โรคติดเชื้อ ไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน หรือที่เรียกว่า Zoonotic Disease กลายเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก หลายโรคเริ่มต้นจากสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์เศรษฐกิจ ก่อนจะแพร่กระจายสู่มนุษย์และก่อให้เกิดการระบาดในวงกว้าง หนึ่งในโรคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Infection)
แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศ ระบบนิเวศ และการใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม โรงงานแปรรูปอาหาร และพื้นที่ทำงานกลางแจ้ง โรคนี้จึงเป็นความเสี่ยงที่บุคลากรด้านความปลอดภัย นายจ้าง และลูกจ้างควรทำความเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ “รู้จักช้า แต่เสียหายเร็ว”
ไวรัสนิปาห์ คืออะไร
ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Henipavirus พบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541–2542 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีการระบาดในฟาร์มสุกร และพบการติดเชื้อในคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสุกรจำนวนมาก ต้นตอสำคัญของเชื้อไวรัสชนิดนี้คือ ค้างคาวผลไม้ ซึ่งถือเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ
ค้างคาวผลไม้ สามารถพาเชื้อไวรัสนิปาห์ได้โดยไม่แสดงอาการป่วย เชื้อจะถูกขับออกมากับน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ เมื่อตกค้างบนผลไม้ พื้นดิน หรือภาชนะต่าง ๆ สัตว์อื่นหรือมนุษย์ที่สัมผัสสารคัดหลั่งเหล่านี้ ก็มีโอกาสรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
นอกจากค้างคาวผลไม้แล้ว ยังพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดสามารถติดเชื้อและเป็นพาหะได้ เช่น สุกร ม้า แพะ แกะ สุนัข และแมว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์หรือทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์โดยตรง
ไวรัสนิปาห์ เกิดจากอะไร
การติดเชื้อไวรัสนิปาห์สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง โดยเส้นทางหลักที่พบ ได้แก่
1 การติดต่อจากสัตว์สู่คน
- เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ เช่น เลือด น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ หรือเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์
2 การติดต่อผ่านอาหาร
- การรับประทานผลไม้ ที่มีการปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาวผลไม้ เช่น ผลไม้ที่ตกพื้น ผลไม้ที่ถูกกัดแทะ หรือการดื่มน้ำหวาน น้ำตาลสดที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ
3 การติดต่อจากคนสู่คน
- แม้จะพบไม่บ่อยเท่าการติดต่อจากสัตว์ แต่มีรายงานชัดเจนว่าผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย เสมหะ หรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญในโรงพยาบาลและสถานที่ทำงานที่มีการอยู่ร่วมกันหนาแน่น
อาการของโรคไวรัสนิปาห์ จากไข้ธรรมดาสู่ภาวะรุนแรง
อาการของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในระยะแรก มักคล้ายกับโรคทางเดินหายใจทั่วไป ทำให้หลายคนประมาทและไม่รีบเข้ารับการรักษา
อาการที่พบบ่อยในระยะแรก
- มีไข้
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามตัว
- อ่อนเพลีย
- ไอ เจ็บคอ คล้ายไข้หวัด
เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดอาการรุนแรง
- สมองอักเสบ
- ซึม สับสน พูดไม่รู้เรื่อง
- ชัก
- หมดสติ
- ระบบหายใจล้มเหลว
ในหลายกรณี หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น
เหตุใดสถานที่ทำงานต้องให้ความสำคัญกับโรคนี้
แม้โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์จะยังไม่พบในประเทศไทย แต่การทำงานในโลกปัจจุบันเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งการเดินทาง การนำเข้าสินค้า การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการทำงานกับสัตว์หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทำให้โอกาสการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้น
กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยง
- พนักงานฟาร์มปศุสัตว์
- คนงานโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปอาหาร
- เกษตรกรสวนผลไม้
- พนักงานทำความสะอาดพื้นที่กลางแจ้ง
- เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม
- บุคลากรทางการแพทย์
- เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)
หากสถานที่ทำงานขาดความรู้และมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การระบาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อสุขภาพพนักงาน ความต่อเนื่องในการผลิต และภาพลักษณ์ขององค์กร
แนวทางการป้องกันในสถานที่ทำงาน ที่ทำได้จริง
การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ราคาแพง แต่เริ่มจาก “ความรู้และวินัย” ในการทำงานร่วมกัน
ล้างมือให้ถูกวิธี
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์ สิ่งคัดหลั่ง หรือวัตถุที่อาจปนเปื้อน โดยเฉพาะในงานฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหาร
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย
- หากพบสัตว์ที่มีอาการผิดปกติ ควรแยกออกจากพื้นที่ทำงานทันที และแจ้งผู้รับผิดชอบด้านสัตวแพทย์หรือความปลอดภัย
ไม่รับประทานผลไม้ที่ตกพื้น
- โดยเฉพาะผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ ช้ำ หรืออาจปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาวผลไม้
ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)
- สวมถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเมื่อทำงานกับสัตว์หรือสารคัดหลั่ง
ทำความสะอาดพื้นที่ทำงานสม่ำเสมอ
- ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ พื้นที่ และเครื่องมือที่ใช้ร่วมกัน เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
อบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง
- ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สัญญาณเตือน และขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบความเสี่ยง
บทบาทของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอุบัติใหม่ในสถานที่ทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องอุบัติเหตุจากเครื่องจักรหรือสารเคมีเท่านั้น แต่รวมถึงความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological Hazard) ด้วย
หน้าที่สำคัญของ จป.
- ประเมินความเสี่ยงด้านชีวภาพในสถานที่ทำงาน
- จัดทำมาตรการป้องกันและแผนฉุกเฉิน
- ให้คำแนะนำแก่ลูกจ้างและนายจ้าง
- ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อพบความผิดปกติ
- ติดตามข่าวสารโรคอุบัติใหม่อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อ จป. เข้าใจโรคไวรัสนิปาห์อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถสื่อสารและวางระบบป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความตื่นตระหนก และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคนในองค์กร
สรุป
โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรคหลักสามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ อาหารที่ปนเปื้อน หรือการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคน อาการระยะแรกคล้ายไข้หวัด แต่หากรุนแรงอาจทำให้สมองอักเสบและเสียชีวิตได้ แม้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่กลุ่มอาชีพที่ทำงานใกล้ชิดสัตว์หรือพื้นที่กลางแจ้งมีความเสี่ยง จึงควรให้ความสำคัญกับการล้างมือ หลีกเลี่ยงผลไม้ตกพื้น ใช้อุปกรณ์ป้องกัน และอบรมความรู้ด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
การรู้จักแหล่งที่มา เส้นทางการติดเชื้อ อาการ และวิธีป้องกัน จะช่วยให้สถานที่ทำงานสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก และไม่ประมาท ความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่คือการเตรียมพร้อมก่อนที่เหตุจะเกิดเสมอ เซฟตี้อินไทย
