้งหมด เป็นสิ่งบ่งบอกความสำคัญของป้ายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติอย่างถูกต้อง และขับขี่อย่างปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีบางป้ายที่หลายคนยังไม่คุ้นเคยมากเท่าไหร่ ในวันนี้ทาง Safety in thai จึงขอนำทุกคนไปรู้จักกับ ป้ายเตือน และเครื่องหมายจราจรที่ควรรู้กันให้มากขึ้น พร้อมกับความสำคัญและเครื่องหมายของป้ายจราจรต่าง ๆ ในเมืองไทยความสำคัญของเครื่องหมายจราจรป้ายเตือนเครื่องหมายจราจรป้ายเตือนต่าง ๆ บนป้ายจราจรล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทำให้การจราจรบนท้องถนนมีระเบียบมากยิ่งขึ้นและยังสามารถช่วยหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ หรือแม้กระทั่งยังช่วยทำให้การจราจรบนท้องถนนนั้นมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าหากขับรถบนท้องถนนก็ช่วยสังเหตุป้ายจราจรกันก่อนสักนิดที่จะตัดสินใจ เพราะว่าทุกเครื่องหมายบนป้ายจราจรนั้นมีความสำคัญมาก ๆ อย่างน้อยก็ช่วยเซฟตัวเองไปได้ในระดับหนึ่ง ถ้าหากใครต่อใครต่างก็ขับรถแบบไม่เคารพกฏป้ายจราจรก็คงทำให้ท้องถนนวุ่นวายมาก ๆ และอาจจะทำให้รถติดยาว ๆ อีกด้วยป้ายเตือน ป้ายจราจรที่มีความหมาย เป็นการเตือน ให้ผู้ใช้ทางทราบล่วงหน้าถึงสภาพทางหรือข้อมูลอย่างอื่นที่เกิดขึ้นในทาง หรือทางหลวงข้างหน้า อันอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุขึ้นได้ เพื่อให้ผู้ใช้ทางใช้ความระมัดระวังในการใช้ทางซึ่งอาจช่วยป้องกันการเกิดอันตราย หรือ อุบัติเหตุ เครื่องหมายปป้ายเตือนมีหลากหลายแบบ สามารถแบ่งได้ดังนี้ความสำคัญของเครื่องหมายจราจรป้ายเตือนป้ายโค้งต่างๆป้ายเตือนแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ ป้ายเตือนทางโค้งต่างๆ คือป้ายจราจรที่ใช้เตือนผู้ใช้ทาง ให้ทราบว่าข้างหน้าทางโค้งอันตราย ในลักษณะต่างๆ กันทางโค้งซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังทางโค้งขวา ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งไปทางขวาให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวขวา ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังป้ายโค้งกลับรัศมีแคบเริ่มซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้ายแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวังป้ายโค้งกลับรัศมีแคบเริ่มขวา ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางขวาแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวังป้ายทางโค้งกลับเริ่มซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางโค้งไปทางซ้ายแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังป้ายทางโค้งกลับเริ่มขวา ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางโค้งไปทางขวาแล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควรและเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังป้ายทางคดเคี้ยวเริ่มซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวโดยเริ่มไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังป้ายทางคดเคี้ยวเริ่มขวา ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวโดยเริ่มไปทางขวา ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวังความสำคัญของเครื่องหมายจราจรป้ายเตือนป้ายทางแยกป้ายทางเอกตัดกัน ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทตัด ให้ขับรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางเอกตัดกันรูปตัววาย ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางแยกรูปตัวทีให้ขับรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทแยกทางเอกทางซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางแยกไปทางซ้ายให้ขับรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทแยกทางเอกทางขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางแยกไปทางขวาให้ขับรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทแยกทางเอกเยื้องกันเริ่มซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกไปทางซ้ายและหลังจากนั้นมีทางโทแยกไปทางขวา ให้ขับรถ ด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทแยกทางเอกเยื้องกันเริ่มขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกไปทางขวาและหลังจากนั้นมีทางโทแยกไปทางซ้าย ให้ขับรถ ด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทเชื่อมทางเอกจากซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทเข้ามาเชื่อมด้านซ้าย ใหข้ับรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทเชื่อมทางเอกจากขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทเข้ามาเชื่อมด้านขวา ให้ขับรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทแยกทางเอกจากซ้ายรูปตัววาย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกจากทางเอกไปทางซ้ายเป็นรูปตัววาย ให้ขับรถด้วยความ ระมัดระวัง ป้ายทางโทแยกทางเอกจากขวารูปตัววาย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกจากทางเอกไปทางขวาเป็นรูปตัววาย ให้ขับรถด้วยความ ระมัดระวังความสำคัญของเครื่องหมายจราจรป้ายเตือนสถานการณ์ต่างๆป้ายเตือนสถานการณ์ต่างๆ คือ ป้ายจราจรที่ใช้เตือนผู้ใช้ทางให้ทราบถึงสถานการณ์ อันตรายต่างๆ ที่อยู่ข้างหน้าและให้ผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวังป้ายทางเอกตัดกัน ความหมาย เป็นทางแยกตามลักษณะสัญลักษณ์ ซึ่งอาจแสดงลักษณะสัญลักษณ์ทางเอกใหญ่กว่าทางโท ให้ขับรถให้ช้าลงและเดินรถด้วยความระมัดระวังป้ายวงเวีบนข้างหน้า ความหมาย ทางข้างหน้าจะเป็นทางแยกมีวงเวียน ให้ขับรถให้ช้าลง และเดินรถด้วยความระมัดระวังป้ายทางโทแยกทางเอกทางซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าด้านซ้ายแคบลงกว่าทางที่กําลังผ่าน ผู้ขับรถต้องขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความ ระมัดระวังยิ่งขึ้นป้ายทางโทแยกทางเอกทางขวา ความหมาย ทางข้างหน้าด้านขวาแคบลงกว่าทางที่กําลังผ่าน ผู้ขับรถต้องขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความ ระมัดระวังยิ่งขึ้น ป้ายสพานแคบ ความหมาย ทางข้างหน้ามีสะพานแคบ รถเดินหลีกกันไม่ได้ใหข้ับรถให้ช้าลงและระมัดระวังอันตราย จากรถที่จะสวนมา จากอีกฝ่ายหนึ่งของสะพาน ถ้ามีป้ายอื่นติดตั้งอยู่ก็ให้ปฏิบัติตามป้ายนั้น ๆ ด้วยป้ายทางข้ามรถไฟไม่มีเครื่องกั้นทาง ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง ให้ขับรถใหช้้าลงให้มาก และสังเกต ดูรถไฟทั้งทางขวาและทางซาย้ ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้ว รอคอยจนกว่ารถไฟนั้นผ่านพ้นไปและปลอดภัยแล้ว จึงเคลื่อนรถต่อไปได้ห้ามมิให้ขับรถตัดหน้ารถไฟในระยะ ที่อาจจะเกิดอันตรายได้เป็นอันขาดป้ายทางข้ามทางรถไฟติดทางแยก ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางข้ามทางรถไฟ ซึ่งติดอยู่กับทางแยกทางข้ามทางรถไฟมีเครื่องกั้นทาง ความหมาย หน้าที่ได้กั้นทาง หรือมีเครื่องกั้นทางปิดกั้น ถ้ามีรถข้างหน้าหยุดรออยู่ก่อนก็ให้หยุดรถถัด ต่อมาตามลําดับ เมื่อเปิดเครื่องกั้นทางแล้วให้รถที่หยุดรอเคลื่อนที่ตามกันป้ายช่องทางจราจรปิดด้านซ้าย ความหมาย ช่องทางข้างหน้ามีการปิดการจราจรทางด้านซ้าย ให้ไปใช้ในช่องทางที่เหลือป้ายช่องทางจราจรปิดด้านขวา ความหมาย ช่องทางข้างหน้ามีการปิดการจราจรทางด้านขวา ให้ไปใช้ในช่องทางที่เหลือ ป้ายระวังหินร่วง ความหมาย ทางข้างหน้าอาจจะมีหินร่วงลงมา ให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังป้ายทางลื่น ความหมาย ทางข้างหน้าลื่นเมื่อผิวทางเปียกอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และ ระมัดระวังการลื่นไถลป้ายทางเป็นแอ่ง ความหมาย ทางข้างหน้ามีการเปลี่ยนระดับกระทันหัน หรือ เป็นแอ่งป้ายผิวทางร่วน ความหมาย ทางข้างหน้ามีวัสดุผิวทางหลุดกระเด็นเมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงให้ขับรถให้ ช้าลง และ ระมัดระวังอันตราย อันอาจเกิดจากวัสดุผิวทางป้ายให้เปลี่ยนช่องทางจราจรซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีการเปลี่ยนช่องทางเดินรถไปทางซ้ายป้ายให้เปลี่ยนช่องทางจราจรขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีการเปลี่ยนช่องทางเดินรถไปทางขวาป้ายทางแคบ ความหมาย ทางข้างหน้าแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่านทั้งสองด้าน ให้รถที่ความกว้างไม่เกินตัวเลขที่กำหนดในป้ายผ่านไปได้ป้ายทางลอดต่ำ ความหมาย ทางข้างหน้ามีช่องลอดต่ำ ซึ่งมีความสูงตามตัวเลขที่กำหนดไว้ในป้ายเป็น “เมตร” โดยให้รถที่ความสูงหรือรวมความสูงกับของที่บรรทุกไม่เกินตัวเลขในป้ายผ่านไปได้ป้ายทางขึ้นลาดชัน ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางขึ้นลาดชัน โดยมีตัวเลขความลาดชันกำหนดในป้ายเป็น “ร้อยละ” ให้ขับขี่ให้ช้าลงและชิดขอบด้านซ้ายป้ายทางลงลาดชัน ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางลาดลงเขาหรือลงเนิน ให้ขับรถให้ช้าลงเดินรถใกล้ขอบทางด้านซ้าย ให้มาก และผู้ขับรถไม่ควรปลดเกียร์หรือดับเครื่องยนต์เป็นอันขาดในกรณีที่เป็นทางลง เขา หรือเนินที่ชันมากป้ายเตือนรถกระโดด ความหมาย ทางข้างหน้าเปลี่ยนระดับอย่างกะทันหันป้ายผิวทางขรุขระ ความหมาย ทางข้างหน้ามีผิวทางขรุขระมาก เป็นหลุมบ่อ หรืออาจจะเป็นสันติดต่อกัน ป้ายจุดกลับรถซ้าย ความหมาย ข้างหน้ามีจุดกลับรถไปทางซ้ายป้ายจุดกลับรถขวา ความหมาย ข้างหน้ามีจุดกลับรถไปทางขวาป้ายสัญญาณไฟจราจร ความหมาย ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจร ให้ขับรถช้าลง และพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรป้ายหยุดข้างหน้า ความหมาย ทางข้างหน้ามีป้ายหยุดติดตั้งอยู่ ให้ผู้ขับขี่เตรียมพร้อมที่จะหยุดทันที เมื่อถึงป้าย “หยุด”ป้ายให้ทางข้างหน้า ความหมาย ทางข้างหน้ามีป้ายให้ทางติดตั้งอยู่ ให้ผู้ขับขี่พร้อมจะให้ทาง เมื่อถึงป้าย “ให้ทาง”ป้ายระวังคนข้ามถนน ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางคนข้าม หรือมีคนข้ามอยู่เสมอ ป้ายระวังสัตว์ ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นบริเวณที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ข้างหน้า อาจจะมีสัตว์เลี้ยงเดินขึ้นมาหรือเดินข้ามทางป้ายโรงเรียนระวัวงเด็ก ความหมาย ทางข้างหน้ามีโรงเรียนตั้งอยู่ข้างทาง ให้ระมัดระวังในการขับขี่ป้ายระวังอันตราย ความหมาย ทางข้างหน้าอาจจะมีอันตรายป้ายระวังเครื่องบินบินต่ำ ความหมาย  ทางข้างหน้าใกล้สนามบินหรืออาจจะมีเครื่องบินบินขึ้นลงในระดับต่ำ ให้หยุดรถหากเห็นเครื่องบินกำลังขึ้นลง ป้ายระวังห้ามแซง ความหมาย ทางช่วงนั้นมีระยะการมองเห็นจำกัด ผู้ขับขี่จะไม่สามารถมองเห็นรถที่สวนมาในระยะที่จะแซงได้ จะติดอยู่ทางด้านขวาของป้ายห้ามแซงป้ายสะพานเปิดได้ ความหมาย ทางข้างหน้ามีสะพานที่สามารถเปิดให้เรือผ่านได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ปิดกั้นทางเพื่อเปิดสะพาน ให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังในการหยุดรถป้ายออกทางขนาน ความหมาย ทางหลักข้างหน้ามีการเปิดช่องออกทางขนาน ให้ผู้ขับขี่ในทางหลักระวังและเตรียมพร้อมที่จะออกทางขนาน ป้ายเข้าทางหลัก ความหมาย ทางขนานข้างหน้ามีการเปิดช่องให้เข้าทางหลัก ให้ผู้ขับขี่บนทางขนานที่ต้องการจะเข้าทางหลักระวังและเตรียมพร้อมที่จะเข้าทางหลักป้ายทางเดินรถสองทาง ความหมาย  ทางข้างหน้าเป็นทางเดินรถ 2 ทิศทาง ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดขอบทางซ้ายและระวังอันตรายจากรถที่แล่นสวนกันป้ายทางร่วมซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีรถเข้ามาร่วมในทางเดียวจากด้านซ้ายป้ายทางร่วมขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีรถเข้ามาร่วมในทางเดียวจากด้านขวาป้ายทางคู่ข้างหน้า ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางคู่ มีเกาะหรือสิ่งอื่นใดแบ่งการจราจรออกเป็น 2 ทาง ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายป้ายสิ้นสุดทางคู่ ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางร่วม ไม่มีเกาะหรือสิ่งอื่นใดแบ่งการจราจรให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายความสำคัญของเครื่องหมายจราจรป้ายเตือนสถานการณ์ต่างๆป้ายเตือนสถานการณ์ต่างๆ ป้ายจราจรที่ใช้เตือนผู้ใช้ทางให้ทราบถึงแนวของทางเดินรถ เพื่อให้ผู้ใช้ทางขับขี้ได้อย่างปลอดภัย จำนวนทั้งหมด 13 ป้ายสรุปป้ายเตือนจราจรเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือผู้ใช้ถนนว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายในทางข้างหน้า ดังนั้นความสำคัญของป้ายเตือนจราจรสามารถสรุปได้ดังนี้1. เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่การมีป้ายเตือนจราจรในที่ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความตั้งใจและความระมัดระวังของผู้ขับขี่ ทำให้มีเวลาเตรียมตัวและรับมือกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง2. เพื่อลดอันตรายบนท้องถนน ป้ายเตือนจราจรช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในทางหลวง โดยเฉพาะเมื่อมีการเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง สูง เช่น ช่วงทางตัน เขตจำกัดความเร็ว และเส้นทางที่มีความซับซ้อน3. เพื่อสร้างความตระหนักในการใช้ถนน การใช้ป้ายเตือนจราจรที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้ถนน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ คนเดินถนน ทำให้เข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและระมัดระวังในการใช้ถนน

ตัดแต้มใบขับขี่ 2566

เริ่มแล้ว! มาตรการ “ตัดแต้มใบขับขี่ 2566”

เริ่มแล้ว! มาตรการ “ตัดแต้มใบขับขี่” หากตัดเหลือ 0 ถูกพักใช้ใบขับขี่ 90 วันสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมใช้ระบบตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถ 20 ฐานความผิด หากถูกตัดเหลือ 0 คะแนนถูกพักใช้ใบขับขี่ 90 วัน กรณีค้างจ่ายค่าปรับตามใบสั่งถูกตัดแต้มเช่นกัน เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2566 เป็นต้นไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติแจงรายละเอียด 6 ข้อ เกี่ยวกับมาตรการตัดแต้มใบขับขี่เพื่อเสริมสร้างวินัยจราจร ดังนี้1.ขับรถต้องมีใบขับขี่ โดยผู้ขับขี่ทุกคนมี 12 คะแนน2.ทำผิดกฎจราจรใน 20 ฐานความผิด หรือไม่ชำระค่าปรับจราจร ถูกตัดคะแนนตั้งแต่ 1-4 คะแนนขึ้นอยู่กับความผิด3.หากถูกตัดคะแนนเหลือ 0 ถูกพักใช้ใบขับขี่ 90 วัน4.ฝ่าฝืนขับรถในช่วงถูกพักใช้ใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน และ/หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท5.คืนคะแนนได้ด้วยการอบรมกับกรมการขนส่งทางบก หรือรอให้ครบ 1 ปี จะได้คะแนนคืนโดยอัตโนมัติ6.หากถูกพักใช้ใบขับขี่เป็นครั้งที่ 3 ภายในรอบ 3 ปี อาจถูกพักใช้ใบขับขี่มากกว่า 90 วัน และหลังจากนั้นภายใน 1 ปี หากถูกตัดคะแนนอีกจนถูกพักใช้ใบขับขี่เป็นครั้งที่ 4 อาจถูกเพิกถอนใบขับขี่ทุกประเภทข้อหาที่ถูกตัด 1 คะแนนใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถไม่สวมหมวกกันน็อกไม่คาดเข็มขัดนิรภัยขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนดขับรถบนทางเท้าไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลายไม่หลบรถฉุกเฉินขับรถโดยประมาทหวาดเสียวขับรถไม่ติดป้ายทะเบียน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ติดป้ายภาษีข้อหาที่ถูกตัด 2 คะแนนขับรถฝ่าไฟแดงขับรถย้อนศรขับรถในระหว่างโดยพักใช้หรือเพิกถอนใบขับขี่ข้อหาที่ถูกตัด 3 คะแนนขับรถในขณะหย่อนความสามารถขับผิดวิสัยคนขับรถธรรมดาขับรถชนแล้วหนีข้อหาที่ถูกตัด 4 คะแนนเมาแล้วขับขับรถในขณะเสพยาเสพติดแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นกรณีไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่ง เช่น ฝ่าฝืนเครื่องหมายในทาง, ไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่, ขับรถไม่ชิดซ้าย, จอดรถในที่ห้ามจอด ฯลฯ ถูกตัด 1 คะแนน ต่อ 1 ใบสั่งประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนนและสถานะใบขับขี่ของตนเองได้ที่ http://ptm.police.go.th และแอปพลิเคชัน “ขับดี” บนสมาร์ทโฟน iOS และ Android

การขับขี่ปลอดภัย,การขับรถปลอดภัย,การขับขี่อย่างปลอดภัย,กฎในการขับขี่รถ,มาตรการขับขี่ปลอดภัย,คู่มือการขับขี่ปลอดภัย,กฎการขับขี่อย่างปลอดภัย,ความปลอดภัยในการขับขี่,นโยบายขับขี่ปลอดภัย,บทความขับขี่ปลอดภัย,ความปลอดภัยในการขับขี่,ขับขี่ปลอดภัย 2565,กฎหมายเกี่ยวกับการขับขี่,ความปลอดภัยท้องถนน,ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย

ขับรถเป็นกับขับรถได้ความเเตกต่างที่หน้ากลัว

ขับรถเป็นกับขับรถได้ความเเตกต่างที่หน้ากลัว"ขับรถได้" กับ "ขับรถเป็น" ต่างกันอย่างไร???สำหรับ เซฟตี้อินไทย ให้นิยามคนที่ "ขับรถได้" คือคนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้รถใช้ถนนได้ แต่อาจจะไม่ได้มีทักษะการขับขี่มากนัก อาจเป็นเพราะสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์ปัจจุบัน ที่ทุกวันนี้ เราแทบจะสตาร์ทเครื่องได้เป็นพอ ที่เหลือ รถยนต์จะดูแลคุณเองแต่คนที่ "ขับรถเป็น" ก็เป็นคนขับรถยนต์ได้เช่นกัน แต่จะรู้จักกฎ ระเบียบ และมารยาทการใช้รถ ใช้ถนนร่วมกัน รู้ว่าเมื่อไรที่ควรใช้ความเร็ว เมื่อไหร่ที่ต้องระวัง ซึ่งยังรวมถึงการมีทักษะการขับขี่ที่ถูกต้องนะครับพื้นฐานการขับรถของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน การระวังตัวเองอาจจะไม่เพียงพอ เราจึงต้องคอยระวังคันอื่นด้วยเช่นกันนะครับ เพื่อความปลอดภัยในทุกเส้นทางเรารู้จักนิยามของขับรถเป็นกับขับรถได้กันเเล้วเรามาทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ในการขับรถกันเถอะระยะทางในการหยุดมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 2 ประการ1.  ระยะทางก่อนแตะเบรก2. ระยะทางหลังแตะเบรก อัตราความเร็ว 20 กม./ชม. -> ระยะทางก่อนแตะเบรก 6 (เมตร) -> ระยะทางหลักแตะเบรก 3 (เมตร)     ระยะทางหยุด 9 อัตราความเร็ว 40 กม./ชม. -> ระยะทางก่อนแตะเบรก 11 (เมตร) -> ระยะทางหลักแตะเบรก 11 (เมตร)    ระยะทางหยุด 22 อัตราความเร็ว 60 กม./ชม. -> ระยะทางก่อนแตะเบรก 17 (เมตร) -> ระยะทางหลักแตะเบรก 27 (เมตร)  ระยะทางหยุด 44 อัตราความเร็ว 60 กม./ชม. -> ระยะทางก่อนแตะเบรก 17 (เมตร) -> ระยะทางหลักแตะเบรก 27 (เมตร)  ระยะทางหยุด 44 อัตราความเร็ว 80 กม./ชม. -> ระยะทางก่อนแตะเบรก 22 (เมตร) -> ระยะทางหลักแตะเบรก 54 (เมตร) ระยะทางหยุด 76ระยะทางกว่าที่รถจะหยุดสำหรับรถยนต์ความเร็วที่วิ่ง 20 ระยะทางก่อนเบรก 6 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 3 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 9 เมตรความเร็วที่วิ่ง 30 ระยะทางก่อนเบรก 8 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 6 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 14 เมตรความเร็วที่วิ่ง 40 ระยะทางก่อนเบรก 11 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 11 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 22 เมตรความเร็วที่วิ่ง 50 ระยะทางก่อนเบรก 14 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 18 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 32 เมตรความเร็วที่วิ่ง 60 ระยะทางก่อนเบรก 17 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 27 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 44 เมตรความเร็วที่วิ่ง 70 ระยะทางก่อนเบรก 19 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 39 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 58 เมตรความเร็วที่วิ่ง 80 ระยะทางก่อนเบรก 22 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 54 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 76 เมตรความเร็วที่วิ่ง 90 ระยะทางก่อนเบรก 25 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 68 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 93 เมตรความเร็วที่วิ่ง 100 ระยะทางก่อนเบรก 28 เมตร ระยะทางหลังเหยียบเบรก 84 เมตร ระยะทางกว่าที่รถจะหยุด 112 เมตรระยะทางกว่าที่รถจะหยุดสำหรับรถยนต์1 . รถกำลังเลี้ยวอยู่ข้างหน้า           - รถคันนั้นหรือคันอื่น ๆ อีกหลายคันอาจจะบับเข้ามาในทางข้างหน้า2. ผู้โดยสารกำลังเรียกรถแท็กชื่    - รถแท็กขี่อาจหยุดหรือเลี้ยวไปหาในทันทีทันใด                            - ผู้โดยสารอาจก้าวลงไปในกนนขณะรอรถแท็กซี่3. รถที่จอดเรียงกันเป็นแถวยาว    - อาจมีคนเปิดประตู รถลงมา                                                   - อาจมีรถกำลังจะออกมาจากที่จอด4. รถจอดอยู่ที่ป้ายจอด                - อาจมีผู้โดยสารข้ามถนนมาขึ้นรถ                                                   - รถโดยสารอาจหักหัวรถออกและขวางทางคุณ5. สัญญาณไฟสีเขียวที่ทางแยก    - สัญญาณไฟเขียวอาจเปลี่ยนเป็นสีอื่นเมื่อไหร่ก็ได้

ขับขี่ ปลอดภัย

เตรียมพร้อมให้ดีก่อนขับรถช่วงเทศกาล

เตรียมพร้อมให้ดีก่อนขับรถช่วงเทศกาลตรวจสภาพรถก่อ่นออกเดินทาง1.เช็คน้ำมัน เติมให้เต็มถังพร้อมเดินทางไกล2.เช็คเเบตเตอรี่ เติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม3.เช็คความสว่าง ไฟหน้า ไฟท้าย เเละไฟตัดหมอก4.เช็คยางปัดน้ำฝนเติมน้ำฉีดล้างกระจกให้เต็ม5.เช็คดอกยางรถยนต์ลองเหยียบเบรคระยะสั้นๆหยุดพฤติกรรมเสี่ยง4ห้าม-ห้ามขับเร็ว-ห้ามดื่มเเล้วขับ-ห้ามโทรเเล้วขับ-ห้ามง่วงเเล้วขับ2ต้อง-ต้องสวมหมวกนิรภัย-ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเร็วเสี่ยงถูกจับปรับตายกฎหมาย(พระราชบัญญัติจราจรทางบกw.ศ. 2522)-ผู้ขับขี่ต้องขับรถด้วยอัตราความเร็วตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ในทาง (มาตรา 67) ปรับไม่เกิน 1,000 บาท(มาตรา 152)-ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถอื่นแซงหรือผ่านขึ้นหน้า จอดรถ หยุดรถ หรือกลับรถ ต้องลดความเร็วของรถ (มาตรา 68) ปรับไม่เกิน 500 บาท(มาตรา 148)-ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเดินรถบนเนินเขา บนสะพาน ที่เชิงสะพาน ที่แคบทางโค้ง ทางลาด ที่คับขัน หรือที่มีหมอกฝน ฝุ่น หรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร ต้องลดความเร็วของรถในลักษณะที่จะให้เกิดความปลอดภัย (มาตรา 69) ปรับไม่เกิน 500 บาท(มาตรา 148)-ทางแยก ทางข้าม เล่นให้รกหยุด หรือผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมวงเวียน ต้องลดความเร็วของรถ (มาตรา 70) ปรับไม่เกิน 500 บาท(มาตรา 148)อัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงชนบทประเภทรถกฎกระทรวงฉบับที่ 2 w.ศ. 2542(ออกตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535)(1) รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง(2) รถยนต์ขณะที่ลากจูงรถพ่วง หรือรถยนต์สามล้อ ไม่เกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง(3) รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม ไม่ว่าจะลากจูงรถพ่วงด้วยหรือไม่ก็ตามหรือรถบรรทุกคนโดยสาร ไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงชนบท-ในเขตทางที่มีเครื่องหมายจราจรเเสดงว่าเป็นเขตอันตรายหรือเขตให้ขับรถช้าๆให้ลดความเร็วลงเเละเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร-ในกรณีที่มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วต่ำกว่าที่กำหนดให้ขับไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้นั้น

9เทคนิคขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ปลอดภัย

9เทคนิคขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ปลอดภัย

1. เช็กรถให้พร้อมใช้ ตรวจสอบระบบเบรก ระบบไฟส่องสว่าง สภาพยาง ระบบไฟ และอุปกรณ์อื่น ๆ ควรอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ หากมีชิ้นส่วนใดที่ไม่น่าไว้วางใจให้รีบเปลี่ยนทันที 2. สวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย ควรใส่หมวกกันน็อกที่มีเครื่องหมาย มอก. ใส่สายรัดคางให้กระชับ3. มีสติ ไม่ประมาท พร้อมฝึกฝนทักษะในการขับขี่อย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวันอยู่เสมอๆ 4. ไม่ควรขับแซง เปลี่ยนเลน เลี้ยวรถกระทันหัน ควรให้สัญญาณไฟล่วงหน้าทุกครั้ง5. เมาไม่ขับ ปฏิบัติตามกฏจราจร เช่น ไม่ขับขี่รถเร็ว ขับรถย้อนศร อย่าขึ้นทางเท้า ไม่แทรกรถไปในช่องทางแคบๆ หรือช่องว่างระหว่างรถยนต์ และไม่ควรขับขี่เมื่อดื่มแอลกอฮอล์6. หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้รถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือเข้าไปอยู่ในพื้นที่จุดบอด ได้แก่ - บริเวณด้านขวาและด้านหน้า เพราะความสูงใหญ่ของตัวรถทำให้มองไม่เห็นรถเล็กด้านหน้า - ด้านหลังของรถบรรทุก เนื่องจากกระจกมองหลังจะไม่สามารเห็นด้านหลังของรถได้ - ด้านซ้ายของรถบรรทุกมีทัศนวิสัยแคบ7. ห้ามดัดแปลงสภาพรถ ล้อและยาง กระจกมองข้าง ท่อไอเสีย ควรเป็นไปตามมาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิต ไม่ควรดัดแปลง หรือถอดชิ้นส่วนใดออก เนื่องจากอุปกรณ์ส่วนควบของรถทุกชิ้นที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิตผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน และช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย8. ฝนตกหนัก ลดความเร็ว เลี่ยงการขับขี่ เพราะทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่แย่ลง การควบคุมรถยากมากขึ้น  ควรแวะพัก หยุดขับทันทีเพื่อความปลอดภัย 9. หากจำเป็นต้องขับลุยเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง ให้ใช้เกียร์ต่ำ รักษาความเร็วให้คงที่ในระหว่างลุยน้ำ และไม่ควรขับลุยน้ำในระดับสูงเกินท่อไอเสีย

เครื่องหมายจราจรเบื้องต้นที่ควรรู้

เครื่องหมายจราจรเบื้องต้นที่ควรรู้

เครื่องหมายจราจรเบื้องต้นที่ควรรู้เครื่องหมายจราจร เป็นเรื่องที่ถือว่าใกล้ตัวเรามากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ เพราะคนเราทุกวันนี้ต้องใช้รถ ใช้ถนน ในการเดินทางไปไหนมาไหน ดังนั้นการศึกษาเรื่อง เครื่องหมายจราจรทางบก จึงเป็นเรื่องที่ควรจะทำ ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้ที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ เท่านั้นที่ควรรู้เรื่อง เครื่องหมายจราจร แต่เป็นทุกคนที่ใช้ถนนร่วมกัน ควรจะเรียนรู้ สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรเครื่องหมายจราจรและความหมายเครื่องหมายจราจร (Traffic Sign) หมายถึง สัญลักษณ์ทางจราจรที่ใช้ในการควบคุมการจราจร มักเป็นสัญญาณแสงหรือป้าย มักมีจุดประสงค์เพื่อ กำหนดบังคับการเคลื่อนตัวของจราจร การจอด หรืออาจเป็นการเตือน หรือแนะนำทางจราจร ดังนี้สัญญาณไฟจราจรสัญญาณไฟจราจร โดยทั่วไปประกอบด้วยสัญญาณไฟสามสี ติดตั้งตามทางแยกต่าง ๆ เพื่อควบคุมการจราจรตามทางแยก โดยทั้งสามสี ได้แก่ สีแดงให้รถหยุด สีเหลืองให้รถระวัง เตรียมหยุด และสีเขียวคือให้รถไปได้ สำหรับสัญญาณไฟจราจรพิเศษอาจมีสีเหลืองเพียงสีเดียวจะกะพริบอยู่ ใช้สำหรับทางแยกที่ไม่พลุกพล่าน หมายถึง ให้ระมัดระวังว่ามีทางแยก และดูความเหมาะสมในการออกรถได้เอง หรือ สัญญาณไฟจราจรสำหรับการข้ามถนน หรือ สัญญาณไฟจราจรไว้สำหรับเปลี่ยนเลน เป็นต้นสีที่ปรากฏบนสัญญาณไฟจราจร มีความหมายดังนี้สีเขียว – อนุญาตให้รถขับผ่านไปได้สีเหลือง – เตรียมให้รถหยุดสีแดง – หยุดรถป้ายจราจรป้ายจราจร เป็นป้ายทางการควบคุมการจราจร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท– เครื่องหมายจราจร ป้ายบังคับ มักจะมีพื้นสีขาว ขอบสีแดง เป็นป้ายกำหนด ต้องทำตาม เช่น ห้ามเลี้ยวขวา– เครื่องหมายจราจร ป้ายเตือน มักจะมีพื้นสีขาว ขอบสีดำ จะเป็นป้ายแจ้งเตือนว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า– เครื่องหมายจราจร ป้ายแนะนำ เป็นป้ายที่แนะนำการเดินทางต่าง ๆ อาทิ ทางลัด ป้ายบอกระยะทาง เป็นต้นป้ายบังคับใช้สำหรับแจ้งให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ได้แสดงไว้ตามข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ที่ปรากฎบนแผ่นป้ายและมีผลบังคับตามกฎหมายป้ายบังคับมี 4 ประเภทดังนี้ป้ายบังคับประเภทกำหนดสิทธิ์ (บ.1 – บ.3)ป้ายบังคับประเภทห้ามหรือจำกัดสิทธิ์ (บ.4 – บ.36)ป้ายบังคับประเภทคำสั่ง (บ.37 – บ.54)ป้ายอื่น ๆ (บ.55)     ป้ายเตือนคือ ป้ายเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบถึงสภาพทางว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ทำให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังหรือลดความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะ ใช้สำหรับทางโค้ง ทางแยก บริเวณที่จำนวนช่องจราจรลดลง ทางลาดชัน สภาพผิวทางไม่ปกติ  ป้ายแนะนำคือ ป้ายแนะนำให้ผู้ขับขี่ทราบถึงทิศทางและระยะทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้อง เหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณทางแยก ข้างทางหลวง และสถานที่ต่าง ๆ

driving-on-mountain

เทคนิคขับรถขึ้นเขา-ลงเขาอย่างปลอดภัย

เทคนิคขับรถขึ้นเขา-ลงเขาอย่างปลอดภัย          ใกล้ปลายปี ใกล้หน้าหนาวเข้าไปทุกที ไม่มีอะไรดีไปกว่าการวางแพลนท่องเที่ยว โดยเฉพาะการขึ้นดอยเพื่อดูทะเลหมอก หลายคนเลือกที่จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะมีความสะดวกสบาย แต่เส้นทางดูทะเลหมอกนั้นส่วนใหญ่ต้องขับรถขึ้นเขาลงเขาทั้งนั้น เส้นทางเหล่านี้มีความอันตรายมากจึงต้องอาศัยเทคนิค ทักษะการขับรถอยู่มาก ก่อนออกเดินทางเซฟตี้อินไทยมีเทคนิคดีขับรถขึ้นเขา ลงเขาให้ปลอดภัยมาฝากกันค่ะ1. ให้สัญญาณเมื่อเข้าสู่ทางโค้ง-ทางเลี้ยวให้สัญญาณเมื่อเข้าสู่ทางโค้ง ทางเลี้ยว หรือจุดอับสายตา พยายามบีบแตรหรือใช้สัญญาณไฟอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเตือนรถคันอื่นที่อาจสวนทางมา2. มองให้ไกล ประเมินเส้นทางอย่าแซงทางโค้ง สังเกตป้ายจราจรริมทาง และใช้ความเร็วรถให้เหมาะสมกับเส้นทาง3. อย่าเหยียบเบรกค้างไว้ เพราะจะทำให้ผ้าเบรกไหม้ และควรรักษาระดับความเร็วระหว่างลงเขาให้อยู่ที่ 40-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง4. แตะคันเร่งเบา ๆ เร่งเครื่องให้สม่ำเสมอ เพื่อส่งกำลังให้รถขึ้นไปได้ ให้สังเกตรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2,000-3,500 รอบ ที่สำคัญอย่าลืม5. ห้ามใส่เกียร์ว่าง (เกียร์ N) เพราะรถจะไหลลงเขาด้วยความเร็วสูง เพราะไม่มีแรงฉุดจากเครื่องยนต์ช่วยควบคุมความเร็วรถ เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 30-50 เมตร เพื่อความปลอดภัยลงเขา แตะเบรกเป็นระยะ6. ขึ้นเขา-ลงเขา ใช้เกียร์ต่ำ– เกียร์ธรรมดา: ใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 หากรู้สึกว่าความเร็วของรถเริ่มตกขณะที่ขับขึ้นทางชัน ให้ลดเกียร์ลงมา 1 ระดับ เพื่อสามารถเร่งเครื่องยนต์และผ่านทางชันนั้นไปได้ จึงเปลี่ยนเข้าเกียร์ตามความเร็วปกติ– เกียร์ออโต้: ใช้เกียร์ D1, D2 หรือ L ขณะขึ้นเขา-ลงเขา เมื่อพ้นทางชันควรสลับมาที่เกียร์ D ไม่ควรลากเกียร์ต่ำเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักจนเครื่องดับกลางทางได้ขึ้นเขาการขับรถขึ้นเขา-ลงเขาไม่ใช่เรื่องยาก หากขับจนคุ้นเคยแล้วก็จะง่ายขึ้น ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าปกติ มีสติ ไม่ประมาท ขับขี่ปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและเพื่อนร่วมทาง

เคล็ด(ไม่)ลับ ขับรถตอนกลางคืนอย่างปลอดภัย

เคล็ด(ไม่)ลับ ขับรถตอนกลางคืนอย่างปลอดภัย

เคล็ด(ไม่)ลับ ขับรถตอนกลางคืนอย่างปลอดภัยการขับรถกลางคืน เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่มือเก๋าเองก็ต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากดวงตาต้องมีการเพ่งหรือปรับตัวเพื่อการมองเห็นในสภาวะแสงน้อย การขับรถในเวลากลางคืนจึงอาจทำให้ทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการกะระยะ การจำแนกสี หรือประสาทการมองเห็นรอบด้าน อย่างไรก็ตาม มีหลายวิธีที่จะทำให้ผู้ขับขี่ในเวลากลางคืนสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางกลางคืน– ศึกษาเส้นทาง และเช็กสภาพอากาศ เพื่อประเมินความเสี่ยง และคาดการณ์เหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้– เช็กระบบไฟส่องสว่างทุกดวง ทั้งภายในและภายนอกรถ เพราะการขับรถกลางคืนที่รอบข้างไม่มีแสงไฟ แสงสว่างจากไฟรถสำคัญมาก– หลีกเลี่ยงยาที่ทำให้มีอาการง่วงซึม แม้ว่าตัวยาจะทำให้มีอาการง่วงนอนเพียงแค่เล็กน้อย แต่เมื่อรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมมืดๆ ในตอนกลางคืนนั้นจะทำให้เกิดอาการง่วงนอนมากขึ้น– บันทึกเบอร์โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินลงโทรศัพท์ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินผู้ขับขี่สามารถโทรแจ้งได้ทันทีเคล็ด(ไม่)ลับ! เทคนิคขับรถตอนกลางคืนระมัดระวังทางแยกหรือทางเลี้ยวต่างๆ           ควรชะลอความเร็ว เพราะอาจมีรถพุ่งออกมาโดยไม่สนใจสัญญาณไฟจราจร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนยามค่ำคืน ควรเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นสังเกตเส้นทาง มองให้ดี ใช้ความเร็วให้เหมาะสม           เพราะความสามารถในการมองเห็นระยะทางข้างหน้าจะลดน้อยลง หากเจอโค้ง ทางลาดชัน ให้ปฏิบัติตามป้ายเครื่องหมายจราจรเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เปิดไฟหน้าไว้ตลอดเวลา และใช้ไฟสูงช่วยเมื่อยามจำเป็น เช่น เส้นทางที่มืดมากจนมองไม่เห็นทางด้านหน้า เป็นต้นไหล่ทางพื้นที่อันตราย           อาจมีรถจอดเสียโดยไม่เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน แนะนำให้ผู้ขับขี่เปิดไฟสูงสลับกับไฟต่ำ เพื่อสังเกตการณ์ด้านหน้า จะช่วยทำให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และหากเป็นรถเราเองที่เสียหรือยางแตก จอดรถให้ชิดไหล่ทางให้มากที่สุด เปิดไฟฉุกเฉินพร้อมวางเครื่องหมายป้ายเตือนฉุกเฉินรักษาระยะห่างให้มากกว่าปกติ           ความสามารถในการกะระยะใกล้-ไกลลดลง เมื่อรถคันข้างหน้าเบรกหรือเลี้ยวกะทันหันอาจจะตั้งตัวไม่ทันจนเกิดการเฉี่ยวชนได้ ควรทิ้งระยะห่างกับรถคันข้างหน้าให้มากเข้าไว้ จะทำให้มีระยะหยุดรถมากขึ้น มีเวลาตัดสินใจแก้ไขเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้อย่างปลอดภัยหลีกเลี่ยงถอยห่างรถที่มีพฤติกรรมแปลก           เช่น ขับไม่ตรงเลน/กินเลนถนน ขับส่ายไป-มา หรือขับรถเร็วผิดปกติ เพราะอาจเป็นต้นเหตุให้เราประสบอุบัติเหตุหรือปัญหาได้ หากเห็นถ้าไม่ดีอาจโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากจะปลอดภัยแล้วยังมีส่วนช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วยระวังสัตว์ข้ามถนน เมื่อขับผ่านชุมชนในตอนกลางคืน อาจมีสุนัขหรือแมววิ่งตัดหน้ารถ หรือกระทั่งรถมอเตอร์ไซค์ของคนในชุมชนก็อาจโผล่ออกมาตัดหน้าได้ทุกเมื่อ ให้ลดความเร็วลงและมีสมาธิอยู่กับถนนและสภาวะแวดล้อมตอนกลางคืนและที่สำคัญอย่าไว้ใจใครในยามวิกาล! ขณะขับรถกลางคืนแล้วมีคนโบกเรียกขอความช่วยเหลือ ถ้าสังเกตแล้วว่าน่าสงสัยหรือไม่ใช่อุบัติเหตุ อย่าเพิ่งลงไปช่วยเด็ดขาด! ควรโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เช่น 191 หรือ 1669 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือจะปลอดภัยที่สุดการขับรถกลางคืนไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครเลย เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่ขับขี่ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมความพร้อมทั้งคนขับและรถ ศึกษาเส้นทางล่วงหน้า อย่าขับรถเพียงคนเดียว ให้คนที่มาด้วยคอยเป็นเพื่อนคุย แต่ถ้าง่วงเกินไป ควรหยุดพัก เพื่อการขับขี่ปลอดภัย

4 เทคนิคการขับรถแบบประหยัดน้ำมัน

4 เทคนิคการขับรถแบบประหยัดน้ำมัน

4 เทคนิคขับรถแบบประหยัดน้ำมันการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน ไม่ใช่แค่ขับให้ช้า หรือไม่เกิน 90 กม./ชม. เท่านั้น แต่ต้องมีเทคนิคเพิ่มเติมด้วย 4 เทคนิคการขับรถแบบประหนยัดน้ำมัน มีดังนี้1. ใช้ความเร็วคงที่การขับรถด้วยความเร็วคงที่ ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยได้เกือบ 20 % ถ้าเทียบกับการขับแบบเร่งแซงบ่อยๆ ดังนั้นหากขับรถด้วยความเร็วคงที่เป็นประจำ จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก2. ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ไม่เบรกกระทันหันควรประเมินสถานการณ์บนท้องถนนล่วงหน้า เพื่อวางแผนการเบรค หรือเร่งแซงโดยเฉพาะบริเวณที่มีไฟจราจร3. เหยียบคันเร่งเบาๆทุกครั้งที่เหยียบคันเร่ง น้ำมันจะถูกฉีดเข้าห้องเผาไหม้ตามน้ำหนักที่เท้าของเรา ยิ่งเหยียบหนักรถก็ยิ่งกินน้ำมันมาก ฉะนั้นต้องเหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวล ค่อยๆ เพิ่มความเร็ว รถจะประหยัดน้ำมันทันทีโดยอัตโนมัติ 4. เติมลมยางตามกำหนดการเติมลมยางให้ถูกต้องตามสเปคโรงงาน นอกจากทำให้รถมีประสิทธิภาพการทรงตัวที่ดีแล้ว ยังส่งผลเรื่องของความประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย

เมาแล้วขับ ถูกจับแน่

เมาแล้วขับ ถูกจับแน่

เมาแล้วขับ ถูกจับแน่เมาแล้วขับ ถูกจับได้ ต้องเสียเงินค่าปรับกี่บาท ปี 2564-2565          เมาแล้วขับ การเมาแล้วขับ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถแก้ได้ในปัจจุบัน แถมยังเป็นปัญหาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้อื่นด้วย โทษของการเมาแล้วขับในปัจจุบันค่อนข้างแรงพอสมควร แต่ที่รู้สึกว่าเสียเวลามาก ๆ คือการต้องไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ และไปบำเพ็ญประโยชน์นี่แหละ เผลอ ๆ ถูกควบคุมความประพฤติอีกแล้วดื่มแค่ไหน ถึงถูกเรียกว่า “เมาแล้วขับ”          บางคนสงสัยว่าต้องดื่มแค่ไหนถึงเรียกว่าเมาแล้วขับ ? ตามหลักกฎหมายแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายแล้วพบว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะถือว่าเมาทันที ต้องให้อ้างว่าเดินตรง หรือดื่มไปแค่ 2-3 แก้ว หากตรวจพบว่าปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าจำนวนที่ระบุเอาไว้ ก็จะเจอข้อหาเมาแล้วขับโทษของการเมาแล้วขับ          โทษของการเมาแล้วขับ นั้นมีหลายแบบ เช่น เสียเงินค่าปรับเริ่มต้น 2 หมื่นบาท เข้าไปนอนพักผ่อนในคุกสัก 1 เดือน ใครแต้มบุญน้อยหน่อยก็จะโดนโทษทั้งจำทั้งปรับ และอาจจะถูกยึดใบขับขี่ไม่ให้ขับรถเป็นการชั่วคราว ในกรณีที่รุนแรงมากก็จะถูกถอนใบขับขี่แบบถาวร          นอกจากนี้ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ได้ระบุห้ามมิให้ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมา และได้มีการเพิ่มโทษหนักขึ้นกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 กำหนดโทษของการเมาแล้วขับ ได้แก่เมาแล้วขับต้องเสียเงินกี่บาท          อัตราค่าปรับเมาแล้วขับ ในแต่ละเคสนั้นจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่โดยหลัก ๆ แล้ว จะแบ่งเป็นดังนี้ค่าปรับกรณีเมาแล้วขับจากการทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ          ในกรณีนี้จะเสียค่าปรับเมาแล้วขับประมาณ 20,000 – 100,000 บาท มีโทษจำคุก 1-5 ปี มีสิทธิ์โดนทั้งจำ ทั้งปรับ หรือไม่สามารถใช้ใบขับขี่ได้น้อยกว่า 1 ปีค่าปรับกรณีเมาแล้วขับจากการทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส          ในกรณีนี้ค่าปรับเมาแล้วขับจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 120,000 บาท มีโทษจำคุก 2-6 ปี มีสิทธิ์โดนทั้งจำ ทั้งปรับ หรืออาจจะใช้งานใบขับขี่ไม่ได้น้อยกว่า 2 ปี หากเกิดเหตุที่รุนแรงมาก ๆ ก็จะถูกถอนใบขับขี่ไปเลยค่าปรับกรณีเมาแล้วขับจากการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตถึงแก่ความตาย          ในกรณีนี้ค่าปรับเมาแล้วขับจะอยู่ที่ประมาณ 60,000 – 200,000 บาท มีโทษจำคุก 2-6 ปี มีสิทธิ์โดนทั้งจำ และอาจจะถูกเพิกถอนใบขับขี่ไปเลยตลอดชีวิต

วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถยนต์จมน้ำ ข่าวรถจมน้ำ car

วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถยนต์จมน้ำ

วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถยนต์จมน้ำ          กรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วรถตกลงไปในน้ำ เป็นอุบัติเหตุที่ผู้ขับขี่ส่วนมากไม่คาดฝันว่าจะเจอ และหลายรายไม่ทราบว่าควรปฏิบัติอย่างไร วันนี้กองปราบขอแนะนำ 3 วิธีการเอาตัวรอดในกรณีเกิดอุบัติเหตุรถจมน้ำ3 วิธีการเอาตัวรอดในกรณีเกิดอุบัติเหตุรถจมน้ำ1. ปลดล็อกเข็มขัดนิรภัย2. ลดกระจกลง3. ออกทางกระจก          เมื่อรถตกลงไปในน้ำ สิ่งที่สำคัญสุด คือ ‘สติ’ อย่าร้องตะโกน อย่าทุบกระจกด้วยมือเปล่า ช่วงแรกที่รถจมน้ำ จะมีช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่รถจะจมทั้งคันให้ผู้ขับขี่ได้ตั้งสติ จากนั้นเริ่มปลอดเข็มขัดนิรภัย ปลอดล๊อกประตูทุกบาน เมื่อรถตกลงไปในน้ำ แรงดันน้ำจากนอกรถจะทำให้ไม่สามารถเปิดประตูได้ หากเปิดประตูไม่ได้ ผู้ขับขี่ต้องออกจากรถทางหน้าต่าง วิธีการออกจากรถทางหน้าต่าง หากไม่สามารถเปิดกระจกได้ ให้มองหาอุปกรณ์สำหรับทุบกระจก เช่น ค้อนทุบกระจก หรือ ก้านพนักพิงศีรษะ โดยให้ทุบกระจกด้านข้างรถ เนื่องจากกระจกด้านหน้าและหลังรถเป็นกระจกนิรภัยมีความแข็งแรงมากกว่ากระจกด้านข้างรถ เมื่อทุบกระจกด้านข้างแล้ว ให้พยายามสูดเอาอากาศเก็บไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะเอาตัวเองออกมาจากรถผ่านทางช่องหน้าต่าง แต่ถ้าไม่สามารถออกจากรถทางหน้าต่างได้ ให้รอจนกว่าระดับน้ำจะเข้ามาในรถจนเกือบถึงเพดาน เพื่อให้แรงดันน้ำด้านในรถ กับด้านนอกไม่แตกต่างกันมาก จากนั้นให้สูดเอาอากาศเก็บไว้ให้มากที่สุด ก่อนที่จะเปิดประตู และออกจากตัวรถ          อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่หากอุบัติเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ หวังว่าท่านจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ได้อย่างปลอดภัย

การขับขี่ปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุ ขับขี่ปลอดภัย การ์ตูนความปลอดภัย

การขับขี่ปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุ

การขับขี่ปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุเทคนิคการขับรถปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุวัตถุประสงค์1.รู้ เข้าใจ แนวคิดและทัศนคติที่ถูกต้องในการขับรถปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุ2.รู้ เข้าใจ เทคนิคในการขับรถที่ถูกต้องและปลอดภัย3.ทราบสมรรถภาพความพร้อมทางร่างกายที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถ4.พัฒนาและปรับเปลี่ยนวิธีการขับรถ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุตรวจสภาพคนขับหากคุณต้องเป็นผู้ขับรถแล้ว ยิ่งต้องขับทางไกลด้วย ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรพึ่งกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดอย่าเปิดกระจก-อย่าปลดล็อกประตูอย่าเปิดกระจก เพื่อป้องกันฝุ่นควันต่างๆ เข้ามาภายในรถ และอย่าปลดล็อกประตูเด็ดขาด เพื่อป้องกันตนเอง ข้าวของ และคนในรถจากมิจฉาชีพตรวจเช็คเส้นทางการสำรวจเส้นทางให้ดี ก่อนลุยจริงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้คนขับสามารถนำทางได้อย่างมั่นใจ ส่วนคนนั่งก็จะไม่ต้องพะว่าพะวง กลัวจะหลงใช้ความเร็วให้เหมาะสม เรื่องการใช้ความเร็วนั้น ต้องใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด เพราะถ้าเร็วเกินไป นอกจากจะโดนตำรวจจับแล้ว ก็อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้อีกด้วยประเมินความพฤติกรรมผู้ร่วมถนนประเมินผู้ร่วมถนน ว่ามีนิสัยการขับรถอย่างไร เช่น ไม่ให้สัญญาณไฟเลี่ยว ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้ จะทำให้เราระวังตัว และหาทางหลีกเลี่ยงได้สรุปเทคนิคการขับรถปลอดภัยเชิงป้องกันอุบัติเหตุ  5 ข้อ1. การมองไกลมองไกลไปข้างหน้า 15 วินาที2. การมองภาพโดยรอบมองกระจกทุกๆ 5-8 วินาทีทิ้งระยะห่างรถกันหน้าอย่างน้อย 4-6 วินาที3. การเคลื่อนไหวสายตาเคลื่อนไหวสายตาทุกๆ 2 วินาที4. การหาทางออกให้ตัวเองรักษาระยะห่างรอบตัว5. การสื่อสารแน่ใจว่าผู้อื่นเห็นเราใช้สัญญาณเตือนต่างๆ

5 เช็กชัวร์ก่อนออกเดินทาง

5 เช็กชัวร์ก่อนออกเดินทาง

5 เช็กชัวร์ก่อนออกเดินทางความปลอดภัยบนท้องถนน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ซึ่งมักมีปริมาณรถจำนวนมาก คนจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางกลับบ้านเกิด หรือออกทริปท่องเที่ยวกับครอบครัว การเตรียมรถก่อนเดินทาง จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะแม้ทักษะการขับขี่ของผู้ชายจะดีแค่ไหน แต่ถ้ารถไม่พร้อม…ก็เหมือนออกศึกโดยไม่ได้เตรียมอาวุธให้พร้อมเต็มที่ในมุมของผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย เรามักเน้นเสมอว่า “การป้องกันที่ดี คือการเช็กก่อนเกิดเหตุ” รถยนต์เองก็เช่นเดียวกัน การตรวจสอบก่อนเดินทางเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยง ทั้งด้านอุบัติเหตุ ความเสียหายของชิ้นส่วน และการหยุดรถกลางทาง ที่อาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่คิด บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จึงรวบรวม 5 รายการเช็กสำคัญก่อนออกเดินทางไกล ที่สามารถตรวจด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แต่ส่งผลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของทุกคนในรถเช็กข้อที่ 1 ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ ไฟของรถยนต์ไม่ใช่แค่ช่วยให้เรา “มองเห็นทาง” เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ “คนอื่นมองเห็นเรา” ด้วย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับขี่ปลอดภัยบนถนนมืด ถนนเปียก หรือถนนที่มีความเร็วสูง ระบบไฟที่ควรเช็กก่อนเดินทาง ได้แก่– ไฟหน้า ควรให้แสงสว่างเต็มกำลัง ไม่สว่างด้านหนึ่งหรือมีสีผิดปกติ หากมีฝ้าหรือความหม่นบนเลนส์ไฟ ควรเช็ดทำความสะอาดให้ใสเพื่อให้ทัศนวิสัยดีที่สุด – ไฟท้ายและไฟเบรก เป็นสัญญาณเตือนให้รถด้านหลังทราบการชะลอหรือหยุดรถ หากไฟเบรกขาดแม้แต่หนึ่งดวง อาจทำให้รถที่ตามมาไม่ทันสังเกต และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุชนท้าย – ไฟเลี้ยว ควรติดทุกทิศทาง กระพริบสม่ำเสมอ ไม่กะพริบเร็วผิดปกติ เพราะนั่นอาจบ่งบอกว่าหลอดไฟดวงหนึ่งขาด – ไฟฉุกเฉินและไฟตัดหมอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยเฉพาะถนนที่มีหมอก ฝุ่นควัน หรือฝนตกหนักการเช็กระบบไฟทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงห้านาที แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล และยังเป็นมารยาทบนท้องถนนที่ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตามเช็กข้อที่ 2 แบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญของการสตาร์ทรถ ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานให้ระบบไฟต่างๆ หากแบตอ่อนหรือเสื่อมสภาพ รถอาจสตาร์ทไม่ติดกลางทาง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หลายคนคงไม่อยากเจอ โดยเฉพาะบนถนนไฮเวย์หรือพื้นที่ห่างไกลสิ่งที่ควรตรวจมีดังนี้ – หากเป็นแบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น ให้ดูระดับน้ำว่าต่ำกว่าขีดหรือไม่ หากต่ำควรเติมให้อยู่ระดับที่เหมาะสม – ตรวจดูคราบขาวบนขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งเกิดจากการกัดกร่อน หากพบควรทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง – ลองสังเกตการสตาร์ทเครื่อง หากสตาร์ทนานกว่าปกติ เสียงหมุนเครื่องเบา หรือไฟหน้าหรี่ก่อนติดเครื่อง แสดงว่าแบตเริ่มอ่อน – แบตที่อายุเกิน 2–3 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพเป็นครั้งคราวก่อนเดินทางไกลในหลายกรณี การเสียของแบตไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเกิดบนถนนคับคั่ง รถจอดอยู่ไหล่ทาง ก็เพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการเช็กแบตเตอรี่ก่อนเดินทางจึงเป็นเรื่องที่ควรทำเสมอเช็กข้อที่ 3 ใบปัดน้ำฝนและระดับน้ำฉีดกระจก แม้ฝนจะเป็นเพียงเรื่องของสภาพอากาศ แต่สำหรับผู้ขับรถแล้วมัน คือ ปัจจัยสำคัญที่กระทบทัศนวิสัยโดยตรง ยิ่งหากโดนฝนในช่วงเดินทางไกล ทัศนวิสัยที่แย่สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุได้ทันที ใบปัดน้ำฝนจึงถือเป็นอุปกรณ์เล็กๆ แต่สำคัญมากสิ่งที่ควรเช็กคือ – ใบปัดน้ำฝนอ่อนตัวหรือแข็งกระด้างหรือไม่ หากปัดแล้วมีเสียงดัง หรือทิ้งคราบน้ำบนกระจก ควรเปลี่ยนใหม่ – ตรวจรอยฉีกขาดหรือเส้นคดงอ – ลองปัดดูจริงก่อนออกเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าปัดได้สะอาดและลื่น – เติมน้ำฉีดกระจกให้เต็ม เพราะหลายคนมักละเลย จนเมื่อมีคราบหรือฝุ่นจับเต็มกระจกจึงรู้ว่าไม่มีน้ำฉีดใช้งานทัศนวิสัยที่ดี คือ พื้นฐานของความปลอดภัยบนท้องถนน การเช็กใบปัดน้ำฝนจึงเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเช็กข้อที่ 4 น้ำมันเชื้อเพลิงและของเหลวในระบบเครื่องยนต์ การเดินทางไกล จำเป็นต้องมีการเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมเต็มถัง เพื่อไม่ต้องกังวลระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ปั๊มน้ำมันตั้งอยู่ห่างกันมาก หรือช่วงเวลากลางคืนที่ปั๊มบางแห่งอาจปิดให้บริการ แต่ไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ของเหลวระบบต่างๆ ภายในรถก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันของเหลวที่ควรตรวจ ได้แก่ – น้ำมันเครื่อง ช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์ หากระดับต่ำเกินไป เสี่ยงทำให้เครื่องยนต์ร้อนเกินและพังได้ – น้ำหล่อเย็น ควรถูกเก็บอยู่ในระดับที่ถูกต้อง เพราะเป็นตัวช่วยรักษาอุณหภูมิของเครื่องยนต์ – น้ำมันเบรก หากระดับลดลงผิดปกติ อาจมีปัญหารั่วซึม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก – น้ำมันเกียร์ และน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ (สำหรับรถบางรุ่น) ควรตรวจสอบว่าระดับอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแม้หลายอย่างอาจดูยุ่งยาก แต่ปัจจุบันศูนย์บริการและปั๊มน้ำมันหลายแห่งมีบริการตรวจเช็กเบื้องต้นฟรี การตรวจล่วงหน้าเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายมูลค่าสูงได้ในอนาคตเช็กข้อที่ 5 ดอกยาง ลมยาง และระบบเบรก ล้อและยางเป็นจุดสัมผัสเดียวของรถกับพื้นถนน ความสมบูรณ์ของยางจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการเดินทางไกลที่ต้องเจอความเร็วสูงและสภาพถนนหลากหลาย การตรวจดูสภาพยางช่วยป้องกันเหตุการณ์อันตรายอย่างยางระเบิดหรือเสียการควบคุมรถได้มากสิ่งที่ควรเช็ก ได้แก่ – ความลึกของดอกยาง หากต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร ถือว่าเสื่อมสภาพ – รอยบวม รอยแตก หรือรอยคดงอของยาง ซึ่งอาจเกิดจากการชนขอบถนนหรือหลุม – ระดับลมยาง ควรเติมตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป – หากบรรทุกผู้โดยสารหรือสัมภาระจำนวนมาก ควรเพิ่มลมยางตามคำแนะนำ – ตรวจยางอะไหล่ว่ายังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหลังจากตรวจยาง ควรทดลองเบรกเบาๆ เพื่อดูการตอบสนอง หากมีเสียงผิดปกติหรือระยะเบรกยาวกว่าปกติ ควรนำรถเข้าตรวจทันที เพราะระบบเบรกเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยหยุดอุบัติเหตุความปลอดภัยเริ่มต้นที่การเตรียมพร้อม แม้ขั้นตอนทั้งหมดอาจฟังดูยาว แต่แท้จริงแล้วใช้เวลาไม่นาน หากเราใส่ใจและทำเป็นประจำก่อนเดินทางไกลหลายครั้ง ความเคยชิน จะกลายเป็นนิสัยที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเองและผู้ร่วมทาง การขับรถไกลไม่ใช่เรื่องเสี่ยง หากเราวางแผนอย่างถูกต้อง ตรวจสอบข้อมูลเส้นทาง เช็กสภาพรถ และพักผ่อนให้เพียงพอจากประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานด้านความปลอดภัยมานาน มักพบว่าอุบัติเหตุบนถนนจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากการขับเร็ว หรือความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “สภาพรถไม่พร้อม” เช่น เบรกหมด ยางระเบิด ไฟขัดข้อง หรือเครื่องดับกลางทาง การเตรียมรถก่อนเดินทางจึงเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด และยังช่วยให้การเดินทางเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขมากกว่าความกังวลสรุป รถยนต์ทุกคันไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า ต่างต้องการการดูแลก่อนออกเดินทางไกลเสมอ การเช็ก 5 รายการพื้นฐาน ได้แก่ ระบบไฟ แบตเตอรี่ ใบปัดน้ำฝน ของเหลวต่างๆ และสภาพยาง ล้วนเป็นขั้นตอนง่ายๆ แต่สำคัญ และมีผลต่อความปลอดภัยโดยตรงความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ใช้ถนนร่วมกัน เตรียมรถให้พร้อมก่อนทุกการเดินทาง แล้วคุณจะพบว่า “การเดินทางที่ดี” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเริ่มต้นด้วยความพร้อมและความรับผิดชอบของเราเช่นกัน เดินทางปลอดภัยทุกเส้นทางครับ เซฟตี้อินไทย

งานเชื่อม


มาตรการป้องกันความร้อนและประกายไฟ (Hot work)

มาตรการป้องกันความร้อนและประกายไฟ (Hot work)

งานที่ทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ เช่น งานเชื่อมโลหะ งานตัดโลหะ งานเจียร งานบัดกรี งานอบความร้อน และงานเกี่ยวข้องกับเปลวไฟทุกรูปแบบ จัดเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก ไม่ใช่แค่เพราะวัสดุไวไฟรอบตัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากควันพิษ ไอระเหย การไหม้ลวกจากโลหะร้อน รวมถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างเพียงพอหลายครั้งเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ในโรงงานเกิดขึ้นจาก “งานเชื่อมเพียงจุดเดียว” ที่ไม่มีการควบคุมอย่างถูกต้อง ประกายไฟจากงานเจียรเพียงวูบเดียวสามารถกระเด็นไปติดเศษผ้า น้ำมัน หรือฝุ่นที่ติดไฟได้ และลามในไม่กี่นาที ความเสียหายจึงอาจลุกลามเร็วเกินกว่าที่จะควบคุมได้ หากไม่มีระบบบริหารจัดการ Hot Work ที่ครอบคลุมจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “Hot Work Permit” หรือใบอนุญาตทำงานความร้อนและประกายไฟ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องใช้แบบเคร่งครัดก่อนเริ่มงานบทความนี้จะอธิบายทุกกระบวนการ ตั้งแต่ก่อนทำงาน ระหว่างทำงาน จนถึงหลังเสร็จงาน พร้อมความรู้จากงานภาคสนามของ จป. เพื่อช่วยให้ทุกองค์กรป้องกันเหตุไฟไหม้ได้จริงมาตรการป้องกันความร้อนและประกายไฟ (Hot work)ความหมายของงาน Hot Work คืออะไร?งาน Hot Work คือ “งานที่ก่อให้เกิดความร้อน ประกายไฟ เปลวไฟ หรือก่อให้เกิดอุณหภูมิสูงจนสามารถจุดติดไฟได้” ตัวอย่างงานได้แก่งานเชื่อม (Welding) เช่น SMAW, TIG, MIGงานตัดโลหะด้วยแก๊ส (Gas Cutting)งานเจียร (Grinding)งานบัดกรี และการใช้หัวเป่าไฟงานอบความร้อน (Heat Treatment)งานซ่อมบำรุงที่ใช้เปลวไฟหรือผลิตความร้อนงานที่อาจทำให้วัตถุร้อนจนจุดติด เช่น ค้อนกระแทกโลหะในพื้นที่เสี่ยงงานเหล่านี้ถูกกำหนดว่าต้องควบคุมพิเศษ เพราะสามารถก่อให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้หากอยู่ใกล้สารไวไฟหรือพื้นที่อับอากาศ รวมถึงสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น บนคลังสินค้า พื้นที่ซ่อมบำรุงที่มีสารเคมี หรือภายนอกอาคารที่มีลมแรงเสี่ยงให้ประกายไฟกระเด็นไกลปัญหาที่มักพบในการทำ Hot Work และเหตุผลที่ต้องเข้มงวดหลายองค์กรคิดว่า “งานเชื่อมก็ทำทุกวัน” จึงละเลยมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะช่วงเร่งงาน ส่งผลให้เกิดเหตุไม่คาดคิด เช่นประกายไฟตกค้างใต้พาเลตหรือซอกหลืบ ลุกไหม้หลังเลิกงานไม่มีผู้เฝ้าระวังไฟ ทำให้ตรวจไม่พบไฟคุกรุ่นถังดับเพลิงอยู่ไกล หรือใช้ไม่ได้เพราะหมดอายุไอระเหยไวไฟไม่ถูกตรวจพบก่อนเกิดงานพื้นที่ไม่ได้กั้นเขต ทำให้พนักงานอื่นเดินผ่านและได้รับอันตรายPPE ไม่ครบถ้วน เช่น ถุงมือไม่ทนความร้อน แว่นไม่กันสะเก็ดไฟไม่มีระบบใบอนุญาต ทำให้ไม่มีผู้อนุมัติตรวจสอบความปลอดภัยเพียงหนึ่งข้อที่พลาด ก็เพียงพอให้เกิดไฟไหม้ระดับโรงงานได้เลยมาตรการป้องกันงานความร้อนและประกายไฟ (Hot Work Safety Measures)เพื่อให้การทำงาน Hot Work ปลอดภัยที่สุด เราจะใช้กรอบ 3 ขั้นตอนหลักก่อนเริ่มงานระหว่างทำงานหลังเสร็จงานในแต่ละขั้นตอนต้องมีจป. และผู้ควบคุมงานร่วมตรวจสอบอย่างใกล้ชิด1) ก่อนเริ่มงาน: จุดเริ่มต้นของความปลอดภัยการเตรียมงานก่อนเริ่มทำ Hot Work ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยลดความเสี่ยงถึง 70–80% หากทำอย่างถูกต้องได้รับใบอนุญาต Hot Work Permit เป็นเอกสารอนุมัติให้เริ่มงาน โดยผู้ควบคุมและ จป. จะตรวจสอบพื้นที่ พร้อมระบุเงื่อนไข เช่นเวลาเริ่มและสิ้นสุดงานอุปกรณ์ดับเพลิงที่ต้องมีผู้เฝ้าระวังไฟประเภทงานที่อนุญาตตรวจเชื้อเพลิง ไอระเหย หรือก๊าซในอากาศการออกใบอนุญาตทุกครั้ง ช่วยให้มีผู้รับผิดชอบชัดเจน ลดปัญหาการทำงานโดยพลการพื้นที่ต้องกั้นเขตชัดเจน การกั้นพื้นที่ด้วยกรวย แถบกั้น หรือรั้วชั่วคราว ป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในโซนอันตราย และลดความเสี่ยงจากประกายไฟที่อาจกระเด็นไปไกลถึง 10 เมตรนำวัสดุไวไฟออก หรือคลุมด้วยผ้าทนไฟ ตัวอย่างวัสดุไวไฟที่ต้องจัดการ เช่นผ้าขี้ริ้วเปื้อนน้ำมันพลาสติกกระดาษลังถังสเปรย์สี, ทินเนอร์ไม้, พาเลต หากไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องคลุมด้วยผ้ากันสะเก็ดไฟ Fire Blanketจัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมใช้ อย่างน้อยควรมีถังดับเพลิงชนิด CO₂ หรือผงเคมีแห้งถังน้ำพร้อมสายฉีดผ้าดับเพลิงทราย และต้องตรวจสอบแรงดันถังดับเพลิงทุกครั้งก่อนใช้งานมีผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watch) ประจำพื้นที่ ผู้เฝ้าระวังไฟ คือ คนสำคัญที่สุดระหว่างทำงาน เพราะต้องคอยสังเกตการเกิดประกายไฟ การลุกไหม้ หรือไอระเหยผิดปกติ ผู้เฝ้าระวังไฟต้องผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องดับเพลิงด้วยตรวจสอบระบบระบายอากาศ ช่วยป้องกันการสะสมของไอระเหยไวไฟ เช่น ทินเนอร์ สี น้ำมัน และควันเชื่อม ไม่เช่นนั้นมีโอกาสเกิดการระเบิดหรือสำลักควันได้ผู้ปฏิบัติงานต้องสวม PPE ครบหน้ากากป้องกันควันและไอระเหยแว่นตานิรภัยชนิดกันสะเก็ดไฟถุงมือทนความร้อนชุดกันไฟ (Fire Retardant Clothing)รองเท้านิรภัยแบบหุ้มส้นหมวกนิรภัยมาตรฐาน PPE ที่เหมาะสมช่วยป้องกันบาดเจ็บจากสะเก็ดไฟ โลหะร้อน และรังสีเชื่อม2) ระหว่างทำงาน ช่วงเสี่ยงที่สุด ต้องควบคุมเข้มงวดหลังผ่านการอนุมัติแล้ว การทำงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตลอดเวลาผู้เฝ้าระวังไฟต้องประจำตลอดเวลา ไม่ควรละจากตำแหน่ง ไม่ควรใช้โทรศัพท์ และต้องมองเห็นพื้นที่ทำงานตลอดห้ามทำงานลำพัง การทำงานแบบ Hot Work ต้องมีอย่างน้อย 2 คนเสมอ ทั้งช่างที่ทำและผู้เฝ้าระวัง เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ เช่น เป็นลม สะเก็ดไฟไหม้เสื้อ คนข้าง ๆ ต้องช่วยได้ทันทีตรวจสอบไม่ให้ประกายไฟกระเด็นไปยังพื้นที่เสี่ยง ควรใช้แผ่นบังสะเก็ดไฟหรือผ้ากั้นไฟ เพื่อลดการกระเด็นไกล ประกายไฟจากงานเจียรสามารถพุ่งได้ไกลหลายเมตร ควรตรวจพื้นที่รอบข้างอย่างละเอียดก่อนเริ่มงานหยุดงานทันทีหากพบไอระเหยไวไฟ เช่น กลิ่นทินเนอร์ กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง หรือพบการรั่วซึมของก๊าซ เพราะประกายไฟแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ระเบิดได้มีถังดับเพลิงพร้อมใช้งานในระยะเอื้อมมือ รวมถึงผ้าดับเพลิง ต้องอยู่ในตำแหน่งที่หยิบได้เร็วที่สุดใช้ผ้าป้องกันสะเก็ดไฟรองพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้สะเก็ดไฟตกลงบนวัสดุไวไฟหรือภายในร่องพื้นงานช่วงนี้เป็นช่วงที่ไฟไหม้เกิดขึ้นง่ายที่สุด เพราะมีความร้อนจริง จึงต้องเข้มงวดตลอดเวลา3) หลังเสร็จงาน ขั้นตอนที่หลายคนมองข้าม แต่สำคัญมากหลังเสร็จงานความร้อนแล้ว ความเสี่ยงยังไม่หมด เพราะ “ความร้อนตกค้าง” สามารถทำให้ไฟลุกหลังเสร็จงานไปแล้วหลายชั่วโมงตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมด ดูว่าไม่มีวัสดุที่กำลังไหม้แบบคุกรุ่น ไม่มีควัน ไม่มีความร้อนสะสมในช่องว่าง เช่น ใต้พาเลต ใต้พื้น หรือหลังแผงเหล็กผู้เฝ้าระวังไฟต้องอยู่ต่ออย่างน้อย 30 นาที ในบางโรงงานกำหนด 1 ชั่วโมง หรือมากกว่า ขึ้นกับประเภทงานและความเสี่ยงของวัสดุรอบตัวเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย สายเชื่อม หัวเป่าไฟ ถังแก๊ส ต้องปิดวาล์วทุกตัว ตรวจรอยรั่ว และจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัยรายงานผลการทำงาน ส่งคืนใบอนุญาต Hot Work พร้อมรายงานสรุป เพื่อให้หน่วยงานรับทราบว่าปิดงานเรียบร้อยแล้วบทบาทของ จป. ในการควบคุมงาน Hot Workเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) มีหน้าที่สำคัญดังนี้ตรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้ทำงานประเมินความเสี่ยงเฉพาะจุดตรวจอุปกรณ์ดับเพลิงก่อนใช้งานตรวจ PPEตรวจการปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างทำงานให้คำแนะนำแก้ไขทันทีเมื่อพบจุดเสี่ยงสรุปรายงานหลังจบงานจป. ถือเป็นผู้ช่วยชีวิตของสถานประกอบการ เพราะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจสร้างความเสียหายระดับมหาศาลตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่พบในโรงงาน (เพื่อใช้เป็นเคสเรียนรู้)กรณี 1 ประกายไฟตกลงในร่องพื้น แม้ผู้ปฏิบัติงานจะเก็บพื้นดีแล้ว แต่ยังมีเศษผ้าเปื้อนน้ำมันหลงเหลือในร่องใต้แท่นเครื่อง ทำให้เกิดคุกรุ่นและลามหลังเลิกงาน 20 นาทีสาเหตุ ไม่มีผู้เฝ้าระวังหลังเสร็จงาน กรณี 2 ถังดับเพลิงใช้ไม่ได้ พบว่าแรงดันลดลง ไม่สามารถฉีดออกได้ระหว่างเกิดไฟลุกเล็ก ๆ จากงานเชื่อมสาเหตุ ไม่มีการตรวจสอบถังก่อนเริ่มงานกรณี 3 ไอระเหยไวไฟสะสมพื้นที่ปิดและมีการทาสีก่อนหน้า วันถัดมามีงานเชื่อมโดยไม่ได้ตรวจวัดก๊าซ ทำให้เกิดเปลวไฟในทันทีสาเหตุ ไม่มีการตรวจระบบระบายอากาศและวัดก๊าซเหตุการณ์เหล่านี้สามารถป้องกันได้ทั้งหมด หากทำตามมาตรการ Hot Work อย่างครบถ้วนสรุป ระบบ Hot Work คือเกราะป้องกันที่ทุกโรงงานต้องมีงานความร้อนและประกายไฟ เป็นงานที่ทำเป็นประจำ แต่ไม่ควรชะล่าใจแม้แต่นาทีเดียว ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมงาน ระหว่างงาน จนถึงปิดงาน ล้วนต้องเป็นระบบจุดสำคัญที่ต้องจำไว้ต้องมีใบอนุญาต Hot Work ทุกครั้งต้องมีผู้เฝ้าระวังตลอดเวลาต้องมีอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมต้องตรวจพื้นที่หลังงานเสร็จเสมอต้องให้จป. ตรวจสอบเต็มกระบวนการหากทำถูกต้อง โอกาสเกิดไฟไหม้จะลดลงอย่างมาก ช่วยให้ทุกองค์กรปลอดภัย และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน

งานเครื่องเชื่อมไฟฟ้าที่นายจ้างต้องปฏิบัติ

ความปลอดภัยงานเชื่อมไฟฟ้าที่นายจ้างต้องปฏิบัติ

การทำงานเครื่องเชื่อมไฟฟ้า เป็นงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ออันตรายหลายประการ ทั้งต่อตัวผู้ปฏิบัติงานและทรัพย์สิน ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานเชื่อม โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ความปลอดภัยงานเชื่อมไฟฟ้าที่นายจ้างต้องปฏิบัตินายจ้างจึงมีหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานเชื่อม โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้1. จัดให้มีเครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนย้ายได้นายจ้างต้องจัดเตรียมเครื่องดับเพลิงชนิดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น ถังดับเพลิง มาวางไว้ในบริเวณที่ใช้ในการเชื่อมโลหะ เพื่อใช้ในกรณีเกิดเหตุไฟไหม้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยในการทำงานประเภทนี้เหตุผลที่ต้องมีเครื่องดับเพลิงการเชื่อมโลหะเป็นแหล่งกำเนิดประกายไฟ กระบวนการเชื่อมโลหะจะก่อให้เกิดประกายไฟ ซึ่งอาจลุกลามไปติดวัสดุที่ติดไฟง่ายได้ง่ายวัสดุที่ใช้ในการเชื่อมมักเป็นวัสดุที่ติดไฟได้ ทั้งโลหะที่นำมาเชื่อมและวัสดุที่ใช้รองรับชิ้นงาน อาจเป็นวัสดุที่ติดไฟได้ควันและก๊าซจากการเชื่อมอาจเป็นอันตราย ควันและก๊าซที่เกิดจากการเชื่อมบางชนิดอาจมีฤทธิ์กัดกร่อนและติดไฟได้ประเภทของเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสมชนิดผงเคมีแห้ง เหมาะสำหรับดับเพลิงประเภททั่วไป รวมถึงไฟที่เกิดจากวัสดุติดไฟและไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ เหมาะสำหรับดับเพลิงประเภทไฟไหม้วัสดุไฟฟ้า เนื่องจากไม่นำไฟฟ้าและไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดโฟม เหมาะสำหรับดับเพลิงประเภทไฟไหม้วัสดุเหลว เช่น น้ำมันชนิดฮาลอน มีประสิทธิภาพสูงในการดับเพลิง แต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่นิยมใช้กันมากนักข้อควรระวังเพิ่มเติมฝึกอบรมพนักงาน จัดให้พนักงานทุกคนที่ทำงานในพื้นที่เชื่อมได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องดับเพลิงอย่างถูกต้อง สนใจอบรมดับเพลิงขั้นต้น คลิกที่นี่ติดป้ายเตือน ติดป้ายเตือนเกี่ยวกับอันตรายจากไฟไหม้และตำแหน่งของเครื่องดับเพลิงในบริเวณที่ทำงานจัดเตรียมเส้นทางหนีไฟ จัดเตรียมเส้นทางหนีไฟที่ชัดเจนและปลอดภัยการจัดเตรียมเครื่องดับเพลิงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการความปลอดภัยในการทำงานเชื่อมโลหะ นายจ้างควรปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยให้กับพนักงานทุกคน2.จัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยนายจ้างต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE: Personal Protective Equipment) ให้เพียงพอและเหมาะสมกับงานเชื่อมโลหะแก่พนักงานทุกคนที่ปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน เช่น แสงจากการเชื่อม ความร้อน เศษโลหะ และสารเคมีเหตุผลที่ต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยป้องกันอันตรายต่อร่างกาย อุปกรณ์ PPE ช่วยป้องกันดวงตา ใบหน้า ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจจากอันตรายที่เกิดจากการเชื่อมโลหะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ การสวมใส่ PPE จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน เช่น ไฟไหม้ การบาดเจ็บจากเศษโลหะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นประเภทของอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับงานเชื่อมหน้ากากเชื่อม ป้องกันดวงตาจากแสงจ้าและรังสีอันตรายจากการเชื่อมถุงมือหนังหรือถุงมือที่ทนความร้อน ป้องกันมือจากความร้อนและเศษโลหะรองเท้านิรภัย ป้องกันเท้าจากความร้อน เศษโลหะ และวัตถุตกใส่หมวกและแผ่นปิดหน้าอก ป้องกันศีรษะและลำตัวจากประกายไฟและเศษโลหะการจัดเตรียมอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยให้กับพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายจากการทำงานเชื่อมโลหะ นายจ้างควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด3.จัดบริเวณที่ปฏิบัติงานไม่ให้มีวัสดุที่ติดไฟง่ายวางอยู่ก่อนเริ่มงานเชื่อมโลหะ เราต้องจัดเตรียมพื้นที่ทำงานให้ปลอดโปร่ง ไม่มีวัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น กระดาษ กล่อง ไม้ หรือสารเคมีไวไฟ วางอยู่ใกล้บริเวณที่กำลังจะทำการเชื่อม เพราะประกายไฟจากการเชื่อมอาจลอยไปติดวัสดุเหล่านี้ได้ง่าย ทำให้เกิดไฟไหม้ได้เหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามป้องกันการเกิดไฟไหม้ การเชื่อมโลหะจะก่อให้เกิดประกายไฟและความร้อนสูง ซึ่งหากมีวัสดุติดไฟอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็อาจทำให้เกิดการลุกไหม้ได้ง่ายลดความเสียหาย หากเกิดไฟไหม้ขึ้นมา อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ปฏิบัติงานได้เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน การจัดเตรียมพื้นที่ทำงานให้ปลอดภัยจากวัสดุที่ติดไฟง่าย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากไฟไหม้วิธีการปฏิบัติเคลียร์พื้นที่ ก่อนเริ่มงาน ให้เคลียร์พื้นที่ทำงานให้โล่ง ไม่มีสิ่งของหรือวัสดุใดๆ วางอยู่ใกล้บริเวณที่จะทำการเชื่อมจัดเก็บวัสดุที่ติดไฟ วัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น กล่อง กระดาษ หรือสารเคมีไวไฟ ควรนำไปจัดเก็บในที่ปลอดภัย ห่างจากบริเวณที่ทำงานใช้ฉากกันไฟ หากไม่สามารถเคลื่อนย้ายวัสดุที่ติดไฟได้ทั้งหมด ให้ใช้ฉากกันไฟหรือผ้าชุบน้ำมาปิดกั้นบริเวณดังกล่าวตรวจสอบพื้นที่ ก่อนเริ่มงาน ตรวจสอบพื้นที่ทำงานอีกครั้งให้แน่ใจว่าไม่มีวัสดุติดไฟหลงเหลืออยู่จัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิง ควรมีเครื่องดับเพลิงพร้อมใช้งานในบริเวณใกล้เคียงการจัดเตรียมพื้นที่ทำงานให้ปลอดภัยจากวัสดุที่ติดไฟง่ายเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันอัคคีภัยในการทำงานเชื่อมโลหะ การปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกคน4.จัดให้มีฉากกั้น หรืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายอื่นๆ ที่เหมาะสมนอกจากการป้องกันตัวผู้ปฏิบัติงานด้วยอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแล้ว นายจ้างยังต้องจัดเตรียมอุปกรณ์หรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากการเชื่อมโลหะที่อาจกระเด็นออกมา เช่น ประกายไฟ เศษโลหะ หรือรังสีอันตราย ไม่ให้ไปทำอันตรายต่อบุคคลอื่นหรือทรัพย์สินที่อยู่ใกล้เคียงเหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามป้องกันอันตรายต่อบุคคลอื่น ประกายไฟและเศษโลหะจากการเชื่อมอาจกระเด็นไปถูกบุคคลอื่นที่ทำงานอยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน ประกายไฟอาจลอยไปติดวัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น ผ้า ม่าน หรือเฟอร์นิเจอร์ ทำให้เกิดไฟไหม้ได้สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย การจัดเตรียมฉากกั้นหรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้นตัวอย่างอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสมฉากกันไฟ เป็นแผ่นวัสดุที่ทนความร้อนสูง ใช้กั้นบริเวณที่กำลังทำการเชื่อม เพื่อป้องกันไม่ให้ประกายไฟกระเด็นไปยังบริเวณอื่นผ้าใบกันไฟ ใช้คลุมวัสดุที่ติดไฟง่าย หรือใช้เป็นฉากกั้นชั่วคราวแผ่นป้องกันรังสี ใช้ป้องกันรังสีอันตรายที่เกิดจากการเชื่อมรั้วกั้น ใช้กั้นบริเวณที่ทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่วิธีการเลือกใช้อุปกรณ์ประเมินความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยงของการทำงาน เช่น ขนาดของงานเชื่อม ประเภทของวัสดุที่เชื่อม และตำแหน่งที่ตั้งของพื้นที่ทำงานเลือกวัสดุที่เหมาะสม เลือกใช้วัสดุที่ทนความร้อนสูงและไม่ติดไฟติดตั้งให้ถูกวิธี ติดตั้งฉากกั้นหรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ให้มั่นคงแข็งแรง และครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการป้องกัน5.จัดสถานที่ปฏิบัติงานให้มีแสงสว่าง และการระบายอากาศอย่างเหมาะสมพื้นที่ที่ใช้ในการเชื่อมโลหะควรมีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถมองเห็นชิ้นงานและอุปกรณ์ต่างๆ ได้ชัดเจน และควรมีระบบระบายอากาศที่ดี เพื่อลดความเข้มข้นของควันและก๊าซพิษที่เกิดจากการเชื่อม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานเหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามความปลอดภัย แสงสว่างที่เพียงพอจะช่วยลดความผิดพลาดในการทำงาน และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การบาดเจ็บจากเศษโลหะสุขภาพ การระบายอากาศที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูดดมควันและก๊าซพิษ ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ประสิทธิภาพในการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงานที่สว่างและสะอาด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเมื่อยล้าของผู้ปฏิบัติงานวิธีการจัดการแสงสว่างและการระบายอากาศแสงสว่างติดตั้งหลอดไฟ: เลือกใช้หลอดไฟที่มีแสงสว่างสม่ำเสมอและเพียงพอปรับทิศทางแสง: ปรับทิศทางของหลอดไฟให้ส่องไปยังบริเวณที่ทำงานโดยตรงหลีกเลี่ยงเงา: จัดวางหลอดไฟให้เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงเงาที่บดบังการมองเห็นการระบายอากาศเปิดช่องระบายอากาศ: เปิดหน้าต่าง ประตู หรือช่องระบายอากาศ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกใช้พัดลม: ติดตั้งพัดลมดูดอากาศเพื่อดูดควันและก๊าซพิษออกจากพื้นที่ทำงานระบบระบายอากาศกลาง: สำหรับพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ อาจต้องติดตั้งระบบระบายอากาศกลางการจัดให้มีแสงสว่างและการระบายอากาศที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับงานเชื่อมโลหะ การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน6. นายจ้างต้องควบคุมดูแลไม่ให้ลูกจ้าง หรือผู้ซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณที่มีการทำงานด้วยเครื่องเชื่อมไฟฟ้านายจ้างต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเชื่อมเข้าไปในบริเวณที่กำลังทำการเชื่อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างคนอื่นๆ หรือบุคคลภายนอก เนื่องจากการเชื่อมโลหะเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง อาจเกิดอันตรายจากประกายไฟ ความร้อน เศษโลหะ หรือรังสีอันตรายได้เหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามป้องกันอันตรายต่อบุคคลอื่น การจำกัดพื้นที่ทำงานจะช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่รู้เท่าทันอันตรายเข้ามาในบริเวณที่อาจเกิดอันตรายได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อไม่มีบุคคลอื่นมาขัดขวาง ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนดนี้เป็นไปตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานที่กำหนดไว้วิธีการปฏิบัติกำหนดพื้นที่ทำงาน กำหนดบริเวณที่ชัดเจนสำหรับการทำงานเชื่อมโลหะ และติดป้ายเตือน "ห้ามบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้า"กั้นบริเวณ ใช้ฉากกั้นหรือรั้วเพื่อกั้นบริเวณที่ทำงานเชื่อมโลหะให้ชัดเจนติดป้ายเตือน ติดป้ายเตือนอันตรายต่างๆ เช่น "ระวังอันตรายจากไฟไหม้" "ระวังประกายไฟ" "ห้ามสูบบุหรี่"ควบคุมการเข้าออก มีผู้ควบคุมการเข้าออกในบริเวณที่ทำงานเชื่อมโลหะสื่อสารให้พนักงานทราบ สื่อสารให้พนักงานทุกคนทราบถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบตัวอย่างการปฏิบัติติดตั้งป้ายเตือน ติดป้ายเตือนขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจนบริเวณทางเข้าพื้นที่ทำงานเชื่อมใช้เชือกกั้น กั้นบริเวณที่ทำงานเชื่อมด้วยเชือกหรือโซ่ และติดป้ายเตือนเพิ่มเติมกำหนดผู้รับผิดชอบ มอบหมายให้พนักงานคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยในบริเวณที่ทำงานเชื่อมจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่อันตราย ทำแผนที่แสดงพื้นที่ที่ห้ามเข้าและแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบการควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ทำงานเชื่อมโลหะ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยให้กับทุกคน การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอันตราย และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย7. นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการก้านความปลอดภัยและควบคุมดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติโดยเคร่งครัดนายจ้างต้องมีการวางแผนและดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโลหะอย่างครอบคลุม และต้องมีการติดตามและตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนปฏิบัติตามมาตรการเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยในสถานที่ทำงานเหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามป้องกันอุบัติเหตุ การปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน เช่น ไฟไหม้ การบาดเจ็บจากประกายไฟ หรือการสูดดมควันพิษรักษาชีวิตและทรัพย์สิน การป้องกันอุบัติเหตุจะช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สินของทั้งพนักงานและบริษัทปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องวิธีการปฏิบัติจัดทำแผนความปลอดภัย จัดทำแผนความปลอดภัยที่ครอบคลุมขั้นตอนการทำงานทุกขั้นตอน รวมถึงการระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และมาตรการป้องกันฝึกอบรมพนักงาน จัดให้พนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานเชื่อมได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงวิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดป้ายเตือน ติดป้ายเตือนอันตรายต่างๆ ภายในบริเวณที่ทำงาน เช่น ระวังไฟไหม้ ระวังประกายไฟ และห้ามสูบบุหรี่ตรวจสอบอุปกรณ์ ตรวจสอบสภาพของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอบำรุงรักษาสถานที่ทำงาน รักษาความสะอาดและความเรียบร้อยของสถานที่ทำงานติดตามและประเมินผล ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นตัวอย่างมาตรการความปลอดภัยกำหนดพื้นที่สำหรับการทำงานเชื่อมติดตั้งระบบระบายอากาศที่ดีจัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หน้ากากเชื่อม ถุงมือ รองเท้าเซฟตี้ห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณที่ทำงานเชื่อมห้ามนำวัตถุไวไฟเข้ามาในบริเวณที่ทำงานเชื่อมตรวจสอบสายไฟและอุปกรณ์เชื่อมก่อนใช้งานทุกครั้งข้อควรระวังเพิ่มเติมการมีส่วนร่วมของพนักงาน สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของพนักงานในการเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงความปลอดภัยการสื่อสาร สื่อสารให้พนักงานทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ มีการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และดำเนินการแก้ไขปัญหาที่พบการมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดและการปฏิบัติตามของพนักงานทุกคนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานเชื่อมโลหะ การดำเนินการตามข้อกำหนดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย8. จัดให้มีการใช้สายดินของวงจรเชื่อมในการเชื่อมโลหะนั้น จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อสายดินเข้ากับวงจรไฟฟ้าของเครื่องเชื่อม เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าช็อตที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมมีค่าสูง หากเกิดการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้า อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้เหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามป้องกันไฟฟ้าช็อต การต่อสายดินจะช่วยให้กระแสไฟฟ้าส่วนเกินไหลลงดิน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานปลอดภัยจากการสัมผัสกับชิ้นงานที่อาจมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อม การต่อสายดินจะช่วยให้การเชื่อมมีความเสถียรมากขึ้น ลดการเกิดประกายไฟกระเซ็น และทำให้รอยเชื่อมมีความแข็งแรงป้องกันความเสียหายต่อเครื่องเชื่อม การต่อสายดินจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องเชื่อมจากกระแสไฟฟ้าที่เกินวิธีการปฏิบัติตรวจสอบสายดิน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสายดินของเครื่องเชื่อมอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และเชื่อมต่อกับจุดต่อสายดินอย่างแน่นหนาต่อสายดินกับชิ้นงาน เชื่อมต่อสายดินเข้ากับชิ้นงานที่กำลังจะเชื่อมอย่างมั่นคงตรวจสอบความต้านทานของสายดิน ควรมีการตรวจสอบความต้านทานของสายดินเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าสายดินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพใช้สายดินให้ถูกต้องตามขนาด เลือกใช้สายดินที่มีขนาดและความยาวที่เหมาะสมกับเครื่องเชื่อมข้อควรระวังเพิ่มเติมสายดินต้องต่อกับจุดต่อสายดินที่ได้มาตรฐาน จุดต่อสายดินต้องเป็นจุดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการต่อสายดินโดยเฉพาะ และต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบสายดินของอาคารอย่างถูกต้องตรวจสอบสภาพสายดินเป็นประจำ สายดินอาจเสื่อมสภาพได้จากการใช้งานเป็นเวลานาน ควรมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำฝึกอบรมพนักงาน พนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมโลหะควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความสำคัญของการต่อสายดิน และวิธีการตรวจสอบสายดินการต่อสายดินของวงจรเชื่อมเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการทำงานเชื่อมโลหะ การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากไฟฟ้าช็อต และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเชื่อม นายจ้างควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และจัดให้มีการตรวจสอบและบำรุงรักษาสายดินอย่างสม่ำเสมอ9.จัดสายไฟฟ้าและสายดินให้ห่างจากการบดทับเราต้องจัดวางสายไฟฟ้าและสายดินที่ใช้ในการเชื่อมโลหะให้ห่างจากบริเวณที่อาจมีสิ่งของหรืออุปกรณ์หนักมาทับ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสายไฟและลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าช็อตหรือไฟไหม้เหตุผลที่ต้องปฏิบัติตามป้องกันไฟฟ้าช็อต หากสายไฟฟ้าถูกบดทับ อาจทำให้สายไฟขาดและเกิดประกายไฟ ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้ป้องกันไฟไหม้ สายไฟที่ขาดหรือชำรุดจากการถูกบดทับ อาจทำให้เกิดประกายไฟและลุกลามเป็นไฟไหม้ได้เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน การจัดวางสายไฟให้ปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงานเชื่อมวิธีการปฏิบัติวางสายไฟให้สูง วางสายไฟให้สูงพอที่จะไม่ถูกบดทับโดยวัตถุต่างๆใช้ท่อร้อยสายไฟ หุ้มสายไฟด้วยท่อร้อยสายไฟเพื่อป้องกันความเสียหายจากภายนอกยึดสายไฟให้แน่น ยึดสายไฟให้แน่นกับผนังหรือโครงสร้างที่แข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้สายไฟหลุดหรือขยับหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการเดินรถ ไม่ควรวางสายไฟในบริเวณที่รถยกหรือรถเข็นผ่านตรวจสอบสภาพสายไฟเป็นประจำ ตรวจสอบสภาพสายไฟเป็นระยะๆ เพื่อหาความเสียหายหรือรอยร้าวตัวอย่างการปฏิบัติติดตั้งรางเดินสายไฟ ติดตั้งรางเดินสายไฟบนผนังหรือเพดาน เพื่อป้องกันไม่ให้สายไฟสัมผัสกับพื้นใช้สายไฟชนิดทนความร้อน เลือกใช้สายไฟที่สามารถทนต่อความร้อนได้ดี เพื่อป้องกันความเสียหายจากประกายไฟติดป้ายเตือน ติดป้ายเตือนบริเวณที่วางสายไฟ เพื่อเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องระมัดระวังข้อควรระวังเพิ่มเติมสายดินต้องได้รับการป้องกันเช่นเดียวกัน สายดินก็มีความสำคัญไม่แพ้สายไฟ ควรจัดวางสายดินให้ห่างจากบริเวณที่อาจถูกบดทับตรวจสอบจุดเชื่อมต่อ ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อของสายไฟให้แน่นหนา เพื่อป้องกันการหลุดและเกิดประกายไฟการจัดวางสายไฟฟ้าและสายดินให้ห่างจากการบดทับเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้าช็อตและไฟไหม้ การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้จะช่วยให้การทำงานเชื่อมโลหะเป็นไปอย่างปลอดภัยสรุปการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันตัวจากความร้อน แสง และเศษวัสดุที่เกิดจากการเชื่อมการระบายอากาศ การทำงานเชื่อมจะก่อให้เกิดควันและสารพิษ ดังนั้นจึงต้องมีการระบายอากาศที่ดีเพื่อลดอันตรายต่อสุขภาพการป้องกันไฟไหม้ ควรเก็บวัสดุไวไฟให้ห่างจากบริเวณที่ทำงาน และมีอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมใช้งานการป้องกันการระเบิด ควรระมัดระวังในการทำงานกับแก๊ส เช่น ออกซิเจน และอะเซทิลีนการป้องกันแสง แสงจากการเชื่อมมีความเข้มสูง อาจทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา ดังนั้นจึงต้องสวมหน้ากากป้องกันแสงการควบคุมพื้นที่ทำงาน กำหนดพื้นที่ทำงานเชื่อมให้ชัดเจน และห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปการใช้สายดิน การต่อสายดินจะช่วยป้องกันไฟฟ้าช็อตการจัดสายไฟฟ้า การจัดสายไฟให้ห่างจากการบดทับจะป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรและไฟไหม้การปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย นายจ้างต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่ชัดเจน และควบคุมดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการเชื่อมโลหะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย และป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ การมีการฝึกอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานเชื่อมเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

เทคนิคงานเชื่อมแก๊ส-งานเชื่อมไฟฟ้า

การใช้งานเครื่องเชื่อมไฟฟ้าและเครื่องเชื่อมก๊าซ          การทำงานเกี่ยวกับเครื่องเชื่อมแต่ละชนิด ทั้งแบบไฟฟ้าและก๊าซ ล้วนมีวิธีการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนสิ่งสำคัญที่ต้องมีคือการปฏิบัติงานต้องตั้งอยู่บนความปลอดภัยขั้นตอนการทำงานเครื่องเชื่อมไฟฟ้า1.ต้องต่อสายดินที่โครงเครื่องที่เป็นโลหะเสมอ2.การใช้สายดิน หัวจับสายดิน สายเชื่อม หัวจับ ลวดเชื่อม ให้เป็นไปตามผู้ผลิตกำหนด3.สายไฟฟ้า สายดิน ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการเสียหายจากการบดทับ หรือเปียกน้ำ ชื้นแฉะ และสถานที่ทำงานต้องมีแสงสว่างและการระบายอากาศที่เหมาะสมขั้นตอนการทำงานเครื่องเชื่อมก๊าซ1.ติดตั้งมาตรวัดความดันที่ถูกต้องกับชนิดของก๊าซ2.ห้ามการใช้ที่จะเกิดการรั่วไหลของก๊าซ การหลุดหลวม การสึกหรอของอุปกรณ์ และต้องแก้ไขทันที3.จัดทำเครื่องหมายสีที่ท่อ หัวเชื่อม หัวตัด ให้เป็นแบบและชนิดเดียวกันสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับความปลอดภัย1.ก่อนจะทำการเชื่อม ต้องตระเตรียมเครื่องมือดับเพลิงไว้เสมอ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น2.พื้นที่ปฏิบัติงานต้องไม่มีวัสดุที่ติดไฟง่าย3.ควรจำกัดพื้นที่เฉพาะ มีฉากกั้นพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันคนนอกเข้ามา4.สถานที่ปฏิบัติงานต้องอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศได้ดีขอขอบคุณข้อมูลจากคู่มือการฝึกอบรม หลักสูตรคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ประกาศกระทรวง


ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๘

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๘

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๘โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๕ ลงวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๘"ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปข้อ ๓ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากสิ่งแวดล้อม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๕ ลงวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ข้อ ๔ กำหนดให้โรคหรืออาการสำคัญดังต่อไปนี้เป็นโรคจากสิ่งแวดล้อม(๑) โรคหรืออาการที่เกิดจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากมลพิษที่มีตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๑.๑) กรณีบุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารจะมีภาวะซีด สมาธิสั้น พัฒนาการช้า ปวดท้องรุนแรงเป็นพัก ๆ ซึม ชัก หรือหมดสติ(๑.๒) กรณีหญิงตั้งครรภ์ จะมีภาวะซีด ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ หรือภาวะคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อย(๒) โรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากมลพิษที่มีฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอนเกินกว่ามาตรฐานตามที่กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือกฎหมายว่าด้วยโรงงานกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกันโดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๒.๑) หอบเหนื่อยมากขึ้นกว่าปกติ ไอมากขึ้นกว่าปกติ มีปริมาณเสมหะมากขึ้นกว่าปกติเสมหะเปลี่ยนสี อันอาจเป็นอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีการกำเริบเฉียบพลัน (Chronic obstructive pulmonary disease with (acute) exacerbation)(๒.๒) ไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หอบเหนื่อย อันอาจเป็นอาการของโรคหืดเฉียบพลัน(Acute asthma) ทั้งนี้ อาการดังกล่าวอาจหายได้เองหรืออาจหายได้เมื่อได้รับยาขยายหลอดลม(๒.๓) เจ็บเค้นที่บริเวณอกอย่างรุนแรงเฉียบพลันหรือขณะพักเป็นระยะเวลานานกว่ายี่สิบนาที ซึ่งอาจเพิ่งมีอาการดังกล่าวหรือมีอาการรุนแรงขึ้น ใจสั่น เหงื่อออก เหนื่อยมากขึ้นกว่าปกติขณะออกแรง วิงเวียนหน้ามืด อาจถึงขั้นหมดสติ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต อันอาจเป็นอาการของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute ischemic heart diseases) หรือโรคภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นหลังจากพบภาวะหัวใจขาดเลือด (Subsequent ST elevation (STEMI) and non-STelevation (NSTEMI) myocardial infarction)(๒.๔) ตาแดง แสบตา เคืองตา น้ำตาไหลมาก คันตา มีสารคัดหลั่งออกจากตาหรือมีขี้ตา (Ocular discharge) อันอาจเป็นอาการของโรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) หรือแสบตา เคืองตาน้ำตาไหล คันตา ตาแห้ง ตาสู้แสงไม่ได้ ตามัวลง มีสารคัดหลั่งออกจากดวงตาหรือมีขี้ตา ตาแดง มีแผลถลอกที่กระจกตาหรือเยื่อบุตา อันอาจเป็นอาการของโรคกระจกตาอักเสบ (Keratoconjunctivitis) หรือแสบตา เคืองตา น้ำตาไหล อันอาจเป็นอาการของโรคตาแห้ง (Dry eye disease)(๒.๕) ผิวหนังมีผื่นแดง คัน ตุ่มแดง ตุ่มน้ำ หรือมีขุยร่วมด้วย อันอาจเป็นอาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือผิวหนังมีผื่นบวมนูนแดง (Wheal and flare) อันอาจเป็นอาการของโรคผื่นลมพิษ (Urticaria)(๓) โรคหรืออาการที่เกิดจากรังสีแตกตัวหรือจากรังสีชนิดก่อไอออน หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากมลพิษที่ได้รับหรือสัมผัสรังสีแตกตัวหรือรังสีชนิดก่อไอออน ทั้งนี้ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๓.๑) กรณีที่มีอาการผิดปกติเฉียบพลันจากรังสี (Acute Radiation Syndrome; ARS)มี ๓ กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มอาการทางระบบโลหิต (Hematopoietic type) จะมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง มีไข้ เลือดออกง่ายและหยุดยาก หรือกลุ่มอาการระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal type)จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด หรือกลุ่มอาการระบบประสาทส่วนกลาง (Neurovascular type) จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ภาวะรู้คิดบกพร่องระดับความรู้สึกตัวลดลง และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๓.๒) กรณีที่มีอาการบาดเจ็บเฉพาะที่จากรังสี (Local Radiation Injury; LRI)จะมีอาการผมร่วง อาการบาดเจ็บทางผิวหนัง (Cutaneous Radiation Injury; CRI) อาการผื่นแดง มีตุ่มน้ำ หรือบาดแผลตามผิวหนังหรือผิวหนังไหม้บริเวณที่สัมผัสกับรังสี และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๓.๓) กรณีที่มีอาการที่เกิดในระยะยาว (Late effect) โดยจะเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ขึ้นกับปริมาณรังสีที่ได้รับ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเนื้องอกในสมอง เป็นต้น กรณีหญิงตั้งครรภ์เป็นผู้สัมผัส อาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือระบบสืบพันธุ์ แท้ง และทารกในครรภ์อาจมีความผิดปกติทางร่างกายหรือทางพันธุกรรมประกาศ ณ วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘พัฒนา พร้อมพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขวัตถุประสงค์ของประกาศประกาศฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ปรับปรุงและแทนที่ประกาศเดิม (พ.ศ. ๒๕๖๓ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๕) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากสิ่งแวดล้อม ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๒วันที่มีผลบังคับใช้มีผลตั้งแต่ วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและ ยกเลิกประกาศฉบับเดิมทั้งหมดโรคหรืออาการสำคัญที่จัดเป็นโรคจากสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนดให้มี 3 กลุ่มหลัก ดังนี้1. โรคจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่วสาเหตุ การได้รับสารตะกั่วจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมอาการสำคัญเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี: อ่อนเพลีย ซีด เบื่ออาหาร พัฒนาการช้า ปวดท้องเป็นพัก ๆ สมาธิสั้น หรืออาจถึงขั้นชัก หมดสติหญิงตั้งครรภ์: ภาวะซีด ความดันสูงขณะตั้งครรภ์ คลอดก่อนกำหนด หรือทารกน้ำหนักน้อย2. โรคจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)สาเหตุ: การได้รับฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือโรงงานอาการสำคัญ(2.1) หอบ เหนื่อย ไอ มีเสมหะมากขึ้น → โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) กำเริบเฉียบพลัน(2.2) ไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด → โรคหืดเฉียบพลัน(2.3) เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน เหงื่อออก ใจสั่น → โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI/NSTEMI)(2.4) แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล → โรคเยื่อบุตาอักเสบ / กระจกตาอักเสบ / ตาแห้ง(2.5) ผื่นแดง คัน มีตุ่มน้ำ → โรคผื่นผิวหนังอักเสบ / ลมพิษ3. โรคจากรังสีแตกตัวหรือรังสีชนิดก่อไอออนสาเหตุ: การได้รับหรือสัมผัสรังสีชนิดก่อไอออน (เช่น รังสีเอกซ์, รังสีแกมมา)อาการสำคัญ(3.1) กลุ่มอาการเฉียบพลัน (ARS): มีไข้ เลือดออกง่าย ปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือหมดสติ(3.2) อาการบาดเจ็บเฉพาะที่ (LRI): ผมร่วง ผิวหนังไหม้ มีตุ่มน้ำ หรือบาดแผลรุนแรง(3.3) ผลกระทบระยะยาว: เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเม็ดเลือดขาว เนื้องอกในสมอง ฯลฯหญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสรังสี อาจทำให้แท้ง หรือทารกพิการทางพันธุกรรมสรุปสาระสำคัญโดยรวมประกาศฉบับนี้เป็นการรวมและปรับปรุงโรคจากสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสถานการณ์มลพิษในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ตะกั่ว ฝุ่น PM2.5 และรังสี ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถ เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และดำเนินการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๘

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ.๒๕๖๘

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๘โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๘"ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปข้อ ๓ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ข้อ ๔ กำหนดให้โรคหรืออาการสำคัญดังต่อไปนี้เป็นโรคจากการประกอบอาชีพ(๑) โรคหรืออาการที่เกิดจากตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติ ที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพที่สัมผัสตะกั่วหรือสารประกอบของตะกั่ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๑.๑) ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องผูก มีภาวะซีด มีอาการความผิดปกติของหลอดไตฝอย ความคิดสับสน ชัก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๑.๒) กรณีที่มีอาการผิดปกติเรื้อรัง จะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดข้อ หรือปวดกล้ามเนื้อมีภาวะซีด มีอาการชาข้อมือ ข้อเท้าตก(๒) โรคหรืออาการที่เกิดจากฝุ่นซิลิกา หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจาก หรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพที่สัมผัสฝุ่นซิลิกา ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๒.๑) เหนื่อยง่าย ไอ อาจมีความผิดปกติของภาพรังสีทรวงอก ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีภาวะหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต อันอาจเป็นอาการของโรคซิลิโคสิส (Silicosis)สำหรับโรคซิลิโคสิสเฉียบพลัน จะมีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ เหนื่อยง่าย ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีภาวะหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๒.๒) ไอเรื้อรัง บางครั้งอาจไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก น้ำหนักลดอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรืออาการอื่นใดที่เข้าได้กับโรคมะเร็งปอด (Lung cancer) หรือมีอาการอื่นใดที่เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ อันอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งปอด (Lung cancer)(๓) โรคหรืออาการที่เกิดจากภาวะอับอากาศ หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพอยู่ในที่อับอากาศตามที่กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยจะมีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย แน่นหน้าอกปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน สับสน ชักหมดสติ หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตอันอาจเป็นอาการของโรคจากการขาดออกซิเจนหรือได้รับแก๊สพิษ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น(๔) โรคหรืออาการที่เกิดจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) หรือโรคมะเร็งที่เกิดจากแอสเบสตอส(แร่ใยหิน) หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพที่สัมผัสแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๔.๑) เหนื่อยง่าย ไอ เจ็บหน้าอก ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการเหนื่อยมากขึ้นกว่าปกติทำให้มีภาวะหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต อันอาจเป็นอาการของโรคแอสเบสโตสิส (Asbestosis)(๔.๒) เหนื่อยง่าย อันอาจเป็นอาการของภาวะเยื่อหุ้มปอดหนากระจาย (Diffusepleural thickening) หรือภาวะปิ้นเยื่อหุ้มปอด (Pleural plague)(๔.๓) เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ไข้ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรืออาการอื่นใดที่อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด รวมถึงอาการอื่นใดที่เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ อันอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด (Malignant pleural mesothelioma)(๔.๔) ไอเรื้อรัง บางครั้งอาจไอเป็นเลือด เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก น้ำหนักลดอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรืออาการอื่นใดที่เข้าได้กับโรคมะเร็งปอด (Lung cancer) หรือมีอาการอื่นใดที่เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ อันอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งปอด(Lung cancer)(๕) โรคหรืออาการที่เกิดจากพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพที่สัมผัสสารกำจัดศัตรูพืช ทั้งนี้ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน โดยมีการแบ่งประเภทสารกำจัดศัตรูพืชและมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๕.๑) สารกำจัดแมลง กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตหรือคาร์บาเมต จะมีอาการหายใจหอบเหนื่อยหลอดลมหดเกร็ง ไอมีเสมหะมาก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว เหงื่อออกมากน้ำลายไหลมาก น้ำตาไหลออกมาก หัวใจเต้นช้าหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ รูม่านตาหด ตามัว ปัสสาวะราดกล้ามเนื้อสั่นพลิ้ว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก สับสน ซึม และหมดสติ บางรายอาจมีอาการทางจิตเวชได้แก่ ซึมเศร้า สูญเสียความจำ กรณีรุนแรงอาจมีอาการของภาวะน้ำท่วมปอด ภาวะหายใจล้มเหลว จากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจอ่อนแรง มีอาการตัวเขียว หยุดหายใจตามมา และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๕.๒) สารกำจัดวัชพืช(๕.๒.๑) สารพาราควอต หากสัมผัสทางผิวหนังและดวงตา จะมีอาการระคายเคืองตา แสบตา ตาอักเสบ เกิดแผลที่กระจกตา ผิวหนังเป็นผื่นแดง แสบผิวหนัง เป็นตุ่มน้ำ ผิวหนัง และเล็บเปลี่ยนสี หากหายใจเอาสารนี้เข้าไป จะมีอาการแสบคอ แสบจมูก ไอ แน่นหน้าอก วิงเวียน ปวดศีรษะ ไข้ ซึม ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีปัสสาวะออกน้อยลงจากภาวะไตวายเฉียบพลัน มีอาการของภาวะตับอักเสบ มีอาการของปอดอักเสบหรือแผลเป็นในปอด มีอาการของภาวะน้ำท่วมปอด เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก หายใจเร็ว มีภาวะตัวเขียว ภาวะหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๕.๒.๒) สารไกลโฟเสท หากสัมผัสทางผิวหนังและดวงตา จะมีอาการระคายเคืองตา แสบตา ผิวหนังเป็นผื่นแดง แสบผิวหนัง อาจเกิดผิวหนังไหม้ (Chemical burn) โดยระยะแรกจะมีอาการบวม เป็นตุ่มน้ำและแตกเป็นแผลได้ หากหายใจเอาสารนี้เข้าไป จะมีอาการแสบคอ แสบจมูก ไอ แน่นหน้าอก ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตตก มีอาการของภาวะตับอักเสบ มีปัสสาวะออกน้อยลงจากภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือมีอาการของภาวะน้ำท่วมปอด หรือมีอาการของปอดอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลวชัก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๕.๓) สารกำจัดเชือรา(๕.๓.๑) สารเอทธิลีนบิสไดไทโอคาร์บาเมต หากสัมผัสทางผิวหนัง จะมีอาการระคายเคืองบริเวณที่สัมผัส เกิดผิวหนังอักเสบ มีอาการระคายเคืองตาทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบหากหายใจเอาสารนี้เข้าไป จะมีอาการระคายเคืองหรือการอักเสบของจมูก คอ และหลอดลม นอกจากนี้ อาจมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนแรง เกิดอาการชัก และหมดสติได้(๕.๓.๒) กลุ่มเบนซิมิดาโซล หากสัมผัสทางผิวหนัง จะมีอาการระคายเคือง บริเวณที่สัมผัส เกิดผิวหนังอักเสบ มีอาการระคายเคืองตา หากหายใจเอาสารนี้เข้าไป จะมีอาการระคายเคืองจมูก ระคายเคืองคอ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ เซื่องซึม หรืออาจมีเอนไซม์ตับผิดปกติ(๖) โรคหรืออาการที่เกิดจากรังสีแตกตัวหรือจากรังสีชนิดก่อไอออน หมายถึง โรคหรืออาการผิดปกติ ที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานหรือการประกอบอาชีพที่ได้รับหรือสัมผัสรังสีแตกตัวหรือรังสีชนิดก่อไอออน ทั้งนี้ ต้องไม่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นใดที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกันโดยมีอาการสำคัญ ดังต่อไปนี้(๖.๑) กรณีที่มีอาการผิดปกติเฉียบพลันจากรังสี (Acute Radiation Syndrome; ARS)มี ๓ กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มอาการทางระบบโลหิต (Hematopoietic type) จะมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง มีไข้ เลือดออกง่ายและหยุดยาก หรือกลุ่มอาการระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal type)จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด หรือกลุ่มอาการระบบประสาทส่วนกลาง (Neurovascular type) จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ภาวะรู้คิดบกพร่องระดับความรู้สึกตัวลดลง และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๖.๒) กรณีที่มีอาการบาดเจ็บเฉพาะที่จากรังสี (Local Radiation Injury; LRI) จะมีอาการผมร่วง อาการบาดเจ็บทางผิวหนัง (Cutaneous Radiation Injury; CRI) อาการผื่นแดงมีตุ่มน้ำ หรือบาดแผลตามผิวหนังหรือผิวหนังไหม้บริเวณที่สัมผัสกับรังสี และอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๖.๓) กรณีที่มีอาการที่เกิดในระยะยาว (Late effect) โดยจะเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ขึ้นกับปริมาณรังสีที่ได้รับ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเนื้องอกในสมอง กรณีหญิงตั้งครรภ์เป็นผู้สัมผัส อาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือระบบสืบพันธุ์แท้ง และทารกในครรภ์อาจมีความผิดปกติทางร่างกายหรือพันธุกรรมสรุปข้อ ๖ โรคจากรังสี (Ionizing Radiation)ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๘โรคจากรังสีชนิดก่อไอออน (Ionizing Radiation) เป็นโรคที่เกิดจากการได้รับรังสีในระดับที่เป็นอันตราย โดยไม่เกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะอื่นที่มีอาการคล้ายกันลักษณะอาการสำคัญ แบ่งเป็น ๓ กลุ่มหลัก(๖.๑) อาการเฉียบพลันจากรังสี (Acute Radiation Syndrome; ARS)เกิดขึ้นทันทีหลังได้รับรังสีในปริมาณสูง มี 3 กลุ่มอาการย่อย:ระบบโลหิต (Hematopoietic type): อ่อนเพลีย ไม่มีแรง มีไข้ เลือดออกง่ายและหยุดยากระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal type): คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือดระบบประสาทส่วนกลาง (Neurovascular type): คลื่นไส้ อาเจียน สับสน ระดับสติลดลง อาจถึงขั้นเสียชีวิต(๖.๒) อาการบาดเจ็บเฉพาะที่จากรังสี (Local Radiation Injury; LRI)มีอาการผมร่วงผิวหนังไหม้ มีผื่นแดง ตุ่มน้ำ หรือบาดแผลในบริเวณที่ได้รับรังสีในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต(๖.๓) อาการในระยะยาว (Late effect)ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นแม้ได้รับรังสีในปริมาณไม่มากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เนื้องอกในสมองหากผู้สัมผัสเป็นหญิงตั้งครรภ์ อาจเกิด ความผิดปกติทางพันธุกรรม ระบบสืบพันธุ์ การแท้ง หรือทารกพิการสรุปใจความสำคัญประกาศกำหนดชัดเจนว่า “โรคจากรังสีชนิดก่อไอออน” ถือเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ โดยพิจารณาจากลักษณะอาการ 3 กลุ่มหลัก คืออาการเฉียบพลันอาการเฉพาะที่อาการระยะยาว ซึ่งทุกกรณีต้องมีประวัติการสัมผัสรังสีในระดับที่มีผลต่อร่างกาย ไม่ใช่จากสาเหตุหรือโรคอื่นที่คล้ายกันประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อหรืออาการสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๘.pdf

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อม

ประกาศฉบับนี้มีความสำคัญต่อสถานประกอบการทุกแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ต้องมีการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (OHS)ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ สาระสำคัญของประกาศ การประเมินอันตราย ก่อนอื่น สถานประกอบการต้องทำการประเมินอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสารเคมี อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง การศึกษาผลกระทบ หลังจากการประเมินอันตรายแล้ว ต้องทำการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากอันตรายเหล่านั้นต่อสุขภาพของลูกจ้าง เช่น โรคจากการทำงาน อุบัติเหตุ เป็นต้น แผนควบคุมดูแล จากผลการประเมินและการศึกษาผลกระทบ จะต้องจัดทำแผนควบคุมดูแล เพื่อลดหรือกำจัดอันตรายที่พบ โดยอาจเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงาน จัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือจัดฝึกอบรมให้กับลูกจ้าง กำหนดเวลา ประกาศฉบับนี้กำหนดให้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามประเภทและขนาดของกิจการ เหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญกับประกาศนี้ ป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน การปฏิบัติตามประกาศนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจะช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจให้กับลูกจ้าง ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ อาจทำให้สถานประกอบการต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย สิ่งที่สถานประกอบการควรทำ ศึกษาประกาศ อ่านและทำความเข้าใจประกาศฉบับนี้อย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประเมินสถานการณ์ ประเมินสถานที่ทำงานของตนเอง เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย จัดทำเอกสาร จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการประเมินอันตราย แผนควบคุมดูแล เป็นต้น ฝึกอบรมพนักงาน จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ติดตามและประเมินผล ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าแผนควบคุมดูแลที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย.pdf

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสาร และลิฟต์โดยสารที่ใช้สำหรับการขนของ เล่ม 34 การวัดคุณภาพการโดยสารของลิฟต์ พ.ศ. 2567

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสาร

ประกาศฉบับนี้เป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับลิฟต์ทุกชนิดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "คุณภาพการโดยสาร" ที่ผู้ใช้ลิฟต์จะได้สัมผัส เช่น ความนุ่มนวลในการเคลื่อนที่ เสียงรบกวน ความเร็วในการตอบสนอง และความสะดวกสบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานลิฟต์ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสาร และลิฟต์โดยสารที่ใช้สำหรับการขนของ เล่ม 34 การวัดคุณภาพการโดยสารของลิฟต์ พ.ศ. 2567ประกาศฉบับนี้มีใจความสำคัญ คือ กำหนดให้มีการวัดคุณภาพการโดยสารของลิฟต์ทุกชนิดตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้ลิฟต์ที่ใช้งานในประเทศไทยมีคุณภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น         โดยที่เป็นการสมควรกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้สำหรับการขนของ เล่ม ๓๔ การวัดคุณภาพการโดยสารของลิฟต์         อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงออกประกาศตามข้อเสนอของคณะกรรมการ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไว้ ดังนี้         ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้สำหรับการขนของ เล่ม ๓๔ การวัดคุณภาพการโดยสารของลิฟต์ พ.ศ. ๒๕๖๗"         ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้มีผลนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป         ข้อ ๓ ให้กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้สำหรับการขนของ เล่ม ๓๔ การวัดคุณภาพการโดยสารของลิฟต์ มาตรฐานเลขที่ มอก. 3771 เล่ม 34 - 2567 ไว้ดังมีรายละเอียดท้ายประกาศนี้เหตุผลที่ต้องมีประกาศฉบับนี้เพื่อความปลอดภัย การกำหนดมาตรฐานจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าลิฟต์ทุกตัวมีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิต การมีลิฟต์ที่มีคุณภาพดีจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ โดยเฉพาะในอาคารสูง อาคารสำนักงาน และสถานที่สาธารณะเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การมีมาตรฐานที่ชัดเจนจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ลิฟต์ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้สิ่งที่ประกาศฉบับนี้กำหนดการวัดคุณภาพการโดยสาร จะมีการกำหนดวิธีการวัดและเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพการโดยสารของลิฟต์ เช่น ความนุ่มนวลในการเคลื่อนที่ เสียงรบกวน ความเร็วในการตอบสนอง เป็นต้นมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติตาม ผู้ผลิตและผู้ติดตั้งลิฟต์จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้การบังคับใช้ ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปผลกระทบจากประกาศฉบับนี้ผู้ผลิตและผู้ติดตั้งลิฟต์ จะต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตและติดตั้งให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ผู้ใช้ลิฟต์ จะได้รับประโยชน์จากการมีลิฟต์ที่มีคุณภาพดีขึ้น ทำให้การเดินทางสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นสรุปประกาศฉบับนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานลิฟต์ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง และผู้ใช้ลิฟต์ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลิฟต์โดยสาร.pdfแสดงร่างคำตอบ

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ เพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๗

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๗          โดยเป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ เพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน พ.ศ. ๒๕๖๕ อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๖ ตรี แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๕)ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ เพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๗"          ข้อ ๒ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๑๒ แห่งประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน พ.ศ. ๒๕๖๕ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน "ข้อ ๑๒ โรงงานตามข้อ ๔ (๑) (๒) และข้อ ๑๑ (๓) ต้องตรวจวัดมลพิษในรายการที่ไม่ใช้บังคับหรือในรายการที่ไม่ต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ แล้วแต่กรณีและรายงานค่าการตรวจวัดดังกล่าวต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผ่าน  ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษระยะไกล (Pollution Online Monitoring System : POMS) ทุก ๆ สามเดือน"          ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๑๖ วรรคสาม แห่งประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน พ.ศ. ๒๕๖๕ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน"การกำหนดระยะเวลาการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามวรรคสองต้องกำหนดมิให้เกินกว่า วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ยกเว้น หน่วยการผลิตและขนาดในลำดับที่ ๖ ตามบัญชีแนบบท้ายประกาศนี้ ต้องกำหนดระยะเวลาการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามวรรคสองมีให้เกินกว่าวันที่ ๓๑ ธันวาคมพ.ศ. ๒๕๗๐"          ข้อ ๔ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไปประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม.pdf

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมโฟล์คลิฟท์

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง รถฟอร์คลิฟ (Forklift)ที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๕สาระสำคัญตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง รถฟอร์คลิฟ (Forklift) ที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้รถฟอร์คลิฟ (Forklift) ที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง ที่นำมาใช้ในโรงงานต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยดังต่อไปนี้ ๑. ถังก๊าซที่ใช้กับรถฟอร์คลิฟต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวสำหรับรถฟอร์คลิฟ กรณีที่ยังมิได้มีการกำหนดมาตรฐานดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว มอก. ๒๗ ๒. ถังก๊าซต้องติดตั้งอุปกรณ์อย่างน้อยต่อไปนี้๒.๑ ลิ้นบรรจุ ( Filler Valve )๒.๒ ลิ้นจ่าย ( Discharge Valve ) พร้อมลิ้นควบคุมการไหล (Excess Flow Valve)๒.๓ เครื่องวัดปริมาณก๊าซ ( Content Gauge )๒.๔ ลิ้นนิรภัย ( Safety Valve ) โดยต้องติดตั้งให้อยู่ในตำแหน่งที่จะระบายก๊าซในสภาพของไอลิ้นและอุปกรณ์ต่างๆข้างต้นบางรายการอาจรวมเข้าเป็นชุดเดียวกันได้ ยกเว้นลิ้นบรรจุและลิ้นจ่าย  ๓. ลิ้นบรรจุ ลิ้นจ่าย ลิ้นนิรภัยและข้อต่อสำหรับประกอบลิ้นและอุปกรณ์ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน มอก. ๓๗๐ ๔. ต้องทำเครื่องหมายที่ถังก๊าซแสดงตำแหน่งในการติดตั้งถังก๊าซ เพื่อให้ลิ้นนิรภัยอยู่ในตำแหน่งที่จะระบายก๊าซออกมาในสภาพของไอ  ๕. การซ่อมสร้าง การซ่อมบำรุง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งหรือการตรวจสอบถังก๊าซต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การใช้และการซ่อมบำรุงถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว มอก. ๑๕๑การติดตั้ง๖. การติดตั้งถังก๊าซให้ใช้สายรัดถังหรือขาถัง โดยต้องติดตั้งอย่างมั่นคง แข็งแรงเหมาะสมและสะดวกในการเปลี่ยนถังก๊าซ ๗. การติดตั้งอุปกรณ์และส่วนควบของระบบก๊าซต้องได้รับการตรวจทดสอบรับรองอย่างน้อยปีละครั้ง โดยวิศวกรผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือผู้ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นชอบความรู้เพิ่มเติม๑. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas)หมายความว่า ก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลวดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างผสมกันเป็นส่วนใหญ่โพรเพน ( propane )โพรพิลีน ( propene )บิวเทน ( butane )บิวทีน ( butene ) ๒. ถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว หมายถึง ภาชนะสำหรับบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว ๓. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวเลขที่ มอก. ๒๗ ปัจจุบันใช้ เลขที่ มอก. ๒๗ – ๒๕๔๓ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๕มีสาระสำคัญในเรื่องการแสดงเครื่องหมายที่ตัวถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวให้ปรากฏชื่อผู้ค้าถังก๊าซที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้แสดงข้อความบนถังก๊าซเป็นภาษาไทย โดยมีภาษาอื่นด้วยหรือไม่ก็ได้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ไม่ครอบคลุมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ถังตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้มี ๒ แบบ คือ   ๓.๑ ถัง ๒ ส่วน ซึ่งประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนก้น แต่ละส่วนทำด้วยเหล็กกล้าชิ้นเดียว เมื่อนำมาเชื่อมประกอบเข้าด้วยกันแล้วจะมีรอยเชื่อมตามแนวเส้นรอบวงได้ ๑ รอย และ  ๓.๒ ถัง ๓ ส่วน ซึ่งประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนกลางรูปทรงกระบอกและส่วนก้นโดยส่วนหัวและส่วนก้นแต่ละส่วนท าด้วยเหล็กกล้าชิ้นเดียวและส่วนกลางเชื่อมประกอบกันเป็นถังจะมีรอยเชื่อมตามแนวเส้นรอบวงได้ ๒ รอย สำหรับส่วนกลางหากทำด้วยเหล็กแผ่นม้วนให้มีรอยเชื่อมได้ ๑ รอย เป็นเส้นตรงขนานไปกับแนวแกนของถัง มาตรฐาน๔. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวเลขที่ มอก. ๓๗๐ ปัจจุบันใช้ เลขที่ มอก. ๓๗๐ – ๒๕๕๒ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓มีสาระสำคัญในเรื่อง มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในถังตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้มี ๒ ประเภท คือ   ๔.๑ ถังประเภทรูปทรงแคปซูล ( cylindrical ) แบ่งเป็น ๒ แบบ คือ     ๔.๑.๑ ถัง ๒ ส่วน ซึ่งประกอบด้วยส่วนปลาย ๒ ส่วน แต่ละส่วนทำด้วยเหล็กกล้าชิ้นเดียว เมื่อน ามาเชื่อมประกอบเข้าด้วยกันแล้วจะมีรอยเชื่อมตามแนวเส้นรอบวงได้ ๑ รอย     ๔.๑.๒ ถัง ๓ ส่วน ซึ่งประกอบด้วยส่วนปลาย ๒ ส่วนและส่วนกลางรูปทรงกระบอก โดยส่วนปลายแต่ละส่วนท าด้วยเหล็กกล้าชิ้นเดียวและส่วนกลางเชื่อมประกอบกันเป็นถังจะมีรอยเชื่อมตามแนวเส้นรอบวงได้ ๒ รอย สำหรับส่วนกลางหากทำด้วยเหล็กแผ่นม้วนให้มีรอยเชื่อมได้ ๑ รอย เป็นเส้นตรงขนานไปกับแนวแกนของถัง   ๔.๒ ถังประเภทรูปทรงยางยนต์ ( toroidal ) แบ่งเป็น ๒ แบบ คือ     ๔.๒.๑ แบบข้อต่อสำหรับประกอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์อยู่ด้านใน     ๔.๒.๒ แบบข้อต่อสำหรับประกอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์อยู่ด้านนอก ๕. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวเลขที่ มอก. ๑๕๑ มีสาระสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับการใช้และการซ่อมบำรุงถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นมาตรฐานที่ไม่บังคับ จะเลือกปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ๖. ท่อจ่ายก๊าซ เป็นไปตามมาตรฐานสากล มี ๓ แบบคือ   ๖.๑ ท่อเหล็ก เป็นท่อชนิดไม่มีตะเข็บ   ๖.๒ ท่อทองแดง เป็นท่อชนิดที่ใช้กับก๊าซโดยเฉพาะ   ๖.๓ ท่อยาง เป็นท่อที่มีเส้นลวดถักอยู่ภายในท่อ ทนแรงดันได้เป็น ๒ เท่าของแรงดันที่ใช้งานและมีคุณสมบัติดังนี้     ๖.๓.๑ ทนต่อปฏิกิริยาเคมีของก๊าซ     ๖.๓.๒ มีอัตราการยืดตัวสูง เพื่อสะดวกในการต่อสวมกับหัวปรับ ๗. สายรัดหรือเหล็กรัดถังก๊าซ ต้องเป็นโลหะที่มีความแข็งแรง ไม่เป็นสนิม ๘. ห้ามนำถังก๊าซชนิดที่ใช้กับรถฟอร์คลิฟไปใช้แทนถังก๊าซรถยนต์ ๙. ถังก๊าซชนิดที่ใช้กับรถฟอร์คลิฟต้องตั้งบนพื้นราบและแข็ง ตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

รถยก-โฟล์คลิฟท์


อบรมโฟล์คลิฟท์ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 2568

อบรมโฟล์คลิฟท์ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 2568

อบรมโฟล์คลิฟท์ คือ การจัดอบรมเพื่อให้ความรู้ ทักษะ และความเข้าใจแก่พนักงานที่มีหน้าที่ในการขับขี่และควบคุมรถยก (Forklift) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการขนย้ายสินค้าในโรงงานหรือคลังสินค้า อบรมโฟล์คลิฟท์ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 2568หนึ่งในงานที่มีความเสี่ยงสูงในภาคอุตสาหกรรมคือ “การขับรถยก (Forklift)” ไม่ว่าจะเป็นในโกดังสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือศูนย์กระจายสินค้า เพราะเกี่ยวข้องกับการยกเคลื่อนย้ายของหนัก ความสูง และการเคลื่อนที่ในพื้นที่จำกัด เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงได้ออกประกาศใหม่ในปี 2568 ที่กำหนดมาตรฐานหลักสูตรการอบรมสำหรับผู้ขับรถยกอย่างชัดเจนบทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาคุณไปรู้จักกับประกาศฉบับนี้แบบละเอียด เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในที่เดียวประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568 ได้กำหนด ประเภทของรถยกที่ต้องอบรม ไว้อย่างชัดเจนทั้งหมด 10 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน จึงต้องอบรมให้ตรงกับประเภทของรถที่ใช้จริง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ดูประเภทรถยก ที่นี่ข้อ ๔ การจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎี ต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีจำนวนห้องละไม่เกินหกสิบคนต่อวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคน การฝึกอบรมและทดสอบภาคปฏิบัติต้องจัดให้มีวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคนต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกินสิบห้าคนต่อรถยกหนึ่งคัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการยกเคลื่อนย้ายอย่างน้อยหนึ่งชุด โดยต้องให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติและทดสอบภาคปฏิบัติกับอุปกรณ์ในการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของอย่างถูกต้องปลอดภัย ตามสถานที่และเส้นทางที่กำหนด โดยรถยกตามประเภทที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง กรณีจัดฝึกอบรม ณ สถานที่อื่น ซึ่งมิใช่สถานที่ทำงานของลูกจ้างหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องดำเนินการจัดให้มีรถยกที่ใช้ในการฝึกอบรมเป็นประเภทเดียวกันกับที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมใช้ในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ หัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรมต้องครบถ้วนและสอดคล้องตามที่กำหนดในข้อ ๕ และข้อ ๖ แล้วแต่กรณีอบรมโฟล์คลิฟท์ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 2568 - รายละเอียดหลักสูตรอบรมใหม่สรุปข้อ 4 การจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติภาคทฤษฎีผู้เข้ารับการอบรมต้องไม่เกิน 60 คนต่อวิทยากร 1 คนเพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ และผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับวิทยากรได้อย่างทั่วถึงภาคปฏิบัติต้องฝึกอบรมโดยมี ผู้เข้ารับการอบรมไม่เกิน 15 คนต่อวิทยากร 1 คน ต่อรถ 1 คันรถที่ใช้ฝึกและทดสอบต้องเป็นรถที่ใช้งานจริง มีอุปกรณ์ครบถ้วนสถานที่ฝึกต้องมีพื้นที่เหมาะสม และมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยห้ามให้ผู้ฝึกอบรมฝึกหลายประเภทของรถพร้อมกัน ต้องแยกตามประเภทที่ได้รับมอบหมายจริงสถานที่ฝึกต้องมีลักษณะอย่างไร?ต้องมี “รถยก” หรือ “อุปกรณ์” ตามประเภทที่ใช้งานจริงมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ขับขี่จริง ทางลาดชัน โกดังจำลอง ฯลฯผู้ฝึกต้องได้ขับรถจริงตามสถานการณ์ เพื่อให้มีทักษะที่ใช้ได้ในงานจริงเงื่อนไขสำคัญต้องจัดให้ครบทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ตามระยะเวลาขั้นต่ำตามข้อ 5 และข้อ 6ไม่สามารถจัดแบบทฤษฎีล้วน หรืออบรมออนไลน์อย่างเดียวได้วิทยากรต้องสามารถดูแลและควบคุมความปลอดภัยได้ตลอดเวลาในการฝึกจริงตัวอย่างอบรมโฟล์คลิฟท์ตามข้อ 5 (อบรมใหม่ครบหลักสูตร) ตัวอย่างอบรมโฟล์คลิฟท์ตามข้อ 5 (อบรมใหม่ครบหลักสูตร)ตัวอย่าง: นายเชฟตี้ ได้รับมอบหมายให้ขับรถยกประเภทที่ 1 คือ Warehouse Forklift จึงต้องเข้ารับการอบรม ครบ 12 ชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนดอบรมโฟล์คลิฟท์ตามประกาศ - ข้อ 6 กรณีขับรถต่างประเภทอบรมโฟล์คลิฟท์ตามประกาศ-ข้อ6ตัวอย่าง : หากพนักงานเคยขับรถยกประเภทหนึ่งอยู่ก่อน และได้รับมอบหมายให้ขับรถยกอีกประเภท จะต้องเข้าอบรมเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับประเภทใหม่ ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงตัวอย่างตามข้อ 6 ของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568อบรมโฟล์คลิฟท์ตามประกาศ-ข้อ6(ตัวอย่าง)นายเชฟตี้ เดิมเคยมีหน้าที่ขับ รถยกประเภท 2 (Side Loader) ต่อมาถูกมอบหมายให้ขับเพิ่มอีก 2 ประเภท ได้แก่ประเภท 3 Counterbalance Forkliftประเภท 9 Reach Truckดังนั้น เขาจำเป็นต้องเข้าอบรม เพิ่มประเภทละ 6 ชั่วโมง ตามข้อกำหนดใน ข้อ 6 ของประกาศรายละเอียดสำคัญของการอบรมโฟล์คลิฟท์ กรณีอบรมใหม่รายละเอียดสำคัญของการอบรมโฟล์คลิฟท์กรณีที่ 1: ไม่ต้องอบรมเพิ่มเติมผู้ที่ไม่ต้องเข้าอบรมเพิ่มเติม ต้องมีเงื่อนไขครบทั้ง 2 ข้อมีเอกสารหรือวุฒิบัตรรับรอง การอบรมจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ผ่านการอบรมมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงกรณีนี้สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องเข้าอบรมซ้ำใหม่กรณีที่ 2: ต้องอบรมเพิ่มเติม 6 ชั่วโมงสำหรับผู้ที่เคยผ่านการอบรมแล้ว แต่ อบรมมาน้อยกว่า 12 ชั่วโมง เช่น เคยเรียนมาแค่ 6 ชั่วโมง (อาจเป็นภาคทฤษฎีอย่างเดียว หรือไม่ได้ฝึกปฏิบัติจริง)ต้องเข้าอบรมเพิ่มอีก 6 ชั่วโมง โดยให้เน้นตามเนื้อหาที่กำหนดไว้ในข้อ 5 (1)ตัวอย่างกรณีอบรมไม่ครบ 12 ชั่วโมง (ตามข้อ 9)ตัวอย่างกรณีอบรมไม่ครบ 12 ชั่วโมง (ตามข้อ 9)ตัวอย่าง :นายเชฟตี้ เคยอบรมการขับรถยกประเภท Warehouse forklift มาแล้ว 6 ชั่วโมง แต่ตามประกาศปี 2568 ระบุว่า ต้องอบรมให้ครบ 12 ชั่วโมง สำหรับผู้ขับรถประเภท Warehouse forklift นี้แนวทางปฏิบัติ ต้องอบรมเพิ่มเติมอีก 6 ชั่วโมง ให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ข้อ 5ทำไมต้องอบรมเพิ่ม?เนื่องจากข้อ 5 ของประกาศกำหนดว่า.. "หลักสูตรต้องมีเนื้อหาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง" โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎี ปฏิบัติ และการทดสอบ ดังนั้น ผู้ที่เคยอบรมมาแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ครบเวลา หรือไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด จึงต้องเข้าอบรม “ส่วนที่ขาด” เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานใหม่ของปี 2568สรุปการอบรมโฟล์คลิฟท์ตามประกาศปี 2568 เป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ความถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้แรงงานอย่างมืออาชีพ ท่านใดที่ต้องการเข้ารับการอบรมรถยกกับเซฟตี้อินไทย ตอนนี้สามารถฝึกอบรมได้ในรูปแบบอินเฮ้าส์นะคะ สนใจอบรมโทร 033-166121 หรือฝากข้อมูลให้ เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับที่นี่

รถยก2568

สรุปประเด็น หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้าง ซึ่งจะทำหน้าที่ผู้ขับรถยก ตามกรมสวัสดิการ

          กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่ทำหน้าที่ขับรถยกผ่านการฝึกอบรม เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการขับขี่รถยกอย่างปลอดภัยและปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ก่อนที่เราจะไปสรุปประเด็นหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ขับรถยก เซฟตี้อินไทย ขอพาทุกท่านไปอ่าน กฎหมายฉบับเต็ม กันก่อนนะครับ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก          โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้รถยกแต่ละประเภท ความปลอดภัยในการขับรถยก การตรวจสอบและบำรุงรักษารถยก โดยวิทยากรซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับรถยก ตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด             อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๐ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้             ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป             ข้อ ๒ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกที่ใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรตามประเภทของรถยก          ๑) รถยกประเภท warehouse forklift          ๒) รถยกประเภท side loader          ๓) รถยกประเภท counterbalance forklift          ๔) รถยกประเภท telehandler          ๕) รถยกประเภท industrial forklift          ๖) รถยกประเภท rough terrain forklift          ๗) รถยกประเภท walkie stacker          ๘) รถยกประเภท order picker          ๙) รถยกประเภท reach truck          ๑๐) รถยกประเภท reach stacker          ๑๑) รถยกประเภทอื่น ๆ          กรณีนายจ้างไม่สามารถจัดให้มีการฝึกอบรมในหลักสูตรตามวรรคหนึ่งได้ ให้นิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ เป็นผู้ดำเนินการ          กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกหรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับรถยกประเภทที่ต้องใช้แรงคนในการเคลื่อนย้ายขณะที่ยกสิ่งของ หรือรถยกประเภทที่ไม่มีต้นกำลังในการขับเคลื่อนหรือรถยกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ต้องให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมตามข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยรวมทั้งตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนด          ข้อ ๓ การจัดฝึกอบรมตามหลักสูตรในข้อ ๒ วรรคหนึ่ง นายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ ต้องดำเนินการ ดังนี้          (๑) กรณีนายจ้างเป็นผู้จัดฝึกอบรมให้แจ้งกำหนดการ สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรมตามประเภทของรถยก รายชื่อลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมทั้งรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากรต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสติการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่นายจ้างมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งเป็นเอกสารด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้กรณีมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการ สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรม รายชื่อลูกจ้าง หรือวิทยากรให้นายจ้างแจ้งรายละเอียดก่อนวันที่ดำเนินการฝึกอบรม          (๒) จัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตรที่กำหนด          (๓) จัดให้มีเอกสารประกอบการฝึกอบรม วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรหรือรถยกที่ใช้ในการอบรมตามหลักสูตร          (๔) การทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องผ่านเกณฑ์การประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ทั้งนี้ ในการทดสอบภาคปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย          (๕) ออกหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการฝึกอบรม หนังสือรับรอง หรือวุฒิบัตร โดยมีรายละเอียด                    (ก) ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงว่าผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า"จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง" หรือ "จัดฝึกอบรมโดยนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ ใบอนุญาตเลขที่ ... "                    (ข) ชื่อและนามสกุลของลูกจ้างหรือบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรม                    (ค) ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรมโดยต้องระบุประเภทของรถยกที่จัดให้มีการฝึกอบรม                    (ง) สถานที่ตั้งในการฝึกอบรม                    (จ) วัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม                    (ฉ) ลงนามโดยนายจ้างหรือนิติบุคคลได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ แล้วแต่กรณี          ทั้งนี้ ผู้จัดให้มีการฝึกอบรมต้องมอบหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการฝึกอบรม หนังสือรับรองหรือวุฒิบัตร ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ผ่านการประเมินผลตามหลักสูตร          (๖) จัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม วัน เวลาที่ฝึกอบรม รายชื่อวิทยากรพร้อมภาพถ่ายกิจกรรมระหว่างการฝึกอบรม          การดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) นายจ้างหรือผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมต้องจัดเก็บหลักฐานหรือเอกสารการดำเนินการเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ ทั้งนี้ จะจัดเก็บอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้               ข้อ ๔ การจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎี ต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีจำนวนห้องละไม่เกินหกสิบคนต่อวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคน          การฝึกอบรมและทดสอบภาคปฏิบัติต้องจัดให้มีวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคนต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกินสิบห้าคนต่อรถยกหนึ่งคัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการยกเคลื่อนย้ายอย่างน้อยหนึ่งชุด โดยต้องให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฝึกปฏิบัติและทดสอบภาคปฏิบัติกับอุปกรณ์ในการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของอย่างถูกต้องปลอดภัย ตามสถานที่และเส้นทางที่กำหนด โดยรถยกตามประเภทที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง          กรณีจัดฝึกอบรม ณ สถานที่อื่นซึ่งมิใช่สถานที่ทำงานของลูกจ้างหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องดำเนินการจัดให้มีรถยกที่ใช้ในการฝึกอบรมเป็นประเภทเดียวกันกับที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมใช้ในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ หัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรมต้องครบถ้วนและสอดคล้องตามที่กำหนดในข้อ ๕ และข้อ ๖ แล้วแต่กรณี          ข้อ ๕ หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก หัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรมต้องไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมง รายละเอียดดังต่อไปนี้          (๑) ภาคทฤษฎี อย่างน้อยต้องมีหัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรม ดังนี้                    (ก) กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับรถยก กฎหมายเกี่ยวกับรถยกที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานสัญลักษณ์ความปลอดภัยไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง                    (ข) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประเภทของรถยกตามลักษณะการใช้งาน ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง                    (ค) ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับรถยก กฎระเบียบและข้อบังคับในการทำงานเกี่ยวกับรถยก สาเหตุและกรณีศึกษาการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถยก และมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง                    (ง) โครงสร้าง ส่วนประกอบ อุปกรณ์ แผงควบคุมบังคับ ระบบสัญญาณไฟเตือนของรถยกการใช้งาน การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา ตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าสองชั่วโมงสามสิบนาที          (๒) ภาคปฏิบัติอย่างน้อยต้องมีหัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรม ดังนี้                    (ก) โครงสร้าง ส่วนประกอบ การตรวจสอบ และการบำรุงรักษารถยกตามประเภทนั้น ๆตามหลักสูตร ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง                    (ข) ฝึกปฏิบัติขับรถยกประเภทนั้น ๆ ตามเส้นทางตรง ทางโค้ง ทางแยก การหยุด การจอด การให้สัญญาณ การเดินหน้า การถอยหลัง และการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของในลักษณะต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าสองชั่วโมงสามสิบนาที          ข้อ ๖ กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับรถยกตามประเภทที่แตกต่างไปจากเดิมหรือปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับรถยกแตกต่างจากหลักสูตรเดิมที่เคยเข้ารับการฝึกอบรมนายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมและการทดสอบในหัวข้อวิชาที่เกี่ยวข้องกับรถยกตามประเภทใหม่ที่ให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ โดยอย่างน้อยต้องมีหัวข้อวิชาและรวมระยะเวลาการฝึกอบรมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่าหกชั่วโมง ดังต่อไปนี้          (๑) การฝึกอบรมภาคทฤษฎีอย่างน้อยต้องมีหัวข้อวิชาตามข้อ ๕ (๑) (ง) ระยะเวลาในการฝึกอบรม ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที          (๒) การฝึกอบรมภาคปฏิบัติอย่างน้อยต้องมีหัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรม ดังนี้                    (ก) โครงสร้าง ส่วนประกอบ การตรวจสอบ และการบำรุงรักษารถยกตามประเภทนั้น ๆ ตามหลักสูตร ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง                    (ข) ฝึกปฏิบัติขับรถยกตามเส้นทางตรง ทางโค้ง ทางแยก การหยุด การจอด การให้สัญญาณ การเดินหน้า การถอยหลัง และการยกเคลื่อนย้ายสิ่งของในลักษณะต่าง ๆ ตามประเภทนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง          (๓) การทดสอบตามหลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกต้องจัดให้มีการทดสอบภาคทฤษฎีและทดสอบภาคปฏิบัติ รายละเอียดดังนี้                    (ก) ทดสอบภาคทฤษฎีตามหัวข้อวิชา ข้อ ๕ (๑) (ง) ไม่น้อยกว่าสามสิบนาที                    (ข) ทดสอบภาคปฏิบัติขับรถยกในการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของตามประเภทที่สอดคล้องกับหลักสูตร ไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง          ข้อ ๗ วิทยากรผู้ทำการฝึกอบรมต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ โดยมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้          (๑) มีวุฒิทางการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต อุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต วิทยาศาสตรบัณฑิต ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และมีประสบการณ์เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อวิชาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่าหนึ่งปี          (๒) มีวุฒิทางการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าสามปีและมีประสบการณ์เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อวิขาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่าสามปี          (๓) เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าสามปี และมีประสบการณ์เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อวิชาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่าสามปี          (๔) ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการซึ่งมีวุฒิทางการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อวิชาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่าห้าปี          (๕) เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีประสบการณ์ในหัวข้อที่บรรยายไม่น้อยกว่า ๑ ปี          ข้อ ๘ ลูกจ้างผู้ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ ตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง ที่มีเอกสารหรือหลักฐานการรับรองหรือได้รับวุฒิบัตรที่แสดงว่าได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรข้างต้นจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ถือว่านายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ตามประกาศฉบับนี้แล้ว          ข้อ ๙ กรณีลูกจ้างผู้ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับรถยกประเภทนั้น ๆ และมีเอกสารหรือหลักฐานการรับรอง หรือได้รับวุฒิบัตรที่แสดงว่าได้ผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานของรัฐอื่นที่มิใช่ข้อ ๘ หน่วยงานฝึกอบรมภาคเอกชน หรือผ่านการฝึกอบรมจากผู้ผลิต ที่มีระยะเวลาในการเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า ๑๒ ชั่วโมง ก่อนประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ตามประกาศฉบับนี้แล้ว          กรณีลูกจ้างผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยกที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรจากหน่วยงานตามวรรคหนึ่งที่ระยะเวลาเข้ารับการฝึกอบรมตลอดหลักสูตรน้อยกว่า ๑๒ ชั่วโมง ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรมตามข้อ ๕ (๑) และทดสอบตามข้อ ๕ (๓) (ก) รวมถึงต้องผ่านเกณฑ์การประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบ จึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างผู้ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ตามประกาศฉบับนี้          ทั้งนี้ ในการดำเนินการจัดให้มีการฝึกอบรมตามวรรคสอง ให้นายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ ดำเนินการเป็นไปตามข้อ ๓ และข้อ ๔ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๗สรุป ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก1. ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามประเภทของรถยก ดังนี้ รถยกประเภท Warehouse Forklift รถยกประเภท Side loader รถยกประเภท Counterbalance Forklift รถยกประเภท Reach Truck รถยกประเภท Telehandler รถยกประเภท Industrial forklift รถยกประเภท Rough terrain forklift รถยกประเภท Walkie stacker รถยกประเภท Order picker รถยกประเภท Reach stacker รถยกประเภทอื่นๆ 2. แจ้งการฝึกอบรม แจ้งต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือ แจ้งต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด แจ้งไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนการจัดอบรม แจ้งด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ หรือจดหมายทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) 3. รายละเอียดที่ต้องแจ้งฝึกอบรม กำหนดการ สถานที่ฝึกอบรม หลักสูตรการฝึกอบรมตามประเภทของรถยก รายชื่อลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรม รายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร 4. เกณฑ์การผ่านการฝึกอบรม ผู้เข้าอบรม ต้องเข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตร อบรมภาคทฤษฎี ผู้เข้าฝึกอบรมไม่เกิน 60 คน ต่อวิทยากร 1 คน อบรมภาคปฏิบัติ ผู้เข้าฝึกอบรมไม่เกิน 15 คน ต่อวิทยากร 1 คน ต่อรถยก 1 คัน มีเอกสารประกอบการฝึกอบรม วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรหรือรถยก ผ่านการทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ออกหลักฐานผ่านการฝึกอบรม เช่น หนังสือรับรอง หรือวุฒิบัตร 5. หนังสือรับรอง หรือวุฒิบัตรผ่านการฝึกอบรม ประกอบด้วย ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงว่าผ่านการฝึกอบรม ชื่อ – นามสกุล ของลูกจ้างที่ผ่านการฝึกอบรม ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรม (ระบุประเภทรถยกที่จัดให้มีการฝึกอบรม) สถานที่ตั้งในการฝึกอบรม วัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม ลงนามโดยนายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ 6. การจัดทำเอกสารหลังการฝึกอบรม ทะเบียนรายชื่อผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม ระบุ วัน เวลาที่ฝึกอบรม รายชื่อวิทยากร และภาพถ่ายกิจกรรมระหว่างการฝึกอบรม จัดเก็บหลักฐานหรือเอกสารการดำเนินการ ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ 7. สำหรับผู้ที่เคยผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว ผู้ที่มีเอกสารรับรองหรือวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ถือว่าเข้ารับการฝึกอบรมตามประกาศฉบับนี้แล้ว ผู้ที่มีเอกสารรับรองหรือวุฒิบัตรจากหน่วยงานรัฐอื่น หน่วยฝึกอบรมภาคเอกชน หรือจากผู้ผลิต มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ก่อนประกาศนี้มีผลบังคับ ถือว่าเข้ารับการฝึกอบรมตามประกาศฉบับนี้แล้ว มีระยะเวลาน้อยกว่า 12 ชั่วโมง ให้ฝึกอบรมเพิ่มเติม ดังนี้ อบรมภาคทฤษฎีตามข้อ 5 (1) ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง 30 นาที ทดสอบภาคทฤษฎีตามข้อ 5 (1) ไม่น้อยกว่า 30 นาที

6ขั้นตอนขับรถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัยและถูกวิธี,ขับรถโฟล์คลิฟท์อย่างไรให้ปลอดภัย,ขับโฟล์คลิฟท์อย่างภัย,อยากทราบว่าที่ไหนสอนขับรถโฟล์คลิฟท์บ้าง,สอบถามเรื่องใบเซอร์ฟอร์คลิฟท์หน่อยครับ,อยากเรียนขับรถ Forklift ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทสามารถเรียนได้มั้ย,ตรวจสอบความพร้อมทางร่างกายก่อนขับรถโฟล์คลิฟท์

6ขั้นตอนการขับรถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัยและถูกวิธี

6ขั้นตอนการขับรถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัยและถูกวิธีขับรถโฟล์คลิฟท์อย่างไรให้ปลอดภัยและถูกวิธีวันนี้เซฟตี้อินไทยจะมาแนะนำให้เพื่อนๆครับขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบความพร้อมทางร่างกายและสภาพจิตใจร่างกาย : ใส่ชุดทำงาน/แบบฟอร์มพร้อมอุปกรณ์ป้องกันให้เรียบร้อยหมวกนิรภัยอุปกรณ์ป้องกันเสียงแว่นนิรภัยหน้ากากป้องกันฝุ่นชุดฟอร์มถุงมือรองเท้านิรภัยจิตใจ : ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัว วิตกกังวล หรือไม่มีสมาธิไม่เหม่อลอย มีสมาธิไม่ง่วงหรือเวียนหัวไม่ดื่มสุราหรือสิ่งของมึนเมาขั้นตอนที่ 2 ขึ้นโฟล์คลิฟท์ด้วยท่าที่ถูกต้องการขึ้นรถโฟล์คลิฟท์ต้องขึ้นท่าที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขั้นตอนการขึ้นโฟล์คลิฟท์ด้วยท่าที่ถูกต้อง1 ขึ้นด้านซ้ายของตัวรถเสมอ2 มือซ้ายจับหูจับ3 มือขวาจับหลังคาด้านหลัง4 เท้าซ้ายเหยียบบันได5 จากนั้นยกตัวขึ้นไปนั่งรถ6 คาดเข็มขัดนิรภัยเท้ทาซ้ายเหยียบบันไดขั้นตอนที่ 3 ตัก ยก เคลื่อนสินค้า อย่างปลอดภัยก่อนยกพาเลทต้องมั่นใจว่าพาเลทแข็งแรง สินค้าถูกจัดอย่างสมดุล1 ต้องเสียบงาให้สินค้าชิดกับแผงงามากที่สุด2 ให้งาอยู่กึ่งพาเลท3 เอนเสางาเข้าหาตัว4 มองรอบตัวรถ(ซ้าย,ขวา,หน้า,หลัง)ขั้นตอนที่ 4 วางสินค้าอย่างปลอดภัยวางสินค้าอย่างไรให้ปลอดภัย?1  หยุดรถห่างจากตำเเหน่งที่จะวาง ประมาณ30-50 ซม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ทำงานของแต่ละบริษัทฯ2 ปรับเสาให้ตรงตั้งฉากกับพื้นปรับระดับงาให้อยู่ในตำแหน่งที่จะวางได้เลื่อนรถเข้าหาตำแหน่งที่จะวางอย่าง     ระมัดระวัง และลดงาลงจนวัสดุถูกวางอยู่ตำแหน่งที่ต้องการ3 ลดงาลงเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในการถอยออกและเมื่อพ้นระยะของสินค้า    ให้ลดงาลงอยู่เหนือพื้น ประมาณ 15-20 ซม. จึงขับต่อขั้นตอนที่ 5 ระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อถึงทางแยกมุมอับและประตู เมื่อถึงทางแยก มุมอับ และประตูทางเข้าออก ต้องชะลอความเร็ว - หยุดรถกดแตร - มองหน้า/ซ้าย/ขวาเมื่อปลอดภัยแล้วจึงเคลื่นย้ายขั้นตอนที่ 6 จอดรถอย่างถูกหลักและปลอดภัยจอดรถโฟล์คลิฟท์อย่างไรให้ถูกหลักและปลอดภัย?1  ดึงกุญแจออก2 ขึ้นเบรคมือ3 ล้อหลังตรง4 เกียร์ว่าง5 ลดงาลงให้แนบกับพื้นถ้าหากเพื่อนๆอยากทราบว่าที่ไหนมีสอนขับรถโฟล์คลิฟท์ทางเซฟตี้อินไทยขอเสนอตัวอาสาช่วยท่านในการแนะนำคอร์สดีๆของทางเรามีสอน การขับรถโฟล์คลิฟท์ สำหรับคอร์สนี้จะเป็นคอร์สที่สอนเพื่อนๆ ที่ยังขับรถโฟล์คลิฟท์ไม่เป็นเราจะสอนให้เพื่อนๆแบบตัวต่อตัว จนเพื่อนๆขับรถโฟล์คลิฟท์เป็นคอร์ส การฝึกขับรถโฟล์คลิฟท์ จะอบรม 2 วัน เรียนจบรับใบเซอร์ สามารถนำเป็นใบเบิกทางในการสมัครงานได้

ข้อควรปฏิบัติในการขับเคลื่อน รถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัย

ข้อควรปฏิบัติในการขับเคลื่อน รถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัย

ข้อควรปฏิบัติในการขับเคลื่อน รถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัยตรวจสอบรถยกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ก่อนเริ่มใช้งานเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานเเละไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้งานรถโฟล์คลิฟท์ในกรณีที่ทำงานโดยมีคนให้สัญญาณจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการทำงานเเละความปลอดภัยของทรัพย์สินที่เราปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องนั่งที่เบาะนั่งคนขับก่อนเท่านั้นจึงสตาร์ทรถได้ถ้าหากเราสตาร์ทรถโดยไม่นั่งที่เบาะนั่งคนขับอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยรถอาจจะพุ่งไปได้ขณะมีสัมภาระเเละยกงาสูงไม่ควรเอียงเสาไปด้านหน้าอาจทำให้สินค้าหล่นทับคนขับหรือหล่นทับคนที่อยู่บริเวณนั้นได้ห้ามให้บุคคลอื่นยืนหรือเดินผ่านใต้งาขณะยกของอาจทำให้สินค้าหล่นทับคนที่อยู่บริเวณนั้นได้หรืออาจจะลดงาลงมาทับบุคคลอื่นทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตได้คำนึงถึงพื้นที่ทางวิ่งด้วยว่าน้ำหนักได้หรือไม่ถ้าคุณคำนึงถึงพื้นที่ทางวิ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายได้อย่าใช้รถยก ยกคนขึ้นอาจทำให้บุคคลที่ถูกยกขึ้นตกลงมาจากที่สูงอาจทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บได้ระวังตำเเหน่งการสอดงาให้ถูกต้องอาจทำให้สินค้าหรือสิ่งของเสียหายเเละชำรุดได้

5 อันตรายจากรถโฟล์คลิฟท์

5 อันตรายจากรถโฟล์คลิฟท์5 สาเหตุอันตรายจากรถโฟล์คลิฟท์          1. การยกสินค้าสูงเกินกำหนดอาจทำให้สินค้าหล่นทับคนขับรถหรือผู้ปฏิบัติงานที่อยู่บริเวณนั้นได้           2. โฟล์คลิฟท์พลิกคว่ำเมื่อขับรถเร็วหรือน้ำหนักไม่สมดุล          3. การชนหรือทับจนอาจเสียชีวิตได้คนขับโฟล์คลิฟท์มองไม่เห็นผู้ปฏิบัติงานที่เดินอยู่          4. ผู้ปฏิบัติงานอาจตกจากที่สูงหากขึ้นไปยืนบนงาของโฟล์คลิฟท์          5. อุบัติเหตุชนกันไม่มีการกำหนดเส้นทางของโฟล์คลิฟท์หรือมีแต่ไม่เหมาะสม วิธีการป้องกัน          1. กำหนดเส้นทางหรือ ตีเส้นทางเดินของรถโฟล์คลิฟท์          2. จัดให้มีป้ายเตือนอันตรายทุกทางแยกหรือทางโค้งที่รถโฟล์คลิฟท์ต้องการสัญจร          3. สื่อสารเกี่ยวกับความหมายของป้ายเตือนอันตราย สีของเส้นทางในบริเวณต่างๆและขั้นตอนการปฏิบัติงานกับรถโฟล์คลิฟท์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบ          4. ใช้อุปกรณ์ logout/tagoutเพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องใช้รถโฟล์คลิฟท์          5. ใช้อุปกรณ์คลุมพวงมาลัยและใส่กุญแจเมื่อจำเป็นเพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องใช้รถโฟล์คลิฟท์แจกฟรี!! โปสเตอร์ 5 สาเหตุอันตรายจากรถโฟล์คลิฟท์.pdf

ข้อดีของการใช้รถสแต็กเกอร์ไฟฟ้า

ข้อดีของการใช้รถสแต็กเกอร์ไฟฟ้ารถสแต็กเกอร์ไฟฟ้าคืออะไร?          เป็นรถที่นำเอาระบบไฮดรอลิคมาเป็นตัวช่วยผ่อนแรงในการยกของที่มีน้ำหนักมาก โดยอาศัยแรงดันจากน้ำมันไฮดรอลิค ซึ่งถูกส่งมาโดยปั๊มไฮดรอลิคที่ติดตั้งอยู่ในรถและอาศัยแรงขับปั๊มจากมอเตอร์  รถยกสามารถขับเคลื่อนย้ายของที่ยกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ด้วยอาศัยแรงจากมอเตอร์ การทำงานเน้นยกสูง วางขอบนชั้นวางของ ทดแทนการใช้งานรถยกโฟล์คลิฟท์ รถสแต็กเกอร์ไฟฟ้าแบ่งรวมๆได้เป็น 2 ชนิด           ชนิดเดิมตาม : เหมาะกับโรงงานที่ไม่เน้นความเร็วในการเคลื่อนย้ายสินค้าเพื่อควบคุมระบบการรักษาความปลอดภัยในโรงงาน          ชนิดยืนขับ : เหมาะกับโรงงานที่เน้นความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายสินค้า แต่โรงงานดังกล่าวควรมีระบบการจัดการที่ดี มีช่องคนเดินและช่องทางการขับรถแยกออกจากกันเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ข้อดีของการใช้รถสแต็กเกอร์ไฟฟ้า- ช่วยทุ่นแรงในการลากสิ่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด- ลดเวลาในการเคลื่อนย้ายสิ่งของไปยังจุดต่างๆ- ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานหลายๆคนในการเคลื่อนย้าย- มีราคาถูกกว่ารถยกโฟล์คลิฟท์ประมาณ 50-60% ในบางกรณีรถสแต็กเกอร์ไฟฟ้าสามารถทดแทนการใช้งานรถยกโฟล์คลิฟท์ได้ถึง 100%- ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่ารถยกโฟล์คลิฟท์- คล่องตัวกว่ารถยกโฟล์คลิฟท์เนื่องจากมีขนาดที่เล็กกว่ามาก

กฎกระทรวงเกี่ยวกับรถยก รถโฟล์คลิฟท์ forklift 2564

นายจ้างต้องรู้! กฎกระทรวงเกี่ยวกับรถยก 2564

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔         “รถยก” หมายความว่า รถที่ติดตั้งอุปกรณ์ใช้สำหรับการยกหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของ เช่น ฟอร์คลิฟต์ (forklift) หรือรถที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน ส่วนที่ ๔รถยก         ข้อ ๓๔ ในการทำงานเกี่ยวกับรถยก นายจ้างต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้         (๑) จัดให้มีโครงหลังคำของรถยกที่มั่นคงแข็งแรง สามารถป้องกันอันตรายจากวัสดุตกหล่นได้ เว้นแต่รถยกที่ออกแบบมาให้ยกวัสดุสิ่งของที่มีความสูงไม่เกินศีรษะของผู้ขับขี่         (๒) จัดให้มีป้ายบอกพิกัดน้ำหนักยกอย่างปลอดภัยตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะ และคู่มือการใช้งานตามข้อ ๘ ไว้ที่รถยก พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนให้ระวัง          (๓) ตรวจสอบรถยกให้มีสภาพใช้งานได้ดีและปลอดภัยก่อนการใช้งานทุกครั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารการตรวจสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้          (๔) จัดให้มีสัญญาณเสียงหรือแสงไฟเตือนภัยในขณะทำงานตามความเหมาะสมของการใช้งาน         (๕) จัดให้มีอุปกรณ์ช่วยการมองเห็นตามสภาพในการทำงาน เช่น กระจกมองข้าง         (๖) ให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับรถยกชนิดนั่งขับสวมใส่เข็มขัดนิรภัยในขณะทำงานบนรถตลอดเวลา         ข้อ ๓๕ นายจ้างต้องไม่ดัดแปลงหรือกระทำการใดกับรถยกที่มีผลทำให้ความปลอดภัยในการทำงานลดลง เว้นแต่กรณีที่นายจ้างดัดแปลงรถยกเพื่อใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง และได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานแล้ว          ข้อ ๓๖ นายจ้างต้องควบคุมดูแลบริเวณที่มีการเติมประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่สำหรับรถยก ที่ใช้ไฟฟ้าให้อยู่ห่างจากบริเวณที่ลูกจ้างทำงานได้อย่างปลอดภัย และจัดให้มีมาตรการเกี่ยวกับการระบายอากาศเพื่อป้องกันการสะสมของไอกรด และไอระเหยของไฮโดรเจนจากการประจุไฟฟ้า         ข้อ ๓๗ นายจ้างต้องตีเส้นช่องทำงเดินรถยกบริเวณภายในอาคารหรือกำหนดเส้นทางเดินรถยกในบริเวณอื่นที่มีการใช้รถยกเป็นประจำ         ข้อ ๓๘ นายจ้างต้องติดตั้งกระจกนูนหรือวัสดุอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายกันไว้ที่บริเวณทางแยก หรือทางโค้งที่มองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า         ข้อ ๓๙ นายจ้างต้องจัดทางเดินรถยกให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสามารถรองรับน้ำหนักรถ รวมทั้ง น้ำหนักบรรทุกของรถยกได้อย่างปลอดภัย          ข้อ ๔๐ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้รถยกแต่ละประเภท ความปลอดภัยในการขับรถยก การตรวจสอบและบำรุงรักษารถยกโดยวิทยากรซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับรถยก ตามหลักสูตร ที่อธิบดีประกาศกำหนด          ข้อ ๔๑ นายจ้างต้องควบคุมดูแลการนำรถยกไปใช้ปฏิบัติงานใกล้สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีแรงดันไฟฟ้า โดยต้องมีระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ดังต่อไปนี้         (๑) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า ไม่เกิน ๖๙ กิโลโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่ำ ๓.๑ เมตร         (๒) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า เกิน ๖๙ กิโลโวลต์แต่ไม่เกิน ๑๑๕ กิโลโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๓.๓ เมตร         (๓) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า เกิน ๑๑๕ กิโลโวลต์แต่ไม่เกิน ๒๓๐ กิโลโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๔ เมตร          (๔) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า เกิน ๒๓๐ กิโลโวลต์แต่ไม่เกิน ๕๐๐ กิโลโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๖ เมตร          ข้อ ๔๒ นายจ้างต้องควบคุมดูแลไม่ให้บุคคลอื่นนอกจากผู้ขับรถยกโดยสารหรือขึ้นไป บนส่วนหนึ่งส่วนใดของรถยก

ไฟฟ้า


จป.ขอเตือนไฟดูด-ไฟช็อต ช่วงหน้าฝน

จป.ขอเตือนไฟดูด-ไฟช็อต ช่วงหน้าฝน

จป.ขอเตือนไฟดูด-ไฟช็อต ช่วงหน้าฝนเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ความชื้นในอากาศและน้ำฝนที่รั่วซึมสามารถทำให้ กระแสไฟฟ้ารั่วไหล หรือ ลัดวงจร ได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้าง โรงงาน และสำนักงานที่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักหรือไม่มีระบบป้องกันที่ดีพอไฟช็อต-ไฟดูด อันตรายต่อร่างกายเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ความชื้นในอากาศและน้ำฝนที่รั่วซึมสามารถทำให้ กระแสไฟฟ้ารั่วไหล หรือ ลัดวงจร ได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้าง โรงงาน และสำนักงานที่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักหรือไม่มีระบบป้องกันที่ดีพอไฟช็อต-ไฟดูด อันตรายต่อร่างกายความแตกต่างระหว่างไฟดูดกับไฟช็อตไฟช็อต (Electric Shock) เกิดจาก ไฟลัดวงจร ส่งผลให้เกิดความร้อนและกระแสไฟฟ้ารุนแรงผ่านเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้ชักเกร็ง หมดสติ หรือเสียชีวิตไฟดูด (Electric Leakage Shock) เกิดจากกระแสไฟฟ้ารั่วไปยัง โครงโลหะของอุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อร่างกายสัมผัสโดยตรงจะทำให้ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ววิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าไฟฟ้าเป็นพลังงานสำคัญที่เราใช้อยู่ทุกวัน ทั้งในที่ทำงานและในบ้าน หากใช้งานโดยขาดความระมัดระวัง อาจก่อให้เกิด อุบัติเหตุทางไฟฟ้า ที่รุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น ไฟดูด ไฟช็อต หรือเพลิงไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าอย่างถูกต้องและปลอดภัย 1. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟให้สมบูรณ์ตรวจดูว่าไม่มีรอยฉีกขาด ฉนวนหุ้มไม่หลุดลอกอุปกรณ์ไฟฟ้าควรอยู่ในสภาพดี ใช้งานได้ตามปกติ2. ห้ามสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะร่างกายเปียกน้ำน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้า ร่างกายที่เปียกจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่ายอาจเกิดไฟดูดได้แม้เพียงสัมผัสปลั๊กไฟ3. ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐาน มอก.สังเกตสัญลักษณ์ “มอก.” บนอุปกรณ์ทุกชิ้นช่วยรับประกันความปลอดภัยจากวัสดุและการออกแบบที่ผ่านการตรวจสอบ4. ติดตั้งสายดินให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าสายดินช่วยป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วไหลไปสู่ร่างกายควรติดตั้งร่วมกับ เบรกเกอร์กันดูด (RCD หรือ ELCB) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุไฟฟ้า ไฟดูด ไฟช็อตเหตุการณ์ไฟฟ้าดูดหรือไฟฟ้าช็อตเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในโรงงาน อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่ในบ้านพักอาศัย หากผู้ประสบเหตุไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องและรวดเร็ว จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้นการปฐมพยาบาล ที่ถูกต้องตามลำดับขั้นตอน เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญการปฐมพยาบาลเบื้องต้นขั้นตอนปฐมพยาบาลเบื้องต้น กรณีไฟดูด/ไฟฟ้าช็อต1. ประเมินความปลอดภัยของสถานการณ์ (Scene Safety)หยุด! อย่าเข้าไปช่วยจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีไฟรั่วตัดกระแสไฟฟ้าโดย สับคัตเอาต์หลัก หรือถอดปลั๊กใช้ อุปกรณ์ที่ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า เช่น เชือกแห้ง ไม้แห้ง เพื่อแยกร่างผู้บาดเจ็บออกจากแหล่งไฟ2. ตรวจเช็กการตอบสนองของผู้บาดเจ็บเรียกชื่อ/ตบแขนเบา ๆ หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจ ให้ดำเนินการขั้นถัดไปทันที3. โทรแจ้งสายด่วน 1669 (Call EMS)โทรขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที“โทรก่อน แล้วค่อยเริ่ม CPR” คือหลักการที่ถูกต้องตามแนวทาง Basic Life Supportให้ข้อมูลที่สำคัญ: สถานที่เกิดเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ ลักษณะอาการเบื้องต้น4. เริ่มทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation)หากผู้บาดเจ็บไม่หายใจ ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที ด้วยอัตรา 100–120 ครั้งต่อนาที ความลึกประมาณ 5–6 ซม.ถ้ามีเครื่อง AED (เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ) ให้ใช้งานตามคู่มือทันที โดยไม่ชะลอการปั๊มข้อควรระวังในการช่วยเหลือห้ามแตะต้องร่างผู้ป่วยโดยตรง หากยังไม่แน่ใจว่าไม่มีไฟฟ้าห้ามใช้น้ำ หรือวัตถุที่เปียกชื้นเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือห้ามละเลยการโทรแจ้ง 1669 เพราะการช่วยเหลือโดยไม่มีทีมแพทย์ฉุกเฉินหนุนหลังมีความเสี่ยงสูงสรุปอุบัติเหตุทางไฟฟ้าไม่ได้เกิดบ่อย แต่หากเกิดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้” หน้าที่ของ จป. และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง คือการป้องกันก่อนเกิดเหตุ และเตรียมระบบช่วยเหลือให้พร้อมเสมอที่มา : กรมควบคุมโรค, สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.),สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

วิธีช่วยเหลือคนถูกไฟดูดอย่างถูกวิธี วิธีการ ช่วยคนถูกไฟดูด วิธีช่วยเหลือคนถูกไฟดูด ไฟดูดมือชา ทําไง โดนไฟดูด ปวดแขน อาการ หลังจาก ถูกไฟฟ้าดูด  ไฟดูด ไฟ ช็ อ ต  โดนไฟดูด เป็นไรไหม  โดนไฟช็อต ทําไง  ไฟดูดอ่อนๆ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนเสาไฟฟ้า

วิธีช่วยเหลือคนถูกไฟดูดอย่างถูกวิธี

วิธีช่วยเหลือคนถูกไฟดูดเบื้องต้นอย่างถูกวิธีหากพบคนกำลังโดนไฟดูด เราคงจะมีอาการตกใจจนทำอะไรไม่ถูก อย่างแรกให้ตั้งสติ ก่อนแล้วดูว่าเราจะช่วยยังไงได้บ้าง อย่าผลีผลามวิ่งไปดึงตัวผู้โดนไฟดูดเด็ดขาด!! ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย อยากบอกให้ทราบถึง เรื่องไฟดูด ก่อนที่เราจะเข้าไปสู่ช่วงวิธีการช่วยเหลือคนถูกไฟดูดเบื้องต้นอย่างปลอดภัยและถูกวิธี ไฟดูด คือ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไปสัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าหรือกับสายไฟที่มีการรั่ว ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายและลงสู่พื้นดิน ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกร็ง อาจส่งผลให้หัวใจทำงานผิดจังหวะ และเต้นอ่อนลงจนหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุด สาเหตุของไฟดูด เกิดขึ้นได้จากหลายกรณี เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุดทำให้มีกระแสไฟรั่วออกมา เมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดูดขึ้น เราต้องทำ 5 วิธีด้วยกัน1. ตั้งสติ อย่าตกใจให้เราตั้งสติก่อน อย่าตกใจ ให้เราดูก่อนว่าเราาช่วยอะไรได้บ้าง2. รีบหาทาง ตัดกระแสไฟฟ้า โดยเร็วที่สุดรีบหาทางตัดกระแสไฟฟ้าโดยฉับไว จะด้วยการถอดปลั๊กหรืออ้าสวิตซ์ออกก็ได้3. ใช้ไม้ หรือผ้า ฉุดให้ผู้ประสบภัยหลุดออกมาโดยเร็วใช้ไม้ หรือผ้า ฉุดให้ผู้ประสบภัยหลุดออกมาโดยเร็วใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกที่แห้ง สายยาง หรือพลาสติกที่แห้งสนิท ถุงมือยาง หรือผ้าแห้งพันมือให้หนาแล้วถึงผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบอันตรายให้หลุดออกมาโดยเร็ว เขี่ยสายไฟให้หลุดออกจากตัวผู้ประสบอันตราย4. เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่ถูกไฟฟ้าดูดให้เร็วที่สุดหากตัดไฟแล้วให้เคลื่อนย้ายผู้ประสบเหตุออกจากบริเวณที่ถูกไฟดูดให้เร็วที่สุด แต่ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะผู้ป่วยอาจได้รับบาดเจ็บในบริเวณอื่นด้วย และต้องป้องกันตนเองไม่ให้ถูกไฟดูดหรือเป็นผู้ประสบเหตุเองด้วย5. โทรแจ้ง 1669 ทันทีต้องรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 ให้เจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยจะได้รับอันตรายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ถูกไฟฟ้าดูด และการช่วยเหลือที่ถูกวิธีจะเพิ่มโอกาสรอดให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย

อันตรายจากไฟฟ้าในโรงงาน, อันตรายจากไฟฟ้าดูด, ระวังอันตรายจากไฟฟ้า ความหมาย, สาเหตุ ที่ ทํา ให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้า, อันตรายเกี่ยวกับไฟฟ้า, อันตรายเกี่ยวกับการทำงานไฟฟ้า; อันตรายไฟฟ้าเกี่ยวกับลูกจ้าง, ความรุนแรงของไฟฟ้า, อันตรายจากไฟฟ้า, ผลของกระแสไฟฟ้า

อันตรายเกี่ยวกับการทำงานไฟฟ้า(สำหรับลูกจ้าง)

อันตรายเกี่ยวกับการทำงานไฟฟ้า(สำหรับลูกจ้าง) การทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าเป็นงานที่จำเป็นในหลายอุตสาหกรรม แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายได้หากไม่ระมัดระวัง อันตรายจากไฟฟ้า นั้นมีหลากหลายรูปแบบ และสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายได้รุนแรง ตั้งแต่การบาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงการเสียชีวิตอันตรายเกี่ยวกับการทำงานไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกจ้างลูกจ้างอันตรายจากไฟฟ้า ไฟรั่วกับไฟช็อตไฟฟ้า เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่หากใช้งานไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ หนึ่งในอันตรายที่พบบ่อยคือ ไฟรั่ว และ ไฟช็อต ซึ่งมีความแตกต่างและผลกระทบที่แตกต่างกันไปไฟรั่ว คืออะไร?ไฟรั่ว คือ สภาวะที่กระแสไฟฟ้าไหลออกจากวงจรไฟฟ้าไปยังส่วนที่ไม่ควรมีกระแสไฟฟ้าไหล เช่น โครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือพื้นดินสาเหตุ เกิดจากสายไฟชำรุด ฉนวนเสื่อม หรือการเดินสายไฟที่ไม่ถูกต้องอันตราย หากสัมผัสส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว อาจเกิดไฟดูดได้ไฟช็อต คืออะไร?ไฟช็อต คือ สภาวะที่ร่างกายสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าโดยตรง ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายสาเหตุ เกิดจากการสัมผัสสายไฟเปลือย หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดอันตราย กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายจะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ความแตกต่างระหว่างไฟรั่วและไฟช็อตลักษณะไฟรั่วไฟช็อตคำอธิบายกระแสไฟฟ้ารั่วไหลออกจากวงจรร่างกายสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าโดยตรงสาเหตุสายไฟชำรุด, ฉนวนเสื่อมสัมผัสสายไฟเปลือย, อุปกรณ์ชำรุดผลกระทบอาจเกิดไฟดูดหากสัมผัสเกิดอาการไฟดูด, กล้ามเนื้อหดเกร็ง, หัวใจเต้นผิดจังหวะวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ตรวจสอบสายไฟ ปลั๊ก และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์อย่าใช้สายไฟที่ชำรุด เปลี่ยนสายไฟที่ชำรุดทันทีติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด (ELCB) เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อเกิดไฟรั่วอย่าใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะมือเปียก เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีอย่าดึงสายไฟออกจากปลั๊กโดยการดึงสาย ควรจับที่ตัวปลั๊กแล้วค่อยๆ ดึงออกเรียกช่างไฟฟ้า หากพบปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ควรเรียกช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญมาตรวจสอบและซ่อมแซมการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนรอบข้าง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เสมอความรุนแรงของไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ความต้านทาน (Resistance)ยิ่งความต้านทานต่ำ กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านร่างกายได้มากขึ้น ทำให้เกิดความร้อนและความเสียหายได้รุนแรงขึ้นตัวอย่าง ร่างกายเปียกน้ำจะมีความต้านทานต่ำกว่าร่างกายแห้งเวลา (Time)ยิ่งสัมผัสกับกระแสไฟฟนาน ความร้อนที่เกิดขึ้นก็จะมากขึ้น และมีโอกาสที่อวัยวะภายในจะได้รับความเสียหายมากขึ้นตัวอย่าง การสัมผัสไฟฟ้าเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำให้เกิดอาการช็อต แต่การสัมผัสเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการไหม้หรือหัวใจหยุดเต้นได้ความถี่ (Frequency)กระแสไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ซึ่งมีความถี่ จะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อได้รุนแรงกว่ากระแสไฟฟ้ากระแสตรง (DC)ตัวอย่าง การสัมผัสสายไฟบ้าน (AC) จะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งจนหลุดออกจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าได้ยากกว่าการสัมผัสแบตเตอรี่ (DC)ศักย์ไฟฟ้า (Volt) และ กระแสไฟ (Current)แรงดันไฟฟ้าสูง จะผลักดันให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้มากขึ้น ทำให้เกิดอันตรายรุนแรงขึ้นกระแสไฟฟ้าสูง จะทำให้เกิดความร้อนและความเสียหายต่อเนื้อเยื่อได้มากขึ้นตัวอย่าง สายไฟแรงสูงอันตรายกว่าสายไฟแรงต่ำเส้นทางการนำไฟฟ้า (Pathway)หากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านหัวใจ จะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้หากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านระบบประสาท อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อตัวอย่าง: หากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมือและเท้า จะอันตรายน้อยกว่าการไหลผ่านมือและหัวใจผลของกระแสไฟฟ้าเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายได้หลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ปริมาณกระแสไฟฟ้า ระยะเวลาที่สัมผัส เส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และความถี่ของกระแสไฟฟ้า1. กล้ามเนื้อกระดูก หดตัว (muscular fircezing)กลไก: กระแสไฟฟ้าจะกระตุ้นให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อหดตัวอย่างรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ผลกระทบ: อาจทำให้ผู้ที่ถูกไฟดูดเกาะติดกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า หรือทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวในท่าทางที่ผิดธรรมชาติ2. ระบบประสาทชะงัก (nerve block )กลไก: กระแสไฟฟ้าจะรบกวนการส่งสัญญาณของระบบประสาท ทำให้เกิดอาการชา มึนงง หรือสูญเสียการรับรู้ผลกระทบ: อาจทำให้ผู้ที่ถูกไฟดูดหมดสติ หรือเสียชีวิตได้3. หัวใจหยุดทำงาน (Cardiac arrest)กลไก: กระแสไฟฟ้าจะรบกวนการทำงานของระบบไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นผลกระทบ: เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ที่ถูกไฟดูด4. หัวใจเต้นถี่ เร็ว (Ventilation fibrillation)กลไก: กระแสไฟฟ้าจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหดตัวสั่นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอผลกระทบ: หากไม่ทำการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จะนำไปสู่การเสียชีวิตได้5. เซลล์ภายในเสีย ตายกลไก: กระแสไฟฟ้าจะสร้างความร้อนและทำลายเซลล์ ทำให้เซลล์เสียหายและตายผลกระทบ: อาจทำให้เกิดแผลไหม้ เนื้อเยื่อถูกทำลาย และอวัยวะภายในเสียหาย6. เนื้อเยื่อ เซลล์ถูกทำลายกลไก: ความร้อนที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าจะทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์ผลกระทบ: อาจทำให้เกิดแผลไหม้ลึก และอาจต้องผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่ตายออก7. ดวงตาอับเสบกลไก: แสงที่เกิดจากประกายไฟหรือความร้อนจากกระแสไฟฟ้าอาจทำให้อักเสบได้ผลกระทบ: อาจทำให้ตาบอดหรือมองเห็นไม่ชัดผลของกระแสไฟฟ้าต่อร่างกายระดับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี(ระบบ 50-60 HZ และไม่จำกัดเวลา)ขนาดกระแสมิลลิแอมแปร์อาการ0.5ไม่รู้สึก1รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้า1-3รู้สึกแต่ไม่เจ็บปวด3-10รู้สึกเจ็บปวด10รู้สึกถึงการเกร็งของกล้ามเนื้อ30รู้สึกถึงการขัดข้องทางระบบหายใจ75รู้สึกถึงการขัดข้องของหัวใจ250เกิดการขัดข้องกล้ามเนื้อหัวใจ ( 99.5 % PROB.ที่เกิดการขัดข้องสำหรับโดนไฟฟ้าดูด 5 นาที )

ระบบไฟฟ้า 1 เฟส กับ ระบบไฟฟ้า 3 เฟส คือ,ข้อเเตกต่างระบบไฟฟ้าเฟส1 เฟส3, ถอดรหัสของระบบไฟฟ้า,ตารางเทียบสีของสายไฟเเบบเก่าและแบบใหม่,ตารางเทียบสีของสายไฟ

มาถอดรหัสสีของสายไฟฟ้ากันเถอะ!?

มาถอดรหัสสีของสายไฟฟ้ากันเถอะ!?สีของ สายไฟ มีความหมายอย่างไรบ้างนะหลายคนอาจสงสัยว่า สีสายไฟ แต่ละสีมีความหมายหรือไม่อย่างไร บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเหล่านี้ให้หมดไป ด้วยความหมายของแต่ละสีของสายไฟ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นสีสายไฟสีดำ (เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล) หมายถึง ลวดความร้อน หรือลวดที่มีกระแสไฟฟ้าและนำพลังงานไปสู่วงจรทั้งหมด ส่วนใหญ่จะจ่ายไฟไปยังเต้าเสียบหรือสวิตซ์ไฟฟ้าสีแดง (เปลี่ยนเป็นสีดำ) หมายถึง ลวดความร้อนสายที่สองสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น แอร์, เตาอบ , โทรทัศน์ เป็นต้นสีน้ำเงิน และ สีเหลือง (เปลี่ยนเป็นสีเทา) หมายถึง ลวดความร้อน ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าเคลื่อนที่ ที่ใช้ปลั๊กทั่วไป เช่นพัดลม โคมไฟ เครื่องดูดฝุ่นเป็นต้นสีขาว หรือ สีเทา (เปลี่ยนเป็นสีฟ้า) หมายถึง สายกลางที่จำเป็นสำหรับความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าสีเขียว หมายถึง สายดิน ช่วยป้องกันการเกินไฟฟ้าช็อตได้ ช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ระบบไฟฟ้า 1 เฟสสายเฟส (L) ฉนวนเป็น สีน้ำตาลสายนิวทรัล (N) ฉนวนเป็น สีฟ้าสายดิน (G) ฉนวนเป็น สีเขียวแถบเหลืองระบบไฟฟ้า 3 เฟสสายเฟส (L1) ฉนวนเป็น สีน้ำตาลสายเฟส (L2) ฉนวนเป็น สีดำสายเฟส (L3) ฉนวนเป็น สีเทาสายนิวทรัล (N) ฉนวนเป็น สีฟ้าสายดิน (G) ฉนวนเป็น สีเขียวแถบเหลืองระบบไฟฟ้า 3 เฟสสีสายไฟจากเดิมL1 – สีดำL2 – สีแดงL3 – สีฟ้าN – สีขาว/เทาG – สีเขียวแถบเหลือง

เต้ารับไฟฟ้า

เต้ารับไฟฟ้า ทำไมต้องมีหลายสี

เต้ารับไฟฟ้าทำไมต้องมีหลายสี ?          เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมีย คือ ขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร อาจมีทั้งแบบ 2 รู หรือ 3 รูสีปลั๊กไฟหรือเต้ารับไฟฟ้า (Receptacle) ทำไมถึงมีหลายสี เช่น สีขาว สีแดง และ สีเหลืองการมีหลายสีเพื่อแยกให้รู้ว่าเต้ารับไฟฟ้าจุดนั้น เป็นเต้ารับไฟประเภทใด คือ 1) เต้ารับสำหรับไฟทั่วไป (Normal circuit) ที่มีแหล่งจ่ายไฟจากการไฟฟ้า เวลาไฟการไฟฟ้าดับก็จะใช้ไม่ได้ (อันนี้ไม่กำหนดสี แต่ส่วนใหญ่ทั่วไปจะใช้สีขาว)2) เต้ารับสำหรับกรณีฉุกเฉิน (Emergency circuit) ที่รับไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือ UPS หากไฟการไฟฟ้าดับเต้ารับนี้ก็ยังสามารถใช้ได้ (สำหรับข้อกำหนดในการออกแบบระบบไฟฟ้าในสถานพยาบาลจะกำหนดเต้ารับชนิดนี้เป็นสีแดง)3) เต้ารับพิเศษ เป็นเต้ารับที่แยกสีพิเศษออกไป ส่วนใหญ่จะเห็นในห้องผ่าตัดที่ใช้ระบบจ่ายไฟเป็นแบบแยกแหล่งจ่ายไฟ (Isolated circuit) เพื่อความปลอดภัยของคนไข้และเจ้าหน้าที่ในห้องผ่าตัด (สำหรับข้อกำหนดในการออกแบบระบบไฟฟ้าในสถานพยาบาลจะกำหนดเต้ารับชนิดนี้เป็นสีเหลือง)          เต้าเสียบ (Plug) หรือปลั๊กตัวผู้ คือ ขั้วหรือหัวเสียบที่มีสายไฟติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้า มีขาโลหะยื่นออกมา 2 ขา หรือ 3 ขา เพื่อเสียบเข้ากับเต้ารับ ทำให้สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นได้          ปลั๊กสามตา มีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า “รางเต้ารับ” หรือ “เต้ารับที่ทำเป็นชุด” ในภาษาอังกฤษเรียก Extension Socket  ในอดีตที่ติดตลาดได้รับความนิยม และเห็นบ่อยที่สุด คือ แบบตลับกลมๆ หมุนเก็บสายไฟไว้ด้านในได้ และมีช่องเสียบปลั๊กแบบ 2 ขา อยู่ทั้งหมด 3 ช่อง จึงทำให้นิยมเรียกกันว่า “ปลั๊กสามตา”          ปัจจุบันปลั๊กสามตาพัฒนารูปลักษณ์ทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มช่องเสียบเป็น 4 ช่อง หรือ 6 ช่อง มีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายราคา แต่ยังนิยมเรียกชื่อเดิมซึ่งในการเลือกซื้อควรเลือกที่ได้มาตรฐาน มอก. 166/2549 มีสปริงของเต้ารับ (หรือตัวล็อกขาเต้าเสียบ) ทำจากทองเหลือง ตัวกล่องฉนวนทำจากพลาสติก ABS และมีระบบตัดไฟอัติโนมัติ หรือมีฟิวส์ในตัว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในกรณีไฟฟ้าลัดวงจรที่มา : เต้าเสียบหรือปลั๊ก (Plug) หรือปลั๊กตัวผู้ – http://www.mea.or.th, เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมีย – http://www.mea.or.th, วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 82, นิตยสารบ้านและสวน ปีที่ 34 ฉบับที่ 402 กุมภาพันธ์ 2553รวบรวมข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุดFacebook : ห้องไฟฟ้า (Electrical Room)

ทำไมต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้า ?

ทำไมต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้า ?          อาศัย อำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๘ (๓) (๔) (๖) (๗) และ (๘) แห่ง พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้ “ระบบไฟฟ้าในโรงงาน” หมายความว่า          (๑) สายไฟฟ้า การเดินสายไฟฟ้า เครื่องยนต์ไฟฟ้า การติดตั้งเครื่องยนต์ไฟฟ้า สวิตช์ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องไฟฟ้าอื่น          (๒) เครื่องจักร เครื่องอุปกรณ์ สิ่งที่นำมาใช้ในโรงงาน หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบไฟฟ้า ที่อาจมีไฟฟ้า ประจุไฟฟ้า หรือไฟฟ้าสถิตย์          (๓) ระบบสายดิน (earthing system) ระบบสายต่อฝาก (bonding system) หรือระบบสายป้องกัน เนื้อโลหะผุกร่อน (electrochemical corrosive system )          (๔) ระบบไฟฟ้าอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา          “การตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงาน” หมายความว่า การตรวจสอบ การทดสอบ การตรวจทดสอบ การศึกษาหรือค้นคว้า การวิเคราะห์ การหาข้อมูลหรือสถิติต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์หรือเป็นประโยชน์ ประกอบการพิจารณาด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการผลิต การส่งหรือเพื่อส่ง การจ่ายหรือเพื่อจ่าย การใช้ หรือการซ่อมระบบไฟฟ้าในโรงงาน          “การใช้งานระบบไฟฟ้าในโรงงาน” หมายความว่า การนำมาใช้ การเฝ้าตรวจ การดูแล การแก้ไข ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และให้หมายความรวมถึงการติดตั้ง การซ่อม การปรับปรุง หรือการเพิ่มเติม ระบบไฟฟ้าในโรงงานด้วย          “แบบแปลน” หมายความว่า แบบที่ใช้เพื่อประโยชน์ในการสร้าง ติดตั้ง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย ใช้ หรือเปลี่ยนการใช้ระบบไฟฟ้าในโรงงาน โดยแสดงเป็นแผนภาพเส้นเดี่ยว (single line diagram) ที่มีรายละเอียดตำแหน่งของหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง ตู้สวิตช์ประธาน (main distribution board) ตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้ากำลังย่อย และขนาดสายไฟฟ้าของวงจรอย่างชัดเจนพอที่จะใช้ในการดำเนินการได้ ตามหลักวิชาการด้านวิศวกรรมไฟฟ้า          “ผู้ประกอบกิจการโรงงาน” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการโรงงานทุกจำพวกและทุกประเภท หรือชนิดของโรงงานที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติ โรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ เว้นแต่กฎกระทรวงนี้จะกำหนดเป็นอย่างอื่น          “วิศวกร” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาไฟฟ้าตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร          ข้อ ๒ ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่สองและผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่สาม ต้องมีแบบแปลนที่แสดงการติดตั้งระบบไฟฟ้าในโรงงานตามความเป็นจริง (as-built drawing) และรายการ ประกอบแบบแปลน โดยในแบบแปลนนั้นต้องมีคำรับรองของวิศวกรหรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา          ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าในโรงงานมีการปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจาก แบบแปลนตามวรรคหนึ่ง ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องดำเนินการแก้ไขแบบแปลนดังกล่าว ให้ถูกต้อง ตลอดเวลา โดยในแบบแปลนนั้นต้องมีคำรับรองของวิศวกรหรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดโดย ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา          ข้อ ๓ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ และส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบไฟฟ้า ในโรงงานที่มีลักษณะและคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตาม กฎหมายว่าด้วยมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมาตรฐานอื่นที่ยอมรับกัน โดยมีคำรับรองของวิศวกรหรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรี กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา          ข้อ ๔ การใช้งานระบบไฟฟ้าในโรงงาน ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องดำเนินการให้เป็นไป ตามหลักวิชาการหรือมาตรฐานที่ยอมรับกัน หรือตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา          ข้อ ๕ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงานและรับรอง ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงานเป็นประจำทุกปี โดยวิศวกรหรือบุคคลอื่นที่ รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยการตรวจสอบและรับรองดังกล่าวต้องจัดให้มีเอกสารเป็นหลักฐาน           การจัดให้มีเอกสารตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใน กรณีที่มีเหตุอันควร รัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการ ตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงานและรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงานตามวรรค หนึ่งก็ได้ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงานและรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงาน ที่จัดอยู่ในประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการควบ คุมอาคารให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นและให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ได้จัดให้มี ผู้ตรวจสอบนั้นได้ดำเนินการ ตามวรรคหนึ่งแล้ว          ข้อ ๖ ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามประเภทหรือชนิดของโรงงานในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ต้องจัดให้มีบุคลากรประจำโรงงาน คุณสมบัติ จำนวน และหน้าที่ของบุคลากรประจำโรงงาน รวมทั้งการส่งรายชื่อบุคลากร ประจำโรงงานให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรี กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา บุคลากรประจำโรงงานตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงคนงานและวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ในโรงงาน          ข้อ ๗ ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดเก็บและรักษาแบบแปลนตามข้อ ๒ และเอกสาร ตามข้อ ๕ หรือเอกสารใดตามกฎกระทรวงนี้ไว้เป็นเอกสารประจำโรงงาน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ของพนักงานเจ้าหน้าที่          ข้อ ๘ ภายในสามปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ มิให้นำความในข้อ ๒ มาใช้บังคับ กับโรงงานที่ได้รับใบรับแจ้งหรือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานก่อนวันที่กฎ กระทรวงนี้ใช้บังคับ

การตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในอาคารเบื้องต้น

การตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในอาคารเบื้องต้น          เพื่อความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า เราควรมีการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ให้มีสภาพพร้อมใช้งาน โดยเราสามารถใช้หลักการทางซ่อมบำรุง มาเป็นหลักปฏิบัติ โดยกำหนดหัวข้อ บันทึกผล วิเคราะห์ผล แล้วนำมาจัดแผนซ่อมบำรุง เป็นประวัติในการซ่อมบำรุง โดยมีการตรวจสอบสามารถแบ่งออกได้ เป็นการตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัสและตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจวัดทางไฟฟ้า          1. การตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัส เราสามารถตรวจสภาพการทำงาน โดยการดูสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า กลิ่น หรือแม้กระทั่งการสัมผัส เช่น สภาพของขั้วไฟฟ้าที่อยู่ในวงจร สภาพของคันโยกเบรกเกอร์ โดยวิธีการนี้ อาจมีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมา เช่น กำหนดเป็นภาพของเบรกเกอร์ ในสภาวะการทำงานปกติ เพื่อใช้เปรียบเทียบในการตรวจสอบ เป็นต้น          2. ตรวจสอบด้วยเครื่องมือทดสอบ การตรวจสอบมักมีมาตรฐานเพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าอุปกรณ์นั้น สามารถใช้งานต่อได้หรือไม่ ในการตรวจสอบมักนิยมใช้ มัลติมิเตอร์ ในการตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยวัดความต้านทานของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หลอดไฟฟ้า บาลาสตร์ หรือในแผงวงจรไฟฟ้าเป็นต้น          นอกจากมัลติมิเตอร์ แล้วยังมีอุปกรณ์ตรวจอื่นที่สามารถ ใช้ตรวจสอบสภาพในการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า คือ Test Lamp หรือไขควงเช็คไฟ เป็นการเช็ควงจรในอุปปกรณ์ไฟฟ้า โดย Test Lamp จะมีให้เลือกใช้หลายพิกัด 80-380VAC , 100-500VAC, 50-500VACขึ้นอยู่กับว่าจะไปเช็คไฟ เช่น ถ้าเช็คไฟบ้าน 1 เฟสใช้ 80 -380 VAC หากใช้เช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า ในโรงงานใหญ่ อาจต้องใช้ 100-500 VAC ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ตรวจสอบด้วยวิธีการใช้ Test Lamp หรือไขควงวัดไฟ1. ใช้มือข้างที่ถนัด จับที่ด้ามไขควง2. ใช้นิ้วที่ถนัดกดที่ด้ามไขควง3. นำปลายด้านไขควงที่เป็นโลหะจี้ที่จุดที่คิดว่ามีกระแสไหลผ่าน4. หากมีกระแสไหลผ่านด้ามจะสว่าง หากไม่มีกระแสไหลผ่านไฟที่ด้ามไม่ติดการตรวจเช็คสภาพของสายไฟ          สายไฟนับเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่มีความสำคัญในระบบไฟฟ้า การเลือกสายไฟให้เหมาะสมกับงานตลอดถึงการติดตั้งย่อมมีผลต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน อุปกรณ์ไฟฟ้า ในการพิจารณาการตรวจสอบสภาพของสายไฟที่ท่านใช้งานอยู่มาให้พิจารณาดังนี้ความเป็นฉนวนของสายไฟฟ้าเหตุที่ทำให้สายไฟเสื่อมสภาพอาจมีหลายสาเหตุสามารถสรุปได้ดังนี้          1. อุณหภูมิทั้งสภาวะแวดล้อมในการใช้งานและที่เกิดจากการใช้งานในสายไฟฟ้าเอง หากเดินสายไฟผ่านจุดหรือบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงควรเลือกใช้สายให้เหมาะสม          2. ฉนวนที่ห่อหุ้มบริเวณรอยต่อไม่ดีเลือกใช้ฉนวนที่เหมาะสมได้มาตรฐานเช่นบริเวณที่มีความร้อน อาจใช้เทปพันสายไฟที่สามารถทนความร้อนสูง          3. กระแสไหลผ่านมากเกินไป          - สายขนาดเล็กเกินไป          - ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมแต่ขนาดสายเท่าเดิม          - ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไม่เหมาะสม          - ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบไฟฟ้าของเจ้าของอาคารสถานที่          4. สายไฟฟ้าถูกกดทับความเสียหายของฉนวนที่เกิดจากการกดทับย่อมทำให้ลดอายุการใช้งานของสายไฟลดลง          - การสั่นสะเทือน          - รอยต่อหลวม          - ขาดการตรวจสอบและดูแลรักษาการตรวจสอบความเป็นฉนวนของสายไฟฟ้า          1. เมื่อเป็นวงจรควบคุมการเปิด-ปิด หลอดไฟฟ้า ให้ใช้เมกเกอร์ทดสอบ          - ค่าความต้านทานเท่ากับศูนย์หรือน้อยกว่า 0.5 เมกะโอร์ม ฉนวนเสื่อมคุณภาพ          - ค่าความต้านทานมากกว่า 0.5 เมกะโอห์ม ฉนวนยังไม่เสื่อมคุณภาพใส่หลอดเข้ากับจุด 1,2จากนั้นตรวจสอบฉนวนระหว่างสายไฟฟ้ากับดิน ถ้าค่าความต้านทาน ≥0.5 เมกโอห์ม ฉนวนเสื่อมคุณภาพ ควรทำการเปลี่ยนสายไฟ          2. วิธีการทดสอบฉนวนของสายไฟฟ้าเมื่อเดินสายไฟฟ้าในท่อร้อยสาย          - ใช้เมกเกอร์หรือ Insulation  tester meter ใน Multi meter มีฟังก์ชันนี้อยู่  ทดสอบที่ขั้วใดๆ          - ทดสอบระหว่างสายไฟฟ้ากับดินการบำรุงรักษาฉนวนของสายไฟฟ้า          - หมั่นตรวจสอบและทำความสะอาด          - ตรวจสอบกระแส          - ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันวงจรขนาดที่เหมาะสม          - อย่าให้สายไฟฟ้าถูกแสงแดด          - ระวังอย่าให้สายไฟฟ้าถูกกดทับด้วยสิ่งของการตรวจสอบเซอร์กิตเบรกเกอร์          จุดที่ควรทำการตรวจเช็คในเซอร์กิตเบรกเกอร์ คือส่วนที่สามารถเคลื่อนไหวได้คันโยกจึงเป็นจุดตรวจสอบอันดับแรกๆ ทางกลของเซอร์กิตเบรกเกอร์ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบหน้า Contact และความเป็นฉนวนระหว่างขั้วสามารถแบ่ง ได้ดังนี้          1. การตรวจสอบเชิงกล          จับคันโยกดันไปตำแหน่ง NO หาก ไม่ล็อคแสดงว่าเซอร์กิตเบรกเกอร์ชำรุด ตรวจสอบ ปุ่ม Reset โดยใช้อุปกรณ์ที่เป็นแท่งกดโดยที่สภาวะปกติ เมื่อทำการกดปุ่ม Reset แล้วจะทำคันโยกเด้งกลับหาก ไม่เด้งแสดงว่ามีหารชำรุด          2. การตรวจสอบหน้าสัมผัสและความเป็นฉนวน          ใช้มัลติมิเตอร์วัดค่าความต้านทาน โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้          - จับคันโยกดันไปตำแหน่ง ON โดยใช้ ย่านในการวัด Rx1 หรือ RX10 ตรวจสอบที่ขั้ว 1-2 3-4 5-6 ถ้าเซอร์กิตเบรกเกอร์ ปกติ เข็มที่ใช้วัดค่าความต้านทานจะกระดิกหากเข็มไม่กระดิกแสดงว่าหน้าสัมผัสไม่สนิท การใช้มัลติมิเตอร์วัดค่าความต้านทานตรวจสอบหน้าสัมผัส          - ทดสอบความเป็นฉนวน ดันคันโยกไปที่ตำแหน่ง ON แล้วใช้มัลติมิเตอร์ วัดตำแน่ง 1-3 ,3-5,2-4,4-6 โดยมีหลัการสังเกตความปกติเช่นเดียวกันกับการตวรจสอบหน้าสัมผัสการใช้มัลติมิเตอร์ตรวจสอบความเป็นฉนวน

ปลั๊กพ่วง มอก.

ปลั๊กพ่วงมอก

พระราชกฤษฎีกากําหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน : ชุดสายพ่วงต้องเป็นไปตามมาตรฐานพ.ศ. ๒๕๖๐สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน : ชุดสายพ่วง ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และได้มีการดําเนินการตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วอาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากําหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน :ชุดสายพ่วง ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๖๐”มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปมาตรา ๓ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน :ชุดสายพ่วง ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. ๒๔๓๒ - ๒๕๕๕ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๔๗๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ เรื่อง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน :ชุดสายพ่วง ลงวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน :ชุดสายพ่วง ซึ่งใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกันทั้งภายในและภายนอกอาคารเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน จึงจําเป็นต้องควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในการนี้ ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๔๗๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ เรื่อง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน : ชุดสายพ่วง ลงวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕และได้มีการดําเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องครบถ้วนตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้ว สมควรกําหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเต้าเสียบและเต้ารับสําหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน :ชุดสายพ่วงต้องเป็นไปตามมาตรฐาน จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา

คุณสมบัติช่างไฟฟ้า

กระทรวงแรงงานประกาศกฎหมาย อาชีพช่างไฟฟ้าต้องมีบัตรประจำตัว นายจ้าง-ลูกจ้าง ฝ่าฝืนมีโทษปรับ นายจ้าง ที่จ้างงานช่างไฟฟ้า ที่ไม่มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถจะถูกปรับไม่เกิน 30,000 บาท ลูกจ้างที่เป็นช่างไฟฟ้า ที่ไม่มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถจะถูกปรับไม่เกิน 5,000 บาท2.1 มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1(1) ผู้เข้ารับการทดสอบต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์นับถึงวันเข้ารับการทดสอบ  (2) มีประสบการณ์การทำงาน หรือการปฏิบัติงาน หรือการประกอบอาชีพในสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ(3) ผ่านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง และมีประสบการณ์การฝึกงานหรือการปฏิบัติงานในสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคารไม่น้อยกว่า 160 ชั่วโมง หรือ (4) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่าในสาขาที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร 

ภัยอันตรายจากไฟฟ้า

ภัยอันตรายจากไฟฟ้า ในปัจจุบันเราใช้ประโยชน์กับระบบไฟฟ้าอย่างมากมาย ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในเเต่ละวันจะไม่มีการใช้ไฟฟ้าเลย การใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าย่อมมีอันตรายอยู่เสมอ จึงต้องเรียนรู้วิธีป้องกัน #อันตรายจากไฟฟ้า อย่างถูกต้อง   1. ไฟฟ้าชอร์ต ( Short Circuit )มักเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ฉนวนไฟฟ้าชำรุดเเละเสื่อมสภาพ , มีสิ่งก่อสร้าง หรือ ต้นไม้ ไปสัมผัสสายไฟฟ้าจนทำให้เกิดการเสียดสีเเละเกิดการลุกไหม้ , สายไฟหลุดพื้นหรือขาดลงพื้น ทำให้กระแสไฟฟ้ากระจายอยู่ในบริเวณนั้น หากพื้นผิวบริเวณนั้นเปียกชื้น อาจทำให้ไม่ปลอดภัยกับผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้นๆ2. ไฟฟ้าดูด ( Electric Short )การสัมผัสโดยตรง(DIRECT CONTACT)คือการที่ส่วนของร่างกายสัมผัสถูกส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง เช่น สายไฟฟ้ารั่ว เมื่อฉนวนชำรุดแล้วเอามือไปจับ และการสัมผัสโดยอ้อม (INDIRECT CONTACT) ลักษณะนี้ ไม่ได้สัมผัสส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง แต่เกิดจากการที่บุคคลไปสัมผัสกับส่วนที่ปกติไม่มีไฟฟ้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มีไฟฟ้าเนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ รั่ว ไฟฟ้าจึงปรากฏอยู่บนพื้นผิวของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ เมื่อสัมผัสจึงถูกไฟฟ้าดูด  การป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า1. เลือกซื้ออุปกรณ์ที่ได้รับรองจากการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม2. ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดให้เป็นไปตามหลักและกฎความปลอดภัย โดยช่างผู้ชำนาญ3. จำเป็นต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฉนวนสายไฟ เต้าเสียบ เต้ารับ สวิตช์ เป็นต้น4. บำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยช่างผู้ชำนาญอย่างสม่ำเสมอ5. ต่อสายกราวด์ของระบบไฟฟ้าดิน6. ใช้ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้าที่มีอัตราเสียงต่อการเกิดไฟรั่ว7. ติดตั้งเครื่องตัดไฟอัตโนมัติ วิธีสังเกตอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า1. จุดต่อสายไฟฟ้า ต้องเเน่น ผิวหน้าหรือสายเคลือบพีวีซีจะต้องไม่ฉีกขาด2. หากสายไฟฟ้าเก่าหรือหมดอายุ ฉนวนจะมีการแตกบวมหรือเเห้งกรอบ3. แผงสวิตซ์ไฟฟ้า ต้องอยู่ในที่เเห้ง ไม่เปียกชื้น และห่างไกลจากสารเคมีหรือสารไวไฟต่างๆ4. ขนาดของสายไฟฟ้า ต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน5. สายไฟฟ้าต้องไม่อยู่ในตำเเหน่งที่มีความร้อน หรือถูกสิ่งของหนักกดทับอยู่ 

ประกาศกรม


ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำ  บันทึกผลการตรวจสอบ และรับรอง  ระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า

ประกาศกสร.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบ รับรอง

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำ บันทึกผลการตรวจสอบ และรับรอง ระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า เป็นกฎหมายที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า ดาวน์โหลดกฎหมายที่นี่           โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๘ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบและจัดให้มีการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและให้บุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๙ หรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ แล้วแต่กรณี เป็นผู้จัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองไว้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด         อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๒ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ๒๕๕๘ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้         ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป         ข้อ ๒ ให้ยกเลิกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘         ข้อ ๓ ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสอบและจัดให้มีการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าของสถานประกอบกิจการเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า ตามรายละเอียดท้ายประกาศนี้ทั้งนี้ ผู้บันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าต้องเป็นบุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๙ หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ แล้วแต่กรณีกรณีนายจ้างได้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารแล้ว ให้ถือว่าเป็นการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าตามประกาศฉบับนี้         ข้อ ๔ ให้นายจ้างแจ้งบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่นายจ้างมีสถานประกอบกิจการ ตั้งอยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทำการตรวจสอบเสร็จสิ้น ทั้งนี้ ให้นายจ้างแจ้งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e - Service) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหลัก หรือแจ้งเป็นเอกสารด้วยตนเอง หรือแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เซฟตี้อินไทย สรุปประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า เป็นประกาศที่สำคัญสำหรับสถานประกอบกิจการทุกแห่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยตรง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้เจตนารมณ์ เพื่อกำหนดมาตรฐานในการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าในสถานประกอบกิจการ ให้มีความปลอดภัยในการใช้งาน ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกจ้างและทรัพย์สิน เนื้อหาสำคัญการยกเลิกประกาศฉบับเดิม ประกาศฉบับนี้ได้ยกเลิกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานฉบับเดิม ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และใช้ประกาศฉบับนี้แทนหน้าที่ของนายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งต้องจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้า ตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในท้ายประกาศฯต้องแจ้งบันทึกผลการตรวจสอบฯ ต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตรวจสอบเสร็จสิ้น โดยแจ้งผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหลัก หรือแจ้งเป็นเอกสารด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบและรับรอง ผู้ที่สามารถทำการตรวจสอบและบันทึกผลได้ ต้องเป็นบุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๙ หรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (โดยทั่วไปคือ วิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต)ข้อยกเว้น หากนายจ้างได้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าตามกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยโรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร โดยมีวิศวกรไฟฟ้าเป็นผู้บันทึกผล ให้ถือว่าเป็นการตรวจสอบตามประกาศฉบับนี้แล้ว ช่องทางการแจ้งผลการตรวจสอบช่องทางหลัก ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานช่องทางอื่นแจ้งเป็นเอกสารด้วยตนเอง ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่แจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ 

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น

ประกาศฯ เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมปั้นจั่น ทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น

ประกาศฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานปั้นจั่น เนื่องจากเป็นการย้ำถึงความจำเป็นในการมีคุณสมบัติและความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในการทำงานประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุหรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น          โดยที่ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยืดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นผ่านการอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการทำงานที่ปลอดภัยในการทำงานของปั้นจั่น การป้องกันอันตรายจากปั้นจั่น รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างอุปกรณ์ การตรวจสอบ และบำรุงรักษาอุปกรณ์ของปั้นจั่น รวมทั้งการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นแต่ละประเภท โดยวิทยากรซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นแต่ละประเภทตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๗๒ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ ๒ หลักสูตรการฝึกอบรมลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ประกอบด้วย ๙ หลักสูตร ดังต่อไปนี้          (๑) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นเหนือศีรษะ ปั้นจั่นขาสูงหรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน          (๒) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุและผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นเหนือศีรษะ ปั้นจั่นขาสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน          (๓) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นหอสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน          (๔) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุและผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ประเภทปั้นจั่นหอสูง หรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน          (๕) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่          (๖) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุและผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่          (๗) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ          (๘) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น          (๙) หลักสูตรการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น          ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นตามชนิดและประเภทของปั้นจั่นในหลักสูตรตามวรรคหนึ่ง รายละเอียดหัวข้อวิชาและระยะเวลาในการฝึกอบรมตามข้อ ๗ ถึงข้อ ๑๕แล้วแต่กรณี          กรณีที่นายจ้างไม่สามารถจัดให้มีการฝึกอบรมในหลักสูตรตามวรรคสองได้ ให้นิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ เป็นผู้ดำเนินการ          ข้อ ๓ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น กรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้          (๑) ลูกจ้างผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและทำงานมาแล้วเป็นระยะเวลาสองปี โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันก่อนครบกำหนดสองปี หากมิได้จัดอบรมตามกำหนดเวลาดังกล่าว ต้องจัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมภาคทฤษฎี การทดสอบภาคทฤษฎี การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ และการทดสอบภาคปฏิบัติตามหลักสูตรข้อ ๒ (๑) ถึงข้อ ๒ (๘) แล้วแต่กรณี          (๒) กรณีเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับปั้นจั่นในสถานที่ทำงานหรือสถานประกอบกิจการโดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุ          ข้อ ๔ ในการจัดฝึกอบรมตามหลักสูตรในข้อ ๒ นายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจัดฝึกอบรมตามมาตรา ๑๑ ต้องดำเนินการ ดังนี้          (๑) กรณีนายจ้างให้แจ้งกำหนดการ สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรมตามชนิดและประเภทของปั้นจั่น รายชื่อลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมทั้งรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร ต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่นายจ้างมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งเป็นเอกสารด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการ สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรม รายชื่อลูกจ้าง หรือวิทยากร ให้นายจ้างแจ้งรายละเอียดก่อนวันที่ดำเนินการฝึกอบรม          (๒) จัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตรที่กำหนด          (๓) จัดให้มีเอกสารประกอบการฝึกอบรม วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องจักรหรือปั้นจั่นที่ใช้ในการอบรมตามหลักสูตร          (๔) การทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องผ่านเกณฑ์การประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ทั้งนี้ ในการทดสอบภาคปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย          (๕) ออกหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการฝึกอบรม หนังสือรับรอง หรือวุฒิบัตร โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังนี้          (ก) ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า          "จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง" หรือ "จัดฝึกอบรมโดยนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ ใบอนุญาตเลขที่ ... "          (ข) ชื่อและนามสกุลของลูกจ้างหรือบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรม          (ค) ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรมโดยต้องระบุชนิดและประเภทของปั้นจั่นที่จัดให้มีการฝึกอบรม ยกเว้นหลักสูตรการฝึกอบรมข้อ ๒ (๗) และ ข้อ ๒ (๘) ไม่ต้องระบุชนิดและประเภทของปั้นจั่น          (ง) สถานที่ตั้งในการฝึกอบรม          (จ) วัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม          (ฉ) ลงนามโดยนายจ้างหรือนิติบุคคลได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ แล้วแต่กรณี          ทั้งนี้ ผู้จัดให้มีการฝึกอบรมต้องมอบหลักฐานที่แสดงว่าผ่านการฝึกอบรม หนังสือรับรองหรือวุฒิบัตร ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ผ่านการประเมินผลตามหลักสูตร          (๖) จัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม วัน เวลาที่ฝึกอบรม รายชื่อวิทยากรพร้อมภาพถ่ายกิจกรรมระหว่างการฝึกอบรม          การดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) นายจ้างหรือผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมต้องจัดเก็บหลักฐานหรือเอกสารการดำเนินการเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ ทั้งนี้จะจัดเก็บอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้          ข้อ ๕ การฝึกอบรมภาคทฤษฎี ต้องจัดให้จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมห้องละไม่เกินหกสิบคนต่อวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคน          การฝึกอบรมและทดสอบภาคปฏิบัติต้องจัดให้มีวิทยากรอย่างน้อยหนึ่งคนต่อผู้เข้ารับ การฝึกอบรมไม่เกินยี่สิบคนต่อปั้นจั่นหนึ่งเครื่อง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการยกเคลื่อนย้ายอย่างน้อยหนึ่งชุดรวมถึงต้องให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฝึกปฏิบัติและทดสอบภาคปฏิบัติกับอุปกรณ์ในการยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของตามเส้นทางที่กำหนดอย่างถูกต้องและปลอดภัย ตามสถานที่ และปั้นจั่นที่ใช้งานจริงหรือปั้นจั่นที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกัน          กรณีที่จัดฝึกอบรม ณ สถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ทำงานของลูกจ้างหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องดำเนินการจัดให้มีปั้นจั่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับชนิดและประเภทของปั้นจั่นที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมใช้ในการทำงานบทเฉพาะกาล          ข้อ ๑๙ ลูกจ้างผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอบรมหลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยึดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น และการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกาศ ณ วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ก่อนประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่านายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ตามประกาศฉบับนี้แล้วประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น

ประกาศฯ กำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือ ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น

ประกาศฉบับนี้เป็นประกาศเกี่ยวกับการกำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ซึ่งออกโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น          โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ตามแบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกำหนดอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๖๗ แห่ง กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ ๒ รูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ให้เป็นไป ตามแบบท้ายประกาศนี้กำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น.pdf

อัปเดตวิธีการวัดระดับเสียงการรบกวน2567 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม

อัปเดต! วิธีการวัดระดับเสียงการรบกวน2567 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม

อัปเดตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง วิธีการวัดระดับเสียงการรบกวน 2567ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 กรมโรงงานอุตสาหรรม ได้ประกาศอัปเดต เรื่อง วิธีการวัดระดับเสียงการรบกวนระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และระดับเสียงสูงสุดที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน พ.ศ.2567 ในเนื้อหาประกาศจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นการปรับปรุงวิธีการตรวจวัดและคำนวณระดับเสียงรบกวน และระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และระดับเสียงสูงสุดที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบค่าระดับเสียงรบกวนจากการประกอบกิจการโรงงานให้มีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอัปเดต ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม วิธีการวัดระดับเสียงการรบกวน2567.pdf

ประกาศจากกรมสวัสดิการล่าสุด

ประกาศจาก กสร. เรื่องการเทียบเท่าวุฒิไม่ต่ำกว่า ป.ตรี อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ประกาศล่าสุดจาก กรมสวัสดิการ เรื่อง การเทียบเท่าวุฒิไม่ต่ำกว่า ป.ตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยโดยที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงานหรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 ข้อ 21 (1)เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพต้องมีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนดอาศัยอำนาจตามความในข้อ 21 (1) แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พศ. 2565 อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ 2 ให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า ต้องสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ผ่านการพิจารณาความสอดคล้องของระบบการรับทราบหลักสูตรจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ตามรายละเอียดท้ายประกาศนี้          ให้สถาบันการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับชื่อหลักสูตร ผลการพิจารณาความสอดคล้องของระบบการรับทราบหลักสูตรจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรมจำนวนหน่วยกิตวิชาชีพเฉพาะด้านความปลอดภัย  าชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและรายละเอียดเครื่องมือต้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม เพื่อเทียบเท่าวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรณีมีการยกเลิก ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง หรือเกี่ยวกับหลักสูตรกรณีใดก็ตาม ให้ส่งเอกสารและหลักฐานดังกล่าวให้กองความปลอดภัยแรงงาน รมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในหกสิบวันหลังจากที่มีการยกเลิก ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเสร็จสิ้น          ข้อ 3 ให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่าของสถาบันการศึกษาที่ผ่านการเทียบเท่าจากกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงาน  ก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 21 (1) แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน  บุคลากร หน่วยงน  หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565ประกาศจาก กสร. เรื่อง การเทียบเท่าวุฒิไม่ต่ำกว่า ป.ตรี สาขาอาชีวอนามัย.pdf

ประกาศกสร.หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหารหัวหน้างานและลูกจ้าง ฉ.2

ประกาศกสร.หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหารหัวหน้างานและลูกจ้าง ฉ.2

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหาร หัวหน้างานและลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับที่ ๒)          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อให้บริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างปลอดภัยสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          ข้อ ๒ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๗ ข้อ ๘ และบทเฉพาะกาล ข้อ ๑๐ แห่งประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการฝึกอบรมผู้บริหาร หัวหน้างานและลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ลงวันที่ ๓๐ มีนาคมพ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน          "ข้อ ๗ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ มีระยะเวลาการฝึกอบรมหกชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา          (๑) ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานมีระยะเวลาการฝึกอบรมหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที          (๒) กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีระยะเวลาการฝึกอบรมหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที          (๓) คู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของหน่วยงานมีระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมงสำหรับลูกจ้างที่ผ่านการอบรมตามวรรคหนึ่งจากสถานประกอบกิจการเดิมแล้ว ให้ฝึกอบรมเฉพาะ (๓) เท่านั้น"          "ข้อ ๘ หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับลูกจ้างเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงแตกต่างไปจากเดิม มีระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา          (๑) ปัจจัยสี่ยงจากการทำงาน มีระยะเวลาการฝึกอบรมหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที          (๒) คู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของหน่วยงานมีระยะเวลาการฝึกอบรมหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที"          "ข้อ ๑๐ ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานหรือระดับบริหาร หรือเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ถือว่าผู้นั้นผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับลูกจ้างระดับหัวหน้างานหรือระดับบริหารตามประกาศนี้"ประกาศกรมฯ อบรมม.16 ฉ.2.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน - หลักสูตร คุณสมบัติวิทยากร และการฝึกอบรมคปอ

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน - หลักสูตร คุณสมบัติวิทยากร และการฝึกอบรมคปอ

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย          โดยที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๔๓ กำหนดให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการฝึกอบรมเพื่อให้ลูกจ้างมีคุณสมบัติเป็น คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย ทั้งนี้ หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติของวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมของนายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด           อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๓ วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้          ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหมวด ๑ หลักสูตรการฝึกอบรมข้อ ๒ หลักสูตรคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการ ระยะเวลาการฝึกอบรมสิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย ๓ หมวดวิชาดังต่อไปนี้(๑) หมวดวิชาที่ ๑ การบริหารคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานของสถานประกอบกิจการ ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา     (ก) แนวคิดการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน     (ข) แนวคิดการบริหารคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานของสถานประกอบกิจการ      (ค ) หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการท างานของสถานประกอบกิจการ (๒) หมวดวิชาที่ ๒ กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา     (ก) สาระสำคัญของพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ และกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕      (ข) สาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานที่เกี่ยวข้อง และการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ๓) หมวดวิชาที่ ๓ การบริหาร จัดการด้านความปลอดภัยตามบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ ระยะเวลา การฝึกอบรมหกชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา      (ก) การจัดทำนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน      (ข) การจัดทำแนวทางการป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ การประสบอันตราย การเจ็บป่วย จากการทำงานของลูกจ้าง      (ค) การจัดทำระบบการรายงาน เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางการปรับปรุงแก้ไข สภาพการทำงานของลูกจ้าง      (ง) การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน      (จ) การพิจารณาคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานของสถานประกอบกิจการ      (ฉ) การส ารวจด้านความปลอดภัยในการทำงาน      (ช) การพิจารณาโครงการหรือแผนการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน      (ซ) การประเมินผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน      (ฌ) การประชุมและการติดตามงาน    ข้อ ๓ หลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย ระยะเวลาการฝึกอบรมสี่สิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย ๖ หมวดวิชา ดังต่อไปนี้  (๑) หมวดวิชาที่ ๑ การบริหารหน่วยงานความปลอดภัย ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา      (ก) หน้าที่ของหน่วยงานความปลอดภัย      (ข) บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัยและการพัฒนาการเป็นผู้บริหาร      (ค) กลยุทธ์การบริหารหน่วยงานความปลอดภัย   (๒) หมวดวิชาที่ ๒ การบริหารงานตามกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานในสถานประกอบกิจการ ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา      (ก) กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานอื่น ๆ     (ข) กลยุทธ์การจัดการตามกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการท างาน   (๓) หมวดวิชาที่ ๓ การบริหารความเสี่ยงและการจัดทำแผนการจัดการความเสี่ยง ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมหกชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา      (ก) แนวคิดการบริหารจัดการความเสี่ยง     (ข) เทคนิคการจัดการความเสี่ยงและการจัดทำแผนงานบริหารการจัดการความเสี่ยง      (ค) การกำกับ ติดตาม และการรายงานผลการบริหารการจัดการความเสี่ยง  (๔) หมวดวิชาที่ ๔ การจัดท าข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ อุบัติภัย และโรคจากการท างาน ระยะเวลาการฝึกอบรมเก้าชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา      (ก) แนวคิดในการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ อุบัติภัย และโรคจากการทำงาน     (ข) การจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยในการทำงานด้านอาชีวอนามัย สุขศาสตร์อุตสาหกรรม และโรคจากการทำงาน      (ค) การจัดทำข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยในการทำงานด้านวิศวกรรม   (๕) หมวดวิชาที่ ๕ การจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมเก้าชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา      (ก) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และการตรวจประเมินระบบการจัดการ ด้านความปลอดภัย      (ข) การติดตาม การประเมินผล และการรายงานผลการดำเนินการด้านความปลอดภัย ในการทำงาน      (ค) การจัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และของสถานประกอบกิจการ     (ง) แนวคิดการจัดอบรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน      (จ) การจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับองค์กร   (๖) หมวดวิชาที่ ๖ การฝึกปฏิบัติ ระยะเวลาการฝึกอบรมสิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย หัวข้อวิชา      (ก) การฝึกปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง การจัดทำแผนการจัดการความเสี่ยง และข้อเสนอแนะในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน      (ข) การฝึกปฏิบัติการจัดทำระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานหมวด ๒ คุณสมบัติของวิทยากรข้อ ๔ วิทยากรผู้ทำการฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้     (๑) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับหมวดวิชา ที่บรรยาย มีประสบการณ์ในการท างานด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีและมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ การนับ ระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าวให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง    (๒) เป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้อง กับหมวดวิชาที่บรรยาย และมีประสบการณ์การสอนด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง     (๓) เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาในการเป็น วิทยากรฝึกอบรมที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการทำงานด้านความปลอดภัย ในการทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงาน ไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ การนับระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าวให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบ หรือขอรับการรับรอง    (๔) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีและมีความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ หมวดวิชาที่บรรยาย ทั้งนี้ ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี หมวด ๓ การจัดฝึกอบรมของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม   ข้อ ๕ ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมประสงค์ที่จะจัดฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้    (๑) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และต้องได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับรองระบบบริหารงานคุณภาพ หรือ     (๒) สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ     (๓) เป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือเอกชน และต้องมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ประเมิน ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา หรือ     (๔) เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์  ข้อ ๖ ให้ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๕ ยื่นคำขอต่ออธิบดี พร้อมด้วยรายชื่อวิทยากร และเอกสารตามแบบ กภ.คปอ.ผบ ๑ แนบท้ายประกาศนี้ ณ กองความปลอดภัยแรงงาน หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด   ข้อ ๗ เมื่อผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ได้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อขอรับรองหลักสูตร การฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรถูกต้องและครบถ้วน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายออกหลักฐาน การรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรของผู้ยื่นคำขอภายในหกสิบวัน      การออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ กภ.คปอ.ผบ ๒/๑ สำหรับหลักสูตร คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือแบบ กภ.คปอ.ผบ ๒/๒ สำหรับหลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย แล้วแต่กรณี และออกได้ คราวละสามปีนับแต่วันที่ได้รับการรับรอง      ในกรณีที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นว่าผู้ยื่นคำขอขาดคุณสมบัติตามข้อ ๕ หรือเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๖ ไม่ถูกต้องและครบถ้วน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบทันทีหรือภายในไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ หากผู้ยื่นคำขอไม่แก้ไข หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์ที่จะให้ดำเนินการ ตามคำขอต่อไป และให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ ในกรณีเช่นนี้ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ส่งเอกสารคืนผู้ยื่นคำขอ พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ให้ผู้ยื่นคำขอทราบ  ข้อ ๘ การขอต่ออายุการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรของผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม ให้ยื่นคำขอไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันที่การรับรองจะสิ้นสุด และให้นำความ ในข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ มาใช้บังคับแก่การยื่นคำขอต่ออายุการรับรองโดยอนุโลม เมื่อยื่นคำขอต่ออายุการรับรองแล้ว ให้ผู้ได้รับการรับรองดำเนินการต่อไปได้จนกว่าอธิบดี จะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุการรับรองนั้น การต่ออายุการรับรองหลักสูตรให้มีอายุคราวละสามปีนับแต่วันที่การรับรองเดิมสิ้นสุด   ข้อ ๙ ในกรณีที่เอกสารการรับรองสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ยื่นคำขอ ใบแทนการรับรองต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดดังกล่าว   ข้อ ๑๐ ในกรณีผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองตามข้อ ๗ มีการเปลี่ยนแปลง วิทยากร บุคลากรซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการการฝึกอบรม สถานที่ตั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใด จากที่ได้ยื่นขอการรับรองไว้ ให้แจ้งเป็นหนังสือ พร้อมส่งเอกสารแสดงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงหมวด ๔ การดำเนินการฝึกอบรม  ข้อ ๑๑ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ดำเนินการจัดฝึกอบรมตามหลักสูตร ในหมวด ๑ และจัดให้มีวิทยากรที่มีคุณสมบัติตามหมวด ๒   ข้อ ๑๒ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการ ดังนี้    (๑) กรณีนายจ้างให้แจ้งกำหนดการฝึกอบรม หลักสูตรการฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร และเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๑๒ (๘) ต่อสำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือส านักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด เพื่อให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันทำการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งด้วยตนเองหรือ ผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้     (๒) กรณีผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมเป็นผู้จัดฝึกอบรม ให้แจ้งกำหนดการฝึกอบรม หลักสูตร การฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร และเอกสารหรือ หลักฐานตามข้อ ๖ ณ กองความปลอดภัยแรงงาน ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันทำการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งด้วยตนเองหรือผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้     (๓) จัดให้ห้องฝึกอบรมหนึ่งห้องมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกินหกสิบคน     (๔) จัดให้มีคู่มือประกอบการฝึกอบรม จัดเตรียมอุปกรณ์ สื่อและเอกสารประกอบการฝึกอบรม และสถานที่ที่ถูกสุขลักษณะให้มีความพร้อมใช้งานตลอดเวลาที่มีการดำเนินการ     (๕) จัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตร     (๖) จัดให้มีการประเมินผลทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม     (๗) ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยมีรายละเอียด อย่างน้อย ดังนี้      (ก) ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า “จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง ” หรือ “จัดฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองหลักสูตร เลขที่ ...”      (ข) ชื่อและนามสกุลของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม      (ค) ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรม ให้ระบุข้อความ ดังนี้ “หลักสูตรคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของสถานประกอบกิจการ ตามข้อ ๔๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ ทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒ ชั่วโมง ” หรือ     “หลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย ตามข้อ ๔๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้าน ความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๔๒ ชั่วโมง ” แล้วแต่กรณี (ง) ระบุสถานที่ในการฝึกอบรม (จ) ระบุวัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม (ฉ) ลงนามโดยนายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม แล้วแต่กรณี      (๘) จัดให้วิทยากรได้รับการฝึกอบรมหรือมีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการ ทำงานเพิ่มเติมปีละไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมง   ข้อ ๑๓ นอกจากดำเนินการตามข้อ ๖ แล้ว ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้     (๑) จัดทำค่าบริการที่กำหนดรายละเอียดของค่าใช้จ่ายในการให้บริการเสนอต่อผู้รับบริการ ก่อนการให้บริการ โดยค่าบริการที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมจะเรียกเก็บให้คำนวณจากค่าใช้จ่าย ในการให้บริการของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมรวมกับค่าตอบแทนที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมได้รับ จากการให้บริการ ซึ่งค่าตอบแทนดังกล่าวต้องไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนค่าใช้จ่ายในการให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ หมายความถึง ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในการให้บริการ เช่น ค่าตอบแทนบุคลากร ค่าวัสดุ อุปกรณ์ หรือสถานที่ในการให้บริการ และค่าใช่จ่ายอื่นใดของผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม     (๒) ไม่เปิดเผยความลับของผู้รับบริการซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการให้บริการ     ข้อ ๑๔ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมส่งรายงานผลการฝึกอบรม รายชื่อ ผู้ผ่านการฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากร ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม ณ กองความปลอดภัยแรงงาน หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตามแบบ กภ.คปอ.ผบ ๓     ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการตามข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจเพิกถอนการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากร    ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจเข้าไปในสำนักงานของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม และสถานที่จัดการฝึกอบรมในเวลาทำการ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ตรวจสอบ หรือควบคุม ให้ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศนี้ประกาศกรมสวัสดิการฯ หลักสูตรอบรม คปอ..pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหาร 2566

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน - หลักสูตร คุณสมบัติวิทยากร และการฝึกอบรมจป

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหาร           โดยที่ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๔๓ กำหนดให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการฝึกอบรมเพื่อให้ลูกจ้างมีคุณสมบัติ เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหาร ทั้งนี้ หลักสูตร การฝึกอบรม คุณสมบัติของวิทยากร และการดำเนินการฝึกอบรมของนายจ้างหรือผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรมให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด           อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๓ วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หมวด ๑ หลักสูตรการฝึกอบรม           ข้อ ๒ หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระยะเวลา การฝึกอบรมสิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย ๔ หมวดวิชา ดังต่อไปนี้           (๑) หมวดวิชาที่ ๑ ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน และบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระยะเวลา การฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                                         (ก) ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน                    (ข) บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน           (๒) หมวดวิชาที่ ๒ กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                                   (ก) การบริหารกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของกระทรวงแรงงาน                     (ข) สาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน และการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ           (๓) หมวดวิชาที่ ๓ การค้นหาอันตรายจากการทำงานและการจัดทำคู่มือว่าด้วย ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                     (ก) การตรวจความปลอดภัย                     (ข) การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย                     (ค) การสอบสวน การวิเคราะห์ และการรายงานอุบัติเหตุ                     (ง) การจัดทำคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของหน่วยงาน           (๔) หมวดวิชาที่ ๔ การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรม สามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                     (ก) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากเครื่องจักร                     (ข) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากไฟฟ้า                     (ค) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุ                     (ง) การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบกิจการ                     (จ) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน                     (ฉ) การป้องกันและควบคุมอันตรายจากสารเคมี                     (ช) การป้องกันและควบคุมปัญหาด้านการยศาสตร์                     (ซ) การป้องกันและควบคุมอันตรายในงานก่อสร้าง                     (ฌ) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล           ข้อ ๓ หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ระยะเวลาการฝึกอบรม สิบสองชั่วโมง ประกอบด้วย ๓ หมวดวิชา ดังต่อไปนี้           (๑) หมวดวิชาที่ ๑ ความรู้เกี่ยวกับการบริหาร จัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ระยะเวลาการฝึกอบรม สามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                     (ก) ความรู้เกี่ยวกับการบริหาร จัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทำงาน                     (ข) บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร          (๒) หมวดวิชาที่ ๒ กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงานระยะเวลาการฝึกอบรมสามชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                     (ก) การบริหารกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของกระทรวงแรงงาน                    (ข) สาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน และการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ           (๓) หมวดวิชาที่ ๓ ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ระยะเวลาการฝึกอบรมหกชั่วโมง ประกอบด้วยหัวข้อวิชา                     (ก) แนวคิดระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน                     (ข) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานของกระทรวงแรงงาน                     (ค) ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของมาตรฐานประเทศไทยและสากล                     (ง) การประยุกต์ใช้ระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน หมวด ๒ คุณสมบัติของวิทยากร           ข้อ ๔ วิทยากรผู้ทำการฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้           (๑) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับหมวดวิชา ที่บรรยาย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ การนับระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าวให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง           (๒) เป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีในสาขา ที่เกี่ยวข้องกับหมวดวิชาที่บรรยาย และมีประสบการณ์การสอนด้านความปลอดภัยในการทำงาน ไม่น้อยกว่าสามปีนับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง           (๓) เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาในการ เป็นวิทยากรฝึกอบรมที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการทำงาน ด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากร ด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี ทั้งนี้ การนับระยะเวลาห้าปีหรือสามปีดังกล่าว ให้นับจากปีที่ขอความเห็นชอบหรือขอรับการรับรอง           (๔) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี และมีความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ หมวดวิชาที่บรรยาย ทั้งนี้ ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปี และมีประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าสามปี หมวด ๓ การจัดฝึกอบรมของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม           ข้อ ๕ ผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม ประสงค์ที่จะจัดฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้           (๑) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และต้องได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับรองระบบบริหารงานคุณภาพ หรือ           (๒) สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ           (๓) เป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือเอกชน และต้องมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ประเมิน ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา หรือ           (๔) เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์           ข้อ ๖ ให้ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๕ ยื่นคำขอต่ออธิบดี พร้อมด้วย รายชื่อวิทยากร และเอกสารตามแบบ กภ.จป.นบ ๑ แนบท้ายประกาศนี้ ณ กองความปลอดภัยแรงงาน หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด           ข้อ ๗ เมื่อผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ได้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อขอรับรองหลักสูตร การฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรถูกต้องและครบถ้วน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายออกหลักฐาน การรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรของผู้ยื่นคำขอภายในหกสิบวัน การออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ กภ.จป.นบ ๒ และออกได้คราวละ สามปีนับแต่วันที่ได้รับการรับรอง ในกรณีที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นว่าผู้ยื่นคำขอขาดคุณสมบัติตามข้อ ๕ หรือเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๖ ไม่ถูกต้องและครบถ้วน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายแจ้ง ให้ผู้ยื่นคำขอทราบทันทีหรือภายในไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ หากผู้ยื่นคำขอไม่แก้ไข หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน ให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์ที่จะให้ดำเนินการ ตามคำขอต่อไป และให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ ในกรณีเช่นนี้ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ส่งเอกสารคืนผู้ยื่นคำขอ พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ให้ผู้ยื่นคำขอทราบ          ข้อ ๘ การขอต่ออายุการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมและรายชื่อวิทยากรของผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม ให้ยื่นคำขอไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันที่การรับรองจะสิ้นสุด และให้นำความในข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ มาใช้บังคับแก่การยื่นคำขอต่ออายุการรับรองโดยอนุโลม เมื่อยื่นคำขอต่ออายุการรับรองแล้ว ให้ผู้ได้รับการรับรองดำเนินการต่อไปได้จนกว่าอธิบดี จะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุการรับรองนั้น การต่ออายุการรับรองหลักสูตรให้มีอายุคราวละสามปีนับแต่วันที่การรับรองเดิมสิ้นสุด ข้อ ๙ ในกรณีที่เอกสารการรับรองสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ยื่นคำขอใบแทนการรับรองต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ดังกล่าว           ข้อ ๑๐ ในกรณีผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองตามข้อ ๗ มีการเปลี่ยนแปลง วิทยากร บุคลากรซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการการฝึกอบรม สถานที่ตั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใด จากที่ได้ยื่นขอการรับรองไว้ ให้แจ้งเป็นหนังสือ พร้อมส่งเอกสารแสดงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง หมวด ๔ การดำเนินการฝึกอบรม           ข้อ ๑๑ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ดำเนินการจัดฝึกอบรมตามหลักสูตร ในหมวด ๑ และจัดให้มีวิทยากรที่มีคุณสมบัติตามหมวด ๒           ข้อ ๑๒ ให้นายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมดำเนินการ ดังนี้           (๑) กรณีนายจ้างให้แจ้งกำหนดการฝึกอบรม หลักสูตรการฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้ารับ การฝึกอบรม พร้อมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร และเอกสารหรือหลักฐานตามข้อ ๑๒ (๘) ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานจังหวัดเพื่อให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันท าการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้ง ด้วยตนเองหรือผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้           (๒) กรณีผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมเป็นผู้จัดฝึกอบรม ให้แจ้งกำหนดการฝึกอบรม หลักสูตร การฝึกอบรม รายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมรายชื่อและคุณสมบัติวิทยากร และเอกสารหรือ หลักฐานตามข้อ ๖ ณ กองความปลอดภัยแรงงาน ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันทำการก่อนการจัดฝึกอบรม ทั้งนี้ อาจแจ้งด้วยตนเองหรือผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ได้           (๓) จัดให้ห้องฝึกอบรมหนึ่งห้องมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกินหกสิบคน           (๔) จัดให้มีคู่มือประกอบการฝึกอบรม จัดเตรียมอุปกรณ์ สื่อและเอกสารประกอบการฝึกอบรม และสถานที่ที่ถูกสุขลักษณะให้มีความพร้อมใช้งานตลอดเวลาที่มีการดำเนินการ           (๕) จัดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตร           (๖) จัดให้มีการประเมินผลทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม           (๗) ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยมีรายละเอียด อย่างน้อย ดังนี้                     (ก) ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า “จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง ” หรือ “จัดฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง หลักสูตร เลขที่ ...”                     (ข) ชื่อและนามสกุลของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม                     (ค) ชื่อหลักสูตรที่ผ่านการฝึกอบรม ให้ระบุข้อความ ดังนี้ “หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ตามข้อ ๔๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒ ชั่วโมง ” หรือ “หลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร ตามข้อ ๔๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือ คณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๑๒ ชั่วโมง ” แล้วแต่กรณี                    (ง) ระบุสถานที่ในการฝึกอบรม                     (จ) ระบุวัน เดือน และปี ที่เข้ารับการฝึกอบรม                     (ฉ) ลงนามโดยนายจ้างหรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม แล้วแต่กรณี          (๘) จัดให้วิทยากรได้รับการฝึกอบรมหรือมีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มเติมปีละไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมง          ข้อ ๑๓ นอกจากดำเนินการตามข้อ ๖ แล้ว ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้           (๑) จัดทำค่าบริการที่กำหนดรายละเอียดของค่าใช้จ่ายในการให้บริการเสนอต่อผู้รับบริการ ก่อนการให้บริการ โดยค่าบริการที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมจะเรียกเก็บให้คำนวณจากค่าใช้จ่าย ในการให้บริการของผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมรวมกับค่าตอบแทนที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมได้รับจากการให้บริการ ซึ่งค่าตอบแทนดังกล่าวต้องไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนค่าใช้จ่ายในการให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ หมายความถึง ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในการให้บริการ เช่น ค่าตอบแทนบุคลากร ค่าวัสดุ อุปกรณ์ หรือสถานที่ในการให้บริการ และค่าใช้จ่ายอื่นใดของผู้ให้บริการ ด้านการฝึกอบรม           (๒) ไม่เปิดเผยความลับของผู้รับบริการซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการให้บริการ           ข้อ ๑๔ ให้นายจ้าง หรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมส่งรายงานผลการฝึกอบรม รายชื่อผู้ผ่าน การฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากร ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม ณ กองความปลอดภัย แรงงาน หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตามแบบ กภ.จป.นบ ๓           ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม ฝ่าฝืนหรือไม่ด าเนินการตามข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ และ          ข้อ ๑๔ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจเพิกถอนการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรม และรายชื่อวิทยากรประกาศกรมสวัสดิการฯ หลักสูตรอบรม จป.ง จป.บ .pdf

กฎหมายกรมการขนส่ง

ประกาศจากกรมการขนส่ง เรื่องกำหนดคุณสมบัติหลักสูตรของบุคลากรความปลอดภัยในการขนส่ง

ประกาศจากกรมการขนส่งเรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักสูตร ระยะเวลาการฝึกอบรม และหน้าที่ของบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2564โดยที่กฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ.2558 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ความปลอดภัยในการขนส่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ต้องจัดให้มีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติและผ่านการฝึกอบรม ตามหลักสูตร ระยะเวลา และมีหน้าที่ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 (9/2) และวรรคสอง และข้อ 4 (4) ของกฎกระทรวง ความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2558 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 อธิบดีกรมการขนส่งทางบกโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้  ( 1 ) มีสัญชาติไทย ( 2 ) มีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปีบริบูรณ์  ( 3 ) ไม่เคยถูกยกเลิกการขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เว้นแต่ ได้ถูกยกเลิกการขึ้นทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปีนับแต่วันที่ถูกยกเลิกการขึ้นทะเบียนครั้งหลังสุดข้อ 2 หลักสูตรการฝึกอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ให้เป็นไป ตามที่กำหนดไว้แนบท้ายประกาศนี้ โดยมีระยะเวลาการฝึกอบรม ดังนี้ (1) บุคคลทั่วไป ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวน 18 ชั่วโมง  (2) ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างานระดับวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน ระยะเวลาการฝึกอบรม จ านวนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง (3) ผู้มีประสบการณ์การท างานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านการขนส่งทางถนน มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวนไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง (4) ผู้ขอต่ออายุการขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ระยะเวลาการฝึกอบรม จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตาม(2) (3) และ (4) สามารถเลือกหัวข้อวิชาอบรมตาม หลักสูตร การฝึกอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งได้ตามความประสงค์ ข้อ 3 ผู้ที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรและระยะเวลาที่กำหนดตามข้อ ๒ และต้องผ่านการทดสอบความรู้ ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยต้องได้คะแนนรวมตั้งแต่ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ      กรณีไม่ผ่านการทดสอบความรู้ ให้ทดสอบแก้ตัวได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ไม่ผ่านการทดสอบครั้งแรก หากไม่ผ่านการทดสอบอีก ให้เข้ารับการฝึกอบรมและทดสอบใหม่ ข้อ 4 ในกรณีกรมการขนส่งทางบกได้ยอมรับผลการฝึกอบรมและทดสอบของหน่วยงานใด หรือมอบหมายให้หน่วยงานใดทำการฝึกอบรมและทดสอบแทนกรมการขนส่งทางบก ให้ถือว่าผู้ขอขึ้นทะเบียนหรือขอต่ออายุการขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งที่ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบจากหน่วยงานดังกล่าวผ่านการฝึกอบรมและทดสอบตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้แล้วประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณสมบัติ หลักสูตร ระยะเวลาการฝึกอบรม.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบการทดสอบปั้นจั่น

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบการทดสอบปั้นจั่น

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบการทดสอบปั้นจั่นโดยที่ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นเมื่อมีการติดตั้งแล้วเสร็จปั้นจั่นหยุดการใช้งานปั้นจั่นตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปก่อนนำปั้นจั่นมาใช้งานใหม่ และต้องจัดให้มีการทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตามประเภทและลักษณะของงาน ตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งาน ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนดอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๕๗ และข้อ ๕๘ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย  อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปข้อ ๒ นายจ้างต้องจัดให้มีการทดสอบการติดตั้งปั้นจั่นเมื่อติดตั้งเสร็จ ปั้นจั่นที่มีการหยุดใช้งานตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป และทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามประเภท และลักษณะของงาน ตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามแบบการทดสอบกรติดตั้งปั้นจั่นเมื่อติดตั้งเสร็จ ปั้นจั่นที่มีการหยุดใช้งาน และส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ (แบบ ปจ. ๑) หรือปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ (แบบ ปจ. ๒) ท้ายประกาศนี้สาระสำคัญ (ข้อปฎิบัติ Practice) ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบการทดสอบปั้นจั่นข้อ 2 นายจ้างต้องจัดให้มีการทดสอบการติดตั้งปั้นจั่น - เมื่อติดตั้งเสร็จ - ปั้นจั่นที่มีการหยุดใช้งานตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป - และทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามประเภท และลักษณะของงาน ตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามแบบการทดสอบการติดตั้งปั้นจั่นเมื่อติดตั้งเสร็จ ปั้นจั่นที่มีการหยุดใช้งาน และส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ (แบบ ปจ. 1) หรือปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ (แบบ ปจ. 2) ท้ายประกาศนี้ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานล่าสุดเรื่อง การฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้ของจป.เทคนิค จป.เทคนิคขั้นสูง จป.วิชาชีพ

ประกาศ กสร.การฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้ จป.ระดับเทคนิค,เทคนิคขั้นสูง,วิชาชีพ

ใหม่! ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง  การฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้ของ จป.ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มเติมโดยที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๒๓ กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ ได้รับการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มเติม ปีละไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมงตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๓ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๒ นายจ้างต้องจัดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ ได้รับการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มเติม ปีละไม่น้อยกว่าสิบสองชั่วโมงตามหลักสูตรแนบท้ายประกาศนี้ ข้อ ๓ เมื่อได้ดำเนินการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้ตามข้อ ๒ แล้วเสร็จ ให้นายจ้าง แจ้งผลการดำเนินการด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ สำนักงานสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่นายจ้าง มีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ดำเนินการ ดังกล่าวแล้วเสร็จ ตามแบบแนบท้ายประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๕ นิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้ของเจ้าหน้าที่.PDF

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การแจ้งการขึ้นทะเบียน การพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย ล่าสุด

ประกาศกสร เรื่อง แบบรายงานผลการดำเนินงานของ จป.เทคนิค,เทคนิคขั้นสูงและจป.วิชาชีพ

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง แบบรายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ          โดยที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๔๗ ให้นายจ้างจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานของ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ตามระยะเวลาและแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด         อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๗ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้        ข้อ ๑  ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป        ข้อ ๒  ให้นายจ้างจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ ตามแบบ จป.ท จป.ส และ จป.ว ท้ายประกาศนี้ ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสองครั้ง โดยครั้งแรกภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน และครั้งที่สองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ของทุกปี       ข้อ ๓ การส่งรายงานตาม ข้อ ๒ ให้ส่งด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่นายจ้างมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่        ในกรณีที่อธิบดีประกาศกำหนดให้ส่งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ นายจ้างสามารถส่งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้                                                                                             ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕                                                                                                                 นิยม สองแก้ว                                                                                              อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกสร เรื่อง แบบรายงานผลการดำเนินงานของ จป.เทคนิค,เทคนิคขั้นสูงและจป.วิชาชีพ.PDF

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การแจ้งการขึ้นทะเบียน การพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ของจป. และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย ล่าสุด

ประกาศ กสร เรื่อง การแจ้งการขึ้นทะเบียน การพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ของจป.

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง การแจ้งการขึ้นทะเบียน การพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย          โดยที่กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงานหรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๔๒ข้อ ๔๕ และข้อ ๔๘ กำหนดให้นายจ้างต้องนำรายชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย แจ้งการขึ้นทะเบียน การพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ของบุคคลดังกล่าวให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบภายในสามสิบวัน โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด          อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔๘ ข้อ ๔๒ และข้อ ๔๕ แห่งกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้         ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป         ข้อ ๒ ให้นายจ้างนำรายชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหารระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัยไปแจ้งเพื่อขึ้นทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายจ้างแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว พร้อมเอกสารหรือหลักฐาน ดังนี้        (๑) สำเนาเอกสารการแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย        (๒) สำเนาใบรับรองผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย หรือสำเนาวุฒิการศึกษาในกรณีที่มีคุณสมบัติโดยใช้วุฒิการศึกษา        (๓) สำเนาหนังสือเดินทางหรือสำเนาใบอนุญาตทำงาน กรณีบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย        (๔) สำเนาเอกสารหรือหลักฐานการขึ้นทะเบียน        ข้อ ๓ กรณีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร ระดับเทคนิคระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ แล้วแต่กรณี ให้นายจ้างแจ้งรายชื่อภายในสามสิบวันนับแต่วันที่บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ หรือบุคคลดังกล่าวอาจใช้สิทธิแจ้งก็ได้       ข้อ ๔ การแจ้งตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ให้แจ้งด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรับ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่นายจ้างมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ ตามแบบคำขอ กภ.จพ. ท้ายประกาศนี้        ในกรณีที่อธิบดีประกาศกำหนดให้แจ้งหรือส่งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ นายจ้างหรือบุคคล ตามข้อ ๓ สามารถแจ้งหรือส่งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้                                                                                             ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕                                                                                                                 นิยม สองแก้ว                                                                                               อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศ กสร เรื่อง การแจ้งการขึ้นทะเบียน การพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากหน้าที่ของจป..PDF

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง คร.11 2564

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง คร.11 2564

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง คร.11 2564ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของสถานประกอบกิจการประจำปี          โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของสถานประกอบกิจการ ประจำปี (แบบ คร.11) เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของการจ้างและการทำงานของสถานประกอบกิจการ ในปัจจุบัน            อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 115/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2551 อธิบดีกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้           ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป           ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบแสดงสภาพการจ้าง และสภาพการทำงานของสถานประกอบกิจการประจำปี พ.ศ. 2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554          ข้อ 3 แบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของสถานประกอบกิจการประจำปี ให้เป็นไปตามแบบ คร.11 ท้ายประกาศนี้ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบแสดงสภาพการจ้างคร11.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง (ฉบับที่ ๒)

ประกาศกสร. เรื่อง การทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง (ฉบับที่ ๒)

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง (ฉบับที่ 2)          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เพื่อให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น           อาศัยอำนาจตามความในข้อ 14 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับ ความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้  การทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. 2564ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการค านวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้ นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ทั้งนี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้าน และค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๒ ในประกาศนี้“จุดคราก” (yield point) หมายความว่า จุดที่หน่วยแรงดึงที่วัสดุเริ่มยืดโดยไม่ต้องเพิ่มแรงดึง ขึ้นอีก “น้ำหนักบรรทุกใช้งาน” (working load) หมายความว่า ผลรวมของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด ที่กระทำต่อโครงสร้าง “น้ำหนักบรรทุกคงที่” (dead load) หมายความว่า น้ำหนักของนั่งร้านที่พิจารณาน้ำหนักรวม ของอุปกรณ์ทั้งหมดของนั่งร้านร่วมด้วย “น้ำหนักบรรทุกจร” (live load) หมายความว่า น้ำหนักบรรทุกที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ขนาดและตำแหน่ง เช่น น้ำหนักบรรทุกของผู้ปฏิบัติงาน วัสดุ หรือรถเข็นซีเมนต์หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้าน.pdf

ประกาศกสร.กำหนดแบบแจ้งก่อนเริ่มงานก่อสร้าง

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบแจ้งข้อมูลก่อนเริ่มงานก่อสร้างประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบแจ้งข้อมูลก่อนเริ่มงานก่อสร้าง โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้าง แจ้งข้อมูลงานก่อสร้างก่อนเริ่มงานก่อสร้างไม่น้อยกว่าสิบห้าวันต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้แจ้งด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ แห่งกฎกระทรวงก าหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดไปจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๒ ในประกาศนี้ “ผู้ดำเนินการ” หมายความว่า นายจ้างผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอาคาร หรือผู้ครอบครองอาคาร หรือเจ้าของโครงการ ซึ่งกระท าการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือ เคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้รับเหมาชั้นต้นซึ่งตกลงรับกระทำการดังกล่าวแทน ข้อ ๓ ให้ผู้ดำเนินการแจ้งข้อมูลงานก่อสร้างก่อนเริ่มงานก่อสร้างไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ตามแบบที่กำหนดท้ายประกาศนี้ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ทั้งนี้ ผู้ดำเนินการอาจแจ้ง ทางไปรษณีย์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นก็ได้ การแจ้งแบบตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยในเขตพื้นที่ รับผิดชอบ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานจังหวัด ซึ่งเป็นสถานที่หรือหน่วยงานที่มีการทำงานก่อสร้าง ข้อ ๔ กรณีผู้ดำเนินการที่มีความประสงค์จะแจ้งข้อมูลก่อนเริ่มงานก่อสร้างทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องลงทะเบียนเพื่อขอรหัสผู้ใช้ User ID และรหัสผ่าน Password ผ่านทางเว็บไซต์ระบบการให้บริการ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (http://eservice.labour.go.th) เมื่อผู้ดำเนินการได้รับรหัสผู้ใช้ User ID และรหัสผ่าน Password แล้ว ผู้ดำเนินการสามารถแจ้งข้อมูลก่อนเริ่มงานก่อสร้าง การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ให้ถือว่าพนักงานตรวจความปลอดภัย ได้รับแจ้งข้อมูลงานก่อสร้างก่อนเริ่มงานก่อสร้าง ในวันและเวลาตามที่ข้อมูลปรากฏที่เครื่องคอมพิวเตอร์ แม่ข่ายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ อภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน-เรื่องกำหนดแจ้งข้อมูลก่อนเริ่มก่อสร้าง.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ  โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

ประกาศกสร. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการฯ

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์          เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นทางเลือกของนายจ้างในการดำเนินการจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป มีความสะดวก รวดเร็ว เหมาะสม โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการกับสถานการณ์ที่อาจทำให้นายจ้างเจ้าของสถานประกอบกิจการไม่สามารถดำเนินการตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไปประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิ.PDF

ปั้นจั่น


สัญญาณมือปั้นจั่น เครน ประเภทปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่

สัญญาณมือปั้นจั่น เครน ประเภทปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่

การใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อควรระวังที่กำหนดไว้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง กำหนดรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น        โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีรูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ตามแบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกำหนด        อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๖๗ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้        ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป        ข้อ ๒ รูปภาพการใช้สัญญาณมือในการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่น ให้เป็นไปตามแบบท้ายประกาศนี้สัญญาณมือปั้นจั่น เครน ประเภทปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ยกของขึ้น (HOIST) ให้งอข้อศอกขึ้นให้ได้ฉาก ใช้นิ้วชี้ชี้ขึ้นแล้วหมุนเป็นวงกลมลดของที่ยกลง (LOWER) ให้กางแขนออกเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้ชี้ลงแล้วหมุนเป็นวงกลมใช้รอกใหญ่ (USE MAIN HOIST) ให้กำมือยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเคาะเบา ๆบนศีรษะของตนเองหลาย ๆ ครั้งแล้วใช้สัญญาณอื่น ๆ ที่ต้องการใช้รอกช่วย (USE AUXILIARY HOIST) ให้งอข้อศอกขึ้น กำมือระดับไหล่โย้ไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งแตะที่ข้อศอก จากนั้นให้สัญญาณอื่น ๆที่ต้องการยกแขนปั้นจั่นขึ้น (RAISE BOOM) ให้กางแขนออกสุดแขน แล้วกำมือชี้หัวแม่มือขึ้นลดแขนปั้นจั่นลง (LOWER BOOM) ให้กางแขนออกสุดแขน แล้วกำมือชี้หัวแม่มือลงยกของขึ้นช้าๆ (MOVE SLOWLY) ให้ยกแขนคว่ำฝ่ามือให้ได้ระดับคาง แล้วใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่งชี้ตรงกลางฝ่ามือแล้วหมุนช้า ๆ (กรณีลดของลงช้า ๆให้หงายฝ่ามือให้ได้ระดับเอว แล้วใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่ง ชี้ตรงกลางฝ่ามือแล้วหมุนช้า ๆยกแขนปั้นจั่นแล้วลดของที่กำลังยกลง (RAISE THE BOOM AND LOWER THE LOAD) ให้กางแขนออกสุดแขน เหยียดฝ่ามือในลักษณะตั้งหัวแม่มือ แล้วกวักนิ้วทั้งสี่ไปมา (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ)ลดแขนปั้นจั่นลงแล้วยกของที่กำลังยกขึ้น (LOWER THE BOOM AND RAISE THE LOAD) ให้กางแขนออกสุดแขน เหยียดฝ่ามือในลักษณะตั้งหัวแม่มือชี้ลง แล้วกวักนิ้วทั้งสี่ไปมา (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ)เคลื่อนที่ในทิศทางที่ต้องการ (TRAVEL) ให้เหยียดฝ่ามือขวาตรงออกไปข้างหน้าในระดับไหล่ ฝ่ามือตั้งตรงทำท่าผลักในทิศทางที่ต้องการให้รถปั้นจั่นเคลื่อนที่ไปหยุดชั่วขณะและยึดลวดสลิงทั้งหมด (DOG EVERYTHING) ให้ประสานมือทั้งสองเข้าหากันอยู่ในระดับเอวรถปั้นจั่น (ตีนตะขาบ) เดินหน้าหรือถอยหลัง (TRAVEL BOTH TRACK) ให้กำมือทั้งสองซ้อนกัน ยกขึ้นเสมอหน้าท้องแล้วหมุนมือที่กำสองข้างให้ได้จังหวะกันถ้าจะให้รถปั้นจั่นเดินหน้าก็หมุนมือไปข้างหน้าถ้าจะให้รถปั้นจั่นเดินถอยหลังก็หมุนมือถอยหลังเลื่อนแขนปั้นจั่นออก (EXTEND BOOM) ให้กำมือทั้งสองข้างหงายแล้วยกขึ้นเสมอเอวแล้วเหยียดหัวแม่มือออกทั้งสองข้างเลื่อนแขนปั้นจั่นเข้า (RETRACT BOOM) ให้กำมือทั้งสองข้างคว่ำแล้วยกขึ้นเสมอเอวแล้วเหยียดหัวแม่มือทั้งสองข้างชี้เข้าหากันเลื่อนแขนปั้นจั่นออก (EXTEND BOOM) ให้กำมือข้างหนึ่งแนบหน้าอก ชี้หัวแม่มือขึ้นแล้วเคาะเบา ๆ บนหน้าอกเลื่อนแขนปั้นจั่นเข้า (RETRACT BOOM) ให้กำมือข้างหนึ่งแนบหน้าอก ชี้หัวแม่มือเอียงออกนอกตัว แล้วเคาะเบา ๆ บนหน้าอกรถปั้นจั่น (ตีนตะขาบ) เคลื่อนที่ด้านข้างโดยยึดตีนตะขาบข้างหนึ่งไว้ (TRAVEL ONE TRACK) ให้ยึด (ล็อค)ตีนตะขาบข้างหนึ่งโดยกำมือขวาชูขึ้นให้ข้อศอกงอเป็นมุมฉาก (๙๐ องศา)ให้ตีนตะขาบด้านตรงข้ามเคลื่อนที่ตามต้องการโดยกำมืออีกข้างหนึ่งอยู่ระดับเอว แล้วหมุนเข้าหาตัวแนวดิ่งเลิกใช้ปั้นจั่น (DISCONNECTED) ให้ยืดแขนทั้งสองออกไปข้างลำตัวโดยหงายฝ่ามือทั้งสองข้างหมุนแขนปั้นจั่น (SWING) ให้กางแขนออกข้างลำตัวระดับไหล่ใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังทิศทางที่ต้องการให้แขนปั้นจั่นเคลื่อนที่หยุดยกของ (STOP) ให้กางแขนซ้ายออกข้างลำตัวระดับไหล่ฝ่ามือคว่ำลงแล้วเหวี่ยงไป-มาในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็วหยุดยกของฉุกเฉิน (EMERGENCY STOP) ให้กางแขนทั้งสองข้างออกข้างลำตัวอยู่ในระดับไหล่ ฝ่ามือคว่ำลงแล้วเหวี่ยงไป-มาในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็วสัญญาณมือปั้นจั่น เครน ประเภทปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ อ่านต่อที่นี่สรุปการใช้สัญญาณมือที่ถูกต้องและสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในการทำงานกับปั้นจั่นอย่างปลอดภัย การปฏิบัติตามประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมถึงการนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

สัญญาณมือปั้นจั่น เครน ประเภทปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่

สัญญาณมือปั้นจั่น เครน ประเภทปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่

สัญญาณมือที่ใช้ในการสื่อสารกับผู้ควบคุมปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการยกและเคลื่อนย้ายวัตถุหนัก การเข้าใจสัญญาณเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความปลอดภัยในการทำงานสัญญาณมือปั้นจั่น ประเภทปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่สัญญาณมือที่ใช้สื่อสารระหว่างคนควบคุมปั้นจั่นกับผู้ควบคุมการทำงานของปั้นจั่น ซึ่งเป็นสัญญาณมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในงานก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยกของหนัก สัญญาณเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอุบัติเหตุและเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยยกของขึ้น (HOIST) ให้งอข้อศอกขึ้นให้ได้ฉาก ใช้นิ้วชี้ชี้ขึ้นแล้วหมุนเป็นวงกลมลดของที่ยกลง (LOWER) ให้กางแขนออกเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้ชี้ลงแล้วหมุนเป็นวงกลมชุดยกเคลื่อนที่ (TROLLEY TRAVEL) ให้กำมือหงายขึ้นในระดับไหล่ นิ้วหัวหัวแม่มือชี้ออกในทิศทางที่ต้องการให้ลูกรอกเคลื่อนที่ในทางแนวนอนสะพานปั้นจั่นเคลื่อนที่(BRIDGE TRAVEL) ให้เหยียดฝ่ามือขวาตรงออกไปข้างหน้าในระดับไหล่ ฝ่ามือตั้งตรงทำท่าผลักในทิศทางที่ต้องการให้สะพานเคลื่อนที่หยุดยกของ (STOP) ให้กางแขนซ้ายออกข้างลำตัวระดับไหล่ฝ่ามือคว่ำลงแล้วเหวี่ยงไป-มา ในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็วหยุดยกของฉุกเฉิน (EMERGENCY STOP) ให้กางแขนทั้งสองข้างออกข้างลำตัวอยู่ในระดับไหล่ ฝ่ามือคว่ำลงแล้วเหวี่ยงไป-มาในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็วการใช้ชุดยกหลายชุด (MULTIPLE TROLLEYS) ให้ยกมือซ้ายอยู่ระดับเหนือศีรษะ งอศอกเป็นมุมฉาก (90 องศา) ซูนิ้วชี้ขึ้นนิ้วเดียวหมายถึงให้ใช้ลูกรอก หมายเลข 1 (หมายเลขที่เขียนบนลูกรอก) ชูนิ้วพร้อมกันทั้งสองนิ้วหมายถึง ใช้ลูกรอกหมายเลข 2 สัญญาณต่าง ๆ ทำเช่นเดียวกัน (เช่น ยกขึ้นหรือยกลง)ยกของขึ้นช้าๆ (MOVE SLOWLY) ให้ยกแขนคว่ำฝ่ามือให้ได้ระดับคาง แล้วใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่งชี้ตรงกลางฝ่ามือแล้วหมุนช้า ๆ (กรณีลดของลงช้า ๆให้หงายฝ่ามือให้ได้ระดับเอว แล้วใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่งชี้ตรงกลางฝ่ามือแล้วหมุนช้า ๆ)เลิกใช้ปั้นจั่น (MAGNET IS DISCONNECTED) ให้ยืดแขนทั้งสองออกไปข้างลำตัวโดยหงายฝ่ามือทั้งสองข้างหมุนแขนปั้นจั่น สำหรับปั้นจั่นหอสูง (SWING) ให้กางแขนออกข้างลำตัวระดับไหล่ใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังทิศทางที่ต้องการ ให้แขนปั้นจั่นเคลื่อนที่ยกแขนปั้นจั่นขึ้น สำหรับปั้นจั่นหอสูง (RAISE BOOM) ให้กางแขนออกสุดแขน แล้วกำมือชี้หัวแม่มือขึ้นลดแขนปั้นจั่นลง สำหรับปั้นจั่นหอสูง(LOWER BOOM) ให้กางแขนออกสุดแขน แล้วกำมือชี้หัวแม่มือลงยกแขนปั้นจั่นแล้วลดของที่กำลังยกลงสำหรับปั้นจั่นหอสูง (RAISE THE BOOM AND LOWER THE LOAD) ให้กางแขนออกสุดแขน เหยียดฝ่ามือในลักษณะตั้งหัวแม่มือ แล้วกวักนิ้วทั้งสี่ไปมา (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ)ลดแขนปั้นจั่นลงแล้วยกของที่กำลังยกขึ้นสำหรับปั้นจั่นหอสูง (LOWER THE BOOM AND RAISE THE LOAD) ให้กางแขนออกสุดแขน เหยียดฝ่ามือในลักษณะตั้งหัวแม่มือชี้ลง แล้วกวักนิ้วทั้งสี่ไปมา (ยกเว้นนิ้วหัวแม่สรุปการใช้สัญญาณมือในการควบคุมปั้นจั่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการสื่อสารผิดพลาด นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและช่วยประหยัดเวลา

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บังคับปั้นจั่น, ข้อควรปฏิบัติในการยกวัสดุเกี่ยวกับปั้นจั่น, ข้อห้ามปฏิบัติในการยกวัสดุเกี่ยวกับปั้นจั่น, กฎหมายปั้นจั่น 2565, ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับปั้นจั่น, ข้อห้ามปฏิบัติเกี่ยวกับปั้นจั่น, ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับปั้นจั่น 2565, ข้อห้ามปฏิบัติเกี่ยวกับปั้นจั่น 2565, บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บังคับปั้นจั่น 2566,บทความเครน-ปั้นจั่น

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บังคับปั้นจั่น

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บังคับเครน-ปั้นจั่น 2566   บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บังคับเครน-ปั้นจั่น สามารถทำได้อย่างไร ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย จะขออธิบายให้ท่านได้ทราบก่อนว่า เครน-ปั่นจั่นและผู้บังคับปั่นจั่น คืออะไร เครน-ปั่นจั่นและผู้บังคับปั่นจั่น คือ “ปั้นจั่น” หมายความว่า เครื่องจักรที่ใช้ยกสิ่งของขึ้นลงตามแนวดิ่ง และเคลื่อนย้ายสิ่งของเหล่านั้นในลักษณะแขวนลอยไปตามแนวราบ “ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่” หมายความว่า ปั้นจั่นที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุม และเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนหอสูง ขาตั้ง หรือบนล้อเลื่อน “ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่” หมายความว่า ปั้นจั่นที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุม และเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานพาหนะที่ขับเคลื่อนได้ “ผู้บังคับปั้นจั่น” หมายความว่า บุคคลซึ่งทำหน้าที่บังคับการทำงานของปั้นจั่นให้ทำงานตามความต้องการ อ้างอิงตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 อ่านสรุปกฎกระทรวง คลิก!!ข้อห้ามปฏิบัติในการยกวัสดุ1. ห้ามปฏิบัติงานเมื่อทัศนวิสัยไม่ดี2. ห้ามยกน้ำหนักเกินพิกัด3. ห้ามใช้ลากวัสดุ4. ห้ามมีพนักงานโดยสารไปกับวัสดุที่ยกกำลัง5. ห้ามปล่อยวัสดุลงในแนวดิ่งกะทันหัน6. ห้ามปรับแต่งขณะปฏิบัติงาน7. ห้ามบุคคลอื่นอยู่ในรัศมีการยกวัสดุของปั้นจั่น8. ห้ามยก-วาง วัสดุอย่างรวดเร็ว9. ห้ามยกวัสดุที่เกาะยึดไม่มั่นคง เอียงไม่สมดุล10. ขณะเคลื่อนที่วัสดุห้ามแกว่ง11. ห้ามใช้อุปกรณ์ที่ชำรุดข้อควรปฏิบัติในการยกวัสดุ1. ยกวัสดุขึ้นจากพื้นประมาณ 4 นิ้ว ค้างไว้สักพัก2. งานยกทุกชนิด ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าควบคุม3. ยกวัสดุหลายชิ้นในคราวเดียวกัน ต้องรวบรวมเป็นก้อนเดียวกัน4. สลิงที่ใช้ยกวัสดุต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 5 เท่า5. มีอุปกรณ์ป้องกันสลิงเสียหายตรงมุมคมของวัสดุ6. ใช้เชือกต๋ง (Guy Rope)ผูกประคองชิ้นงาน7. จุดเกาะวัสดุต้องอยู่ในตำแหน่งสมดุล8. ใช้ปั้นจั่นให้ถูกขนาดและน้ำหนักของวัสดุ9. การเคลื่อนย้าย จะต้องเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ ราบเรียบ สม่ำเสมอ10. สลิงต้องเหลืออยู่ในรอกอย่างน้อย 2 รอบ11. ขณะใช้งานพบสิ่งผิดปกติต้องรีบรายงานผู้บังคับบัญชาทันที12. สลิงที่ใช้ผูกยึดชิ้นส่วนต้องมีมุมยกน้อยที่สุดหรือไม่ทำมุมกันเลย

เเนวทางป้องกันอุบัติเหตุในงานก่อสร้างจากปั่นจั่น

เเนวทางป้องกันอุบัติเหตุในงานก่อสร้างจากปั้นจั่น

แนวทางป้องกันอุบัติเหตุในงานก่อสร้างจากปั้นจั่น อุบัติเหตุจากการใช้งานปั้นจั่นในงานก่อสร้างเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อไปนี้เป็นแนวทางป้องกันอุบัติเหตุที่สำคัญเเนวทางป้องกันอุบัติเหตุในงานก่อสร้างจากปั้นจั่นอุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังและไม่ตั้งใจในเวลาและสถานที่แห่งหนึ่ง เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าแต่มีสาเหตุและส่งผลกระทบที่สามารถชี้วัดได้ อุบัติเหตุเป็นผลเชิงลบของความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันไว้แต่แรก โดยพิจารณาจากปัจจัยสาเหตุต่างๆ อันที่จะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุในเรื่องของกำหนดการและการวางแผน อุบัติเหตุอาจหมายถึงเหตุการณ์หรือผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการวางแผนรองรับมาก่อน หรือวางแผนไม่ครอบคลุม ซึ่งจะส่งผลต่อระบบและกำหนดการโดยรวมเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น วันนี้ เซฟตี้อินไทย มีเเนวทางดี ๆ เพื่อมาบอกเพื่อน ๆ กันครับเเนวทางป้องกันอุบัติเหตุในงานก่อสร้างจากปั้นจั่น   1 : ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่นต้องมีความรู้ ประสบการณ์และผ่านการฝึกอบรมก่อนปฏิบัติงาน   2 : ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติตามสัญญาณและการสั่งการของผู้ควบคุมปั่นจั่น อย่างเคร่งครัด   3 : ควรประเมินความเสี่ยงอันตรายในงานก่อนปฏิบัติงานเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า   4 : ตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์และส่วนประกอบของปั้นจั่นก่อนใช้งานทุกครั้ง   5 : บำรุงรักษา ตรวจสอบ และทดสอบปั้นจั่นโดยวิศวกรวิชาชีพ ตามคู่มือผู้ผลิต และกฎหมาย   6 : ปั้นจั่นต้องอยู่บนพื้นผิวที่มั่นคงและได้ระดับ   7 : ไม่ใช้ปั้นจั่นเกินพิกัดการวางแผนและเตรียมการการวางแผนการทำงาน ก่อนเริ่มงาน ควรมีการวางแผนการทำงานอย่างละเอียด รวมถึงการกำหนดพื้นที่ทำงาน ตำแหน่งการตั้งปั้นจั่น และเส้นทางการเคลื่อนย้ายวัสดุการตรวจสอบสภาพพื้นที่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่ที่จะตั้งปั้นจั่นให้มีความแข็งแรงเพียงพอ รองรับน้ำหนักได้ และไม่มีสิ่งกีดขวางการตรวจสอบสภาพปั้นจั่น ตรวจสอบสภาพปั้นจั่นทุกส่วนให้พร้อมใช้งาน เช่น สลิง สายเคเบิล เบรก และระบบควบคุมการบำรุงรักษาปั้นจั่น ปฏิบัติตามตารางการบำรุงรักษาปั้นจั่นอย่างสม่ำเสมอการปฏิบัติงานผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้และประสบการณ์ ผู้ควบคุมปั้นจั่นและผู้เกี่ยวข้องต้องมีความรู้และประสบการณ์ในการใช้งานปั้นจั่นอย่างถูกต้องปฏิบัติตามสัญญาณและคำสั่ง ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องปฏิบัติตามสัญญาณและคำสั่งของผู้ควบคุมปั้นจั่นอย่างเคร่งครัดตรวจสอบน้ำหนักของวัสดุ ตรวจสอบน้ำหนักของวัสดุที่จะยกให้ตรงกับความสามารถของปั้นจั่นตรวจสอบสภาพสลิงและอุปกรณ์ยก ก่อนการใช้งานทุกครั้ง ตรวจสอบสภาพสลิงและอุปกรณ์ยกให้มีความแข็งแรงและปลอดภัยห้ามเข้าไปใต้บริเวณที่ปั้นจั่นกำลังทำงาน ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณที่ปั้นจั่นกำลังทำงานเด็ดขาดสวมใส่เครื่องป้องกันส่วนบุคคล ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องสวมใส่เครื่องป้องกันส่วนบุคคล เช่น หมวกนิรภัย รองเท้าเซฟตี้ และเสื้อผ้าที่เหมาะสมการควบคุมความเสี่ยงกำหนดเขตปลอดภัย กำหนดเขตปลอดภัยรอบบริเวณที่ปั้นจั่นทำงาน และติดป้ายเตือนมีผู้สังเกตการณ์ จัดให้มีผู้สังเกตการณ์คอยดูแลความปลอดภัยระหว่างการทำงานเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ถังดับเพลิง และอุปกรณ์ช่วยเหลือไว้ให้พร้อมใช้งานกฎหมายและข้อบังคับปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานปั้นจั่นอย่างเคร่งครัดสิ่งสำคัญที่สุดคือ การตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด การทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้งานปั้นจั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพหมายเหตุ : ข้อมูลนี้เป็นเพียงแนวทางทั่วไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงานเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม หรือต้องการอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น คลิกที่นี่

สัญญาณมือเครนสากล ปั้นจั่น

สัญญาณมือเครน-ปั้นจั่นสากล

สัญญาณมือเครนสากล 1.หยุดยกของฉุกเฉิน : เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไประดับหัวไหล่ ฝ่ามือคว่ำลง แล้วเหวี่ยงไป - มา ในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็ว2.หยุดยกของ : เหยียดแขนซ้ายออกไปในระดับไหล่แบบคว่ำฝ่ามือ แล้วเหวี่ยงไป - มา ในแนวระดับไหล่อย่างรวดเร็ว3.ให้หยุดและยึดเชือกลวดทั้งหมด : กำมือทั้งสองข้างเข้าหากันให้อยู่ในระดับเอว4.ให้ยกของขึ้นช้า ๆ : ยกแขนคว่ำฝ่ามือให้ได้ระดับคางแล้วใช้นิ้วชี้ของมืออีกข้างหนึ่งชี้ตรงกลางฝ่ามือแล้วหมุนช้า ๆ5.ยกบูม : เหยียดแขนขวาออกสุดแขน แล้วกำมือให้หัวแม่มือชี้ขึ้นด้านบน6.นอนบูม : เหยียดแขนขวาออกสุดแขน แล้วกำมือให้หัวแม่มือชี้ลงพื้น7.ใช้รอกใหญ่ : กำมือ ยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเคาะเบา ๆ บนศีรษะตนเองหลาย ๆ ครั้งแล้วให้สัญญาณอื่น ๆ ที่ต้องการ8.ใช้รอกเล็ก : งอข้อศอกขึ้นกำมือระดับไหล่ โย้ไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วใช้มืออีกข้างแตะที่ศอกจากนั้นให้สัญญาณอื่น ๆ ที่ต้องการ9.สวิงบูมไปด้านที่มือชี้ : เหยียดแขนซ้ายหรือขวา ชี้ไปตามทิศทางที่ต้องการจะให้หมุนบูมไป10.เดินหน้า : เหยียดฝ่ามือขวาตรงออกไปข้างหน้าระดับไหล่ ฝ่ามือตั้งตรงทำท่าผลักในทิศทางที่ต้องการให้รถเครนเคลื่อนที่11. เลื่อนรอกขึ้น : ให้งอศอกขึ้นตั้งฉาก ชูนิ้วชี้ขึ้นแล้วหมุนเป็นวงกลม12.เลื่อนรอกลง : กางแขนออกเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้ ชี้ลงพื้นแล้วหมุนเป็นวงกลม13.ยกบูมพร้อมกับเลื่อนรอกขึ้น : เหยียดแขนออกสุด แบมือตั้งหัวแม่มือชี้ขึ้นแล้วกวักนิ้วทั้งสี่ไป - มา (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ)14.ยกบูมพร้อมกับเลื่อนรอกลง : เหยียดแขนออกสุด แบมือให้หัวแม่มือชี้ลงแล้วกวักนิ้วทั้งสี่ไป - มา (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ)15.ยึดบูม : กำมือทั้งสองแบบหงาย ยกขึ้นเสมอเอว แล้วเหยียดหัวแม่มือออกทั้งสองข้าง16.หดบูม : กำมือทั้งของคว่ำลงแล้วยกขึ้นเสมอเอว ให้หัวแม่มือทั้งสองข้างชี้เข้าหากัน           เครน คือ เครื่องจักรกลที่ใช้ยกสิ่งของหนัก ขึ้นลงตามแนวดิ่ง และเคลื่อนย้ายสิ่งของในลักษณะแขวนลอยไปตามแนวราบแล้วเคลื่อนที่ไปมาโดยรอบหรือตามทิศทางที่กำหนดไว้ โดยการออกแบบเครนนั้น จะใช้คานตรงกลางของเครนเป็นที่รับน้ำหนักของการยก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการออกแบบให้แข็งแรงและปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยทั่วไปในอุตสาหกรรมจะใช้รูปแบบของเครน เป็นตัวแบ่งประเภทของเครนตามลักษณะของเครนที่รับน้ำหนักซึ่งประเภทของเครน ถูกแบ่งได้ดังนี้1. เครนเหนือศีรษะ และเครนขาสูง (Overhead Crane and Gentry Crane)เครนที่ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่มากเป็นเครนไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดสำหรับทุกโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพราะมีโครงสร้างที่ไม่ใหญ่มากนักและใช้พื้นที่น้อย สามารถเคลื่อนที่ยกวัตถุได้ง่าย มีน้ำหนักที่ไม่มากไม่ทำให้โครงสร้างของสถานที่ใช้งานรับภาระน้ำหนักที่หนักมากเกินไป2. เครนหอสูง (Tower Crane)เครนที่นิยมใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากความสูงของตัวเครนและการใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักได้มากสามารถทุ่นแรงงานได้จำนวนมาก แต่เครนชนิดนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอันตรายอย่างมาก3. รถเครน เรือเครน (Mobile Crane)เครนที่ใช้ในการเคลื่อนที่ไปในที่ต่าง ๆ เน้นความสะดวกเป็นหลักยกน้ำหนักได้ไม่มาก แต่ถ้าเป็นเรือเครนจะยกน้ำหนักได้มาก ใช้ในเรือเป็นหลักรวมถึงท่าเรือด้วยแยกเครนออกเป็นการใช้งาน 2 แบบ คือ1. เครนชนิดเคลื่อนที่ (Mobile Cranes) คือ เครนที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุม และเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานที่ขับเคลื่อนในตัวเอง2. เครนชนิดอยู่กับที่ (Stationary Cranes) คือ เครนที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนหอสูง ขาตั้ง หรือบนล้อเลื่อน สัญญาณมือเครนสากล.jpg

ใหม่ล่าสุด! กฎกระทรวงการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น 2564

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๔          “ปั้นจั่น” หมายความว่า เครื่องจักรที่ใช้ยกสิ่งของขึ้นลงตามแนวดิ่ง และเคลื่อนย้ายสิ่งของ เหล่านั้นในลักษณะแขวนลอยไปตามแนวราบ           “ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่” หมายความว่า ปั้นจั่นที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุม และเครื่องต้นกำลัง อยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนหอสูง ขาตั้ง หรือบนล้อเลื่อน           “ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่” หมายความว่า ปั้นจั่นที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุม และเครื่องต้นกำลัง อยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานพาหนะที่ขับเคลื่อนได้           “ลวดสลิง” หมายความว่า เชือกที่ทำด้วยเส้นลวดหลายเส้นที่ตีเกลียวหรือพันกันรอบแกนชั้นเดียว หรือหลายชั้น           “ค่าความปลอดภัย” หมายความว่า อัตราส่วนระหว่างแรงดึงที่รับได้สูงสุดต่อแรงดึงที่อนุญาต ให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย           “ผู้บังคับปั้นจั่น” หมายความว่า บุคคลซึ่งทำหน้าที่บังคับการทำงานของปั้นจั่นให้ทำงาน ตามความต้องการ           “ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น” หมายความว่า บุคคลซึ่งทำหน้าที่ใช้สัญญาณมือหรือสัญญาณ สื่อสารชนิดอื่นกับผู้บังคับปั้นจั่น           “ผู้ยึดเกาะวัสดุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งทำหน้าที่ผูก มัด หรือเกี่ยววัสดุที่ใช้ปั้นจั่นยก           “ผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่น” หมายความว่า บุคคลซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการใช้ หรือสั่งการ ให้ผู้บังคับปั้นจั่นปฏิบัติตาม ตลอดจนพิจารณานำหนักที่จะทำการยกและจัดทำแผนการยกหมวด ๒ปั้นจันส่วนที่ ๑บททั่วไป          ข้อ ๕๖ ในการประกอบ การติดตั้ง การทดสอบ การใช้ การซ่อมแซม การบำรุงรักษา การตรวจสอบ การรื้อถอนปั้นจั่นหรืออุปกรณ์อื่นของปั้นจั่น  นายจ้างต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ หากไม่มีรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานดังกล่าว นายจ้างต้องดำเนินการให้วิศวกรเป็นผู้จัดทำรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานเป็นหนังสือ และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้รายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามวรรคหนึ่งต้องเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่นที่ลูกจ้างสามารถศึกษาและปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการทำงานได้          ข้อ ๕๗ นายจ้างต้องจัดให้มีการทดสอบการติดตั้งปั้นจั่นเมื่อติดตั้งเสร็จตามรายละเอียคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามข้อ ๕๖ ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด และต้องมีสำเนาเอกสาร การทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ ในกรณีที่มีการหยุดใช้งานปั้นจั่นตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป ก่อนนำปั้นจันมาใช้งานใหม่ นายจ้างต้องดำเนินการตามวรรคหนึ่งด้วย          ข้อ ๕๘ นายจ้างต้องจัดให้มีการทดสอบส่วนประกอบและอุปกรณ์ของปั้นจั่นอย่างน้อย ปีละหนึ่งครั้ง ตามประเภทและลักษณะของงาน ตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามข้อ ๕๖ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด และต้องมีสำเนาเอกสารการทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้          ข้อ ๕๙ ในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น นายจ้างต้องปฏิบัติ  ดังต่อไปนี้          (๑) ควบคุมให้มีลวดสลิงเหลืออยู่ในม้วนลวดสสิงไม่น้อยกว่าสองรอบตลอดเวลาที่ปั้นจั่นทำงาน          (๒) จัดให้มีชุดล็อกป้องกันลวดสลิงหลุดจากตะขอของปั้นจั่นและทำการตรวจสอบให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย          (๓) จัดให้มีที่ครอบปิดหรือกั้นส่วนที่หมุนรอบตัวเอง ส่วนที่เคลื่อนไหวได้ หรือส่วนที่อาจเป็นและให้ส่วนที่เคลื่อนที่ของปั้นจั่นหรือส่วนที่หมุนได้ของปั่นจั่นอยู่ห่างจากสิ่งก่อสร้างหรือวัตถุอื่นในระยะที่ปลอดภัย          (๔) จัดให้ลูกจ้างสวมใส่เข็มขัดนิรภัยและสายช่วยชีวิตตลอดเวลาที่ทำงานบนแขนปั้นจั่นหรือชุดสะพาน          (๕) จัดให้มีพื้นชนิดกันลื่น ราวกันตก และแผงกันตกระดับพื้น สำหรับปั้นจั่นชนิดที่ต้องมีการจัดทำพื้นและทางเดิน          (๖) จัดให้มีเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสมและพร้อมใช้งานไว้ที่ห้องบังคับปั้นจั่นหรือตำแหน่งที่สามารถใช้งานได้สะดวก          (๓) ติดตั้งปั้นจั่นบนฐานที่มั่นคงโดยวิศวกรเป็นผู้รับรอง          (๘) จัดให้มีการติดตั้งชุดควบคุมการทำงานเมื่อยกวัสดุขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุด (upper limit switch) ที่ใช้งานได้ตามปกติ          (๙) จัดให้มีชุดควบคุมพิกัดน้ำหนักยก (overload limit  switch) ที่ใช้งานได้ตามปกติ          ข้อ ๖๐  ในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นที่ใช้เครื่องยนต์ นายจ้างต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้          (๑) จัดให้มีที่ครอบปิดหรือฉนวนหุ้มท่อไอเสีย          (๒) จัดให้มีถังเก็บเชื้อเพลิงและท่อส่งเชื้อเพลิงติดตั้งอยู่ในลักษณะที่จะไม่เกิดอันตรายเมื่อเชื้อเพลิงหก ล้น หรือรั่วออกมา          (๓) จัดให้มีมาตรการในการเก็บและเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงสำรองด้วยความปลอดภัย          ข้อ ๖๑ นายจ้างต้องเคลื่อนย้ายวัตถุไวไฟออกจากบริเวณที่ใช้ปิ้นจั่น เว้นแต่กรณีที่ไม่สามารถ เคลื่อนย้ายได้ นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายที่เหมาะสมก่อนให้ลูกจ้างปฏิบัติงาน          ข้อ ๖๒ นายจ้างต้องไมให้ลูกจ้างใช้ปั้นจั่นที่ชำรุดเสียหายหรืออยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย          ข้อ ๖๓ นายจ้างต้องไม่ดัดแปลงหรือแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใดของปั้นจั่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างที่มีผลต่อการรับน้ำหนัก หรือยินยอมให้ลูกจ้างหรือผู้อื่นกระทำการเช่นว่านั้น เว้นแต่นายจ้างได้จัดให้มีการคำนวณทางวิศวกรรมพร้อมกับจัดให้มีการทดสอบ และต้องมีสำเนาเอกสารการทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้          ข้อ ๖๔ นายจ้างต้องจัดให้มีสัญญาณสียงและแสงไฟเตือนภัยตลอดเวลาที่ปั้นจั่นทำงาน โดยติดตั้งไว้ให้เห็นและได้ยินชัดเจน          ข้อ ๖๕ นายจ้างต้องจัดให้มีป้ายบอกพิกัดน้ำหนักยกไว้ที่ปั้นจั่นและรอกของตะขอ พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนให้ระวังอันตรายที่ลูกจ้างเห็นได้ชัดเจนอันตรายของปั้นจั่น สำหรับปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่และปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ที่มีพิกัดยกหลายพิกัด นายจ้างต้องจัดให้มีตารางการยกสิ่งของตามที่ผู้ผลิตกำหนด โดยติดประกาศไว้ให้เห็นได้ชัดเจน          ข้อ ๖๖ นายจ้างต้องจัดทำเส้นแสดงเขตอันตราย เครื่องหมายแสดงเขตอันตราย หรือเครื่องกั้นเขตอันตรายในเส้นทางที่มีการใช้ปั้นจั่นเคลื่อนย้ายสิ่งของ          ข้อ ๖๗ นายจ้างต้องจัดให้มีคู่มือการใช้สัญญาณสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปั้นจั่นในกรณีที่การใช้สัญญาณตามวรรคหนึ่งเป็นการใช้สัญญาณมือ นายจ้างต้องจัดให้มีรูปภาพหรือคู่มือการใช้สัญญาณมือตามมาตรฐาน ASME  หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด ติดไว้ที่จุดหรือตำแหน่งที่ลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานเห็นได้ชัดเจน          ข้อ ๖๘ ในกรณีที่มีการติดตั้งหรือใช้ขึ้นจั่นใกล้สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า นายจ้างต้องควบคุมดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติ ดังต่อไปนี้          (๑) ในกรณีที่ใช้ปั้นจั่นยกวัสดุ ให้มีระยะห่างระหว่างสายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้ากับส่วนหนึ่งส่วนใดของปั้นจั่นหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของวัสดุที่ปั้นจั่นกำลังยก ดังต่อไปนี้          (ก) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน ๖๙ กิโสโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า๓.๑ เมตร          (ข) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเกิน ๖๙ กิโลโวลต์ แต่ไม่เกิน ๑๑๕ กิโลโวลต์ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๓.๓ เมตร          (ค) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเกิน ๑๑๕ กิโลโวลต์ แต่ไม่เกิน ๒๓๐ กิโลโวลต์ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๔ เมตร          (ง)  สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเกิน ๒๓๐ กิโลโวลต์ แต่ไม่เกิน ๕๐๐ กิโลโวลต์ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๖ เมตร          (๒) ในกรณีที่เคลื่อนย้ายปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่โดยไม่ยกวัสดุและไม่ลดแขนปั้นจั่นลงให้มีระยะห่างระหว่างสายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า กับส่วนหนึ่งส่วนใดของปั้นจั่น ดังต่อไปนี้          (ก) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน ๖๙ กิโสโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๑.๓ เมตร          (ข) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเกิน ๖๙ กิโลโวลต์แต่ไม่เกิน ๒๓๐ กิโลโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๓ เมตร          (ค) สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเกิน ๒๓๐ กิโลโวลต์แต่ไม่เกิน ๕๐๐ กิโลโวลต์ ต้องห่างไม่น้อยกว่า ๕ เมตร          ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตาม (๑)  และ (๒) ได้  นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการความปลอดภัยที่เพียงพอและได้รับการอนุญาตจากการไฟฟ้าประจำท้องถิ่นที่รับผิดชอบสายไฟฟ้านั้นก่อนการดำเนินการ          ข้อ ๖๙ ในกรณีที่มีการติดตั้งหรือใช้ขึ้นจั่นใกล้เสาส่งคลื่นโทรคมนาคมที่อาจมีกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ นายจ้างต้องต่อสายตัวนำกับปั้นจั่นหรือวัสดุที่จะยกเพื่อให้ประจุไฟฟ้าไหลลงดิน ทั้งนี้ การต่อลงดินให้เป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ที่กำหนดโดยสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์          ข้อ ๗๐  นายจ้างต้องปิดประกาศวิธีการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นไว้บริเวณที่ลูกจ้างทำงานเป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่นที่ลูกจ้างเข้าใจได้ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานการบำรุงรักษา  และการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล          ข้อ ๗๑ ในกรณีที่ผู้บังคับปั้นจั่นไม่สามารถมองเห็นจุดที่ทำการยกสิ่งของหรือเคลื่อนย้ายวัสดุนายจ้างต้องจัดให้มีผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่นตลอดระยะเวลาที่มีการใช้งาน          ข้อ ๗๒ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ให้สัญญาณแก่ผู้บังคับปั้นจั่น ผู้ยืดเกาะวัสดุ หรือผู้ควบคุมการใช้ปั้นจั่นผ่านการอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการทำงานที่ปลอดภัยในการทำงานของปั้นจั่น การป้องกันอันตรายจากปั้นจั่น รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างอุปกรณ์การตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ของปั้นจั่น รวมทั้งการฝึกอบรมทบทวนการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นแต่ละประเภท โดยวิทยากรซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นแต่ละประเภท ตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด

อับอากาศ


อบรมที่อับอากาศ 2565 อบรมที่อับอากาศ ภาษาอังกฤษ ศูนย์ฝึกอบรมที่อับอากาศ อบรมที่อับอากาศ 2564 อบรม ที่อับอากาศ ออนไลน์ อบรม ที่อับอากาศ ฟรีคู่มือความปลอดภัยที่อับอากาศ2565 คู่มือความปลอดภัยที่อับอากาศ คู่มือ การ ทํา งานในที่อับอากาศ

คู่มือความปลอดภัยในที่อับอากาศ2565

คู่มือ ความปลอดภัย ในที่อับอากาศ 2565เพื่อป้องกัน อันตราย จากการทำงาน ในที่ อับกาศการทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย           การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย สามารถทำได้อย่างไร ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย จะขออธิบายให้ท่านได้ทราบก่อนว่า ที่อับอากาศ คืออะไร ที่อับอากาศ คือ "ที่อับอากาศ (Confined Space) หมายความว่า ที่ซึ่งมีทางเข้าออกจำกัดหรือไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และ มีสภาพอันตราย หรือ มีบรรยากาศอันตราย เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ถัง ไซโล ท่อ เตา ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน" อ้างอิงจากกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับ ที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 (สรุปกฎกระทรวงเกี่ยวกับที่อับอากาศ)1ต 2ป 3อ เพื่อป้องกัน อันตราย จากการทำงาน ในที่อับอากาศ 1ต คือ 1 ตรวจสอบ           ตรวจสอบ ประเมิน สภาพอันตราย ตรวจวัด สภาพอากาศ (ก๊าซพิษ ก๊าซไวไฟ ปริมาณออกซิเจน) ก่อนอนุญาตให้ ลูกจ้างเข้าไปทำงานใน ที่อับอากาศ และ ระหว่างการทำงานเป็นระยะ           หากพบสภาพที่เป็น อันตราย ในที่อับอากาศ นำลูกจ้าง ออกจาก ที่อับอากาศ ดำเนินการ เพื่อลด สภาพ อันตราย2ป คือ 1 ป้ายเตือน          จัดทำป้ายเตือน "ที่อับอากาศ อันตราย ห้ามเข้า" ติดไว้หน้าทาง เข้า-ออก ที่อับอากาศ2ปิดกั้น          จัดให้มีสิ่ง ปิดกั้น เพื่อ ป้องกัน การเข้าไป /ตกลงไปใน ที่อับอากาศ / ป้องกันสิ่งที่ เป็นอันตราย เช่น สารเคมี พลังงาน เข้าสู่ที่อับอากาศ ขณะลูกจ้างปฏิบัติงาน3อ คือ 1 อนุญาต          มีระบบ การอนุญาต ให้ลูกจ้างทำงานใน ที่อับอากาศ ทุกครั้งระบุรายละเอียดดังนี้สถานที่วัน เวลา ทำงานลักษณะงานชื่อลูกจ้างที่ทำงานผู้ควบคุมงานผู้ช่วยเหลือผลการประเมินสภาพและบรรยากาศอันตรายมาตรการความปลอดภัยผลตรวจสุขภาพลงลายมือ ชื่อผู้ขออนุญาต และผู้อนุญาต2 อุปกรณ์         อุปกรณ์ คุ้มครอง ความปลอดภัย ส่วนบุคคล อุปกรณ์ ช่วยเหลือ และช่วยชีวิต อุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ ไฟฟ้า ที่เหมาะสมกับการใช้งานใน ที่อับอากาศนายจ้างต้องจัด อุปกรณ์ ให้ครบถ้วน เหมาะสมกับลักษณะงาน ควบคุมให้ลูกจ้าง / ผู้ช่วยเหลือ สวมใส่ PPE ก่อนทำงาน3 อบรม        ผู้ที่ทำงานใน ที่อับอากาศ / ผู้ที่เกี่ยวข้อง (ผู้มีหน้าที่อนุญาต ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือ) ต้องได้รับการ อบรมความปลอดภัยฯใน ที่อับอากาศ (อบรมในที่อับอากาศ) ตามกฎหมาย        โดยทาง เซฟตี้อินไทย ได้มีการจัดอบรม การทำงานใน ที่อับอากาศ ตามกฎหมาย โดย วิทยากร ที่มีความสามารถ มีความชำนาญ เมื่อท่านมา อบรม กับเราท่านจะได้รับ ใบประกาศวุฒิบัตร ผ่านนการอบรม

สรุปสาระกฎกระทรวง,สรุปกฎกระทรวงที่อับอากาศ2564, อบรมที่อับอากาศ 2565, ใบเซอร์ที่อับอากาศ,อบรม ที่อับอากาศ ออนไลน์,กฎหมายอับอากาศ 2564 pdf,กฎหมายที่อับอากาศ 2564,กฎหมาย ที่อับอากาศ ล่าสุด,กฎหมายที่อับอากาศ 2562,ที่อับอากาศเซฟตี้

สรุปสาระสำคัญหลักเกณฑ์วิธีการและหลักสูตรการฝึกอบรมในการทำงานในที่อับอากาศ

สรุปสาระสำคัญหลักเกณฑ์วิธีการและหลักสูตรการฝึกอบรมในการทำงานในที่อับอากาศสรุปสาระสำคัญประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 11 มีนาคม 2564- นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมเองได้กรณีที่นายจ้างไม่สามารถจัดได้ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมกับ           นิติบุคคลที่ได้รับ อนุญาตตามมาตรา 11- ต้องแจ้งกำหนดการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 7 วันทำการก่อนการฝึกอบรม และจัดทำรายงานผลการฝึก           อบรม ตามแบบ รายงานที่แนบท้ายประกาศภายใน 30 วันที่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม- การออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรมให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม โดยมีรายละเอียด ชื่อหน่วยงานที่     ออกหลักฐาน แสดงการผ่านการฝึกอบรม พร้อมระบุข้อความว่า “จัดฝึกอบรมโดยนายจ้าง” หรือ “จัดฝึก     อบรมโดยนิติบุคคล ได้รับอนุญาตตามมาตรา 11 ใบอนุญาตเลขที่ อ.XX-XXX- มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นผู้มีสุขภาพสมบูรณ์ ร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับทาง เดินหายใจ โรหัวใจ       หรือโรคอื่น ที่แพทย์เห็นว่าการเข้าไปในที่อับอากาศอาจเป็นอันตรายต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม- ผู้เข้ารับการฝึกอบรมอับอากาศทุกหลักสูตร ต้องเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นตามกฎหมาย- ผู้ผ่านการฝึกอบรมก่อนประกาศฉบับนี้มาแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะต้องเข้ารับการอบรมทบทวนให้แล้เสร็จ     ภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศนี้มีผลบังคับใช้- วิทยากรได้รับการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่า 6       ชม./ปี- การอบรมทบทวนการทำงานในที่อับอากาศอย่างน้อย 3 ชม. (ภาคทฤษฎี) ทุก 5 ปีนับแต่วันสุดท้ายของ       การอบรม ให้ แล้วเสร็จภายใน 30 วันก่อนครบกำหนด 5 ปี หากมิได้ดำเนินการนายจ้างต้องจัดให้มีการ       อบรมแต่ละหลักสูตรใหม่ แล้วแต่กรณี- วิทยากรได้รับการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่า 6       ชม./ปี- ผู้ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรการเป็นวิทยากรเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศที่กรม     สวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานยอมรับ ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นมีคุณสมบัติเป็น         วิทยากรตามข้อ 16 ของ ประกาศนี้

อบรม ที่อับอากาศ ออนไลน์ อบรมที่อับอากาศ ภาษาอังกฤษ อบรมที่อับอากาศ 2564 อบรมที่อับอากาศ 2565 อบรม ที่อับอากาศ ปทุมธานี อบรมที่อับอากาศ 4 ผู้ ระยอง อบรม ที่อับอากาศ ฟรี

การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย 2564-2565

การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัยการทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย          การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย สามารถทำได้อย่างไร ก่อนอื่น เซฟตี้อินไทย จะขออธิบายให้ท่านได้ทราบก่อนว่า ที่อับอากาศ คืออะไร ที่อับอากาศ คือ "ที่อับอากาศ (Confined Space) หมายความว่า ที่ซึ่งมีทางเข้าออกจำกัดหรือไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และ มีสภาพอันตราย หรือ มีบรรยากาศอันตราย เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ถัง ไซโล ท่อ เตา ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน" อ้างอิงจากกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562มาตรการป้องกันอันตรายมาตรการป้องกันอันตราย ที่อับอากาศ- จัดทำป้าย “ที่อับอากาศ อันตราย ห้ามเข้า”- ติดหน้าทางเข้า-ออก และต้องขออนุญาตก่อนเข้าทำงานทุกครั้ง- ตรวจสอบก๊าซพิษ ก๊าซติดไฟและปริมาณก๊าซออกซิเจนต้องอยู่ระหว่าง 19.5 – 23.5- ต้องมีผู้ควบคุม และมีผู้ช่วยเหลืออยู่ประจำบริเวณทางเข้า-ทางออก ตลอดเวลาที่มีการทำงาน- จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล Personal Protective Equipment (PPE) อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสม สนใจ อบรมที่อับกาศ หรือสมัครสมาชิกเพื่อได้เข้ารับการอบรมในราคาที่ถูกกว่าสถานที่ ที่อับอากาศสถานที่อับอากาศสถานที่อับอากาศ คือ มีขนาดเพียงพอที่คนสามารถเข้าไปได้สถานที่อับอากาศ คือ มีทางเข้า-ทางออกขนาดจำกัดสถานที่อับอากาศ คือ พื้นที่ทางเข้า-ออก อยู่ไกล จากจุดปฏิบัติงานหรือมีขนาดเล็กสถานที่อับอากาศ คือ ไม่ได้ออกแบบมาให้เพื่อปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องบทบาทของผู้เกี่ยวข้องกับการทำงาน ที่อับอากาศผู้อนุญาต ที่อับอากาศประเมินความเป็นอันตรายในพื้นที่ ออกหนังสืออนุญาตการทำงานอนุมัติให้มีการทำงานในที่อับอากาศ วางแผนปฏิบัติงานตรวจสอบพื้นที่ ที่อับอากาศ ก่อน และระหว่างปฏิบัติงานผู้ควบคุมงานผู้ควบคุมงานใน ที่อับอากาศ เป็นผู้ที่วางแผนการทำงานและการป้องกันอันตราย คอยควบคุมดูแลผู้ปฏิบัติงาน ชี้แจงหน้าที่ วิธีทำงานในที่อับอากาศการป้องกันอันตราย สั่งหยุดงานชั่วคราวได้ หากพบว่าเกิดความไม่ปลอดภัยผู้ปฏิบัติงานตัวผู้ปฏิบัติงานใน ที่อับอากาศ ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน แจ้งอันตรายเมื่อรู้สึกว่าเริ่มไม่ปลอดภัย หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และต้องสวมอุปกรณ์ PPE ตลอดระยะเวลาปฏิบัติงานผู้ช่วยเหลือในส่วนของผู้ช่วยเหลือใน ที่อับอากาศ นั้น ต้องคอยให้ความช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานใน ที่อับอากาศ หากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ ตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้เข้าปฏิบัติงาน ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิตให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอนายจ้างนายจ้างจัดทำป้าย "ที่อับอากาศ อันตราย ห้ามเข้า" ติดทางเข้าออกของที่อับอากาศ

การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัย

การทำงานในที่อับอากาศอย่างปลอดภัยคำจำกัดความพื้นที่อับอากาศ (Confined Spaces) หมายถึง สถานที่ทำงานที่มีทางเข้าออกจำกัด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติ ไม่เพียงพอที่จะทำให้อากาศ ภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ และปลอดภัยซึ่งอาจเป็นที่สะสมของสารเคมีเป็น พิษ สารไวไฟ รวมทั้งออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่นถังน้ำมัน ถังหมัก ไซโล ท่อ ถัง ถ้ำ บ่อ อุโมงค์ เตา ห้องใต้ดิน ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันนี้สถานที่อับอากาศ1. มีขนาดเพียงพอที่คนสามารถเข้าไปได้2. มีทางเข้า-ทางออกขนาดจำกัด3. พื้นที่ที่ทางเข้า-ทางออกอยู่ไกลจากจัดปฏิบัติงานหรือมีขนาดเล็ก4. ไม่ได้ออกแบบมาให้เพื่อปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องมาตรการป้องกันอันตราย- จัดทำป้าย "ที่อับอากาศ อันตราย ห้ามเข้า"ติดหน้าทางเข้า-ออก และต้องขออนุญาตก่อนเข้าทำงานทุกครั้ง- ตรวจสอบก๊าซพิษ ก๊าซติดไฟและปริมาณก๊าซออกซิเจนต้องอยู่ระหว่าง 19.5 - 23.5- ต้องมีผู้ควบคุม และมีผู้ช่วยเหลืออยู่ประจำบริเวณทางเข้า-ทางออก ตลอดเวลาที่มีการทำงาน- จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล Personal Protective Equipment (PPE) อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสม บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องผู้อนุญาตประเมินความอันตรายในพื้นที่ ออกหนังสืออนุญาตทำงาน อนุมัติให้มีการทำงานในที่อับอากาศวางแผนปฏิบัติงาน ตรวจสอบพื้นที่ก่อนและระหว่างปฏิบัติงานผู้ควบคุมงานวางแผนการทำงานและการป้องกันอันตราย ควบคุมดูแลผู้ปฏิบัติงาน ชี้แจงหน้าที่ วิธีทำงานการป้องกันอันตราย สั่งหยุดงานชั่วคราวได้ผู้ปฏิบัติงานตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานแจ้งอันตราย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสวมอุปกรณ์ PPEตลอดระยะเวลาปฏิบัติงานผู้ช่วยเหลือให้ความช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงาน หากเกิดเหตุฉุกเฉินไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ ตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้เข้าปฏิบัติงาน ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิตให้พร้อมใช้งาน

แอร์


แอร์กี่ BTU ถึงเหมาะกับห้อง, ห้อง 20 ตารางเมตร ใช้แอร์กี่ btu , แอร์ 12000 BTU ขนาดห้อง, ห้อง 24 ตาราง เมตร ใช้แอร์ กี่ BTU, วิธีง่ายๆ ในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดห้อง, เรื่องเเอร์น่ารู้ควรซื้อเเอร์กี่BTUให้เหมาะกับขนาดของห้อง

เรื่องแอร์น่ารู้ควรซื้อแอร์กี่BTUให้เหมะกับขนาดของห้อง

เรื่องแอร์น่ารู้ควรซื้อแอร์กี่BTUให้เหมะกับขนาดของห้อง           เราจะเลือกซื้อแอร์ อย่างไร ให้เหมาะสม กับขนาดห้อง และสถานที่ของเราวันนี้ เซฟตี้อินไทย มีคำตอบก่อนที่เราจะรู้เรื่องการซื้อแอร์อย่างไรเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ BTU ว่า BTU คืออะไรBTU คืออะไรBTU หรือชื่อเต็มว่า British Thermal Unit เป็นหน่วยวัดค่าพลังงานความร้อนตามมาตรฐานสากลเมื่อนำมาใช้ในส่วนของเครื่องปรับอากาศจะมีหมายถึงความ สามารถในการทำความเย็นถ่ายเทความร้อนออกจากห้องภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยคำนวณเป็น ความร้อน 1 BTU เท่ากับ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์ มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศา ฟาเรนไฮต์ ยิ่งตัวเลข BTU เยอะก็แสดงว่าแอร์เครื่องนั้นทำความเย็นได้มากห้องที่ไม่โดนแดดจัดขนาดเครื่องปรับ (BTU/ชม)เหมาะกับห้องขนาด(ตร.ม.)9,00012-1512,00016-2018,00024-3021,00028-3524,00032-4025,00035-4430,00040-50ห้องที่ไม่โดนแดดจัดขนาดเครื่องปรับ (BTU/ชม)เหมาะกับห้องขนาด(ตร.ม.)9,00010-1412,00014-1818,00021-2721,00025-3224,00028-3625,00030-3930,00035-45ถ้าหากคุณสนใจอบรมช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับที่ 1CLICK

ช่างแอร์ต้องรู้

ช่างแอร์ต้องรู้-คุณสมบัติของช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและพาณิชย์ระดับ 1

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเรื่อง คุณสมบัติของผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก          โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงคุณสมบัติของผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และมาตรา 39 (3) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานจึงออกประกาศ ไว้ดังนี้          ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่อง คุณสมบัติของผู้เข้ารับการทดสอบสาขาอาชีพช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554          ข้อ 2 กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็กไว้ดังต่อไปนี้                    2.1 ผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1 ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์นับถึงวันสมัครเข้ารับการทดสอบ และต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้          (1) มีประสบการณ์การทำงาน การปฏิบัติงาน หรือการประกอบอาชีพในสาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ ไม่น้อยกว่า 1 ปี          (2) ผ่านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในสาขาช่างเครื่องปรับอากาศ ไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง และมีประสบการณ์การฝึกงานหรือการปฏิบัติงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า 300 ชั่วโมง          (3) จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่าในสาขาที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก                    2.2 ผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 2 ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้          (1) มีประสบการณ์การทำงาน การปฏิบัติงาน หรือการประกอบอาชีพเกี่ยวกับสาขาช่างเครื่องปรับอากาศ ไม่น้อยกว่า6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1          (2) ได้คะแนนรวมในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1 ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบ                    2.3 ผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 3 ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้           (1) มีประสบการณ์การทำงาน การปฏิบัติงาน หรือการประกอบอาชีพเกี่ยวกับสาขาช่างเครื่องปรับอากาศ ไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 2          (2) ได้คะแนนรวมในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็กระดับ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบ

นั่งร้าน


ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. 2564

การคำนวณออกแบบ ตามประกาศกรมสวัสดิการ เรื่อง นั่งร้านโดยวิศวกร 2564

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. 2564ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔กำหนดให้ นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ทั้งนี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้าน และค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปข้อ ๒ ในประกาศนี้“จุดคราก” (yield point) หมายความว่า จุดที่หน่วยแรงดึงที่วัสดุเริ่มยืดโดยไม่ต้องเพิ่มแรงดึง ขึ้นอีก“น้ำหนักบรรทุกใช้งาน” (working load) หมายความว่า ผลรวมของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด ที่กระทำต่อโครงสร้าง“น้ำหนักบรรทุกคงที่” (dead load) หมายความว่า น้ำหนักของนั่งร้านที่พิจารณาน้ำหนักรวม ของอุปกรณ์ทั้งหมดของนั่งร้านร่วมด้วย“น้ำหนักบรรทุกจร” (live load) หมายความว่า น้ำหนักบรรทุกที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ขนาดและตำแหน่ง เช่น น้ำหนักบรรทุกของผู้ปฏิบัติงาน วัสดุ หรือรถเข็นซีเมนต์หมวด ๒ การคำนวณออกแบบ ข้อ ๒๐ กรณีนายจ้างจัดให้มีวิศวกรเป็นผู้คำนวณและออกแบบนั่งร้าน หรือนั่งร้านที่มาจาก ผู้ผลิต อย่างน้อยต้องมีกำลังของวัสดุเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้(๑) ไม้ที่ใช้สร้างนั่งร้านต้องไม่ผุ เปื่อย หรือชำรุดจนทำให้ขาดความแข็งแรงทนทาน มีหน่วยแรงดัดประลัย (ultimate bending stress) ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๔ (๒) เหล็กที่ใช้สร้างนั่งร้านต้องมีจุดคราก ไม่น้อยกว่า ๒,๔๐๐ กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๒ (๓) เชือกหรือลวดสลิงต้องสามารถรับน้ำหนักปลอดภัยได้ไม่น้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกใช้งานสูงสุด ที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ (๔) ฐานหรือที่รองรับนั่งร้าน ต้องแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานไม่น้อยกว่า ๒ เท่า ของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน (๕) นั่งร้านที่สร้างด้วยเหล็กต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานไม่น้อยกว่า ๒ เท่า ของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน กรณีสร้างด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช่เหล็กต้องมีเอกสารแสดงผลกำลังวัสดุประกอบด้วย (๖) นั่งร้านที่สร้างด้วยไม้ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานไม่น้อยกว่า ๔ เท่า ของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน กรณีสร้างด้วยไม้ไผ่ต้องมีเอกสารแสดงผลกำลังวัสดุจากสถาบันที่เชื่อถือได้ประกอบ ข้อ ๒๑ กรณีมีการคำนวณน้ำหนักบรรทุกใช้งานซึ่งกระทำบนโครงสร้างนั่งร้าน อย่างน้อย ต้องสามารถรับน้ำหนักซึ่งเป็นผลรวมของน้ำหนักบรรทุก ดังต่อไปนี้(๑) น้ำหนักบรรทุกในแนวดิ่ง ดังนี้(ก) น้ำหนักบรรทุกคงที่ (ข) น้ำหนักบรรทุกจรของผู้ปฏิบัติงานและวัสดุบนแผ่นพื้นนั่งร้านสำหรับการทำงานจริง แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๑๕๐ กิโลกรัมต่อตารางเมตร (๒) น้ำหนักบรรทุกจากสภาพแวดล้อม เช่น แรงสั่นสะเทือน แรงลม แรงดันดิน แรงดัน ของกระแสนำ น้ำหนักผ้าใบ แผ่นไม้ หรือสิ่งปิดกั้นอื่นที่อาจมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของนั่งร้านด้วย เป็นต้น ข้อ ๒๒ กรณีที่นายจ้างสร้างนั่งร้าน วัสดุที่ใช้สร้างต้องไม่มีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้(๑) ชำรุด ผุ เปื่อย มีรอยแตกร้าว จนอาจทำให้ขาดความแข็งแรงและปลอดภัย (๒) วัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างนั่งร้านต่างชนิดกัน (๓) ใช้ตะปูเหล็กหล่อยึดติดโครงสร้างนั่งร้านไม้ (๔) เชือกหรือลวดสลิงสำหรับนั่งร้านแบบห้อยแขวน ต้องไม่มีลักษณะ ดังนี (ก) ผุ เปื่อย ถูกกัดกร่อน ชำรุด หรือเป็นสนิม (ข) มีร่องรอยเนื่องจากถูกความร้อนหรือสารเคมีทำลาย (ค) เส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลงเกินร้อยละห้าของเส้นผ่านศูนย์กลางเดิม (ง) กรณีลวดสลิงขมวด (kink) หรือแตกเกลียว (bird caging) (จ) กรณีลวดสลิง เส้นลวดในหนึ่งช่วงเกลียว (lay) ขาดตั้งแต่สามเส้นขึ้นไปในเกลียว (strand) เดียวกัน หรือขาดตั้งแต่หกเส้นขึ้นไปในหลายเกลียว (strands) รวมกัน ข้อ ๒๓ กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างใช้นั่งร้านสำหรับการทำงาน ต้องจัดให้มีการออกแบบนั่งร้าน อย่างน้อยประกอบไปด้วยลักษณะ ดังต่อไปนี้(๑) พื้นนั่งร้านต้องกว้างไม่น้อยกว่า ๓๕ เซนติเมตร และยึดติดให้มั่นคงแข็งแรงและ ปลอดภัย (๒) กรณีต้องมีการใช้บันได บันไดภายในนั่งร้าน บันไดไต่ หรือที่มีทางขึ้น - ลงนั่งร้าน ต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง ทนทาน ไม่ชำรุดเสื่อมสภาพ มีสภาพที่ปลอดภัยต่อการใช้งาน ตามลักษณะ ดังนี้ (ก) กรณีบันไดภายในนั่งร้าน ขนาดของลูกนอนบันไดต้องกว้างไม่น้อยกว่า ๑๕ เซนติเมตร และระยะห่างของขั้นบันไดต้องเท่ากันโดยห่างกันไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร (ข) กรณีบันไดไต่ ต้องมีระยะห่างของขั้นบันไดเท่ากัน โดยห่างกันไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร และติดตรึงกับนั่งร้านให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย (๓) ราวกันตกมีความสูงอย่างน้อย ๙๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑.๑๐ เมตร และ อย่างน้อยต้องประกอบด้วยราวบน ราวกลาง หรือสิ่งอื่นใดที่มั่นคงแข็งแรงเหมาะสมกับนั่งร้านนั น ๆ และสามารถป้องกันการตกของผู้ปฏิบัติงานได้ (๔) ขอบกันวัสดุ หรือเครื่องมือและอุปกรณ์ตกหล่น ต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า ๑๕ เซนติเมตร จากพื นนั่งร้าน หรือสิ่งอื่นใดที่มั่นคงแข็งแรงเหมาะสมกับนั่งร้านนั้น ๆ และสามารถ ป้องกันการตกหล่น (๕) กรณีสร้างนั่งร้านสูงตั้งแต่ ๔ เมตรขึ้นไป ต้องออกแบบและสร้างค้ำยันด้วยวิธีการ ยึดตรึงกับอาคารหรือโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง หรือวิธีการอื่นใดเพื่อป้องกันการโย้หรือเซ ข้อ ๒๔ กรณีนายจ้างติดตั้งนั่งร้านแบบห้อยแขวน ต้องไม่นำนั่งร้านไปเกาะหรือยึดติดกับ ก าแพงวัสดุก่อ ส่วนของอาคารที่มีโครงสร้างไม่มั่นคงแข็งแรง หรือโครงสร้างที่มิได้กำหนดหรือออกแบบไว้ ข้อ ๒๕ กรณีนั่งร้านแบบห้อยแขวน ซึ่งมีด้านที่ชิดกับตัวอาคารหรือบริเวณที่ปฏิบัติงาน นายจ้างต้องดำเนินการยึดโยงกับตัวอาคารมิให้นั่งร้านกระแทกกับตัวอาคาร มีการติดตั้งวัสดุหรืออุปกรณ์ ป้องกันการกระแทก หรือป้องกันการสัมผัสโดยตรงระหว่างอุปกรณ์ส่วนประกอบของนั่งร้านกับส่วนของ อาคารหรือโครงสร้าง เช่น ยางนิ่ม ยางลม หรือสิ่งอื่นใดที่มีความเหมาะสม เป็นต้น หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้าน.pdf

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร

ข้อกำหนดทั่วไปการทำงานนั่งร้านค้ำยันโดยวิศวกร

ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร โดยที่กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้ นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ทั้งนี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้าน และค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ประกาศนี ให้ใช้บังคับตั งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๒ ในประกาศนี “จุดคราก” (yield point) หมายความว่า จุดที่หน่วยแรงดึงที่วัสดุเริ่มยืดโดยไม่ต้องเพิ่มแรงดึงขึ้นอีก “น้ำหนักบรรทุกใช้งาน” (working load) หมายความว่า ผลรวมของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด ที่กระทำต่อโครงสร้าง “น้ำหนักบรรทุกคงที่” (dead load) หมายความว่า น้ำหนักของนั่งร้านที่พิจารณาน้ำหนักรวม ของอุปกรณ์ทั้งหมดของนั่งร้านร่วมด้วย “น้ำหนักบรรทุกจร” (live load) หมายความว่า น้ำหนักบรรทุกที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ขนาดและตำแหน่ง เช่น น้ำหนักบรรทุกของผู้ปฏิบัติงาน วัสดุ หรือรถเข็นซีเมนต์ หมวด ๑ ข้อกำหนดทั่วไป ข้อ ๓ นั่งร้านที่มีความสูงตั้งแต่ ๔ เมตรขึ้นไป หรือนั่งร้านเสาเรียงเดี่ยวสำหรับงานทาสี ที่มีความสูงเกิน ๗.๒๐ เมตร และไม่มีรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนด นายจ้างต้องจัดให้มีการคำ นวณออกแบบโดยวิศวกร ตามประกาศนี้ ข้อ ๔ เมื่อนายจ้างนำนั่งร้านมาใช้สำหรับการทำงาน อย่างน้อยต้องมีรายการข้อมูลการใช้งาน ดังต่อไปนี้(๑) ข้อมูล และสถานที่หรือหน่วยงานที่นำไปใช้งาน (๒) วัตถุประสงค์ หรือลักษณะของการทำงาน (๓) ความสูงที่ต้องการใช้งานนั่งร้าน (๔) วันที่เริ่มและสิ้นสุดสำหรับใช้งานนั่งร้าน (๕) ชนิด หรือประเภทของนั่งร้าน (๖) ชนิดของวัสดุใช้สร้าง (๗) จำนวนผู้ปฏิบัติงานสูงสุด (๘) ขนาดและน้ำหนักของวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำขึ้นไปใช้บนนั่งร้าน (๙) วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้กับลักษณะงาน หรือการใช้งานที่เหมาะสมกับประเภทของนั่งร้าน(๑๐) ระบุโอกาสได้รับผลกระทบและข้อควรระวังเมื่อมีการใช้นั่งร้านข้อ ๕ นั่งร้านที่นายจ้างให้ลูกจ้างใช้สำหรับทำงานที่มีความสูงตั้งแต่ ๔ เมตรขึ้นไป หรือ นั่งร้านเสาเรียงเดี่ยวสำหรับงานทาสีที่สูงเกิน ๗.๒๐ เมตร อย่างน้อยต้องมีรายละเอียดข้อมูล ประกอบการคำนวณและออกแบบ ดังต่อไปนี (๑) ชนิด หรือประเภทของนั่งร้าน (๒) ข้อมูลของผู้สร้าง ผู้ผลิต หรือผู้คำนวณออกแบบ (๓) ชนิด และกำลังของวัสดุที่ใช้สร้างนั่งร้าน (๔) น้ำหนักบรรทุกใช้งาน ซึ่งอย่างน้อยต้องมีน้ำหนักบรรทุกคงที่และน้ำหนักบรรทุกจร (๕) น้ำหนักบรรทุกจากสภาพแวดล้อม (ถ้ามี) เช่น แรงลม แรงดันใต้ดิน กระแสนำ(๖) น้ำหนักบรรทุกใช้งานสูงสุดเพื่อการออกแบบ (๗) น้ำหนักบรรทุกสูงสุดสำหรับใช้งานจริง (๘) ความสามารถใช้สำหรับการทำงานสูงสุดของนั่งร้านที่ออกแบบ ทั้งนี้ ต้องจัดทำแบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลน รวมถึงกำหนดทางขึ้น - ลง และเข้า - ออก ของผู้ปฏิบัติงาน ระบุวัสดุและอุปกรณ์สำหรับการยึดหรือติดโครงสร้างและส่วนประกอบ ของนั่งร้าน หรืออาจจัดทำลำดับขั้นตอนสำหรับการสร้าง ประกอบ ติดตั้ง ตรวจสอบ ใช้ เคลื่อนย้าย และการรื้อถอนนั่งร้านประเภทนั้น ๆ ข้อ ๖ นายจ้างที่มีการใช้นั่งร้านต้องดำเนินการจัดให้มีรายการข้อมูลการใช้ตามข้อ ๔ รายละเอียดข้อมูลประกอบการออกแบบตามข้อ ๕ โดยติดไว้บริเวณที่มีการใช้นั่งร้านอย่างน้อยต้องมีรายการข้อมูลการใช้งานและรายละเอียดข้อมูลประกอบการออกแบบตามแนบท้ายประกาศเพื่อเป็นหลักฐานให้พนักงานตรวจความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้ข้อ ๗ นายจ้างต้องจัดให้มีป้ายน้ำหนักบรรทุกใช้งานสูงสุด และจำนวนผู้ปฏิบัติงานสูงสุดแต่ละชั้นของนั่งร้าน พร้อมติดหมายเลขแต่ละชั้นของนั่งร้านให้เห็นอย่างชัดเจนข้อ ๘ นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าไปใกล้หรือใช้นั่งร้าน พร้อมทั้งจัดทำป้าย หรือสัญลักษณ์ให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัย กรณีดังต่อไปนี้(๑) มีการทดสอบ หรือตรวจสอบนั่งร้าน(๒)  อนุญาตให้ใช้นั่งร้านสำหรับทำงานได้ข้อ ๙ นายจ้างต้องดำเนินการสร้าง ติดตั้ง หรือวางฐานนั่งร้านบนพื้นที่ที่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยข้อ ๑๐ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านที่มีขอบพื้นนั่งร้านด้านในห่างจากแนวผนังของอาคารมากกว่า ๔๕ เซนติเมตร ต้องจัดทำราวกันตก  หรือสิ่งกั้นอื่นในด้านที่ติดกับแนวผนังของอาคารให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อเกิดความปลอดภัยต่อลูกจ้างที่ปฏิบัติงาน ยกเว้นนั่งร้านเสาเรียงเดี่ยวสำหรับงานทาสีข้อ ๑๑ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านหรือช่องทางเดิน ให้นายจ้างปิดคลุมเหนือช่องที่กำหนดให้เป็นทางเดินด้วยแผงไม้ หรือวัสดุอื่นที่มีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายปัญหาสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของผู้ใช้ทางเดินนั้นข้อ ๑๒ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านหลายชั้น และมีการปฏิบัติงานบนนั่งร้านหลายชั้นพร้อมกันให้นายจ้างจัดให้มีผ้าใบหรือวัสดุอื่นที่คล้ายกันที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ทำงานอยู่ชั้นล่างได้ข้อ ๑๓ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านให้พิจารณาถึงแรงสั่นสะเทือน แรงลม และน้ำหนักของผ้าใบ แผ่นไม้ หรือสิ่งปิดกั้นอื่นที่อาจมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของนั่งร้านด้วยข้อ ๑๔ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านแต่ละชั้นสูงเกิน ๒ เมตร ต้องได้รับการออกแบบโดยวิศวกรข้อ ๑๕ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านใกล้หอลิฟต์ ต้องให้มีระยะห่างพอที่ตัวลิฟต์ไม่กระแทกนั่งร้านในขณะขึ้นลงข้อ ๑๖ นายจ้างต้องมิให้มีการยึดโยงนั่งร้านกับหอลิฟต์ หรือยึดโยงกับโครงสร้างของเครื่องจักรที่ติดตั้ง เพื่อใช้ในการก่อสร้างข้อ ๑๗ กรณีนายจ้างสร้างนั่งร้านแบบห้อยแขวน ต้องจัดให้มีการใช้เชือก ลวดสลิง หรือวัสดุอื่นใดต้องเหมาะสมกับร่องรอก หรือประเภทของรอก ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามที่ผู้ผลิตหรือวิศวกรกำหนดข้อ ๑๘ นายจ้างต้องติดตั้งนั่งร้านให้อยู่ในแนวระดับ และมีอุปกรณ์ หรือวิธีการอื่นใดสำหรับการตรวจเช็คระดับข้อ ๑๙ นายจ้างซึ่งให้ลูกจ้างทำงานบนนั่งร้าน หรือทำงานประกอบ ติดตั้ง ตรวจสอบทดสอบ และเคลื่อนย้ายนั่งร้าน ต้องจัดและควบคุมดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่เข็มขัดนิรภัย และเชือกนิรภัยหรือสายช่วยชีวิตพร้อมอุปกรณ์ หรืออุปกรณ์อื่นใดที่เหมาะสมกับลักษณะงาน ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในสถานที่ที่อันตรายจากการตกจากที่สูงและที่ลาดชันจากวัสดุกระเด็น ตกหล่น และพังทลาย และจากการตกลงไปในภาชนะเก็บหรือรองรับวัสดุหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้าน.pdf

ความปลอดภัยในการทำงานกับนั่งร้านและค้ำยัน กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการ ด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ.2564 อัปเดต โทรโข่ง การ์ตูนเด็กผู้ชายใส่หมวก กฎกระทรวง2564 การทำงานนั่งร้าน 2564

กฎกระทรวงการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. ๒๕๖๔          นั่งร้าน คือ โครงสร้างชั่วคราวที่ใช้ในงานก่อสร้าง และงานซ่อมแซม สำหรับให้ผู้ปฏิบัติงานขึ้นไป ก่อสร้างหรือซ่อมแซม และวางวัสดุ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือต่าง ๆ ในการทำงาน เมื่อทำงาน จนเสร็จภารกิจนั้นแล้ว นั่งร้านนั้นจะถูกรื้อถอน ตามกำหนดของแผนงานที่วางเอาไว้      ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “นั่งร้าน” หมายความว่า โครงสร้างชั่วคราวที่สูงจากพื้นหรือพื้นของอาคาร หรือส่วนของ สิ่งก่อสร้าง สำหรับเป็นที่รองรับผู้ทำงาน วัสดุ หรือเครื่องมือและอุปกรณ์ “ค้ำยัน” หมายความว่า โครงชั่วคราวที่รองรับ ยึดโยง หรือเสริมความแข็งแรง ของโครงสร้างสิ่งก่อสร้าง นั่งร้าน แบบหล่อคอนกรีต หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ในระหว่างการก่อสร้าง การติดตั้ง หรือการซ่อมบำรุง “ค่าความปลอดภัย” หมายความว่า อัตราส่วนของหน่วยแรงหรือน้ำหนักบรรทุกที่ทำให้เกิด การวิบัติต่อหน่วยแรงหรือน้ำหนักบรรทุกที่ใช้งานจริง “วิศวกร” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร  ข้อ ๓ นายจ้างต้องจัดให้มีและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับสภาพของการทำงานกับนั่งร้านหรือค้ำยัน และลักษณะอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงาน ข้อ ๔ นายจ้างต้องจัดให้มีข้อบังคับและขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัย ในการทำงานกับนั่งร้านหรือค้ำยัน รวมทั้งต้องอบรมหรือชี้แจงให้ลูกจ้างทราบก่อนเริ่มปฏิบัติงานและควบคุมดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้          ข้อ ๕ นายจ้างต้องกำหนดเขตอันตรายในบริเวณพื้นที่ที่มีการติดตั้งการใช้การเคลื่อนย้ายและการรื้อถอนนั่งร้านหรือค้ำยันโดยจัดทำรั้วหรือกั้นเขตด้วยวัสดุที่เหมาะสมกับ อันตรายนั้น และมีป้าย “เขตอันตราย”แสดงให้เห็นได้ชัดเจน และในเวลากลางคืนต้องจัดให้มี สัญญาณไฟสีส้มตลอดเวลา และห้ามไม่ให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเขตอันตรายนั้น  ข้อ ๖ นายจ้างต้องติดหรือตั้งป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายและเครื่องหมายป้ายบังคับ เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะงาน เช่น ห้ามเข้า เขตอันตราย ระวังวัสดุตกหล่นให้สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลหรือข้อความอื่นที่เข้าใจง่ายและเห็นได้อย่างชัดเจน            ข้อ ๗ ในการสร้างประกอบ ติดตั้ง ทดสอบ ตรวจสอบ ใช้ เคลื่อนย้ายและรื้อถอนนั่งร้านนายจ้างต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ หากไม่มีรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานดังกล่าว นายจ้างต้องดำเนินการให้วิศวกรเป็นผู้จัดทำรายละเอียด คุณลักษณะและคู่มือการใช้งานเป็นหนังสือและต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ รายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามวรรคหนึ่งต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่น ที่ลูกจ้างสามารถศึกษาและปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการทำงานได้            ข้อ ๘ นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกรทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด             ข้อ ๙ นายจ้างต้องมีให้ลูกจ้างทำงานบนนั่งร้าน ในกรณีดังต่อไปนี้                     (๑) นั่งร้านที่มีพื้นลื่น                     (๒) นั่งร้านที่มีส่วนหนึ่งส่วนใดชำรุดหรืออยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย                    (๓) นั่งร้านที่อยู่ภายนอกอาคาร หรือส่วนอื่นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในขณะที่มีพายุ ลมแรง ฝนตก หรือฟ้าคะนองเว้นแต่เป็นการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยหรือเพื่อการช่วยเหลือ หรือบรรเทาเหตุ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกจ้าง                    ข้อ ๑๐ ในการทำงานบนนั่งร้านหลายชั้นพร้อมกัน นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกัน วัสดุร่วงหล่นที่เหมาะสมกับสภาพงาน เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อผู้ซึ่งทำงานอยู่ด้านล่าง           ข้อ ๑๑ นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบนั่งร้านทุกครั้งก่อนการใช้งานและทำรายงาน ผลการตรวจสอบไว้ด้วย และต้องมีสำเนาเอกสารดังกล่าวไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้           ข้อ ๑๒ ในการสร้าง ประกอบ ติดตั้ง ทดสอบ ตรวจสอบ ใช้ เคลื่อนย้าย และรื้อถอน ค้ำยัน ให้นำข้อ ๗ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม           ข้อ ๑๓ ในการสร้าง ประกอบ หรือติดตั้งค้ำยัน นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณ ออกแบบ และควบคุมโดยวิศวกร ดังต่อไปนี้                    (๑) ค้ำยันที่ทำด้วยเหล็ก ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานได้ไม่น้อยกว่าสองเท่า ของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน ในกรณีค้ำยันทำด้วยวัสดุอื่น          ที่ไม่ใช่เหล็ก ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุก ใช้งานได้ไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน และต้องมีเอกสารแสดงกำลังวัสดุประกอบด้วย                    (๒) ไม้ที่ใช้ทำค้ำยัน ต้องเป็นไม้ที่ไม่เปื่อยหรือชำรุดจนทำให้ไม้ขาดความแข็งแรง ทนทาน และต้องมีหน่วยแรงดัดประลัย (ultimate bending stress) ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ กิโลกรัม ต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๔                    (๓) เหล็กที่ใช้ทำคำยัน ต้องเป็นเหล็กที่มีจุดคราก (yield point) ไม่น้อยกว่า ๒,๔๐๐ กิโลกรัม ต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๒                    (๔) ข้อต่อและจุดยึดต่าง ๆ ของค้ำยันต้องมั่นคงแข็งแรง                    (๕) ในกรณีที่มีที่รองรับค้ำยัน ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่น้อยกว่าสองเท่า ของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน                    (๖) ค้ำยันต้องยึดโยงหรือตรึงกับพื้นดินหรือส่วนของสิ่งก่อสร้างให้มั่นคงแข็งแรง           ข้อ ๑๔ นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบส่วนประกอบของค้ำยันและที่รองรับค้ำยัน ทุกครั้งก่อนการใช้งานและระหว่างใช้งาน หากพบว่าไม่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย ให้นายจ้าง ดำเนินการซ่อมแซมหรือปรับปรุงส่วนประกอบของค้ำยันและที่รองรับค้ำยันให้มั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยอยู่เสมอ           ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ใช้ค้ำยันรองรับการเทคอนกรีต อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือรองรับสิ่งอื่นใด ที่มีลักษณะคล้ายกัน นายจ้างต้องควบคุมดูแลมิให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปอยู่ใน หรือใต้บริเวณนั้น เว้นแต่กรณีการทำงานที่มีความจำเป็นและเฉพาะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้น           ข้อ ๑๖ สำเนาเอกสารตามข้อ ๔ ข้อ ๗ ข้อ ๑๑ และข้อ ๑๒ จะอยู่ในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้           อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

กฎที่ต้องปฏิบัติในการใช้นั่งร้าน

กฎที่ต้องปฏิบัติในการใช้นั่งร้าน scaffoldingในพื้นที่ปฏิบัติงามที่มีความสูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป ควรจัดทำอุปกรณ์ยึดโยงเพื่อเกี่ยวคล้องเข็มขัดนิรภัย ให้แก่ ผู้ปฏิบัติงานได้และต้องจัดให้มีนั่งร้านที่ได้มาตรฐานก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย  นั่งร้านที่สูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป ต้องได้รับการออกแบบโครงสร้างการรับน้ำหนัก โดยวิศวกรโยธาที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (กว.) ตามที่สภาวิศวกรกำหนด  พื้นที่ปฏิบัติงานของนั่งร้านต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม.    พื้นรองรับขาตั้งและข้อต่อของนั่งร้านต้องมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของนั่งร้านชนิดนั้นๆ ได้และอยู่ในสภาพที่ดี มีความมั่นคงไม่สั่นคลอนขณะปฏิบัติงานและควรผ่านการตรวจสอบจากวิศวกรที่มีความชำนาญอยู่เสมอ  ต้องตรวจสอบอุปกรณ์นั่งร้านทุกครั้งก่อนเริ่มใช้งาน หากอุปกรณ์ชำรุด ห้ามนำมาใช้อย่างเด็ดขาด   พื้นทางเดินต้องวางและยึดอย่างมั่นคงกับโครงสร้างของนั่งร้าน พื้นนั่งร้านต้องใช้ไม้เนื้อแข็งสภาพสมบูรณ์ ไม่ผุกร่อนและไม่ควรใช้เหล็กที่มีน้ำหนักมากมาใช้เป็นพื้นนั่งร้าน  เสาค้ำยันนั่งร้านต้องตั้งให้ได้ฉากกับแนวระดับ  ชิ้นส่วนของนั่งร้านที่ยื่นจากตัวนั่งร้าน ต้องไม่เกิน 15-20 ซ.ม.    นั่งร้านที่สูงกว่า 2 เมตร ต้องมีราวกันตกโดยมีความสูงจากพื้นนั่งร้านแต่ละชั้นไม่ต่ำกว่า 90 เซนติเมตรและสูงไม่เกิน 110 เซนติเมตร ทุกชั้นของนั่งร้าน  ต้องจัดทำแผ่นกั้นเท้าสูง 10 ซม. เพื่อป้องกันวัสดุตกหล่นหรืออาจมีเศษวัสดุกระเด็นตกลงไปบริเวณขอบอาคารได้  โครงนั่งร้านต้องมีการยึดโยงค้ำยัน เพื่อป้องกันไม่ให้นั่งร้านเอียงหรือล้มในกรณีที่ต้องทำงานใกล้สายไฟที่ไม่มีฉนวนหุ้ม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต้องดำเนินการจัดให้มีการหุ้มฉนวนที่เหมาะสม ในกรณีที่พื้นนั่งร้านลื่น หรือนั่งร้านชำรุดต้องทำการแก้ไขทันที ก่อนปฏิบัติงาน ต้องมีผู้ตรวจสอบดูแลให้พื้นนั่งร้านอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ  นั่งร้านที่มีความสูงตั้งแต่ 6 เมตรขึ้นไปและติดตั้งใกล้กับถนน หรือทางเดินสาธารณะ ผู้ควบคุมงานต้องพิจารณาใช้ผ้าใบกันฝุ่น หรือตาข่ายกรองแสง (Shading net ปิดหุ้มนั่งร้านทั้งหมด)  ต้องมีการตรวจสอบสภาพนั่งร้านทุกสัปดาห์ พร้อมมีในตรวจสอบและติดประกาศการตรวจสอบที่บริเวณทางขึ้นลงของนั่งร้านทุกชุด