บริษัทเปิดใหม่ ต้องอบรมอะไรบ้าง - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

บริษัทเปิดใหม่ ต้องอบรมอะไรบ้าง



การเปิดบริษัทใหม่ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า ร้านบริการ หรือกิจการอุตสาหกรรมขนาดเล็ก สิ่งที่เจ้าของกิจการมักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ การจดทะเบียนบริษัท การหาลูกค้า การวางระบบบัญชี การจัดซื้ออุปกรณ์ และการรับพนักงานเข้าทำงาน แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามตั้งแต่วันแรก นั่นคือ “การอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน”

บริษัทเปิดใหม่ ต้องอบรมอะไรบ้าง

บริษัทเปิดใหม่ ต้องอบรมอะไรบ้าง

หลายบริษัทเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี มีทีมงานไม่กี่คน ทำงานกันแบบครอบครัว แต่พอเริ่มมีพนักงานมากขึ้น มีหัวหน้างาน มีเครื่องจักร มีไฟฟ้า มีสารเคมี มีงานซ่อมบำรุง หรือมีพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ความปลอดภัยจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องที่รอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วค่อยแก้ เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว ความเสียหายไม่ได้มีแค่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเสียเวลาเท่านั้น แต่รวมถึงชื่อเสียงขององค์กร ขวัญกำลังใจของพนักงาน และความรับผิดตามกฎหมายด้วย

บริษัทเปิดใหม่ ต้องอบรมอะไรบ้าง? แนวทางวางระบบความปลอดภัยตั้งแต่วันแรกของการเริ่มธุรกิจ

ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทย นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดและดูแลสถานประกอบกิจการให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย รวมถึงต้องให้ลูกจ้างได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยตามลักษณะงานที่ทำ โดยกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และกฎหมายลำดับรองที่ออกตามมา เช่น กฎกระทรวงเกี่ยวกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565

ดังนั้น บริษัทเปิดใหม่จึงควรเริ่มต้นด้วยคำถามสำคัญว่า “กิจการของเราเข้าข่ายต้องอบรมอะไรบ้าง” ไม่ใช่รอให้เจ้าหน้าที่มาตรวจ หรือรอให้ลูกค้า คู่ค้า หรือระบบมาตรฐานบังคับก่อน เพราะการวางระบบความปลอดภัยตั้งแต่ต้น ย่อมง่ายกว่า ประหยัดกว่า และน่าเชื่อถือกว่าการตามแก้ภายหลัง

1. พนักงานใหม่ทุกคนควรได้รับการอบรมความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน

หลักสูตรแรกที่บริษัทเปิดใหม่ควรจัดให้มี คือ การอบรมความปลอดภัยสำหรับพนักงานใหม่ หรือการปฐมนิเทศด้านความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริง หลักสูตรนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด เพราะพนักงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ พนักงานทดลองงาน พนักงานรายวัน หรือพนักงานที่ย้ายหน่วยงานเข้ามาใหม่ ควรรู้กฎระเบียบด้านความปลอดภัยขององค์กรตั้งแต่ต้น

เนื้อหาที่ควรมีในการอบรมพนักงานใหม่ ได้แก่ สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างด้านความปลอดภัย กฎระเบียบภายในสถานประกอบกิจการ การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์อย่างปลอดภัย การสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ PPE การรายงานอุบัติเหตุและเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ เส้นทางอพยพ จุดรวมพล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงข้อห้ามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทำงาน

สำหรับบริษัทเปิดใหม่ การอบรมพนักงานใหม่ไม่ควรทำแบบ “พูดให้ฟังพอเป็นพิธี” หรือแจกเอกสารแล้วให้เซ็นชื่อเท่านั้น เพราะเป้าหมายแท้จริงของการอบรมคือทำให้พนักงานเข้าใจความเสี่ยงของงานที่ตนเองทำ และรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย การอบรมที่ดีควรมีตัวอย่างจากหน้างานจริง มีภาพประกอบ มีการซักถาม และควรบันทึกหลักฐานการอบรมไว้ให้ครบถ้วน เช่น รายชื่อผู้เข้าอบรม หัวข้ออบรม วันที่อบรม ชื่อวิทยากร และเอกสารประกอบการอบรม

อบรมความปลอดภัยตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ สำหรับลูกจ้าง

นอกจากการปฐมนิเทศพนักงานใหม่แล้ว บริษัทควรจัดอบรมความรู้พื้นฐานตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ ให้กับลูกจ้าง เพื่อให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของกฎหมาย ความรับผิดชอบในการทำงานอย่างปลอดภัย และบทบาทของตนเองในการป้องกันอุบัติเหตุ

การอบรมลักษณะนี้มีความสำคัญมากสำหรับสถานประกอบกิจการที่เพิ่งเริ่มดำเนินงาน เพราะเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่แรก พนักงานจะได้เข้าใจว่าเรื่องความปลอดภัยไม่ใช่หน้าที่ของ จป. เพียงคนเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบุคคลฝ่ายเดียว และไม่ใช่หน้าที่ของหัวหน้างานเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคนในองค์กร

สาระสำคัญที่ควรครอบคลุม ได้แก่ ความหมายของความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หน้าที่ของนายจ้างในการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย หน้าที่ของลูกจ้างในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความสำคัญของการประเมินความเสี่ยง การป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน และการมีส่วนร่วมในการรายงานสภาพไม่ปลอดภัย

หน่วยงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีระบบและช่องทางด้านบริการ/รายงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การแจ้งชื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน การรายงานผลการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ และการรายงานด้านความปลอดภัยอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารความปลอดภัยเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ทำเฉพาะตอนมีปัญหา

หลักสูตร พ.ร.บ. ลูกจ้างใหม่ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ ทํางานสําหรับลูกจ้างทั่วไปและลูกจ้างเข้าทํางานใหม่ ต้องจัดอบรมแบบอินเฮ้าส์ เพื่อปรับให้เข้ากับสถานประกอบกิจการของท่าน คลิกที่นี่

หลักสูตรแนะนำสำหรับบริษัทเปิดใหม่

หลักสูตรแนะนำสำหรับบริษัทเปิดใหม่

2. ระดับบริหารและหัวหน้างาน ต้องอบรม จป. บริหาร หรือ จป. หัวหน้างาน

เมื่อบริษัทเริ่มมีโครงสร้างองค์กร มีผู้จัดการ มีหัวหน้าแผนก หรือมีผู้ควบคุมงาน นายจ้างควรตรวจสอบว่าบุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการอบรมเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับใด โดยทั่วไปตำแหน่งบริหารและหัวหน้างานเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นผู้สั่งงาน ควบคุมงาน อนุมัติวิธีการทำงาน และกำกับดูแลพนักงานในพื้นที่จริง

หลักสูตร จป. หัวหน้างาน เหมาะสำหรับพนักงานระดับหัวหน้างานหรือผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมลูกจ้างในหน่วยงาน ส่วนหลักสูตร จป. บริหาร เหมาะสำหรับผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจด้านทรัพยากรขององค์กร หลักสูตรเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริหารและหัวหน้างานเข้าใจบทบาทหน้าที่ด้านความปลอดภัย สามารถควบคุมดูแลการทำงาน ลดความเสี่ยง และสนับสนุนระบบความปลอดภัยขององค์กรได้อย่างถูกต้อง

เหตุผลที่หัวหน้างานต้องอบรม ไม่ใช่เพราะกฎหมายอยากเพิ่มภาระให้องค์กร แต่เพราะหัวหน้างานคือคนที่ใกล้ชิดกับความเสี่ยงมากที่สุด คนที่เห็นว่าพนักงานทำงานถูกหรือผิดวิธี คนที่รู้ว่าเครื่องจักรมีปัญหาหรือไม่ และคนที่สามารถหยุดพฤติกรรมเสี่ยงได้ทันที หากหัวหน้างานไม่มีความรู้ด้านความปลอดภัย องค์กรก็เหมือนมีเบรกแต่ไม่มีคนเหยียบ

สำหรับหลักสูตร จป. หัวหน้างาน โดยทั่วไปมีระยะเวลาอบรม 2 วัน หรือ 12 ชั่วโมง ตามรายละเอียดหลักสูตรของหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับอนุมัติจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทเปิดใหม่จึงควรตรวจสอบตำแหน่งงานตั้งแต่เริ่มต้นว่าใครเป็นหัวหน้างาน ใครเป็นผู้บริหาร และต้องอบรมให้ครบตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับ หัวหน้างาน คลิกที่นี่

3. ถ้ามีพนักงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ควรจัดอบรมดับเพลิงขั้นต้นและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ

อีกหนึ่งหลักสูตรที่บริษัทเปิดใหม่มักมองข้าม คือ การอบรมดับเพลิงขั้นต้นและการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ทั้งที่ในความเป็นจริง อัคคีภัยเป็นความเสี่ยงพื้นฐานที่เกิดได้กับทุกสถานประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ร้านค้า โรงงาน คลังสินค้า หรือสถานที่เก็บเอกสาร เพราะแหล่งกำเนิดไฟมีได้ทั้งจากระบบไฟฟ้า ปลั๊กพ่วง เครื่องใช้ไฟฟ้า วัตถุไวไฟ การเชื่อมตัด งานซ่อมบำรุง หรือแม้แต่พฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสม

สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีพนักงานจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ควรมีการอบรมดับเพลิงขั้นต้นให้พนักงานเข้าใจชนิดของไฟ ประเภทของถังดับเพลิง วิธีใช้ถังดับเพลิงอย่างถูกต้อง การประเมินสถานการณ์เบื้องต้น และข้อควรระวังในการเข้าระงับเหตุ เพราะการดับเพลิงไม่ใช่แค่ “ดึงสลัก กดคันบีบ แล้วฉีด” แต่ต้องรู้ด้วยว่าไฟประเภทใดควรใช้ถังชนิดใด และเมื่อใดควรถอยเพื่อความปลอดภัยของชีวิต

นอกจากนี้ บริษัทควรจัดให้มีการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ เพื่อให้พนักงานรู้เส้นทางหนีไฟ จุดรวมพล ผู้รับผิดชอบประจำพื้นที่ และขั้นตอนการนับจำนวนพนักงานเมื่อเกิดเหตุจริง การฝึกซ้อมอพยพหนีไฟที่ดีไม่ใช่การเดินเล่นออกจากอาคารปีละครั้ง แต่ต้องทำให้พนักงานรู้ว่าเมื่อสัญญาณดังขึ้นควรทำอะไร ห้ามทำอะไร และต้องไปรวมตัวที่ใด

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีรายการบริการด้านการรายงานผลการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สถานประกอบกิจการควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและหลักฐานให้ถูกต้อง

หลักสูตร ดับเพลิงขั้นต้น คลิกที่นี่

4. ถ้ามีพนักงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ควรพิจารณา จป. เทคนิค ตามประเภทกิจการ

เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น มีพนักงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และเข้าข่ายประเภทกิจการที่กฎหมายกำหนด นายจ้างควรตรวจสอบเรื่องการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค หรือระดับอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามลักษณะ ประเภท และขนาดของสถานประกอบกิจการ

กฎกระทรวงเกี่ยวกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2565 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมี จป. บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ ดังนั้น บริษัทเปิดใหม่จึงไม่ควรดูเพียงจำนวนพนักงานอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า “กิจการของเราเป็นกิจการประเภทใด” เพราะกิจการบางประเภทแม้จำนวนลูกจ้างไม่มาก ก็อาจมีหน้าที่ด้านความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น กิจการอุตสาหกรรม โรงงานผลิต งานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง งานคลังสินค้า งานที่มีเครื่องจักร งานที่มีไฟฟ้าแรงสูง งานที่มีสารเคมี หรือกิจการที่มีความเสี่ยงเฉพาะด้าน อาจต้องมีบุคลากรด้านความปลอดภัยตามระดับที่กฎหมายกำหนด การมี จป. เทคนิค หรือบุคลากรความปลอดภัยที่เหมาะสม จะช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทำงาน แนะนำมาตรการป้องกันอันตราย วิเคราะห์ความเสี่ยง และประสานงานด้านความปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่บริษัทเปิดใหม่ควรทำคือ ตรวจสอบบัญชีประเภทกิจการ จำนวนลูกจ้าง และโครงสร้างตำแหน่งงาน ก่อนวางแผนอบรม เพราะถ้าอบรมไม่ตรงระดับ อาจเสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าใช้จ่าย และยังไม่ตอบโจทย์กฎหมายอีกต่างหาก เรียกว่าอบรมผิดชีวิตเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไปทางวุ่นวาย ไม่ใช่ทางเจริญ

หลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับ เทคนิค คลิกที่นี่

หลักสูตรแนะนำสำหรับบริษัทเปิดใหม่

หลักสูตรแนะนำสำหรับบริษัทเปิดใหม่

5. เฉพาะกลุ่มงานที่มีความเสี่ยง ต้องอบรมตามลักษณะงาน เช่น งานไฟฟ้า

นอกจากหลักสูตรพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพนักงานทั่วไป ผู้บริหาร หัวหน้างาน และ จป. แล้ว บริษัทเปิดใหม่ต้องพิจารณา “งานเฉพาะกลุ่ม” ด้วย โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานไฟฟ้า งานซ่อมบำรุง งานที่อับอากาศ งานที่สูง งานใช้ปั้นจั่น งานเกี่ยวกับสารเคมี งานเชื่อมตัด งานใช้รถยก หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ “งานไฟฟ้า” บริษัทจำนวนมากมีช่างประจำ หรือมีพนักงานที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับตู้ไฟ เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า หรือการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า หากไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช็อต ไฟไหม้ หรืออาร์กแฟลช อาจเกิดขึ้นได้ทันที

สำหรับกลุ่มช่างหรือผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ควรได้รับการอบรมความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า โดยเนื้อหาควรครอบคลุมอันตรายจากไฟฟ้า มาตรการตัดแยกพลังงาน การล็อกและแขวนป้ายเตือน การใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้า การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล และขั้นตอนปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย

หลักคิดสำคัญคือ ไม่ใช่ทุกคนในบริษัทต้องอบรมทุกหลักสูตร แต่คนที่ทำงานเสี่ยงต้องได้รับการอบรมที่ตรงกับความเสี่ยงของงานนั้น ๆ บริษัทเปิดใหม่จึงควรทำรายการงานทั้งหมดในองค์กร แล้วแยกว่ามีงานใดเป็นงานทั่วไป งานใดเป็นงานเสี่ยง และงานใดต้องใช้ผู้มีความรู้หรือผ่านการอบรมเฉพาะด้าน

หลักสูตร ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าสำหรับลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า คลิกที่นี่

6. อบรมโรคจากการประกอบอาชีพ ควรทบทวนเป็นระยะ

บริษัทเปิดใหม่ ไม่ควรมองความปลอดภัยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุแบบทันที เช่น ลื่นล้ม ถูกของมีคมบาด ไฟไหม้ หรือเครื่องจักรหนีบเท่านั้น แต่ควรมองเรื่องสุขภาพระยะยาวของพนักงานด้วย เพราะโรคจากการประกอบอาชีพมักไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่สะสมจากการทำงานเป็นเวลานาน เช่น การได้รับเสียงดัง แสงสว่างไม่เหมาะสม ความร้อน ฝุ่น สารเคมี ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม หรือความเครียดจากงาน

การอบรมเรื่อง โรคจากการประกอบอาชีพ ช่วยให้พนักงานรู้ว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพในงานของตนคืออะไร จะป้องกันอย่างไร ต้องสังเกตอาการผิดปกติแบบไหน และควรรายงานใครเมื่อพบปัญหา เช่น พนักงานที่ทำงานกับเสียงดังควรรู้เรื่องการป้องกันการสูญเสียการได้ยิน พนักงานที่ทำงานกับสารเคมีควรรู้วิธีอ่านฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัย พนักงานสำนักงานควรรู้เรื่องการยศาสตร์ ท่านั่ง การใช้จอคอมพิวเตอร์ และการป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน

หลักสูตรนี้ควรมีการทบทวนเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เปลี่ยนวัตถุดิบ เพิ่มเครื่องจักรใหม่ หรือมีผลตรวจสุขภาพที่พบความผิดปกติจากการทำงาน การป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยลดการเจ็บป่วย ลดการลางาน และทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

หลักสูตร โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย คลิกที่นี่

7. อบรม CPR และการใช้ AED เป็นหลักสูตรเสริมที่ควรมี

แม้บางหลักสูตรอาจไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับทุกกิจการ แต่ในมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย บริษัทเปิดใหม่ควรพิจารณาอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หรือ CPR และการใช้เครื่อง AED ให้กับพนักงาน โดยเฉพาะสถานประกอบกิจการที่มีพนักงานจำนวนมาก มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ มีงานกะ มีพื้นที่ห่างไกลโรงพยาบาล หรือมีความเสี่ยงด้านสุขภาพของบุคลากร

เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น หมดสติ หัวใจหยุดเต้น สำลัก หรือช็อกจากสาเหตุต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ การมีพนักงานที่ผ่านการอบรม CPR และ AED จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุในช่วงเวลาสำคัญก่อนที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึง

สำหรับบริษัทเปิดใหม่ หลักสูตรนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กรได้ดีมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าองค์กรไม่ได้สนใจแค่การผลิต การขาย หรือผลประกอบการ แต่ใส่ใจชีวิตของคนในพื้นที่ทำงานจริง ๆ

หลักสูตร การปฐมพยาบาลและการกู้ชีพ เบื้องต้น (First Aid & CPR Basic) คลิกที่นี่

บริษัทเปิดใหม่ควรวางแผนอบรมอย่างไรให้ไม่ตกหล่น

การวางแผนอบรมสำหรับบริษัทเปิดใหม่ควรเริ่มจาก 5 ขั้นตอนสำคัญ

  • ขั้นแรก ตรวจสอบประเภทกิจการ ว่าเข้าข่ายกิจการประเภทใดตามกฎหมายความปลอดภัย เพราะประเภทกิจการมีผลต่อการกำหนดระดับ จป. และหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง
  • ขั้นที่สอง ตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง ทั้งลูกจ้างประจำ รายวัน สัญญาจ้าง และโครงสร้างหัวหน้างาน เพราะจำนวนพนักงานเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาหลักสูตรที่ต้องจัด
  • ขั้นที่สาม แยกตำแหน่งงานตามความเสี่ยง เช่น พนักงานสำนักงาน พนักงานผลิต ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมบำรุง พนักงานคลังสินค้า พนักงานขับรถ พนักงานทำงานกับสารเคมี หรือพนักงานทำงานกับเครื่องจักร
  • ขั้นที่สี่ จัดทำแผนอบรมประจำปี โดยระบุหลักสูตร กลุ่มเป้าหมาย จำนวนผู้เข้าอบรม ช่วงเวลาอบรม และผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน
  • ขั้นที่ห้า เก็บหลักฐานการอบรมให้ครบถ้วน เพราะในทางปฏิบัติ การอบรมที่ไม่มีหลักฐาน อาจพิสูจน์ได้ยากว่าองค์กรได้ดำเนินการแล้วจริง เอกสารที่ควรเก็บ ได้แก่ หนังสือเชิญอบรม กำหนดการ รายชื่อผู้เข้าอบรม ใบลงทะเบียน แบบทดสอบ ภาพถ่าย ใบรับรอง และรายงานสรุปผลการอบรม
หลักสูตรแนะนำสำหรับบริษัทเปิดใหม่

หลักสูตรแนะนำสำหรับบริษัทเปิดใหม่

สรุป เปิดบริษัทใหม่ อย่าเริ่มแค่ระบบขาย ต้องเริ่มระบบความปลอดภัยด้วย

บริษัทเปิดใหม่ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง ควรวางระบบอบรมความปลอดภัยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการอบรมพนักงานใหม่ การอบรมตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ การอบรม จป. หัวหน้างาน หรือ จป. บริหาร การอบรมดับเพลิงขั้นต้นและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ การอบรม จป. เทคนิคตามเงื่อนไขจำนวนพนักงานและประเภทกิจการ รวมถึงการอบรมเฉพาะกลุ่ม เช่น งานไฟฟ้า โรคจากการประกอบอาชีพ CPR และ AED

หัวใจสำคัญคือ นายจ้างต้องตรวจสอบข้อมูลบัญชีประเภทกิจการ จำนวนพนักงาน และลักษณะงานก่อนเสนอหรือจัดอบรม เพราะแต่ละบริษัทมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน บริษัทสำนักงานอาจมีความเสี่ยงหลักด้านไฟฟ้า อัคคีภัย และการยศาสตร์ ขณะที่โรงงานอาจมีความเสี่ยงจากเครื่องจักร สารเคมี เสียงดัง ความร้อน และงานซ่อมบำรุง การเลือกอบรมให้ถูกหลักสูตรจึงเป็นทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายและการป้องกันปัญหาในอนาคต

สรุปแล้ว บริษัทเปิดใหม่ควรตรวจสอบและจัดอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยทั้งหมด 8 หลักสูตรหลัก ได้แก่

สรุปแล้ว บริษัทเปิดใหม่ควรตรวจสอบและจัดอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยทั้งหมด 8 หลักสูตรหลัก ได้แก่

สรุปแล้ว บริษัทเปิดใหม่ควรตรวจสอบและจัดอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยทั้งหมด 8 หลักสูตรหลัก ได้แก่


  1. อบรมความปลอดภัยสำหรับพนักงานใหม่ / อบรม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ สำหรับพนักงานใหม่ทุกคน เพื่อให้เข้าใจกฎความปลอดภัย สิทธิหน้าที่ และแนวทางปฏิบัติก่อนเริ่มงาน
  2. อบรมโรคจากการประกอบอาชีพ สำหรับพนักงานทุกคนหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยง เพื่อให้รู้จักอันตรายต่อสุขภาพจากการทำงานและวิธีป้องกัน
  3. อบรม จป. หัวหน้างาน สำหรับหัวหน้างานทุกคน เพราะหัวหน้างานมีหน้าที่ควบคุม ดูแล และกำกับการทำงานให้ปลอดภัย
  4. อบรม จป. บริหาร สำหรับผู้บริหารทุกคน เพื่อให้เข้าใจบทบาท หน้าที่ และการสนับสนุนระบบความปลอดภัยขององค์กร
  5. อบรมดับเพลิงขั้นต้น สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป หรือกิจการที่ต้องการเตรียมความพร้อมด้านอัคคีภัย
  6. ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ สำหรับพนักงานทุกคนในสถานประกอบกิจการ เพื่อให้รู้เส้นทางหนีไฟ จุดรวมพล และขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  7. อบรม จป. เทคนิค สำหรับกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายและมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
  8. อบรมความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า สำหรับกลุ่มช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมบำรุง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมี หลักสูตร CPR และการใช้เครื่อง AED ซึ่งเป็นหลักสูตรแนะนำเพิ่มเติม แม้อาจไม่ใช่หลักสูตรบังคับสำหรับทุกกิจการ แต่ควรจัดอบรมไว้ เพราะเป็นความรู้สำคัญในการช่วยชีวิตเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เซฟตี้อินไทยมีบริการอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัย

เซฟตี้อินไทยมีบริการอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัย

เซฟตี้อินไทย มีบริการอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งสำหรับพนักงานใหม่ ผู้บริหาร หัวหน้างาน จป. ตามระดับที่เกี่ยวข้อง ดับเพลิง อพยพหนีไฟ งานไฟฟ้า โรคจากการประกอบอาชีพ CPR และ AED รวมถึงหลักสูตรด้านความปลอดภัยอื่น ๆ สำหรับสถานประกอบกิจการที่ต้องการเริ่มต้นให้ถูกต้องตั้งแต่แรก


ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ