ปรากฏการณ์ Backdraft คืออะไร - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

ปรากฏการณ์ Backdraft คืออะไร



เหตุเพลิงไหม้ในอาคารปิด หรือสถานที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันจำนวนมาก เป็นเหตุฉุกเฉินที่สามารถทวีความรุนแรงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที นอกจากเปลวไฟแล้ว สิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยังรวมถึงควันพิษ ความร้อนสะสม การมองเห็นที่ลดลง ความสับสนระหว่างการอพยพ และปรากฏการณ์ทางไฟที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น “Backdraft”

ปรากฏการณ์ Backdraft คืออะไร

ปรากฏการณ์ Backdraft คืออะไร

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ในคืนวันที่ 12 กรกฎาคม ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ โดยข้อมูลเบื้องต้น ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า มีผู้ประสบภัยรวม 90 คน แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 27 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บ 63 คน ในจำนวนผู้บาดเจ็บมีผู้ที่อาการสาหัสหลายราย ทั้งนี้ ตัวเลขและรายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงตามการยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปสรุปทันทีว่าเกิดจาก Backdraft เพราะสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงลำดับการลุกไหม้ การแพร่กระจายของควัน ระบบไฟฟ้า วัสดุตกแต่ง ระบบป้องกันอัคคีภัย และสภาพเส้นทางหนีไฟ ยังต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนทำความเข้าใจธรรมชาติของเพลิงไหม้ในพื้นที่ปิด รวมถึงปรากฏการณ์ Backdraft ซึ่งเป็นหนึ่งในอันตรายที่นักดับเพลิง ผู้ดูแลอาคาร และผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยต้องรู้จัก

Backdraft คืออะไร?

Backdraft หรือที่เรียกว่า “การระเบิดย้อนกลับ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเพลิงไหม้ภายในห้องหรืออาคารปิดใช้ออกซิเจนจนเหลือน้อย ทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และเปลวไฟอาจลดลง

แม้จะมองไม่เห็นเปลวไฟรุนแรง แต่ภายในพื้นที่ยังคงมีอุณหภูมิสูง และมีก๊าซจากการเผาไหม้ที่สามารถติดไฟได้สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อมีการเปิดประตู หน้าต่าง หลังคา หรือช่องระบายอากาศอย่างกะทันหัน อากาศจากภายนอกจะไหลเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว ออกซิเจนที่เข้ามาใหม่อาจผสมกับก๊าซเชื้อเพลิงและทำให้เกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็ว

ผลที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งเปลวไฟพุ่งออกจากช่องเปิด แรงดันกระแทก การระเบิดของก๊าซร้อน และการเปลี่ยนสภาพของพื้นที่จากที่ดูเหมือนไฟกำลังสงบให้กลายเป็นพื้นที่อันตรายร้ายแรงภายในเวลาไม่กี่วินาที

ปรากฏการณ์ Backdraft

ปรากฏการณ์ Backdraft

ทำไมไฟในพื้นที่ปิดจึงอันตราย?

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ในอาคารปิด ออกซิเจนภายในพื้นที่จะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ความร้อน ควัน และก๊าซจากการเผาไหม้ยังคงสะสมอยู่บริเวณด้านบนของห้อง

เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่ง ฉนวน แผ่นดูดซับเสียง ผ้าม่าน พลาสติก และวัสดุสังเคราะห์บางชนิด สามารถปล่อยควันหนาแน่นและก๊าซพิษออกมาเมื่อได้รับความร้อน

ผู้ที่อยู่ภายในอาคารจึงอาจได้รับอันตรายจากการสูดดมควันก่อนที่เปลวไฟจะมาถึง การสูดดมควันทำให้สำลัก หมดสติ สูญเสียการทรงตัว และไม่สามารถค้นหาทางออกได้

ในสถานที่ที่มีแสงน้อย เสียงดัง หรือมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก สถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะผู้คนอาจไม่สังเกตเห็นสัญญาณเตือนในระยะแรก หรือไม่ทราบว่าทางออกฉุกเฉินอยู่ที่ใด

สัญญาณเตือนที่อาจเกี่ยวข้องกับ Backdraft

การประเมิน Backdraft ต้องดำเนินการโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม แต่สัญญาณที่มักใช้ประกอบการประเมิน ได้แก่

  • มีควันหนาแน่นสะสมอยู่ภายในอาคาร แต่แทบไม่เห็นเปลวไฟ
  • ควันพุ่งออกและถูกดูดกลับผ่านรอยต่อหรือช่องเปิดเป็นจังหวะ คล้ายอาคารกำลังหายใจ
  • ประตู หน้าต่าง ผนัง หรือมือจับประตูมีความร้อนสูงผิดปกติ
  • กระจกมีคราบเขม่าดำเกาะหนา หรือกระจกมีการสั่นจากแรงดันภายใน
  • ควันถูกดันออกมาตามรอยต่อของประตู หน้าต่าง หรือช่องต่าง ๆ
  • เมื่อเปิดช่องเพียงเล็กน้อย อากาศภายนอกถูกดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว

การพบสัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิด Backdraft ทุกครั้ง แต่ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่าภายในพื้นที่อาจมีความร้อนและก๊าซเชื้อเพลิงสะสมอยู่ จึงไม่ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างโดยไม่มีแผนควบคุม

Backdraft แตกต่างจาก Flashover อย่างไร?

Backdraft และ Flashover เป็นปรากฏการณ์ที่มีความรุนแรง แต่มีเงื่อนไขการเกิดแตกต่างกัน

Backdraft เกี่ยวข้องกับเพลิงไหม้ที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอ ภายในพื้นที่ยังมีก๊าซที่สามารถติดไฟได้สะสมอยู่ เมื่ออากาศใหม่ไหลเข้าไปจึงอาจเกิดการลุกไหม้หรือระเบิดอย่างรวดเร็ว

ส่วน Flashover คือช่วงที่ความร้อนภายในห้องเพิ่มสูงขึ้นจนวัสดุและสิ่งของที่ติดไฟได้หลายชนิดลุกไหม้เกือบพร้อมกัน ทำให้ห้องทั้งห้องเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเพลิงไหม้อย่างเต็มที่

จดจำง่าย ๆ ได้ว่า

  • Backdraft คือ “ไฟขาดอากาศแล้วได้รับออกซิเจนใหม่”
  • Flashover คือ “ความร้อนสูงจนวัสดุเกือบทั้งห้องติดไฟพร้อมกัน”
ทั้งสองปรากฏการณ์เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และไม่ควรเข้าไปประเมินหรือควบคุมด้วยตนเองหากไม่มีการฝึกอบรมและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

บทเรียนจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว

จากรายงานเบื้องต้น เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นภายในสถานประกอบการที่มีการให้บริการอาหารและการแสดงดนตรีสด โดยกรุงเทพมหานครระบุว่าสถานที่ดังกล่าวได้รับอนุญาตในลักษณะร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุและรายละเอียดด้านความปลอดภัยของอาคาร

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ไฟเริ่มต้นจากจุดใด” แต่ต้องพิจารณาระบบความปลอดภัยทั้งหมด ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ จนถึงการช่วยเหลือภายหลังเกิดเหตุ

1. ต้องตรวจสอบเส้นทางหนีไฟอย่างจริงจัง

ทางออกฉุกเฉินต้องมีจำนวนและขนาดเหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้อาคาร ต้องไม่มีสิ่งของ โต๊ะ เก้าอี้ เวที อุปกรณ์ หรือวัสดุตกแต่งกีดขวาง

ประตูทางหนีไฟต้องสามารถเปิดได้จากด้านในโดยไม่ต้องใช้กุญแจ และไม่ควรถูกล็อก ปิดตาย หรือซ่อนอยู่หลังม่านและฉากตกแต่ง

ป้ายทางออกต้องมองเห็นได้แม้เกิดควัน ไฟฟ้าดับ หรืออยู่ในสภาพแสงน้อย เพราะในเหตุฉุกเฉิน ผู้คนไม่มีเวลายืนอ่านป้ายหรือค้นหาประตูเป็นเวลานาน

2. วัสดุตกแต่งต้องไม่เพิ่มความรุนแรงของเพลิงไหม้

สถานบันเทิง ร้านอาหารขนาดใหญ่ และสถานที่แสดงดนตรี มักใช้วัสดุตกแต่งเพื่อควบคุมเสียงและสร้างบรรยากาศ เช่น โฟม ผ้า พลาสติก ไม้เทียม หรือวัสดุบุผนัง

หากวัสดุเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัติหน่วงไฟ อาจทำให้เปลวไฟลุกลามรวดเร็วและผลิตควันพิษจำนวนมาก ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกใช้วัสดุที่มีมาตรฐาน พร้อมตรวจสอบเอกสารรับรองและสภาพการติดตั้งจริง

3. ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ต้องได้ยินและมองเห็นได้ทั่วถึง

สถานที่ซึ่งมีเสียงดนตรีดังไม่ควรพึ่งพาสัญญาณเสียงเพียงอย่างเดียว ควรมีทั้งสัญญาณเสียงและสัญญาณแสง เพื่อให้ผู้ใช้บริการและพนักงานรับรู้เหตุฉุกเฉินได้ทันที

เมื่อมีการตรวจพบควันหรือเพลิงไหม้ ต้องมีขั้นตอนหยุดการแสดง เปิดไฟฉุกเฉิน ประกาศให้อพยพ และนำผู้ใช้บริการไปยังทางออกที่ปลอดภัยอย่างเป็นระบบ

4. พนักงานทุกคนต้องรู้หน้าที่เมื่อเกิดเหตุ

ในช่วงเกิดเพลิงไหม้ พนักงานคือบุคคลที่อยู่ใกล้ผู้ใช้บริการมากที่สุด จึงต้องทราบว่าอุปกรณ์ดับเพลิงอยู่ที่ใด ทางออกฉุกเฉินอยู่ทางไหน และใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ ตัดระบบไฟฟ้า ควบคุมฝูงชน หรือตรวจสอบพื้นที่

การมีถังดับเพลิงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีผู้ที่สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง หรือไม่ทราบว่าเมื่อใดควรหยุดดับไฟและเริ่มอพยพ

5. ต้องฝึกซ้อมอพยพ ไม่ใช่เพียงจัดทำเอกสาร

แผนฉุกเฉินที่อยู่ในแฟ้มไม่สามารถช่วยชีวิตคนได้ หากบุคลากรไม่เคยฝึกปฏิบัติจริง

การซ้อมอพยพควรจำลองสถานการณ์ไฟฟ้าดับ ควันปกคลุม ทางออกบางจุดใช้งานไม่ได้ และมีผู้บาดเจ็บหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้พนักงานสามารถตัดสินใจได้เมื่อเกิดเหตุจริง

6. จำนวนคนภายในอาคารต้องไม่เกินความสามารถในการอพยพ

สถานประกอบการต้องควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับพื้นที่ ความกว้างของทางเดิน จำนวนทางออก และความสามารถของระบบอพยพ

หากมีผู้คนหนาแน่นเกินไป การเคลื่อนที่ไปยังทางออกจะล่าช้า และอาจเกิดการเบียด เสียหลัก หรือกีดขวางกันบริเวณประตู

7. ห้ามเปิดประตูพื้นที่ไฟไหม้อย่างกะทันหัน

เมื่อสงสัยว่าภายในห้องมีเพลิงไหม้และความร้อนสะสม ไม่ควรเปิดประตูทันที เพราะการเปิดประตูอาจทำให้ออกซิเจนไหลเข้าไปและเปลี่ยนพฤติกรรมของเพลิง

ประชาชนควรถอยออกจากพื้นที่ แจ้งเหตุ และให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งมีเครื่องแต่งกายป้องกัน เครื่องช่วยหายใจ และความรู้ด้านการควบคุมช่องเปิดเป็นผู้ดำเนินการ

ประชาชนควรทำอย่างไรเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในสถานบันเทิง?

  • ตั้งสติและหยุดกิจกรรมทันทีเมื่อได้ยินสัญญาณเตือนหรือพบควัน
  • เคลื่อนตัวไปยังทางออกที่ปลอดภัยและใกล้ที่สุด ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังประตูที่เข้ามา
  • ก้มตัวต่ำเมื่อมีควัน เพราะบริเวณใกล้พื้นมักมีอากาศที่หายใจได้มากกว่าด้านบน
  • ตรวจสอบความร้อนบริเวณประตูด้วยหลังมือก่อนเปิด หากประตูร้อนจัดไม่ควรเปิด
  • ห้ามย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน โทรศัพท์ กระเป๋า หรือของใช้ส่วนตัว
  • ห้ามหลบซ่อนในห้องน้ำหรือพื้นที่ที่ไม่มีทางออก
  • โทรแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่หมายเลข 199 พร้อมระบุสถานที่ จุดเกิดเหตุ จำนวนผู้ติดค้าง และทางเข้าที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงได้
  • เมื่อออกจากอาคารแล้ว ควรไปยังจุดรวมพลและไม่กลับเข้าไปในพื้นที่จนกว่าเจ้าหน้าที่จะประกาศว่าปลอดภัย

หน้าที่ของผู้ประกอบการและนายจ้าง

ผู้ประกอบการมีหน้าที่มากกว่าการติดตั้งถังดับเพลิงตามจุดต่าง ๆ แต่ต้องสร้างระบบที่ช่วยให้เกิดการป้องกัน ตรวจพบ แจ้งเตือน ควบคุม และอพยพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ควรดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่

  • ตรวจระบบไฟฟ้าโดยผู้มีความรู้และได้รับอนุญาต
  • ตรวจถังดับเพลิง ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไฟฉุกเฉิน และป้ายทางออก
  • ตรวจเส้นทางหนีไฟให้ไม่มีสิ่งกีดขวาง
  • ควบคุมวัสดุตกแต่งและเชื้อเพลิงภายในอาคาร
  • จัดทำแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย
  • อบรมพนักงานเรื่องการดับเพลิงขั้นต้น
  • ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟตามระยะเวลาที่เหมาะสม
  • กำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่และแต่ละช่วงเวลาทำงาน
  • บันทึกผลการตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องทันที

ความปลอดภัยจากอัคคีภัยไม่ควรถูกจัดทำเพื่อให้ผ่านการตรวจหรือมีเอกสารครบเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง ระบบทุกส่วนต้องทำงานได้ภายในไม่กี่วินาที

อย่าด่วนสรุปว่าเหตุโรงเบียร์ลาดพร้าวเกิดจาก Backdraft

แม้ Backdraft จะเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ควรรู้จัก แต่การกล่าวว่าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวเกิดจาก Backdraft โดยไม่มีผลการตรวจสอบ ถือเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป

รายงานเบื้องต้นบางแห่งกล่าวถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าและจุดเริ่มต้นบริเวณเวทีหรือฝ้าเพดาน แต่ยังต้องรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน การตรวจโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า วัสดุตกแต่ง และคำให้การของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

Backdraft จึงควรถูกนำมาอธิบายในฐานะ “ความเสี่ยงของเพลิงไหม้ในพื้นที่ปิด” ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับสาเหตุหรือพฤติกรรมของเพลิงในเหตุการณ์นี้

ความปลอดภัยต้องเริ่มก่อนเกิดเหตุ

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ซึ่งมีผู้ประสบภัยเบื้องต้น 90 คน ผู้เสียชีวิต 27 คน และผู้บาดเจ็บ 63 คน เป็นความสูญเสียที่สะท้อนให้เห็นว่าเพลิงไหม้ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากสามารถสร้างผลกระทบร้ายแรงได้เพียงใด

การป้องกัน จึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคาร การเลือกวัสดุ การติดตั้งระบบเตือนภัย การดูแลทางหนีไฟ การควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ การอบรมพนักงาน และการฝึกซ้อมอพยพ อย่างต่อเนื่อง

Backdraft เป็นเพียงหนึ่งในอันตรายจากเพลิงไหม้ พื้นที่เกิดเหตุยังอาจมีควันพิษ ความร้อนสูง ไฟฟ้ารั่ว โครงสร้างถล่ม และการลุกลามอย่างรวดเร็ว

ห้องที่ดูเหมือนว่าเปลวไฟกำลังสงบ อาจยังเต็มไปด้วยก๊าซร้อนและพลังงานที่พร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

เพราะความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเห็นเปลวไฟ แต่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ทุกคนเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ

ดับเพลิงขั้นต้น
ดับเพลิงขั้นต้น จองอบรมตอนนี้
ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ