โรคฮีทสโตรกเกิดจากอะไร ทำไมอากาศร้อนถึงอันตรายกว่าที่คิด - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

โรคฮีทสโตรกเกิดจากอะไร ทำไมอากาศร้อนถึงอันตรายกว่าที่คิด



ในช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทุกปี หลายคนเริ่มคุ้นชินกับคำว่า “ฮีทสโตรก” แต่ความคุ้นชินไม่ได้แปลว่าเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะโรคนี้ไม่ได้เป็นแค่อาการหน้ามืดจากแดดธรรมดา หากแต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่สามารถคร่าชีวิตได้ภายในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้าง พนักงานขนส่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือแม้แต่เด็กและผู้สูงอายุ

เซฟตี้อินไทย ขอพาทุกท่านมาทำความเข้าใจแบบลึกถึงรากว่า โรคฮีทสโตรก เกิดจากอะไร ปัจจัยใดทำให้เสี่ยง และเหตุใดร่างกายมนุษย์จึงพ่ายแพ้ให้กับความร้อนได้ง่ายกว่าที่คิด

โรคฮิตสโตรก เกิดจากอะไร

โรคฮิตสโตรก เกิดจากอะไร

ฮีทสโตรกคืออะไร

ฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายล้มเหลว อวัยวะสำคัญเริ่มทำงานผิดปกติ และอาจเกิดอาการชัก หมดสติ หรือเสียชีวิตได้

ต้องเข้าใจก่อนว่า ร่างกายมนุษย์มีระบบควบคุมอุณหภูมิที่ซับซ้อน เมื่อร้อน เราจะมีเหงื่อออก เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอก แต่เมื่อความร้อนสะสมมากเกินไป หรือกลไกระบายความร้อนทำงานไม่ทัน จุดสมดุลจะพังลงทันที

สาเหตุหลักของโรคฮีทสโตรก

การได้รับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมโดยตรง

  • สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเฉพาะกลางแดดเป็นเวลานาน เช่น ทำงานกลางแจ้ง เล่นกีฬาในช่วงแดดแรง หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีการระบายอากาศ ความร้อนจากแสงแดดจะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้อุณหภูมิแกนกลางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
  • พื้นผิวอย่างพื้นปูน ถนนลาดยาง หรือหลังคาโลหะ จะสะท้อนและสะสมความร้อน ทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงกว่าที่วัดได้ตามรายงานสภาพอากาศจริงหลายองศา คนทำงานไซต์งานจึงเสี่ยงกว่าคนทั่วไป

การออกแรงหนักในสภาพอากาศร้อน

  • แม้ไม่ได้อยู่กลางแดดโดยตรง แต่หากออกแรงอย่างหนัก เช่น ยกของ วิ่ง หรือทำงานใช้แรงในโรงงานที่อากาศร้อน ก็สามารถเกิดฮีทสโตรกได้ เพราะกล้ามเนื้อขณะทำงานจะสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นเอง
  • เมื่อร่างกายทั้งรับความร้อนจากภายนอก และผลิตความร้อนจากภายในพร้อมกัน ระบบระบายความร้อนจะรับภาระหนักมาก หากดื่มน้ำน้อยหรือพักไม่พอ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

ภาวะขาดน้ำ

  • น้ำ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย เมื่อเหงื่อออกมาก แต่ไม่ได้ดื่มน้ำชดเชยเพียงพอ ปริมาณเลือดจะลดลง การไหลเวียนเลือดไปยังผิวหนังเพื่อระบายความร้อนลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ความร้อนสะสม
  • บางคนเข้าใจผิดว่าแค่ไม่กระหายน้ำก็แปลว่าไม่ขาดน้ำ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะความกระหายเป็นสัญญาณที่เกิดช้า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ความรู้สึกกระหายลดลง

การสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ

  • เสื้อผ้าหนา สีเข้ม หรือวัสดุที่ไม่ซึมซับเหงื่อ จะกักเก็บความร้อนไว้กับตัว ยิ่งในงานที่ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ชุดป้องกันสารเคมี ชุดดับเพลิง หรือหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ความร้อนจะสะสมเร็วมาก
  • ในหลายกรณี คนทำงานไม่ได้ล้มเพราะแดด แต่ล้มเพราะชุดที่ใส่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้

การดื่มแอลกอฮอล์

  • แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเร็วขึ้น และรบกวนการควบคุมอุณหภูมิ หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังการดื่มหนักแล้วต้องออกไปอยู่กลางแดด เช่น งานเทศกาลหรือกิจกรรมกลางแจ้ง

การอยู่ในรถที่จอดตากแดด

  • ภายในรถที่ปิดกระจกสามารถร้อนเกิน 60 องศาเซลเซียสได้ในเวลาไม่นาน เด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงที่ถูกทิ้งไว้ในรถมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะระบบควบคุมอุณหภูมิยังพัฒนาไม่เต็มที่

ประเภทของฮีทสโตรก

โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก

1.Classical Heat Stroke

  • เกิดจากการสัมผัสความร้อนจากสิ่งแวดล้อม มักพบในผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วยเรื้อรัง แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก

2. Exertional Heat Stroke

  • เกิดจากการออกแรงหนักในสภาพอากาศร้อน มักพบในคนวัยทำงาน นักกีฬา ทหาร หรือแรงงานไซต์งาน
ทั้งสองแบบอันตรายเท่ากัน ต่างกันที่กลุ่มเสี่ยงและลักษณะกิจกรรม

ทำไมร่างกายถึงล้มเหลวเมื่อร้อนจัด

เมื่ออุณหภูมิแกนกลางเกิน 40 องศา โปรตีนในเซลล์เริ่มเสียสภาพ เอนไซม์ทำงานผิดปกติ สมองซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิเริ่มรวน ส่งผลให้เหงื่ออาจหยุดออก ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด

หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังผิวหนัง ความดันอาจตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญลดลง ไต ตับ และสมองเริ่มเสียหาย หากไม่ลดอุณหภูมิทันที อาจเกิดภาวะล้มเหลวหลายระบบพร้อมกัน

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

จากภาพประกอบจะเห็นอาการเตือนสำคัญ

  • ตัวร้อนจัด ผิวแดง วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย
  • เหงื่อออกมากในระยะแรก หรือบางรายเหงื่อหยุดออก
  • สับสน พูดไม่รู้เรื่อง
  • ชัก หรือหมดสติ

อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากพบต้องรีบพาเข้าที่ร่ม คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้สูงอายุ เพราะระบบควบคุมอุณหภูมิลดลง
  • เด็กเล็ก เพราะร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน
  • ผู้ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านซึมเศร้า
  • คนทำงานกลางแจ้ง
  • ผู้ที่ไม่คุ้นชินกับอากาศร้อน เช่น เพิ่งเริ่มทำงานไซต์
  • ในภาคอุตสาหกรรม ควรมีมาตรการประเมินความร้อนในสถานที่ทำงาน เช่น การวัดค่า WBGT เพื่อกำหนดเวลาพักที่เหมาะสม

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับฮีทสโตรก

  • หลายคนคิดว่าเหงื่อออกมากแปลว่าปลอดภัย ความจริงคือเหงื่อเป็นเพียงกลไกระบายความร้อน แต่ถ้าเหงื่อออกมากจนขาดน้ำ ก็ยิ่งเสี่ยง
  • บางคนคิดว่าแค่ดื่มน้ำเยอะก็พอ แต่หากยังอยู่กลางแดดโดยไม่พัก ร่างกายก็ยังสะสมความร้อนต่อเนื่อง
  • อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าเป็นเฉพาะหน้าร้อน ความจริงอาจเกิดได้แม้ในวันที่อุณหภูมิไม่สูงมาก หากความชื้นสูง เพราะเหงื่อระเหยได้ยาก

แนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง

  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัด โดยเฉพาะช่วง 11.00–15.00 น.
  • สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศดี
  • ดื่มน้ำสม่ำเสมอ ไม่รอให้กระหาย
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • พักในที่ร่มเป็นระยะ
  • ห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์เลี้ยงในรถ
  • ทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการกันและกัน
  • ในสถานประกอบการ ควรจัดอบรมให้ความรู้พนักงาน มีจุดพักน้ำ มีร่มเงา และกำหนดเวลาพักตามระดับความร้อน

ฮีทสโตรกไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน อุณหภูมิสูงเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ไม่ควรปกติคือการละเลยความเสี่ยง หลายเหตุการณ์สูญเสียเกิดจากการคิดว่า “ทนได้” หรือ “อีกนิดเดียว”

ในความเป็นจริง ร่างกายมีขีดจำกัด และเมื่อถึงจุดหนึ่งจะล้มเหลวอย่างรวดเร็ว ฮีทสโตรกไม่ให้สัญญาณล่วงหน้านานนัก บางรายทรุดภายในไม่กี่นาที

สรุป

โรคฮีทสโตรก เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนระบบควบคุมอุณหภูมิล้มเหลว สาเหตุหลักมาจากการอยู่กลางแดด ออกแรงหนักในสภาพอากาศร้อน ขาดน้ำ สวมเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ

การป้องกันทำได้ไม่ยาก หากมีความรู้และตระหนักถึงความสำคัญ เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของการเตรียมพร้อม

ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ