ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสำหรับร้านอาหาร ร้านเหล้า และสถานบันเทิง บัญชีที่ 3
ธุรกิจร้านอาหาร ร้านเหล้า ผับ บาร์ และสถานบันเทิง เป็นกิจการที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหลายรูปแบบ ทั้งจากการใช้แก๊สหุงต้ม เปลวไฟ น้ำมันทอดอาหาร ระบบไฟฟ้า พื้นเปียกลื่น การทำงานในเวลากลางคืน ตลอดจนเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าจำนวนมากพร้อมกัน
ผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงดูแลคุณภาพอาหารและการบริการเท่านั้น แต่ยังต้องจัดระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายด้วย
ภายใต้กฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กิจการบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ รวมถึงธุรกิจร้านอาหารและสถานบริการ อาจเข้าข่ายสถานประกอบกิจการตามบัญชี 3 ซึ่งมีหน้าที่ด้านการจัดอบรมและแต่งตั้งบุคลากรด้านความปลอดภัยเมื่อมีจำนวนลูกจ้างถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ทำไมร้านอาหารและสถานบันเทิงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
ภายในร้านอาหารหนึ่งแห่งอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด เช่น
- ไฟไหม้จากเตาแก๊ส น้ำมันทอดอาหาร หรือระบบดูดควัน
- ไฟฟ้าลัดวงจรจากอุปกรณ์ครัว ระบบแสง สี และเสียง
- การลื่น สะดุด หรือหกล้มจากพื้นเปียกและสิ่งกีดขวาง
- การบาดเจ็บจากมีด เครื่องบด และอุปกรณ์เตรียมอาหาร
- การใช้ถังแก๊สและวัตถุไวไฟไม่ถูกต้อง
- ลูกค้าหมดสติจากแอลกอฮอล์หรือเกิดเหตุทะเลาะวิวาท
- การสำลักอาหารและภาวะทางการแพทย์ฉุกเฉิน
- ความแออัดและการอพยพผู้ใช้บริการเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
ความเสี่ยงเหล่านี้ อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และความต่อเนื่องของธุรกิจได้ การจัดอบรมตามกฎหมายจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการทำเอกสารให้ครบ แต่เป็นการเตรียมบุคลากรให้สามารถป้องกันและตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้จริง
1. การอบรมความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง
นายจ้างมีหน้าที่จัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานตามลักษณะงานและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
ลูกจ้างควรได้รับความรู้ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน โดยเฉพาะลูกจ้างใหม่ ลูกจ้างที่เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือได้รับมอบหมายให้ทำงานที่มีความเสี่ยงแตกต่างจากเดิม
หัวข้อที่ควรนำมาใช้ในการอบรมสำหรับร้านอาหาร ร้านเหล้า และสถานบันเทิง ได้แก่
- กฎและข้อบังคับด้านความปลอดภัยของร้าน
- อันตรายจากเตาแก๊ส น้ำมันร้อน และอุปกรณ์ไฟฟ้า
- วิธีใช้อุปกรณ์ครัวอย่างปลอดภัย
- การยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของอย่างถูกวิธี
- การป้องกันการลื่น สะดุด และหกล้ม
- วิธีแจ้งเหตุฉุกเฉิน
- เส้นทางหนีไฟและจุดรวมพล
- การรายงานอุบัติเหตุและเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ
- การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
แม้พนักงานเสิร์ฟ พนักงานต้อนรับ แคชเชียร์ หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยจะไม่ได้ทำงานในครัวโดยตรง แต่ทุกคนควรรู้วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เหตุทะเลาะวิวาท ลูกค้าหมดสติ หรือมีการประกาศอพยพ
2. การฝึกดับเพลิงขั้นต้นและการซ้อมอพยพหนีไฟ
ร้านอาหารและสถานบันเทิงมีเชื้อเพลิงและแหล่งกำเนิดความร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แก๊สหุงต้ม น้ำมันประกอบอาหาร วัสดุตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์แสง สี และเสียง จึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและระงับอัคคีภัยเป็นพิเศษ
ตาม กฎกระทรวงด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถานประกอบกิจการเข้ารับการฝึก อบรมดับเพลิงขั้นต้น ไม่ใช่เลือกอบรมเฉพาะผู้จัดการหรือพนักงานรักษาความปลอดภัยเพียงไม่กี่คน
ตัวอย่างเช่น หากแผนกครัวมีลูกจ้าง 10 คน ควรมีลูกจ้างในแผนกครัวผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้นไม่น้อยกว่า 4 คน การคำนวณควรพิจารณาเป็นรายหน่วยงานหรือส่วนงาน เพื่อให้ทุกพื้นที่มีผู้ที่สามารถใช้เครื่องดับเพลิงได้เมื่อเกิดเหตุ
นอกจากนี้ นายจ้างต้องจัดให้มี การฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ตามแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยควรครอบคลุมพนักงานทุกกะและจำลองสถานการณ์ที่สอดคล้องกับสภาพจริงของร้าน เช่น
- ไฟไหม้บริเวณเตาทอดอาหาร
- แก๊สรั่วภายในห้องครัว
- ไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณเวทีหรือห้องควบคุมเสียง
- มีควันปกคลุมเส้นทางออกหลัก
- ต้องอพยพลูกค้าที่อยู่ในภาวะมึนเมา
- มีผู้บาดเจ็บหรือผู้หมดสติระหว่างการอพยพ
สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจัดทำแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ซึ่งควรครอบคลุมการตรวจตรา การอบรม การรณรงค์ การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข์
ทางหนีไฟต้องปราศจากสิ่งกีดขวาง ประตูหนีไฟต้องสามารถเปิดใช้งานได้ และไม่ควรนำโต๊ะ เก้าอี้ ลังเครื่องดื่ม หรือสิ่งของไปวางกีดขวางทางออก เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง ความล่าช้าเพียงไม่กี่วินาทีอาจหมายถึงชีวิตของพนักงานและลูกค้า
3. การแต่งตั้งและอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน
กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 กำหนดให้สถานประกอบกิจการตามบัญชี 3 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานโดยตำแหน่ง
กรณีมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
สถานประกอบกิจการต้องดำเนินการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน
ลูกจ้างระดับหัวหน้างานทุกคนต้องมีคุณสมบัติเป็น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน หรือ จป.หัวหน้างาน
ตำแหน่งที่อาจเข้าข่าย เช่น
- หัวหน้าครัว
- ซูเชฟหรือผู้ควบคุมงานครัว
- กัปตันร้านอาหาร
- หัวหน้าพนักงานเสิร์ฟ
- หัวหน้าบาร์
- หัวหน้าแคชเชียร์
- หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย
- หัวหน้ากะ
- Supervisor ของแต่ละแผนก
หลักสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีหน้าที่กำกับ ดูแล สั่งงาน หรือควบคุมการทำงานของลูกจ้างคนอื่นหรือไม่
เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้างาน บุคคลดังกล่าวควรได้รับการอบรมและแต่งตั้งเป็น จป.หัวหน้างาน ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
ลูกจ้างระดับผู้บริหารทุกคนต้องมีคุณสมบัติเป็น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร หรือ จป.บริหาร
ตำแหน่งที่อาจเข้าข่าย ได้แก่
- ผู้จัดการร้าน
- ผู้จัดการสาขา
- ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ
- ผู้จัดการอาหารและเครื่องดื่ม
- ผู้บริหารที่มีอำนาจควบคุมและบริหารงานภายในร้าน
หากสถานประกอบกิจการไม่มีลูกจ้างระดับผู้บริหาร กฎหมายกำหนดให้นายจ้างทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
ดังนั้น ไม่ควรตีความว่าเจ้าของกิจการทุกคนต้องเข้าอบรมโดยอัตโนมัติในทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างองค์กร สถานะความเป็นนายจ้าง และบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ระดับบริหารของสถานประกอบกิจการนั้น
4. การจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย หรือ คปอ.
สถานประกอบกิจการตามบัญชี 3 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ คปอ.
คณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และบุคลากรด้านความปลอดภัยตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด
ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการความปลอดภัยต้องเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร คปอ. เพื่อให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ เช่น
- พิจารณานโยบายและแผนงานด้านความปลอดภัย
- ตรวจสอบสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
- เสนอแนวทางแก้ไขอันตราย
- ติดตามอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน
- ส่งเสริมกิจกรรมความปลอดภัย
- ประชุมและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
คปอ. ไม่ควรเป็นเพียงรายชื่อบนเอกสาร แต่ควรเป็นกลไกสำคัญในการค้นหาปัญหาก่อนเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะธุรกิจที่เปิดหลายกะ มีพนักงานหมุนเวียนสูง หรือมีลูกค้าใช้บริการจำนวนมาก
หลักสูตรแนะนำเพิ่มเติมที่ช่วยลดความสูญเสีย
นอกจากหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด ร้านอาหาร ร้านเหล้า และสถานบันเทิงควรจัดอบรมเพิ่มเติมตามความเสี่ยงของกิจการ
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การทำ CPR และการใช้เครื่อง AED
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การทำ CPR และการใช้เครื่อง AED หลักสูตรนี้ ถือเป็นหลักสูตรสำคัญอย่างมากสำหรับสถานที่ที่มีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านเหล้า ผับ บาร์ ร้านอาหารขนาดใหญ่ และสถานบันเทิงที่เปิดให้บริการในช่วงกลางคืน
เหตุฉุกเฉินที่อาจพบได้ เช่น
- ลูกค้าสำลักอาหาร
- ลูกค้าหรือพนักงานหมดสติ
- ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
- ดื่มแอลกอฮอล์มากจนไม่รู้สึกตัว
- บาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาท
- พลัดตกจากบันได
- ถูกของมีคมหรือเศษแก้วบาด
- ถูกน้ำร้อนหรือน้ำมันลวก
- ไฟฟ้าช็อต
- สูดดมควันจากเหตุเพลิงไหม้
พนักงานควรสามารถประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ ตรวจการตอบสนองของผู้ประสบเหตุ โทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินหมายเลข 1669 ทำ CPR ใช้เครื่อง AED และช่วยเหลือผู้ที่สำลักอาหารได้อย่างถูกต้อง
สำหรับร้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีลูกค้าหนาแน่น หรืออยู่ห่างจากสถานพยาบาล ควรพิจารณาจัดหาเครื่อง AED และกำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละกะอย่างชัดเจน
การอบรมความปลอดภัยในการใช้แก๊สหุงต้ม
พนักงานครัวควรได้รับความรู้เกี่ยวกับ
- การตรวจสอบสายแก๊สและข้อต่อ
- การจัดวางถังแก๊ส
- การเปิดและปิดวาล์วอย่างถูกต้อง
- การตรวจหารอยรั่ว
- การปฏิบัติเมื่อได้กลิ่นแก๊ส
- การตัดแหล่งพลังงานในภาวะฉุกเฉิน
- ข้อห้ามในการใช้สวิตช์ไฟหรืออุปกรณ์ที่อาจทำให้เกิดประกายไฟ
เมื่อสงสัยว่าแก๊สรั่ว ห้ามตรวจหารอยรั่วด้วยการจุดไฟโดยเด็ดขาด ควรปิดวาล์ว เปิดระบายอากาศ หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อาจทำให้เกิดประกายไฟ และแจ้งผู้รับผิดชอบทันที
การอบรมความปลอดภัยสำหรับงานครัว
งานครัวมีทั้งความร้อน ของมีคม พื้นลื่น และการทำงานเร่งรีบ พนักงานจึงควรได้รับการอบรมเรื่อง
- การใช้มีดอย่างปลอดภัย
- การใช้เครื่องบด เครื่องหั่น และเครื่องผสมอาหาร
- การป้องกันน้ำมันกระเด็น
- การยกหม้อหรือภาชนะร้อน
- การใช้ถุงมือกันความร้อน
- การทำความสะอาดพื้นและคราบไขมัน
- การจัดเก็บสารเคมีทำความสะอาด
- การป้องกันการบาดเจ็บจากการยกของหนัก
การควบคุมฝูงชนและเหตุทะเลาะวิวาท
สำหรับร้านเหล้าและสถานบันเทิง ควรกำหนดแผนรับมือเหตุทะเลาะวิวาทและเหตุคุกคามอย่างชัดเจน พนักงานไม่ควรเข้าไประงับเหตุโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยง เพราะอาจมีอาวุธหรือผู้ก่อเหตุหลายคน
ควรมีระบบแจ้งเหตุภายใน การประสานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ การแยกผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ และการปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บหลังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว
ระบบความปลอดภัยที่ร้านควรตรวจสอบเป็นประจำ
นอกเหนือจากการอบรม ผู้ประกอบกิจการควรตรวจสอบสถานที่และอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ได้แก่
- ถังดับเพลิงอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นและหยิบใช้ได้ง่าย
- ถังดับเพลิงเหมาะสมกับประเภทของเชื้อเพลิง
- เส้นทางหนีไฟไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ หรือลังสินค้ากีดขวาง
- ประตูทางออกฉุกเฉินไม่ถูกล็อกขณะมีพนักงานหรือลูกค้าอยู่
- ป้ายทางหนีไฟและไฟฉุกเฉินมองเห็นได้ชัดเจน
- ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ใช้งานได้
- ระบบดูดควันและปล่องระบายอากาศได้รับการทำความสะอาด
- สายไฟ ปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่มีรอยชำรุด
- ถังแก๊ส สายแก๊ส และวาล์วอยู่ในสภาพปลอดภัย
- พื้นและทางเดินไม่ลื่นหรือมีสิ่งกีดขวาง
- ชุดปฐมพยาบาลมีอุปกรณ์ครบและไม่หมดอายุ
- มีรายชื่อผู้ผ่านการอบรมประจำแต่ละกะ
- พนักงานรู้หมายเลขฉุกเฉินและจุดรวมพล
เอกสารที่ควรจัดเก็บไว้ในสถานประกอบกิจการ
เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามระบบความปลอดภัยได้ ผู้ประกอบกิจการควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ เช่น
- หลักฐานการอบรมความปลอดภัยของลูกจ้าง
- หนังสือแต่งตั้ง จป.หัวหน้างาน
- หนังสือแต่งตั้ง จป.บริหาร
- เอกสารการจัดตั้งและแต่งตั้ง คปอ.
- หลักฐานการฝึกอบรม คปอ.
- แผนป้องกันและระงับอัคคีภัย
- รายงานผลการซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ
- หลักฐานการอบรมดับเพลิงขั้นต้น
- บันทึกการตรวจถังดับเพลิง
- บันทึกการตรวจระบบไฟฟ้าและระบบแก๊ส
- บันทึกการประชุมด้านความปลอดภัย
- รายงานอุบัติเหตุและเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ
เอกสารเหล่านี้ไม่ควรถูกจัดทำขึ้นเฉพาะวันที่มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจ แต่ควรสะท้อนการดำเนินงานจริงของสถานประกอบกิจการ
สรุปเกณฑ์สำคัญสำหรับสถานประกอบกิจการบัญชี 3
ลูกจ้างทุกระดับ
ต้องได้รับความรู้และการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับงาน ความเสี่ยง และหน้าที่รับผิดชอบ
การป้องกันอัคคีภัย
ต้องจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของแต่ละหน่วยงานผ่านการฝึกดับเพลิงขั้นต้น และจัดซ้อมดับเพลิงพร้อมอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
ต้องจัดให้หัวหน้างานทุกคนมีคุณสมบัติเป็น จป.หัวหน้างาน และจัดให้ผู้บริหารทุกคนมีคุณสมบัติเป็น จป.บริหาร ตามโครงสร้างและนิยามที่กฎหมายกำหนด
มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
ต้องจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ คปอ. และจัดให้กรรมการที่เกี่ยวข้องเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด
ความปลอดภัยไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า
การจัดอบรมและวางระบบความปลอดภัยอาจมีค่าใช้จ่าย แต่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวย่อมน้อยกว่าความเสียหายจากเพลิงไหม้ การบาดเจ็บ การเสียชีวิต การหยุดกิจการ การถูกดำเนินคดี หรือการสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า
สำหรับร้านอาหาร ร้านเหล้า และสถานบันเทิง ความปลอดภัยที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน ดำเนินต่อเนื่องตลอดเวลาที่ให้บริการ และครอบคลุมทั้งพนักงาน ผู้รับเหมา และลูกค้า
เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน พนักงานที่ผ่านการอบรมและรู้หน้าที่ของตนเอง จะช่วยลดความตื่นตระหนก ควบคุมสถานการณ์ และเพิ่มโอกาสที่ทุกคนจะออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย
การอบรมตามกฎหมาย จึงไม่ใช่เพียงการมีใบประกาศติดแฟ้ม แต่คือการทำให้พนักงานทุกคนรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ใครต้องทำอะไร ต้องไปทางไหน และต้องช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร
หมายเหตุ: การจัดประเภทกิจการควรพิจารณาจากลักษณะการประกอบกิจการจริง หากร้านมีหลายกิจการอยู่ในนิติบุคคลหรือสถานที่เดียวกัน ควรตรวจสอบกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่เพื่อยืนยันเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับสถานประกอบกิจการนั้นโดยตรง

