วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง - เซฟตี้อินไทย
อบรมหลักสูตรฟรี สำหรับสมาชิก          คลิกที่นี่

บทความ

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง



วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง ในสถานประกอบการ เป็นเรื่องที่ผู้บริหาร นายจ้าง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ “เสียง” เป็นภัยเงียบที่ไม่เห็นด้วยตา แต่ทำลายการได้ยินได้แบบถาวร หากปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่โรคจากการทำงาน การสูญเสียประสิทธิภาพแรงงาน และความรับผิดตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายความปลอดภัย

บทความนี้ เซฟตี้อินไทย จะอธิบายอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความหมายของอันตรายจากเสียงดัง ผลกระทบต่อสุขภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางป้องกันที่ถูกต้อง ทั้งสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ

ความหมายของอันตรายจากเสียงดังในการทำงาน

เสียงดัง (Noise) คือเสียงที่ไม่พึงประสงค์หรือมีระดับความเข้มสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการได้ยินและสุขภาพโดยรวม โดยทั่วไปในสถานประกอบการ หากลูกจ้างต้องสัมผัสเสียงเกิน 85 เดซิเบลเอ (dBA) ต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงต่อวัน ถือว่าอยู่ในระดับที่ต้องควบคุมและป้องกันอย่างจริงจัง

แหล่งกำเนิดเสียงดังในโรงงานหรือไซต์งาน เช่น

  • เครื่องจักรอุตสาหกรรม
  • เครื่องปั๊มโลหะ
  • เครื่องตัด เครื่องเจียร
  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  • ระบบอัดลม
  • งานก่อสร้าง
  • งานสนามบิน ท่าเรือ หรือเหมืองแร่

อันตรายจากเสียงดังไม่ได้เกิดเฉพาะโรงงานหนักเท่านั้น แม้แต่สถานประกอบการขนาดเล็กที่มีเครื่องจักรบางประเภท ก็อาจมีระดับเสียงเกินมาตรฐานได้เช่นกัน

ผลกระทบของเสียงดังต่อสุขภาพ

ผลกระทบต่อระบบการได้ยิน

การสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมจากเสียง (Noise-Induced Hearing Loss: NIHL) ซึ่งเป็นการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อาการเริ่มต้นมักเป็นหูอื้อ ได้ยินเสียงวิ้งในหู หรือฟังเสียงพูดไม่ชัด โดยเฉพาะในที่มีเสียงรบกวน

หากไม่ได้รับการแก้ไข จะพัฒนาไปสู่การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งในงานและชีวิตส่วนตัว

ผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจ

เสียงดังไม่ได้กระทบเฉพาะหูเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ

  • ความดันโลหิตสูง
  • ความเครียดเรื้อรัง
  • อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ
  • สมาธิลดลง
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  • เพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการสื่อสารผิดพลาด

ในบางกรณี เสียงดังทำให้พนักงานไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัย ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเสียงดัง

ประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงในสถานประกอบการ และจัดให้มีการตรวจวัดระดับเสียง รวมถึงตรวจสุขภาพการได้ยินของลูกจ้างตามระยะเวลาที่กำหนด หากฝ่าฝืนอาจมีโทษทั้งทางปกครองและทางอาญา

หน้าที่ของนายจ้างโดยสรุป

  • ประเมินความเสี่ยงจากเสียงดัง
  • ตรวจวัดระดับเสียงในพื้นที่ทำงาน
  • จัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ที่ได้มาตรฐาน
  • จัดให้มีการตรวจสมรรถภาพการได้ยินประจำปี
  • ควบคุมชั่วโมงทำงานในพื้นที่เสียงดัง
  • จัดทำมาตรการควบคุมทางวิศวกรรม

การบริหารจัดการเสียงดังจึงไม่ใช่เรื่องสมัครใจ แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดัง

วิธีป้องกันอันตรายจากเสียงดังที่ควรทำ

สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงอย่างถูกต้องตลอดเวลาทำงาน

  • พนักงานที่ทำงานในพื้นที่เสียงดังต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น ที่อุดหู (Earplug) หรือครอบหู (Earmuff) ที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม และต้องสวมใส่อย่างถูกวิธี เพราะหากใส่ไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพในการลดเสียงจะลดลงทันที
  • ควรมีการฝึกอบรมวิธีใช้งาน และตรวจสอบความเหมาะสมกับระดับเสียงในแต่ละพื้นที่

ตรวจวัดระดับเสียงในพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ

  • การใช้เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter) หรือเครื่องวัดสะสมเสียงส่วนบุคคล (Dosimeter) เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยง ข้อมูลที่ได้จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
  • ควรมีการบันทึกผลการตรวจวัด และทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต

ตรวจสมรรถภาพการได้ยินประจำปี

  • การตรวจการได้ยิน (Audiometric Test) เป็นการเฝ้าระวังสุขภาพพนักงาน หากพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น จะสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันเวลา
  • ควรมีการเก็บบันทึกผลตรวจเป็นประวัติสุขภาพระยะยาว

ควบคุมเวลาทำงานในพื้นที่เสียงดัง

  • หากระดับเสียงสูงมาก ควรจัดตารางหมุนเวียนพนักงานเพื่อลดระยะเวลาสัมผัสเสียง โดยอ้างอิงตามเกณฑ์มาตรฐาน เช่น เสียงยิ่งดัง ระยะเวลาที่อนุญาตให้สัมผัสต้องยิ่งสั้นลง

ควบคุมทางวิศวกรรม

แนวทางที่ดีที่สุดคือการควบคุมที่แหล่งกำเนิด เช่น

  • ติดตั้งฉนวนกันเสียง
  • ครอบเครื่องจักร
  • บำรุงรักษาเครื่องจักรให้ทำงานปกติ
  • ใช้เครื่องจักรที่มีระดับเสียงต่ำกว่า

แนวทางนี้ถือเป็นมาตรการลำดับต้น ๆ ตามหลักการควบคุมอันตราย

สิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดการเสียงดัง

สวมใส่ PPE ที่ไม่ได้มาตรฐาน

  • อุปกรณ์ราคาถูกที่ไม่ได้ผ่านการรับรอง อาจไม่สามารถลดระดับเสียงได้ตามที่ระบุ ทำให้พนักงานเข้าใจผิดว่าปลอดภัย ทั้งที่ยังเสี่ยงอยู่

ละเลยการตรวจสุขภาพเมื่อเริ่มมีอาการ

  • หากพนักงานเริ่มมีอาการหูอื้อหรือได้ยินเสียงผิดปกติ ไม่ควรปล่อยผ่านหรือกลัวเสียงาน การแจ้งหัวหน้างานและเข้ารับการตรวจทันที เป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ใช้เครื่องมือวัดเสียงที่ไม่ได้สอบเทียบ

  • เครื่องมือที่ไม่ได้สอบเทียบอาจให้ค่าคลาดเคลื่อน ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงผิดพลาด และอาจกลายเป็นความผิดตามกฎหมายได้

ฝ่าฝืนระเบียบควบคุมเสียง

  • การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ถอดที่ครอบหูระหว่างทำงาน หรือเข้าเขตเสียงดังโดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกัน ถือเป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

บทบาทของ จป. ในการควบคุมอันตรายจากเสียงดัง

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานมีหน้าที่สำคัญในการ

  • วิเคราะห์ความเสี่ยง
  • เสนอแผนควบคุม
  • ให้ความรู้พนักงาน
  • ตรวจติดตามการปฏิบัติตามมาตรการ
  • ประสานงานกับผู้บริหาร

การทำงานของ จป. ต้องอาศัยข้อมูลเชิงเทคนิคและความเข้าใจในกฎหมายควบคู่กัน

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเรื่องเสียง

การป้องกันอันตรายจากเสียงดังจะยั่งยืนได้ ต้องปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้เห็นความสำคัญของการได้ยิน เพราะการสูญเสียการได้ยินไม่สามารถย้อนกลับได้

แนวทางสร้างวัฒนธรรม

  • จัดอบรมให้ความรู้
  • ติดป้ายเตือนระดับเสียง
  • รณรงค์วันอนุรักษ์การได้ยิน
  • ใช้กรณีศึกษาจริงเป็นตัวอย่าง

สรุป

อันตรายจากเสียงดัง เป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงาน การป้องกันต้องทำอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการประเมินความเสี่ยง ควบคุมที่แหล่งกำเนิด ใช้มาตรการทางวิศวกรรม จัดหา PPE ที่ได้มาตรฐาน ตรวจสุขภาพประจำปี และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร

องค์กรที่บริหารจัดการเรื่องเสียงได้ดี ไม่เพียงลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดอุบัติเหตุ และสะท้อนความรับผิดชอบต่อพนักงานอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว “การได้ยิน” คือทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้ และการป้องกันวันนี้ คือการรักษาคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ติดต่อสอบถามคลิกไลน์ Safety In Thai
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ
ติดต่อ-สอบถาม กดตรงนี้ได้เลยค่ะ