สรุปการเปลี่ยนแปลงประกาศสิทธิและหน้าที่ด้านความปลอดภัย (พ.ศ. 2554 vs 2569)
จากการที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกประกาศฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2569) เพื่อทดแทนฉบับเดิมในปี 2554 สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มีความ "เข้มข้น" และ "ชัดเจน" มากขึ้น
โดยสามารถสรุปประเด็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ซึ่งเซฟตี้อินไทย จะสรุปไว้ให้ในส่วนท้าย ก่อนอื่น เราไปดูประกาศฉบับเต็มกันก่อน คลิกดูประกาศฉบับเต็มที่นี่ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/113536.pdf
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง ข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง สัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมาย เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับสัญลักษณ์เตือนอันตราย เครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงาน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง สัญลักษณ์เตือนอันตรายเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
ส่วนที่ ๑ ข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง
ข้อ ๓ ให้นายจ้างติดประกาศข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างในการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบกิจการ ซึ่งต้องประกอบด้วยข้อความ ดังต่อไปนี้
(๑) นายจ้างและลูกจ้างมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔
(๒) นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย
(๓) นายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องหรือการชำรุดเสียหายซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย
(๔) นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน ถ้าลูกจ้างไม่สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว ให้นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดการทำงานจนกว่าจะสวมใส่อุปกรณ์นั้น
(๕) นายจ้างมีหน้าที่จัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมให้สามารถบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างปลอดภัยก่อนการเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์
(๖) นายจ้างมีหน้าที่แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและแจกคู่มือปฏิบัติงานให้ลูกจ้างทุกคนก่อนที่ลูกจ้างจะเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน
(๗) นายจ้างมีหน้าที่ติดประกาศ คำเตือน คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พนักงานตรวจความปลอดภัย หรือคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน แล้วแต่กรณี
(๘) นายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
(๙) ลูกจ้างมีหน้าที่ให้ความร่วมมือกับนายจ้างในการดำเนินการและส่งเสริมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยคำนึงถึงสภาพของงานและหน้าที่รับผิดชอบ
(๑๐) ลูกจ้างมีหน้าที่แจ้งข้อบกพร่องของสภาพการทำงานหรือการชำรุดเสียหายของอาคารสถานที่ เครื่องมือ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร
(๑๑) ลูกจ้างมีหน้าที่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่นายจ้างจัดให้และดูแลให้สามารถใช้งานได้ตามสภาพและลักษณะของงานตลอดระยะเวลาทำงาน
(๑๒) ในสถานที่ที่มีสถานประกอบกิจการหลายแห่ง ลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของนายจ้าง และสถานประกอบกิจการอื่นที่ไม่ใช่ของนายจ้างด้วย
(๑๓) ลูกจ้างมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการเลิกจ้าง หรือถูกโยกย้ายหน้าที่การงานเพราะเหตุที่ฟ้องร้อง เป็นพยาน ให้หลักฐาน หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือศาล
(๑๔) ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์อื่นใด ในระหว่างหยุดการทำงาน หรือหยุดกระบวนการผลิตตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัย เว้นแต่ลูกจ้างที่จงใจกระทำการอันเป็นเหตุให้มีการหยุดการทำงานหรือหยุดกระบวนการผลิต
(๑๕) ลูกจ้างมีสิทธิในการย้ายตนเองออกไปหรือไม่ปฏิบัติงานในสภาพการทำงาน ซึ่งเชื่อได้ว่ามีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตหรือสุขภาพ โดยนายจ้างมิได้มีมาตรการรองรับเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และต้องได้รับความคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
ส่วนที่ ๒ สัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ข้อ ๔ ให้นายจ้างติดประกาศสัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เหมาะสมกับลักษณะและสภาพการทำงานในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบกิจการ
ข้อ ๕ สัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานตามข้อ ๔ ให้เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล (International Standardization and Organization : ISO) มาตรฐานสหภาพยุโรป (European Standards : EN) มาตรฐานประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์(Australia Standards/New Zealand Standards : AS/NZS) มาตรฐานสถาบันมาตรฐานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute : ANSI) มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standards : JIS) มาตรฐานสถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (The national Institute for Occupational Safety and Health : NIOSH) มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัย และอาชีวอนามัยแห่งชาติกรมแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา (Occupational Safety and Health Administration : OSHA)มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศเกาหลี (Korean Standards Association : KSA) หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า
สรุปการเปลี่ยนแปลงประกาศสิทธิและหน้าที่ด้านความปลอดภัย (พ.ศ. 2554 vs 2569)
จากการที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกประกาศฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2569) เพื่อทดแทนฉบับเดิมในปี 2554 สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มีความ "เข้มข้น" และ "ชัดเจน" มากขึ้น โดยสามารถสรุปประเด็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญได้ดังนี้
1. การยกระดับมาตรฐาน "สัญลักษณ์เตือนภัย" (ส่วนที่ 2)
จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุด ในฉบับปี 2554 การใช้เครื่องหมายความปลอดภัยมักอ้างอิงเพียงมาตรฐานในประเทศหรือมาตรฐานทั่วไป แต่ใน ฉบับปี 2569 ได้ขยายการยอมรับมาตรฐานสากลให้กว้างและเจาะจงขึ้นอย่างมาก ได้แก่
- การอ้างอิงสากล เพิ่มการยอมรับมาตรฐานอย่างครอบคลุม ทั้ง ISO, EN (ยุโรป), AS/NZS (ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์), KSA (เกาหลี) และมาตรฐานเฉพาะทางอย่าง NIOSH
- ผลลัพธ์ ช่วยให้สถานประกอบกิจการข้ามชาติหรือโรงงานที่ใช้เครื่องจักรจากต่างประเทศ สามารถใช้ป้ายเตือนตามมาตรฐานผู้ผลิตได้ทันทีโดยไม่ผิดกฎหมายไทย และสร้างความเป็นสากลในสถานที่ทำงานมากขึ้น
2. การเน้นย้ำสิทธิ "การปฏิเสธงานอันตราย" (Right to Refuse Unsafe Work)
แม้ในกฎหมายแม่บทจะมีระบุไว้ แต่ในประกาศฉบับปี 2569 (ข้อ 3 (15)) ได้ระบุข้อความนี้ไว้ในประกาศที่ต้องติดให้พนักงานเห็นอย่างชัดเจน:
- ฉบับใหม่ ลูกจ้างมีสิทธิย้ายตนเองออกไปหรือไม่ปฏิบัติงาน หากเชื่อได้ว่ามีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต โดยนายจ้างไม่มีมาตรการรองรับ
- ความสำคัญ เป็นการสร้างอำนาจต่อรอง (Empowerment) ให้แก่ลูกจ้างในการดูแลความปลอดภัยของตนเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากหัวหน้างานเพียงอย่างเดียว
3. หน้าที่ด้านการฝึกอบรมและข้อมูล (Proactive Approach)
ประกาศฉบับใหม่เน้นย้ำหน้าที่ของนายจ้างในการเป็นผู้ให้ข้อมูลแบบเชิงรุก (ข้อ 3 (5) และ (6)):
- ก่อนเริ่มงานต้องพร้อม นายจ้างต้องจัดฝึกอบรมและ แจกคู่มือ ให้ลูกจ้างทุกคนก่อนเข้าทำงาน หรือแม้แต่ตอน "เปลี่ยนเครื่องจักร/อุปกรณ์"
- ครอบคลุมทุกระดับ ระบุชัดเจนว่าต้องฝึกอบรมทั้ง ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวลูกจ้างหน้างานเท่านั้น
4. การคุ้มครองสิทธิลูกจ้างที่เข้มแข็งขึ้น
ในประกาศฉบับใหม่มีการระบุถึงสิทธิในค่าจ้างและการคุ้มครองจากการถูกเลิกจ้างไว้อย่างเป็นรูปธรรม:
- สิทธิในค่าจ้าง ระบุชัดเจนว่าหากต้องหยุดงานตามคำสั่งพนักงานตรวจความปลอดภัย ลูกจ้างต้องได้รับค่าจ้างตามปกติ (ยกเว้นกรณีทุจริตหรือจงใจทำให้เกิดเหตุ)
- การคุ้มครองพยาน ห้ามโยกย้ายหรือเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างให้ข้อมูลด้านความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่หรือศาล

