โรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหม
โรคอีสุกอีใส ติดกันได้ไหม? คำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดตามโรงเรียน โรงงาน หรือสถานที่ทำงานร่วมกัน เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อย และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีความรู้หรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การเข้าใจโรคอีสุกอีใสอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การดูแลผู้ป่วย และการลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจว่าโรคอีสุกอีใสคืออะไร ติดต่อกันได้อย่างไร อาการเป็นแบบไหน มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง และสามารถป้องกันได้อย่างไร
โรคอีสุกอีใสคืออะไร
โรคอีสุกอีใส หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Chickenpox เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อ Varicella-zoster virus ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคงูสวัด โรคนี้มักพบในเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน และหากเกิดในผู้ใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าในเด็ก
ลักษณะเด่นของโรคอีสุกอีใสคือการเกิดผื่นและตุ่มน้ำใสตามร่างกาย โดยตุ่มเหล่านี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสะเก็ดภายในไม่กี่วัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ ปวดเมื่อย และรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย
แม้โรคนี้มักจะหายได้เอง แต่ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือเด็กเล็ก อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
โรคอีสุกอีใสติดกันได้ไหม
สามมารถ ติดกันได้ และถือว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมาก
โรคอีสุกอีใสสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้หลายวิธี โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น
- โรงเรียน
- โรงงาน
- สำนักงาน
- หรือสถานที่ทำงานที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกัน
ช่องทางการติดต่อของโรคอีสุกอีใส
1. การไอ จาม หรือหายใจรดกัน
- เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วย เมื่อคนใกล้ชิดสูดดมละอองเหล่านี้เข้าไป ก็มีโอกาสติดเชื้อได้
2. การสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ
- การสัมผัสผื่นหรือตุ่มน้ำของผู้ป่วยโดยตรงสามารถทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ เช่น การจับตัว การกอด หรือการดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีการป้องกัน
3. การใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
- สิ่งของที่ผู้ป่วยใช้ เช่น ช้อน แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัว อาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ หากนำมาใช้ร่วมกันก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ระยะฟักตัวของโรค
หลังจากได้รับเชื้อไวรัสแล้ว ผู้ติดเชื้อจะยังไม่แสดงอาการทันที โดยโรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 ถึง 21 วัน
ในช่วงระยะฟักตัว ผู้ติดเชื้ออาจยังไม่รู้ตัวว่าป่วย แต่เมื่อเริ่มมีอาการ เช่น ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะ ก็จะเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผื่นและตุ่มน้ำตามร่างกาย
ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนที่ผื่นจะขึ้น และยังสามารถแพร่เชื้อได้ต่อไปจนกว่าตุ่มทั้งหมดจะตกสะเก็ด ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 7 วัน
อาการของโรคอีสุกอีใส
อาการของโรคอีสุกอีใส มักเริ่มจากอาการคล้ายไข้หวัด ก่อนที่จะมีผื่นและตุ่มขึ้นตามร่างกาย
ระยะเริ่มต้นของโรค
- ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และรู้สึกไม่สบายตัว
ระยะเกิดผื่น
- หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงเล็ก ๆ ตามผิวหนัง โดยมักเริ่มจากบริเวณลำตัว ใบหน้า หรือหนังศีรษะ ก่อนจะกระจายไปทั่วร่างกาย
ระยะตุ่มน้ำใส
- ผื่นแดงจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคอีสุกอีใส ตุ่มเหล่านี้จะคันมากและอาจมีจำนวนมาก
ระยะตุ่มหนองและตกสะเก็ด
ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ ขุ่นขึ้นคล้ายหนอง ก่อนจะแตกหรือแห้ง และตกสะเก็ดภายในประมาณ 2 ถึง 3 วัน
ในช่วงที่ตุ่มขึ้น ผู้ป่วยอาจมีตุ่มหลายระยะพร้อมกัน เช่น บางจุดเป็นผื่น บางจุดเป็นตุ่มน้ำ และบางจุดเป็นสะเก็ด
อาการในเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกันอย่างไร
เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง มีเพียงไข้ต่ำและผื่นตามตัว แต่ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการมักรุนแรงกว่า เช่น
- ไข้สูง
- ปวดเมื่อยตามตัว
- ปวดศีรษะรุนแรง
- อ่อนเพลียมาก
- มีผื่นจำนวนมาก
บางรายอาจมีตุ่มขึ้นในปากหรือคอ ทำให้เจ็บปากและกลืนอาหารลำบาก
ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส
แม้โรคอีสุกอีใสจะเป็นโรคที่หายได้เองในหลายกรณี แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง
- หากผู้ป่วยเกาตุ่มน้ำจนเกิดแผล อาจทำให้แบคทีเรียเข้าไปติดเชื้อ ทำให้เกิดหนอง แผลลุกลาม หรือเกิดแผลเป็น
ปอดอักเสบ
- พบได้ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก ไอ และมีไข้สูง
การติดเชื้อในอวัยวะภายใน
- ในบางกรณี เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายไปยังสมอง ตับ หรืออวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
อันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์
- หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อในช่วง 3 ถึง 4 เดือนแรก อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการได้
ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส
- การเกาหรือแกะตุ่มอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นถาวร
- ผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว อาจมีโอกาสเกิดโรคงูสวัดในอนาคต เพราะไวรัสยังคงซ่อนอยู่ในร่างกาย
- โรคนี้ไม่มีของแสลง อาหารไม่ได้ทำให้โรคกำเริบอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ระยะที่แพร่เชื้อได้
โรคอีสุกอีใส สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1 วันก่อนผื่นขึ้น จนกระทั่งตุ่มทั้งหมดตกสะเก็ด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 7 วัน
ในช่วงเวลานี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
การรักษาโรคอีสุกอีใส
การรักษาโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมาก ๆ
- รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล
- หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
ในบางกรณี แพทย์อาจให้ยาต้านไวรัส โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
หากผู้ป่วยมีไข้สูงมาก ผื่นขึ้นจำนวนมาก หายใจลำบาก หรือมีอาการชัก ควรรีบพบแพทย์ทันที
การป้องกันโรคอีสุกอีใส
แม้โรคอีสุกอีใสจะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่าง ๆ
การฉีดวัคซีน
- วัคซีนอีสุกอีใสเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถลดโอกาสการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้
หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย
- หากพบผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด
ไม่ใช้ของร่วมกัน
- หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดตัว
รักษาสุขอนามัย
- ล้างมือบ่อย ๆ และรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ
แนวทางป้องกันในสถานที่ทำงาน
ในสถานที่ทำงานหรือโรงงาน หากพบผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส ควรมีมาตรการป้องกัน เช่น
- ให้ผู้ป่วยหยุดพักงานจนกว่าตุ่มจะตกสะเก็ด
- ทำความสะอาดพื้นที่และอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน
- ส่งเสริมให้พนักงานรักษาสุขอนามัย เช่น ล้างมือบ่อย ๆ
- ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อแก่พนักงาน
มาตรการเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคและป้องกันการระบาดในสถานที่ทำงานได้
ที่มา โรคอีสุกอีใส โรคใกล้ตัวที่ป้องกันได้
สรุป
โรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่าย สามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม การสัมผัสผู้ป่วย หรือการใช้ของร่วมกัน อาการสำคัญคือการเกิดผื่นและตุ่มน้ำใสตามร่างกาย แม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางกลุ่มอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
การป้องกันโรคสามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย การไม่ใช้ของร่วมกัน และการรักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
การรู้เท่าทันโรคอีสุกอีใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเข้าใจโรคอย่างถูกต้อง เราจะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และดูแลตนเองรวมถึงคนรอบข้างได้อย่างปลอดภัย.



