9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด



9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด

เมื่ออุณหภูมิประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 38–42 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่เหงื่อไหลหรือผิวไหม้แดด แต่คือ “ความเสี่ยงต่อชีวิต” โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งหรือในสภาพแวดล้อมที่สะสมความร้อนสูง ภาวะลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ไม่ได้เลือกอาชีพ แต่มีบางกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงมากกว่าคนอื่น เพราะต้องเผชิญความร้อนเป็นเวลานานโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปดู 9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง ผลกระทบต่อสุขภาพ และแนวทางป้องกันที่ควรรู้ ทั้งในมุมลูกจ้าง นายจ้าง และผู้ดูแลความปลอดภัยในการทำงาน

ความร้อนส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

ก่อนจะไปดูแต่ละอาชีพ ต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป ระบบควบคุมอุณหภูมิจะทำงานหนัก หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออกมากเพื่อระบายความร้อน หากสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไปโดยไม่ได้ทดแทน จะเกิดอาการตั้งแต่เป็นตะคริวจากความร้อน เพลียแดด ไปจนถึงฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน อุณหภูมิร่างกายอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอวัยวะสำคัญเริ่มล้มเหลว

ในเชิงกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน นายจ้างมีหน้าที่จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ให้ลูกจ้างทำงานในสภาพอันตรายเกินสมควร โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงด้านกายภาพ เช่น ความร้อน แสงแดด หรือแหล่งกำเนิดความร้อนในโรงงาน

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน ที่ต้องระวัง “ฮีทสโตรก” มากกว่าที่คิด

9 อาชีพสุ่มเสี่ยงความร้อน

1. คนงานก่อสร้าง

  • อาชีพก่อสร้าง แทบจะเป็นภาพจำของการทำงานกลางแดด ไม่ว่าจะเป็นงานโครงสร้าง งานเทพื้น งานมุงหลังคา หรือทำงานบนที่สูง ล้วนต้องเผชิญแสงแดดโดยตรง อีกทั้งพื้นคอนกรีต เหล็ก และวัสดุก่อสร้างยังสะสมความร้อน ทำให้อุณหภูมิรอบตัวสูงกว่าค่าที่วัดได้ทั่วไป
  • ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่พัก ดื่มน้ำน้อย หรือสวมอุปกรณ์ป้องกันที่ระบายอากาศไม่ดี เช่น หมวกนิรภัย เสื้อสะท้อนแสงหนา

2. พนักงานโรงงาน

  • แม้ทำงานในอาคาร แต่โรงงานจำนวนมากมีแหล่งกำเนิดความร้อน เช่น เตาหลอม เครื่องจักรขนาดใหญ่ หม้อไอน้ำ หรือกระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อนสูง หากระบบระบายอากาศไม่ดี ความร้อนจะสะสมจนเกิดภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress)
  • บางแห่งต้องสวมชุดป้องกันเฉพาะทาง เช่น ชุดกันไฟหรือชุดป้องกันสารเคมี ซึ่งทำให้ระบายความร้อนได้ยากขึ้นอีก

3. เกษตรกร

  • เกษตรกรทำงานในท้องนา สวน หรือไร่กลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง ต้องก้ม ๆ เงย ๆ ทำงานใช้แรงกายมาก ร่างกายจึงสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นจากการเผาผลาญพลังงาน
  • หลายครั้งเกษตรกรละเลยการดื่มน้ำเพราะอยู่ไกลแหล่งน้ำดื่ม หรือคิดว่า “ทนได้” จึงทำให้เกิดภาวะขาดน้ำสะสม

4. พ่อค้าแม่ค้าอาหารริมทาง

  • แผงลอยริมถนนต้องเผชิญทั้งแดดและความร้อนจากเตาแก๊ส เตาถ่าน หรือกระทะน้ำมันร้อน การยืนหน้าเตาหลายชั่วโมงทำให้ได้รับความร้อนสองทาง ทั้งจากสภาพอากาศและจากแหล่งกำเนิดความร้อนโดยตรง

5. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร

  • ตำรวจจราจรต้องยืนปฏิบัติหน้าที่กลางถนน แทบไม่มีร่มเงา ต้องสวมเครื่องแบบเต็มยศ หมวก ถุงมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้การระบายความร้อนลดลง อีกทั้งพื้นถนนยางมะตอยยังสะท้อนและเก็บความร้อน ทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงกว่าปกติ

6. พนักงานทำความสะอาดถนน

  • พนักงานกวาดถนนหรือเก็บขยะมักเริ่มงานตั้งแต่เช้า แต่หลายพื้นที่ยังต้องทำงานต่อเนื่องจนสายหรือบ่าย ต้องเดินกลางแดดเป็นระยะทางไกล ใช้แรงกายมาก และบางครั้งไม่มีจุดพักร่ม

7. มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และพนักงานรับส่งอาหาร

  • แม้จะไม่ยืนอยู่กับที่ แต่การขี่รถจักรยานยนต์กลางแดดจัดเป็นเวลานาน ทำให้ได้รับรังสีความร้อนโดยตรง สวมหมวกกันน็อก เสื้อคลุมแขนยาว และบางครั้งต้องรอคิวกลางแจ้ง ความร้อนสะสมจึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

8. พนักงานเดินสายไฟหรือสายอินเทอร์เน็ต

  • งานประเภทนี้ต้องปีนเสาไฟ ทำงานบนที่สูง ไม่มีร่มเงา และใส่อุปกรณ์ป้องกันหลายชิ้น เช่น เข็มขัดนิรภัย ถุงมือ รองเท้านิรภัย เมื่อรวมกับแดดจัดและลมร้อน ความเสี่ยงจึงเพิ่มสูง

9. พ่อครัว แม่ครัว

  • ในครัวเชิงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงแรม หรือโรงงานผลิตอาหาร มีเตาอบ เตาแก๊ส หม้อทอด เตาไอน้ำหลายจุด หากระบบดูดควันและระบายอากาศไม่ดี ความร้อนจะสะสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเครียดจากความร้อนแม้อยู่ในอาคาร

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานกลางแดดจะเป็นฮีทสโตรก แต่มีปัจจัยเสริมที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น เช่น

  • อายุสูงกว่า 50 ปี
  • โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ใส่เสื้อผ้าหนา รัดแน่น หรือไม่ระบายอากาศ
  • ไม่ดื่มน้ำเพียงพอ

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อาการเริ่มต้นอาจเป็นเพียงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หรือเป็นตะคริว หากปล่อยไว้ อาจมีอาการสับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ตัวร้อนจัด ผิวแห้ง หัวใจเต้นเร็ว และหมดสติ

เมื่อพบผู้มีอาการต้องรีบพาเข้าที่ร่ม คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หรือประคบเย็นบริเวณรักแร้ คอ และขาหนีบ และรีบนำส่งสถานพยาบาลโดยเร็ว

แนวทางป้องกันในระดับบุคคล

  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว หรือมากกว่านั้นหากทำงานกลางแจ้ง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่น
  • ทาครีมกันแดดเมื่อทำงานกลางแจ้ง
  • จัดเวลาพักเป็นระยะ ไม่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน
  • หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแดดช่วง 11.00–15.00 น. หากเป็นไปได้

แนวทางป้องกันในระดับองค์กร

นายจ้างควรประเมินความเสี่ยงด้านความร้อนในสถานประกอบกิจการ จัดให้มีจุดพักร่ม น้ำดื่มสะอาดเพียงพอ และระบบระบายอากาศที่เหมาะสม

ในงานที่มีความร้อนสูง ควรใช้หลัก Work-Rest Cycle คือ จัดสัดส่วนเวลาทำงานและเวลาพักตามระดับความร้อน รวมถึงให้ความรู้พนักงานเรื่องสัญญาณเตือนของฮีทสโตรก

การดูแลเรื่องความร้อน ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยและความรับผิดชอบตามกฎหมาย หากละเลยจนเกิดอันตรายร้ายแรง อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานได้

สรุป

ทั้ง 9 อาชีพที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของกลุ่มงานที่ต้องเผชิญความร้อนสูงเป็นประจำ ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายอาชีพที่สุ่มเสี่ยงเช่นกัน

ความร้อนอาจดูเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ผลกระทบของมันไม่ธรรมดา การป้องกันจึงต้องเริ่มจากความเข้าใจ ปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในระดับองค์กร

เพราะในโลกของการทำงาน สุขภาพที่ดี คือ ทุนที่สำคัญที่สุด และไม่มีงานใดสำคัญไปกว่าชีวิตของคนทำงานเอง

ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ