อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS



อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS

อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS

อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS สังเกตอย่างไร ต่างกันอย่างไร และเมื่อใดควรตรวจการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์เป็นเรื่องที่หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการนำอาการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอ มีผื่น หรือน้ำหนักลด มาใช้ตัดสินว่าตนเองติดเชื้อ HIV หรือไม่ ความจริงคืออาการเหล่านี้สามารถเกิดจากโรคอื่นได้อีกจำนวนมาก และผู้ติดเชื้อ HIV บางคนอาจไม่มีอาการผิดปกติเลยเป็นเวลาหลายปี

ดังนั้น การดูอาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธการติดเชื้อ HIV ได้ วิธีเดียวที่จะทราบสถานะอย่างชัดเจนคือการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีที่เหมาะสมและตรวจในช่วงเวลาที่ถูกต้องหลังมีความเสี่ยง

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ HIV และ AIDS ไม่ใช่คำที่มีความหมายเหมือนกัน ผู้ที่ตรวจพบเชื้อ HIV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคเอดส์ทันที หากได้รับการตรวจเร็ว เริ่มรับยาต้านไวรัส และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิต ทำงาน และมีครอบครัวได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระยะเอดส์

อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS

อาการติดเชื้อ HIV และ AIDS

HIV และ AIDS แตกต่างกันอย่างไร

HIV ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีหน้าที่ช่วยควบคุมและประสานการตอบสนองต่อเชื้อโรคต่าง ๆ

เมื่อเชื้อ HIV เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการรักษา จำนวนเซลล์ CD4 อาจลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่ดีเหมือนเดิม ผู้ติดเชื้อจึงมีโอกาสเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อที่คนมีภูมิคุ้มกันปกติสามารถควบคุมได้

ส่วน AIDS ย่อมาจาก Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นระยะรุนแรงที่สุดของการติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเข้าสู่ระยะเอดส์เมื่อมีจำนวนเซลล์ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือพบโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคบางชนิดที่ใช้กำหนดภาวะเอดส์ แม้ว่าค่า CD4 จะยังไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวก็ตาม

กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ HIV คือเชื้อไวรัส ส่วน AIDS คือระยะของโรคที่เกิดขึ้นเมื่อเชื้อ HIV ทำลายภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรงแล้ว ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสมอาจไม่เข้าสู่ระยะเอดส์เลยตลอดชีวิต

อาการไม่สามารถใช้ยืนยันการติดเชื้อ HIV ได้

ประเด็นที่ต้องย้ำให้ชัดเจนคือ ไม่มีอาการใดที่เป็นอาการเฉพาะของ HIV เพียงโรคเดียว อาการในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อไวรัสทั่วไป โควิด-19 หรือโรคติดเชื้อชนิดอื่น ส่วนอาการในระยะรุนแรง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง หรืออ่อนเพลีย ก็สามารถเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน

ผู้ที่มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ หรือมีผื่น จึงไม่ควรสรุปด้วยตนเองว่าติดเชื้อ HIV ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่มีอาการก็ไม่ควรคิดว่าตนเองปลอดภัยแน่นอน เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่มีอาการในช่วงแรก และอาจอยู่ในระยะไม่มีอาการได้นานหลายปี

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในช่วงสัปดาห์แรกหลังติดเชื้อ บางคนไม่มีอาการ ขณะที่บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น และเจ็บคอ จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจหาเชื้อ ไม่ใช่การคาดเดาจากลักษณะอาการ

ระยะที่ 1 การติดเชื้อ HIV ระยะเฉียบพลัน

ระยะเฉียบพลันเป็นช่วงแรกหลังเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไปอาจเกิดขึ้นประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ แต่ระยะเวลาของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ในช่วงนี้เชื้อจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและกระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลให้ปริมาณไวรัสในเลือดอยู่ในระดับสูง

อาการที่อาจพบได้ ได้แก่

  1. มีไข้หรือไข้สูง
  2. หนาวสั่น
  3. ปวดศีรษะ
  4. เจ็บคอ
  5. ไอหรือรู้สึกระคายคอ
  6. ต่อมน้ำเหลืองโต
  7. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือปวดข้อ
  8. อ่อนเพลียผิดปกติ
  9. มีผื่นแดงหรือผื่นคันตามร่างกาย
  10. เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน
  11. แผลในช่องปาก
  12. คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียในบางราย

อาการอาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหรือยาวนานหลายสัปดาห์ ความรุนแรงแตกต่างกันไป บางคนมีอาการเพียงเล็กน้อยจนคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา บางคนมีหลายอาการพร้อมกัน และบางคนไม่แสดงอาการเลย

ในระยะเฉียบพลัน ปริมาณเชื้อ HIV ในเลือดอาจสูงมาก จึงมีโอกาสถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ทราบสถานะของตนเองและไม่ได้ใช้วิธีป้องกัน อย่างไรก็ตาม การพบอาการคล้ายไข้หวัดหลังมีความเสี่ยงไม่ได้แปลว่าติดเชื้อแน่นอน ต้องตรวจหาเชื้อเพื่อยืนยันเท่านั้น

ระยะที่ 2 การติดเชื้อ HIV ระยะเรื้อรังหรือระยะไม่แสดงอาการ

หลังอาการระยะเฉียบพลันลดลง ผู้ติดเชื้อจะเข้าสู่ระยะเรื้อรัง ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าระยะไม่แสดงอาการหรือระยะแฝงทางคลินิก ในระยะนี้เชื้อ HIV ยังคงอยู่และเพิ่มจำนวนในร่างกาย แต่โดยทั่วไปจะเพิ่มจำนวนในระดับต่ำกว่าระยะแรก

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากรู้สึกแข็งแรง สามารถทำงาน ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จึงอาจไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ หากไม่เคยตรวจเลือด การไม่มีอาการจึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ และเชื้อยังสามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้หากยังไม่ได้รับการรักษาหรือยังควบคุมปริมาณไวรัสไม่ได้

ในผู้ที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส ระยะนี้อาจดำเนินอยู่เป็นเวลาหลายปี โดยข้อมูลของ NIH ระบุว่า การติดเชื้อระยะเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษามักพัฒนาไปสู่ระยะเอดส์ภายในประมาณ 10 ปีหรือนานกว่านั้น แต่บางคนอาจดำเนินโรคเร็วกว่านี้ ส่วนผู้ที่รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องสามารถอยู่ในระยะนี้ได้นานหลายสิบปีโดยไม่เข้าสู่ระยะเอดส์

แม้เรียกว่าระยะไม่แสดงอาการ แต่บางคนอาจเริ่มพบความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรัง อ่อนเพลีย มีผื่นหรือปัญหาผิวหนัง ติดเชื้อในช่องปากบ่อย น้ำหนักลด หรือมีไข้เป็นครั้งคราว อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับทุกคนและไม่สามารถใช้วินิจฉัย HIV ได้

ระยะที่ 3 ระยะเอดส์หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง

หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา เชื้อ HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันต่อเนื่องจนร่างกายไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคบางชนิดได้ ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บป่วยบ่อย อาการรุนแรงขึ้น หรือเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

อาการที่อาจพบในระยะเอดส์ ได้แก่ น้ำหนักลดอย่างผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร ไข้เป็น ๆ หาย ๆ หรือมีไข้เรื้อรัง เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน ท้องเสียเรื้อรัง อ่อนเพลียอย่างมาก ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีเชื้อราในช่องปาก กลืนลำบาก มีแผลเรื้อรัง และเกิดผื่นหรือรอยโรคบนผิวหนัง

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ความจำลดลง ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ชัก หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างเร่งด่วน

อาการในระยะนี้มักไม่ได้เกิดจากเชื้อ HIV โดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง ทำให้เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือปรสิตที่ปกติไม่ก่อโรครุนแรงสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ป่วยอาจเกิดโรคต่าง ๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือมะเร็งบางชนิดได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป

โรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่ควรระวัง

โรคติดเชื้อฉวยโอกาสคือโรคที่เกิดขึ้นบ่อยหรือมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยลดต่ำลง ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อ HIV ทุกคนจะต้องเป็นโรคเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสเร็วและควบคุมปริมาณไวรัสได้ดี

โรคหรือภาวะที่อาจพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ได้แก่ วัณโรค ปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumocystis jirovecii เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตคอคคัส การติดเชื้อราในหลอดอาหาร การติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส โรคท็อกโซพลาสโมซิสในสมอง รวมถึงมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งคาโปซีซาร์โคมา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดวัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตคอคคัส การติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง และมะเร็งบางชนิดได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ควรสรุปว่าเป็นโรคเอดส์ทันที แพทย์จำเป็นต้องตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจค่า CD4 ตรวจปริมาณไวรัส และตรวจหาโรคติดเชื้ออื่นร่วมด้วย

HIV ติดต่อผ่านทางใด

เชื้อ HIV สามารถถ่ายทอดผ่านสารคัดหลั่งบางชนิด ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด สารคัดหลั่งจากทวารหนัก และน้ำนมแม่ โดยสารคัดหลั่งดังกล่าวต้องเข้าสู่กระแสเลือด เยื่อบุ หรือบาดแผลของอีกบุคคลหนึ่ง

ช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนักโดยไม่ได้ใช้วิธีป้องกัน การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน การได้รับเลือดหรือใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ปลอดภัย การถูกเข็มที่ปนเปื้อนทิ่มตำ และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ คลอด หรือให้นม

ในบริบทของการทำงาน บุคลากรทางการแพทย์ พนักงานเก็บขยะ ผู้ปฏิบัติงานทำความสะอาด และผู้ที่ต้องสัมผัสของมีคมหรือขยะติดเชื้อควรปฏิบัติตามหลักป้องกันการสัมผัสเลือดอย่างเคร่งครัด เช่น สวมถุงมือ ใช้กล่องทิ้งของมีคมที่ได้มาตรฐาน ไม่ใช้มือกดขยะ และไม่สวมปลอกเข็มกลับด้วยมือ

HIV ไม่ติดต่อจากการกอด จับมือ นั่งใกล้กัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ใช้จานชามร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกัน ไอหรือจามใส่กัน และไม่ติดต่อผ่านน้ำลายในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยุงหรือแมลงกัดต่อยก็ไม่ใช่พาหะของเชื้อ HIV

เมื่อใดควรตรวจหาเชื้อ HIV

ผู้ที่เคยมีความเสี่ยงควรตรวจหาเชื้อ แม้ว่าร่างกายจะแข็งแรงและไม่มีอาการ ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรเข้ารับการตรวจ ได้แก่ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางแตกหรือหลุด ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศ สัมผัสเลือดผ่านบาดแผลหรือเยื่อบุ ถูกเข็มที่อาจปนเปื้อนทิ่มตำ หรือมีคู่ที่ไม่ทราบสถานะ HIV

การตรวจทันทีหลังมีความเสี่ยงอาจยังไม่พบเชื้อ เนื่องจากมีช่วงที่เรียกว่า Window period หรือระยะที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว แต่ปริมาณเชื้อหรือสารที่ใช้ตรวจยังต่ำเกินกว่าชุดตรวจจะตรวจพบ

ระยะตรวจพบแตกต่างกันตามวิธีตรวจ โดยข้อมูลของ CDC ระบุว่า

การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อหรือ NAT อาจตรวจพบได้ประมาณ 10–33 วันหลังสัมผัสเชื้อ

การตรวจแอนติเจนและแอนติบอดีจากเลือดที่เจาะจากหลอดเลือดดำ อาจตรวจพบได้ประมาณ 18–45 วัน

การตรวจแอนติเจนและแอนติบอดีแบบรวดเร็วจากเลือดปลายนิ้ว อาจตรวจพบได้ประมาณ 18–90 วัน

การตรวจแอนติบอดี ซึ่งรวมถึงชุดตรวจด้วยตนเองหลายชนิด อาจตรวจพบได้ประมาณ 23–90 วันหลังสัมผัสเชื้อ

ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นกรอบทั่วไป ผลตรวจต้องพิจารณาร่วมกับชนิดของชุดตรวจ วันที่มีความเสี่ยง การใช้ยา PrEP หรือ PEP และคำแนะนำของสถานพยาบาล หากตรวจเร็วแล้วผลเป็นลบ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่อาจนัดตรวจซ้ำเมื่อพ้น Window period

สำหรับชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองในประเทศไทย ควรอ่านเอกสารกำกับของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด กรมควบคุมโรคระบุว่าชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเองบางชนิดให้ผลแม่นยำเมื่อผ่านความเสี่ยงประมาณ 90 วัน และผล “มีปฏิกิริยา” ยังไม่ถือเป็นการวินิจฉัยสุดท้าย ต้องเข้ารับการตรวจยืนยันในสถานพยาบาล

หากผลตรวจ HIV เป็นบวกต้องทำอย่างไร

เมื่อผลตรวจคัดกรองเป็นบวกหรือมีปฏิกิริยา ไม่ควรตกใจจนหลีกเลี่ยงการรักษา และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ขั้นตอนต่อไปคือเข้ารับการตรวจยืนยันตามระบบของสถานพยาบาล

หากผลยืนยันพบการติดเชื้อ แพทย์จะประเมินสุขภาพ ตรวจค่า CD4 ตรวจปริมาณไวรัส ตรวจคัดกรองวัณโรค ไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น รวมถึงพิจารณาเริ่มยาต้านไวรัสโดยเร็ว

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV เริ่มยาต้านไวรัสโดยเร็วโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการหรือรอให้ค่า CD4 ลดต่ำ ยาต้านไวรัสจะยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันฟื้นตัว ลดโอกาสเกิดโรคฉวยโอกาส และป้องกันการดำเนินโรคเข้าสู่ระยะเอดส์

ผลตรวจ HIV เป็นบวกจึงไม่ได้หมายความว่าชีวิตสิ้นสุด หรือหมายความว่าบุคคลนั้นเป็นโรคเอดส์แล้ว ผู้ติดเชื้อที่รับการรักษาอย่างต่อเนื่องสามารถมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาวได้

U=U ผู้ติดเชื้อที่กดไวรัสได้ไม่ถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

เมื่อผู้ติดเชื้อรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณเชื้อในเลือดจะลดต่ำลงจนการตรวจมาตรฐานไม่สามารถตรวจวัดได้ ภาวะนี้เรียกว่า Undetectable viral load หรือปริมาณไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ

หลักการ U=U ย่อมาจาก Undetectable = Untransmittable หมายความว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ที่รับการรักษาและรักษาระดับไวรัสให้อยู่ในระดับตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง จะไม่ถ่ายทอดเชื้อ HIV ให้คู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์

แนวคิดนี้มีความสำคัญทั้งด้านการรักษา การป้องกัน และการลดการตีตราผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้รับการรักษายังต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ตรวจติดตามปริมาณไวรัสตามนัด และไม่หยุดยาเอง นอกจากนี้ ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นและการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมได้

หากเพิ่งมีความเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมงควรทำอย่างไร

ผู้ที่เพิ่งสัมผัสความเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก มีเพศสัมพันธ์ที่อาจเสี่ยง ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ใช้เข็มร่วมกัน หรือถูกเข็มปนเปื้อนทิ่มตำ ไม่ควรรอให้มีอาการและไม่ควรรอครบ Window period ก่อนขอความช่วยเหลือ

ควรไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลโดยเร็ว เพื่อประเมินการใช้ยา PEP หรือยาป้องกัน HIV หลังสัมผัสเชื้อ ยานี้ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ และยิ่งเริ่มเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี โดยแพทย์จะพิจารณาจากลักษณะการสัมผัส ชนิดของสารคัดหลั่ง บาดแผล และข้อมูลของแหล่งสัมผัส

แนวทางปัจจุบันแนะนำให้เริ่มยาโดยเร็วที่สุด โดยควรเริ่มภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อสามารถทำได้ และไม่ควรช้ากว่า 72 ชั่วโมง ระยะเวลารับประทานยาโดยทั่วไปคือ 28 วัน การเริ่มยาไม่ควรถูกเลื่อนเพียงเพราะกำลังรอผลตรวจบางรายการ

การป้องกัน HIV ที่ได้ผล

การป้องกัน HIV ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว แต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับพฤติกรรมและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน วิธีสำคัญ ได้แก่ ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้ง ตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นระยะ ไม่ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน และเข้ารับการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อพบความผิดปกติ

ผู้ที่ยังไม่มีเชื้อแต่มีความเสี่ยงต่อเนื่องสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับ PrEP ซึ่งเป็นยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ ส่วนผู้ที่เพิ่งเกิดเหตุเสี่ยงควรรับการประเมิน PEP ภายใน 72 ชั่วโมง

สำหรับสถานประกอบกิจการ ควรมีระบบจัดการของมีคมและขยะติดเชื้อ จัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล อบรมวิธีรับมือเมื่อสัมผัสเลือด และกำหนดขั้นตอนส่งต่อผู้ประสบเหตุเพื่อรับการประเมิน PEP โดยเร็ว การอบรมควรเน้นว่าผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องปฏิบัติต่อเลือดและสารคัดหลั่งเสมือนว่าอาจมีเชื้อ โดยไม่ตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใด

สัญญาณที่ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

ผู้ที่มีไข้เรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ท้องเสียเป็นเวลานาน ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก ต่อมน้ำเหลืองโต มีเชื้อราในช่องปาก แผลเรื้อรัง เหงื่อออกกลางคืนมาก อ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีอาการทางระบบประสาท ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ไม่ว่าจะเคยมีความเสี่ยงต่อ HIV หรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับโรคหลายชนิดที่ต้องได้รับการรักษา

หากมีประวัติสัมผัสความเสี่ยงร่วมด้วย ควรแจ้งแพทย์ตามความจริง ข้อมูลทางการแพทย์มีความสำคัญต่อการเลือกวิธีตรวจและวางแผนรักษา การปิดบังข้อมูลอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้า

สรุป

อาการของ HIV สามารถแบ่งตามการดำเนินโรคได้เป็น 3 ระยะ ระยะแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดภายในประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ มีผื่น ปวดเมื่อย และต่อมน้ำเหลืองโต แต่บางคนไม่มีอาการเลย

ระยะต่อมา ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเป็นเวลาหลายปี แม้เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถถ่ายทอดได้ หากไม่ได้รับการรักษา ภูมิคุ้มกันอาจลดลงจนเข้าสู่ระยะเอดส์ ทำให้เกิดไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ท้องเสีย อ่อนเพลีย ไอเรื้อรัง และโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

อย่างไรก็ตาม อาการทั้งหมดไม่สามารถใช้วินิจฉัย HIV ได้อย่างแน่นอน การตรวจหาเชื้อคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด หากมีความเสี่ยงควรตรวจตามระยะเวลาที่เหมาะสม และหากเหตุเกิดขึ้นไม่เกิน 72 ชั่วโมงควรไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อประเมินการใช้ยา PEP

การติดเชื้อ HIV ในปัจจุบันสามารถรักษาและควบคุมได้ การรู้สถานะเร็ว เริ่มยาต้านไวรัสเร็ว และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ช่วยป้องกันการเข้าสู่ระยะเอดส์ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรง และเมื่อรักษาระดับไวรัสจนตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่องก็จะไม่ถ่ายทอดเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

บทความนี้จัดทำโดยเซฟตี้อินไทย เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและความปลอดภัย ลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ HIV และสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงการตรวจและการรักษาโดยไม่ตีตราหรือเลือกปฏิบัติ

ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ