ไวรัสฮันตา คืออะไร ติดต่อยังไง - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

ไวรัสฮันตา คืออะไร ติดต่อยังไง



ช่วงนี้หลายคนเริ่มได้ยินชื่อ “ไวรัสฮันตา” หรือ Hantavirus มากขึ้น จนเกิดคำถามตามมาว่าโรคนี้คืออะไร ติดต่อกันง่ายไหม น่ากังวลแค่ไหน และต้องป้องกันอย่างไร โดยเฉพาะในบ้าน โรงงาน คลังสินค้า ไซต์งานก่อสร้าง ห้องเก็บของ หรือพื้นที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เพราะแค่คำว่า “ไวรัส” ก็ทำให้หลายคนเริ่มนึกถึงโรคระบาดใหญ่ทันที แต่สำหรับไวรัสฮันตา สิ่งสำคัญคือ “ต้องเข้าใจให้ถูก” ไม่ตื่นตระหนกเกินเหตุ และไม่ประมาทจนปล่อยให้พื้นที่ทำงานกลายเป็นบ้านพักตากอากาศของคุณหนูโดยไม่ตั้งใจ

ไวรัสฮันตา ติดต่อยังไง

ไวรัสฮันตา ติดต่อยังไง

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยยังพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่ได้มีการระบาดเป็นวงกว้าง แต่ประชาชนควรรู้วิธีป้องกัน เพราะโรคนี้สามารถรุนแรงได้ในบางราย

ไวรัสฮันตา คืออะไร

ไวรัสฮันตา เป็นกลุ่มไวรัสที่พบได้ในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนูบางชนิด สัตว์เหล่านี้อาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายโดยไม่ได้แสดงอาการป่วยชัดเจน แต่สามารถขับเชื้อออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลาย เมื่อคนเข้าไปสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ หรือสูดดมฝุ่นละอองที่มีเชื้อปะปนอยู่ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ไวรัสฮันตา ติดต่อยังไง

ไวรัสฮันตา ติดต่อยังไง

โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ในโลก แต่เป็นโรคที่ควรเฝ้าระวัง เพราะเมื่อเกิดอาการรุนแรง อาจกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ไต และระบบไหลเวียนโลหิตได้ องค์การอนามัยโลกอธิบายว่าไวรัสฮันตาสามารถก่อโรคได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่เกี่ยวกับปอดและหัวใจ หรือกลุ่มอาการไข้เลือดออกที่มีภาวะไตร่วมด้วย ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสและสุขภาพของผู้ติดเชื้อ

พูดง่าย ๆ คือ ไวรัสฮันตาไม่ใช่โรคที่ควรมองข้าม แต่ก็ไม่ใช่โรคที่ต้องแตกตื่นเหมือนเห็นหนูวิ่งแล้วต้องย้ายจังหวัดหนีทันที สิ่งที่ต้องทำคือจัดการแหล่งเสี่ยงให้ถูกวิธี

ไวรัสฮันตาติดต่อยังไง?

การติดต่อของไวรัสฮันตาเกี่ยวข้องกับ “หนูและสิ่งขับถ่ายของหนู” เป็นหลัก โดยช่องทางสำคัญมีดังนี้

1. สูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อ

นี่เป็นช่องทางสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเวลาทำความสะอาดพื้นที่ที่มีปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูแห้งติดอยู่ เช่น ห้องเก็บของ โกดัง บ้านร้าง มุมอับ ใต้หลังคา ห้องเครื่อง พื้นที่เก็บวัตถุดิบ หรือบริเวณที่ไม่ค่อยได้เปิดระบายอากาศ

เมื่อมีการกวาด ปัด เป่า หรือใช้ลมไล่ฝุ่น เชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในคราบแห้งอาจฟุ้งกระจายเป็นละอองขนาดเล็ก แล้วถูกสูดเข้าสู่ร่างกาย กรมควบคุมโรคระบุว่าการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ เป็นช่องทางติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด

ดังนั้น การทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู จึงไม่ควรเริ่มด้วยการกวาดแห้งหรือเป่าลม เพราะยิ่งทำให้ฝุ่นฟุ้ง ยิ่งเพิ่มโอกาสรับเชื้อ เหมือนตั้งใจทำความสะอาด แต่เผลอเปิดเครื่องกระจายความเสี่ยงแบบไม่รู้ตัว

2. สัมผัสสิ่งปนเปื้อนแล้วนำมือไปแตะหน้า

อีกช่องทางหนึ่งคือการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนู แล้วนำมือไปจับปาก จมูก หรือตา เช่น จับกล่องเก็บของเก่า จับอุปกรณ์ในโกดัง จับพื้นผิวที่มีคราบสกปรก แล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาด

เรื่องนี้สำคัญมากในสถานประกอบกิจการ เพราะพนักงานบางตำแหน่งต้องหยิบจับกล่อง วัตถุดิบ พาเลต ถังขยะ หรืออุปกรณ์ที่เก็บไว้ในพื้นที่เสี่ยง หากไม่มีการสวมถุงมือ ไม่มีจุดล้างมือ หรือไม่มีขั้นตอนทำความสะอาดที่เหมาะสม ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

3. ถูกหนูกัดหรือข่วน

การติดเชื้อจากการถูกหนูกัดหรือข่วนพบได้น้อยกว่า แต่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเข้าไปจัดการพื้นที่ที่มีหนูชุกชุม หรือพยายามจับหนูด้วยมือเปล่า ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่าคนสามารถติดไวรัสฮันตาจากการสัมผัสหนูหรือสิ่งขับถ่ายของหนู และอาจติดจากการถูกกัดหรือข่วนได้ แม้จะพบไม่บ่อย

4. การติดต่อจากคนสู่คน พบได้น้อยมาก

ประเด็นที่หลายคนกังวลคือ ไวรัสฮันตาติดต่อจากคนสู่คนง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิดหรือไม่ คำตอบคือ “โดยทั่วไปไม่ง่าย” และพบได้น้อยมาก กรมควบคุมโรคระบุว่าการติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น

หน่วยงานภาครัฐไทยยังระบุว่า ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรคดังกล่าว และประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังมีการเฝ้าระวัง คัดกรอง และประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ

ดังนั้น จุดที่ควรเน้นไม่ใช่การกลัวคนรอบข้าง แต่คือการควบคุมหนู ควบคุมความสะอาด และทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกวิธี

อาการของโรคไวรัสฮันตาเป็นอย่างไร?

อาการของไวรัสฮันตามักเริ่มคล้ายไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้ช่วงแรกอาจแยกได้ยาก ผู้ป่วยอาจมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจตามมา เช่น ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีภาวะปอดอักเสบรุนแรง

กรมควบคุมโรคระบุว่า ระยะฟักตัวของโรคอยู่ประมาณ 1–8 สัปดาห์ หลังได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกมักคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย ก่อนที่บางรายจะพัฒนาเป็นอาการรุนแรงได้

สิ่งที่ต้องระวังคือ หากมีประวัติสัมผัสหนูหรือเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลหนู ปัสสาวะหนู หรือมีหนูอาศัยอยู่ แล้วต่อมามีไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หอบเหนื่อย หรืออาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสพื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน เพราะข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินโรคได้เร็วขึ้น

พื้นที่แบบไหนเสี่ยงต่อไวรัสฮันตา?

พื้นที่เสี่ยงคือพื้นที่ที่หนูสามารถเข้าไปอาศัย หาอาหาร หรือทิ้งสิ่งขับถ่ายไว้ได้ เช่น ห้องเก็บของ โกดังเก็บสินค้า คลังวัตถุดิบ โรงอาหาร จุดทิ้งขยะ ท่อระบายน้ำ บ้านร้าง อาคารที่ปิดไว้นาน พื้นที่อับชื้น พื้นที่เกษตรกรรม ฟาร์ม โรงงาน หรือไซต์งานก่อสร้างที่มีเศษอาหารและขยะสะสม

ในสถานประกอบกิจการ ความเสี่ยงมักไม่ได้เกิดจากหนูตัวเดียวที่วิ่งผ่าน แต่เกิดจากระบบการจัดการที่เปิดช่องให้หนูอยู่ได้สบาย เช่น เก็บอาหารไม่มิดชิด ถังขยะไม่มีฝาปิด มีเศษวัสดุสะสมตามมุมอับ ช่องเปิดใต้ประตูไม่ได้อุด ท่อระบายน้ำไม่มีตะแกรง หรือมีพื้นที่เก็บของรกจนตรวจสอบยาก พูดแบบบ้าน ๆ คือถ้าพื้นที่ไหนมีอาหาร น้ำ ที่หลบซ่อน และทางเข้าออกครบ หนูก็ไม่ต้องจองโรงแรม เพราะพร้อมย้ายเข้าอยู่ทันที

วิธีป้องกันไวรัสฮันตาในบ้านและที่ทำงาน

การป้องกันไวรัสฮันตาเริ่มจากหลักง่าย ๆ คือ “ลดหนู ลดฝุ่น ลดการสัมผัส” โดยสามารถทำได้ดังนี้

1. ควบคุมหนูและปิดช่องทางเข้าพื้นที่

ควรสำรวจอาคารเป็นประจำ ปิดรู รอยแตก ช่องใต้ประตู ช่องผนัง ช่องท่อ หรือทางที่หนูอาจเข้ามาได้ เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด ไม่วางอาหารค้างคืน กำจัดเศษอาหารและขยะทุกวัน ถังขยะควรมีฝาปิด และควรดูแลบริเวณรอบอาคารไม่ให้มีหญ้ารก เศษวัสดุ หรือกองของที่กลายเป็นที่หลบซ่อนของหนู

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำว่าการควบคุมสัตว์ฟันแทะและป้องกันไม่ให้หนูเข้าสู่บ้านหรืออาคาร เป็นกลยุทธ์หลักในการป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสฮันตา

2. ทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกวิธี

หากพบมูลหนู ปัสสาวะหนู รังหนู หรือพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนูอาศัยอยู่ ไม่ควรกวาดแห้ง ไม่ควรใช้เครื่องเป่าลม และไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นโดยตรง เพราะอาจทำให้ฝุ่นปนเปื้อนฟุ้งกระจาย

วิธีที่เหมาะสมคือ เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศก่อนทำความสะอาด สวมถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันตามความเหมาะสม จากนั้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาทำความสะอาดฉีดหรือราดบริเวณที่ปนเปื้อนให้เปียกก่อน แล้วจึงเช็ดหรือเก็บออกอย่างระมัดระวัง หลังทำความสะอาดควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาด

3. ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

ผู้ที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น พนักงานคลังสินค้า แม่บ้าน พนักงานกำจัดขยะ เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง คนงานก่อสร้าง หรือผู้ที่ต้องเปิดห้องเก็บของเก่า ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น ถุงมือ หน้ากาก รองเท้าบูท หรือแว่นตานิรภัยตามลักษณะงาน โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาสสัมผัสฝุ่น มูลหนู หรือพื้นผิวสกปรก

สำหรับสถานประกอบกิจการ นายจ้างควรจัดทำขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัย อบรมพนักงานให้รู้จักความเสี่ยงจากสัตว์พาหะ และกำหนดวิธีทำความสะอาดพื้นที่ปนเปื้อนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ให้พนักงาน “กวาด ๆ ไปก่อน” เพราะบางงานกวาดได้สะอาดตา แต่อาจไม่สะอาดความเสี่ยง

4. จัดการขยะและอาหารอย่างเป็นระบบ

อาหารและขยะคือสิ่งดึงดูดหนูโดยตรง โรงอาหาร ห้องพักพนักงาน จุดทิ้งขยะ และพื้นที่เก็บวัตถุดิบควรถูกตรวจสอบสม่ำเสมอ อาหารควรเก็บในภาชนะปิดมิดชิด ขยะควรถูกนำออกตามรอบเวลา ไม่ปล่อยให้ค้างคืน และควรล้างทำความสะอาดถังขยะหรือพื้นที่รอบถังอย่างต่อเนื่อง

ในโรงงานหรือสำนักงานขนาดใหญ่ ควรกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน มีบันทึกการตรวจพื้นที่ มีแผนควบคุมสัตว์พาหะ และมีการติดตามผล เพราะถ้าไม่มีเจ้าภาพ สุดท้ายเจ้าภาพตัวจริงอาจเป็นหนู

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยมาก อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือความดันโลหิตต่ำ โดยเฉพาะหากในช่วง 1–8 สัปดาห์ก่อนหน้าเคยทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลหนู เคยเข้าไปในโกดัง ห้องเก็บของ บ้านร้าง พื้นที่อับ หรือมีประวัติสัมผัสหนูโดยตรง

สิ่งสำคัญคือ ต้องแจ้งแพทย์ว่าเคยสัมผัสพื้นที่เสี่ยงหรือสัตว์ฟันแทะ เพราะอาการระยะแรกอาจคล้ายโรคอื่น การให้ประวัติที่ชัดเจนช่วยให้การวินิจฉัยและการดูแลรักษาเร็วขึ้น

สรุป

ไวรัสฮันตา ติดต่อสู่คนได้จากการสัมผัสหรือสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนู รวมถึงอาจติดจากการถูกหนูกัด หรือข่วนได้ แม้พบไม่บ่อย ส่วนการติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมากและจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์ ประชาชนทั่วไปจึงไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันอย่างถูกต้อง

หัวใจสำคัญ คือ อย่าปล่อยให้บ้าน ที่ทำงาน โกดัง หรือโรงงานมีสภาพที่เอื้อต่อหนู ต้องเก็บอาหารให้มิดชิด จัดการขยะสม่ำเสมอ ปิดช่องทางเข้าของหนู ทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงด้วยวิธีเปียกและใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม รวมถึงให้ความรู้แก่พนักงานที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับสถานประกอบกิจการ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นสุขอนามัย แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานโดยตรง เพราะโรคจากสัตว์พาหะสามารถกระทบทั้งสุขภาพพนักงาน ความต่อเนื่องของงาน และภาพลักษณ์องค์กรได้ การป้องกันจึงควรเป็นระบบ ไม่ใช่รอให้เห็นหนูวิ่งผ่านแล้วค่อยประชุมด่วน เพราะหนูไม่เคยส่งอีเมลแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าพื้นที่

เซฟตี้อินไทย ขอฝากไว้ว่า โรคจากสัตว์พาหะป้องกันได้ หากองค์กรให้ความสำคัญกับความสะอาด การควบคุมพื้นที่ และการอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ความปลอดภัยที่ดีไม่ได้เริ่มตอนเกิดเหตุ แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เรายังป้องกันได้
โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย
โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย จองอบรมตอนนี้
ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ