ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า



ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า คือ การทำงาน “บนที่สูง” ด้วยรถกระเช้า (Boom Lift / Scissor Lift) โดยต้องควบคุมความเสี่ยงให้คนปลอดภัย ไม่ตกจากที่สูง ไม่ชนสิ่งกีดขวาง และไม่ให้รถคว่ำหรือไฟฟ้าดูด

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า


รถกระเช้า หรือที่หลายคนคุ้นชื่อในงานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง และงานติดตั้งในที่สูง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การทำงานเหนือระดับพื้นดินเป็นไปได้สะดวก รวดเร็ว และลดการใช้แรงงานคน แต่ในขณะเดียวกัน รถกระเช้าก็เป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่มีความเสี่ยงสูง หากขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือใช้งานโดยไม่ปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้

ในอดีต งานบนที่สูง มักใช้วิธีการตั้งนั่งร้านหรือปีนป่ายตามโครงสร้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและใช้เวลามาก เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท รถกระเช้าจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยให้เข้าถึงพื้นที่สูงได้ง่ายขึ้น แต่ “ง่ายขึ้น” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ” ความปลอดภัยยังคงขึ้นอยู่กับคน อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก

บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้าอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ความเสี่ยงที่พบบ่อย ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้ทั้งนายจ้าง ผู้ควบคุมงาน และผู้ปฏิบัติงาน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานที่ทำงานได้อย่างยั่งยืน

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า

ความหมายและความสำคัญของรถกระเช้า

รถกระเช้า คือ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ยกคนขึ้นทำงานในที่สูง โดยมีตะกร้าหรือแพลตฟอร์มสำหรับยืนหรือทำงาน อาศัยระบบไฮดรอลิกหรือกลไกต่าง ๆ ในการยกขึ้น-ลง เคลื่อนที่ หรือปรับตำแหน่งให้เหมาะสมกับงาน

ความสำคัญของรถกระเช้า ไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง หากใช้งานถูกต้อง รถกระเช้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกจากที่สูง ลดการใช้แรงงานที่ไม่จำเป็น และช่วยควบคุมท่าทางการทำงานให้เหมาะสมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากสถิติอุบัติเหตุในที่ทำงาน พบว่าอุบัติเหตุจากการใช้รถกระเช้ามักเกิดจากปัจจัยเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้รับการฝึกอบรม รถกระเช้าไม่ได้รับการตรวจสอบ หรือพื้นที่ทำงานไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบการจัดการความปลอดภัย” โดยรวม

ประเภทของรถกระเช้าที่พบบ่อย

การรู้จักประเภทรถกระเช้าเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะแต่ละประเภทมีข้อจำกัดและวิธีใช้งานแตกต่างกัน หากเลือกใช้ผิดประเภท ก็เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

รถกระเช้าแบบกรรไกร (Scissor Lift)

เป็นรถกระเช้าที่ยกขึ้นในแนวดิ่ง เหมาะกับงานที่ต้องการขึ้นสูงตรงตำแหน่งเดิม เช่น งานติดตั้งระบบไฟ งานคลังสินค้า หรือซ่อมบำรุงภายในอาคาร ข้อดีคือมีความมั่นคง แต่ข้อจำกัดคือไม่สามารถเอื้อมออกด้านข้างได้มาก

รถกระเช้าแบบแขนยื่น (Boom Lift)

เป็นรถกระเช้าที่มีแขนยืดออกได้ทั้งแนวดิ่งและแนวนอน เหมาะกับงานที่ต้องข้ามสิ่งกีดขวาง เช่น งานก่อสร้าง งานตัดแต่งต้นไม้ หรือซ่อมสายไฟฟ้า ข้อควรระวังคือเรื่องการทรงตัวและน้ำหนักบรรทุก

รถกระเช้าแบบติดรถบรรทุก

นิยมใช้ในงานภายนอก เช่น งานซ่อมไฟถนน งานติดตั้งป้าย มีความคล่องตัว เคลื่อนย้ายสะดวก แต่ต้องให้ความสำคัญกับการตั้งขา Outrigger และสภาพพื้นเป็นพิเศษ

เมื่อรู้ประเภทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการเลือกใช้งานให้เหมาะสม ไม่ใช่เลือกจากความคุ้นเคยหรือความสะดวกเพียงอย่างเดียว

อันตรายและความเสี่ยงจากการใช้งานรถกระเช้า

อุบัติเหตุจากรถกระเช้า มักเกิดจากสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ หากมีการวางแผนและควบคุมอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่

การตกจากที่สูง

  • เกิดจากการไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น เข็มขัดนิรภัย หรือการปีนออกนอกกระเช้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

รถกระเช้าล้มคว่ำ

  • มักเกิดจากการใช้งานบนพื้นไม่เรียบ พื้นอ่อน หรือบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด รวมถึงการตั้งขาไม่ถูกต้อง

การชนสิ่งกีดขวางหรือสายไฟฟ้า

  • โดยเฉพาะงานใกล้ระบบไฟฟ้าแรงสูง หากไม่มีการประเมินความเสี่ยงและกำหนดระยะปลอดภัย อาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้

การชำรุดของอุปกรณ์

  • รถกระเช้าที่ไม่ได้รับการตรวจสอบหรือบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดการขัดข้องขณะใช้งาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในที่สูง

บทเรียนจากอุบัติเหตุในอดีตสอนเราว่า ความประมาทเพียงเล็กน้อย สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ใหญ่เกินคาดเสมอ

การฝึกอบรมผู้ควบคุมรถกระเช้า

หนึ่งในหัวใจสำคัญของความปลอดภัย คือ “คน” ผู้ควบคุมรถกระเช้าต้องได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ขับเป็น แต่ต้องเข้าใจหลักการทำงาน ข้อจำกัด และวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • การฝึกอบรมควรครอบคลุม
  • การทำความเข้าใจโครงสร้างและระบบของรถกระเช้า
  • การตรวจสอบก่อนใช้งาน
  • การประเมินสภาพพื้นที่และความเสี่ยง
  • การใช้งานอย่างถูกวิธีตามคู่มือ
  • การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ตามหลักการความปลอดภัยที่ใช้กันมาแต่เดิม ผู้ที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรม ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ควบคุมหรือใช้งานรถกระเช้าโดยเด็ดขาด เพราะความชำนาญไม่ได้เกิดจากการลองผิดลองถูก โดยเฉพาะกับเครื่องจักรที่มีความเสี่ยงสูง

การตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์

รถกระเช้าทุกคันต้องได้รับการตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นตามสภาพการใช้งาน การตรวจสอบควรทำทั้งก่อนใช้งานประจำวัน และตามแผนบำรุงรักษา

สิ่งที่ควรตรวจสอบ

  • ระบบไฮดรอลิก
  • ระบบควบคุมและปุ่มฉุกเฉิน
  • โครงสร้าง แขนยื่น และตะกร้า
  • ล้อ ยาง และขา Outrigger
  • อุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ

หลายอุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะมองข้ามการตรวจสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น สายไฮดรอลิกรั่ว หรือระบบเบรกไม่สมบูรณ์ ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ต้น ก็สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ไม่ยาก

การปฏิบัติตามคู่มือการใช้งาน

คู่มือการใช้งานไม่ใช่เอกสารที่มีไว้เพื่อวางบนชั้น แต่เป็นแนวทางความปลอดภัยที่ผู้ผลิตออกแบบมาโดยอิงจากการทดสอบและประสบการณ์จริง การปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ผู้ปฏิบัติงานควรทราบ

  • ขีดจำกัดน้ำหนักบรรทุก
  • ความสูงและระยะเอื้อมสูงสุด
  • ข้อห้ามในการใช้งาน
  • วิธีการจอดและจัดเก็บรถกระเช้า

ถ้าไม่แน่ใจ อย่าคาดเดา เพราะรถกระเช้าไม่ใช่พื้นที่สำหรับการลองของ ความมั่นใจที่ไม่ได้มาจากความรู้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

การจำกัดน้ำหนักบรรทุกอย่างปลอดภัย

การบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด เป็นสาเหตุหลักของการล้มคว่ำ ผู้ปฏิบัติงานต้องคำนึงถึงน้ำหนักรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่น้ำหนักคน แต่รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ และวัสดุที่นำขึ้นไปด้วย

ในทางปฏิบัติ

  • ติดป้ายแสดงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดให้เห็นชัด
  • วางแผนการนำอุปกรณ์ขึ้นไปใช้งาน
  • หลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนักระหว่างที่อยู่ในที่สูง

หลักคิดแบบดั้งเดิมด้านความปลอดภัยคือ “เผื่อไว้ดีกว่าแก้” การใช้งานต่ำกว่าขีดจำกัดเล็กน้อย ย่อมปลอดภัยกว่าการใช้งานเต็มพิกัดเสมอ

สภาพพื้นและพื้นที่ปฏิบัติงาน

พื้นผิวที่ใช้ตั้งรถกระเช้าต้องมีความแข็งแรง มั่นคง และได้ระดับ ห้ามใช้งานบนพื้นอ่อน พื้นเอียง หรือพื้นที่มีหลุมบ่อ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ

ก่อนเริ่มงาน ควรตรวจสอบ

  • ความเรียบของพื้น
  • การรับน้ำหนักของพื้น
  • สิ่งกีดขวางรอบพื้นที่ทำงาน
  • สภาพอากาศ โดยเฉพาะลมแรงหรือฝนตก

หลายครั้งที่อุบัติเหตุเกิดจาก “รีบทำงานให้เสร็จ” โดยละเลยการเตรียมพื้นที่ ทั้งที่การเตรียมเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความสูญเสียได้มหาศาล

วัฒนธรรมความปลอดภัยกับการใช้รถกระเช้า

ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากกฎเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่นายจ้าง ผู้ควบคุมงาน ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานทุกคน

องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มักมีลักษณะร่วมกันคือ

  • มีการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงอย่างเปิดเผย
  • ไม่เร่งงานจนละเลยความปลอดภัย
  • ส่งเสริมให้พนักงานกล้าหยุดงานเมื่อพบความไม่ปลอดภัย
  • มีการทบทวนและเรียนรู้จากอุบัติเหตุหรือเหตุเกือบพลาด

รถกระเช้าอาจเป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่ง แต่ทัศนคติในการใช้งานต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดว่าจะปลอดภัยหรือไม่

สรุป

ความปลอดภัยในการใช้งานรถกระเช้า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม แต่เป็นพื้นฐานของการทำงานที่มีคุณภาพและยั่งยืน การฝึกอบรมที่เหมาะสม การตรวจสอบอุปกรณ์ การปฏิบัติตามคู่มือ และการเตรียมพื้นที่อย่างรอบคอบ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเห็นผล

เซฟตี้อินไทย เชื่อว่า หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับหลักความปลอดภัยอย่างจริงจัง อุบัติเหตุจากรถกระเช้าจะลดลงได้อย่างชัดเจน และการทำงานบนที่สูงจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นงานที่ปลอดภัย ควบคุมได้ และภาคภูมิใจได้ในมาตรฐานการทำงานของเราเอง

Comments


businessman

ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ