โรคฝีดาษวานร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องของโรคติดต่อไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในการทำงาน สุขภาพของพนักงาน และความต่อเนื่องของธุรกิจ หนึ่งในโรคที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “โรคฝีดาษวานร” หรือ "Monkeypox "ซึ่งแม้ชื่อจะฟังดูเหมือนไกลตัว แต่ความจริงแล้วสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน และมีโอกาสแพร่กระจายเข้าสู่สถานที่ทำงานได้ หากขาดความรู้และการป้องกันที่เหมาะสม
บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจโรคฝีดาษวานรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่สาเหตุการเกิดโรค วิธีการแพร่เชื้อ อาการ กลุ่มเสี่ยง แนวทางการรักษา ไปจนถึงการป้องกันในมุมของสถานประกอบการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้จริง
โรคฝีดาษวานรคืออะไร
โรคฝีดาษวานร (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษ (Smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า เกิดจากเชื้อไวรัส Monkeypox virus ซึ่งพบครั้งแรกในลิงทดลอง แต่แหล่งรังโรคที่แท้จริงอาจเป็นสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ
โรคนี้สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะจากการสัมผัสใกล้ชิด ทำให้กลายเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น โรงงาน สำนักงาน ไซต์งาน หรือสถานประกอบการที่มีแรงงานรวมกลุ่มกัน
สาเหตุและวิธีการแพร่เชื้อของโรคฝีดาษวานร
การแพร่เชื้อของโรคฝีดาษวานร สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยควรเข้าใจอย่างชัดเจน
การแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน
- การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือบาดแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ
- การถูกกัดหรือข่วนจากสัตว์
- การบริโภคเนื้อสัตว์ป่าที่ปรุงไม่สุก
การแพร่เชื้อจากคนสู่คน
- การสัมผัสผิวหนังโดยตรงกับผื่น ตุ่ม หรือหนองของผู้ป่วย
- การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก
- การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน อุปกรณ์ส่วนตัว
- การมีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน
ในบริบทของสถานที่ทำงาน การใช้ของร่วมกัน การทำงานใกล้ชิด หรือการอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
อาการของโรคฝีดาษวานร
อาการของโรคฝีดาษวานร มักปรากฏภายใน 5–21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการจะค่อย ๆ แสดงออกเป็นลำดับ ซึ่งสามารถสังเกตได้ดังนี้
ระยะเริ่มต้น
- มีไข้
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ต่อมน้ำเหลืองโต (จุดสังเกตสำคัญที่แตกต่างจากโรคอื่น)
ระยะผื่นและตุ่ม
- มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง โดยเริ่มจากใบหน้า ลำตัว แขน ขา
- ผื่นพัฒนาเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำ และกลายเป็นหนอง
- อาจพบตุ่มบริเวณปาก ใบหน้า มือ เท้า และอวัยวะเพศ
- มีอาการเจ็บหรือคันบริเวณผื่น
อาการเหล่านี้อาจกินเวลาหลายสัปดาห์ และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
แม้โรคฝีดาษวานรสามารถเกิดกับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
- ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
- ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 8 ปี
ในสถานประกอบการ หากมีพนักงานอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพและการทำงาน
แนวทางการวินิจฉัยและการรักษา
ปัจจุบันการวินิจฉัยโรคฝีดาษวานรต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างจากผื่นหรือตุ่มหนองไปตรวจยืนยันเชื้อ
สำหรับการรักษา ยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับโรคนี้โดยตรง การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น
- การให้ยาลดไข้
- การดูแลแผลผื่นให้สะอาด ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
- การแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม
บทบาทของสถานประกอบการและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย
ในมุมของการบริหารความปลอดภัย โรคฝีดาษวานรถือเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ต้องนำมาพิจารณาในระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงาน
สิ่งที่สถานประกอบการควรดำเนินการ ได้แก่
- ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน
- จัดทำมาตรการเฝ้าระวังอาการผิดปกติของพนักงาน
- ส่งเสริมสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือเป็นประจำ
- จัดให้มีอุปกรณ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในพื้นที่ทำงาน
- วางแผนรองรับกรณีพบผู้มีอาการต้องสงสัย
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่สร้างความเข้าใจและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม
แนวทางการป้องกันโรคฝีดาษวานรในชีวิตประจำวันและที่ทำงาน
การป้องกันถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด และสามารถทำได้ไม่ยาก หากทุกคนร่วมมือกัน
แนวทางการป้องกันส่วนบุคคล
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น ตุ่ม หรืออาการต้องสงสัย
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว
- ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
- สวมหน้ากากในสถานที่แออัดหรือพื้นที่เสี่ยง
- หากมีอาการผิดปกติ ควรหยุดงานและพบแพทย์ทันที
แนวทางการป้องกันในสถานที่ทำงาน
- ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย
- จัดการระบบระบายอากาศให้เหมาะสม
- ลดความแออัดในพื้นที่ทำงาน
- มีแนวทางการแยกตัวพนักงานที่มีอาการต้องสงสัย
- สื่อสารนโยบายด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
โรคฝีดาษวานรกับวัฒนธรรมความปลอดภัย
จากประสบการณ์ด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน จะเห็นได้ว่า “รู้ก่อน ป้องกันได้ก่อน” เป็นแนวคิดที่ใช้ได้เสมอ การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ดี ไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องจักรหรือการทำงานบนที่สูงเท่านั้น แต่รวมถึงการป้องกันโรคติดต่อที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานทั้งองค์กร
การปลูกฝังให้พนักงานใส่ใจสุขภาพตนเอง ไม่ปกปิดอาการเจ็บป่วย และเคารพความปลอดภัยของผู้อื่น เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการระบาดในที่ทำงานได้อย่างยั่งยืน
สรุป
โรคฝีดาษวานร อาจไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่การทำงานมีการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมาก การเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีการแพร่เชื้อ และการป้องกันอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทั้งพนักงานและสถานประกอบการสามารถรับมือได้อย่างมีสติและเป็นระบบ
เซฟตี้อินไทย เชื่อว่า ความปลอดภัยเริ่มต้นจากความรู้ เมื่อรู้แล้ว ปฏิบัติได้ และเมื่อปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง สุขภาพที่ดีและสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยก็จะตามมาอย่างยั่งยืน หากทุกคนช่วยกันดูแล ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่รวมถึงเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร
