สรุปหลักเกณฑ์และวิธีการการฝึกอบรม การพัฒนาความรู้ของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติมของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
โดยที่กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๖๗ ข้อ ๒๐ กำหนดให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติมของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๐ แห่งกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๖๗ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ผู้ชำนาญการได้รับการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับการประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำผลการประเมินอันตรายแผนการดำเนินงาน และแผนการควบคุมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่าหกชั่วโมงต่อปี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กำหนดไว้ในตารางแนบท้ายประกาศนี้
การคำนวณจำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้ตามวรรคหนึ่งให้คำนวณจากจำนวนชั่วโมงคูณด้วยค่าน้ำหนักที่กำหนด
ตารางแนบท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติมของผู้อำนวยการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
1.การศึกษาแบบเป็นทางการ ต้องเข้าศึกษา/อบรม ไม่ต่ำกว่าร้อยละแปดสิบของระยะเวลาทั้งหมด
วิธีการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้
1.1 หลักสูตรที่เรียนในสถาบันการศึกษา
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับ 15 ชั่วโมงต่อ 1 หน่วยกิต
- ค่าน้ำหนัก : 1.0
1.2 หลักสูตรการอบรม ที่มีการสอบวัดผลรายบุคคล
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : กรณีสอบผ่าน นับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
- ค่าน้ำหนัก : 1.0
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : กรณีสอบไม่ผ่าน นับตามจำนวนชั่วโมงที่เรียน
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
1.3 การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าฝึกอบรม
- ค่าน้ำหนัก : 1.0
2.การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ
วิธีการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้
2.1 การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีการจดบันทึกสรุปด้วยการทำเป็นรายงาน พร้อมระบุแหล่งที่มาของการเรียนรู้
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับ 2 ชั่วโมงต่อหน้าของรายงาน โดยมีเนื้อหาตั้งแต่ครึ่งหน้ากระดาษเอสี่ขึ้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดตามรูปแบบรายงานที่กำหนด
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
2.2 การศึกษาทางไกล โดยมีการจดบันทึกสรุปด้วยการทำเป็นรายงาน พร้อมระบุแหล่งที่มาของการศึกษา
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับ 2 ชั่วโมงต่อหน้าของรายงาน โดยมีเนื้อหาตั้งแต่ครึ่งหน้ากระดาษเอสี่ขึ้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดตามรูปแบบรายงานที่กำหนด
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
2.3 การศึกษาดูงาน และมีการจดบันทึกสรุปด้วยการทำเป็นรายงาน ทั้งนี้ รายละเอียดตามรูปแบบรายงานที่กำหนด
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่ศึกษาดูงาน ไม่นับรวมเวลาเดินทาง
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
2.4 การฝึกอบรมในระหว่างการปฏิบัติงาน (On the Job Training : OJT)
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่ฝึกอบรม
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
2.5 การศึกษาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ที่มีการวัดผลหลังการอบรมและต้องผ่านการวัดผล
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่ศึกษา
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
3.การสัมมนาและการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ
วิธีการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้
3.1 การเข้าฟังการสัมมนาและการประชุมทางวิชาการหรือวิชาชีพ
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าสัมมนาหรือประชุม
- ค่าน้ำหนัก : 1.0
3.2 การเข้าประชุมในคณะกรรมการหรืออนุกรรมการที่เกี่ยวกับวิชาการหรือวิชาชีพ
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่เข้าประชุม
- ค่าน้ำหนัก : 1.0
4.การมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐาน
วิธีการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้
4.1 การมีส่วนร่วมในการพิจารณามาตรฐานเชิงเทคนิควิชาการ โดยหน่วยงานราชการ เช่น กฎกระทรวง ประกาศ มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามชั่วโมงที่พิจารณา
- ค่าน้ำหนัก : 1
4.2 การเข้าร่วมการจัดทำมาตรฐานกับหน่วยงานนอกเหนือจากข้อ 4.1 และมีรายงานเอกสารทางวิชาการ
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : 3 ชั่วโมงต่อหน้ากระดาษเอสี่ โดยนับจำนวนหน้าของร่างมาตรฐาน
- ค่าน้ำหนัก : 1
5.การสร้างสรรค์ความรู้
วิธีการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้
5.1 การเขียนบทความวิจัยในวารสารแบบที่ต้องมีการผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ การเขียนหนังสือหรือเอกสารทางวิชาการ
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง: 5 ชั่วโมงต่อหน้าของบทความ หนังสือ หรือเอกสารทางวิชาการ
- ค่าน้ำหนัก: 1.5
5.2 การเขียนบทความวิจัยลงในวารสารแบบที่ไม่ต้องมีการผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : 5 ชั่วโมงต่อหน้าของบทความวิจัย
- ค่าน้ำหนัก : 0.5
5.3 การทำวิจัย
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ของการทำวิจัย ในปีที่ทำการยื่น
- ค่าน้ำหนัก : 2.0
5.4 การเป็นวิทยากรในการอบรมหรือการสัมมนา
- หลักเกณฑ์การนับชั่วโมง : นับตามจำนวนชั่วโมงที่อบรมหรือสัมมนา
- ค่าน้ำหนัก : 1.0
หมายเหตุ
สูตรการคำนวณ
จำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมหรือเพิ่มเติมความรู้ = จำนวนชั่วโมง x ค่าน้ำหนักที่กำหนด
ดาวน์โหลดเอกสาร ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติมของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่นี่
สรุป
สรุปหลักเกณฑ์และวิธีการฝึกอบรมเพิ่มเติมของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย
หลักเกณฑ์นี้เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมเพิ่มเติมของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมีสาระสำคัญที่ควรรู้ ดังนี้
สรุปหลักเกณฑ์และวิธีการฝึกอบรมเพิ่มเติมของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย
หลักเกณฑ์นี้กำหนดขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยผู้ขอรับใบอนุญาตต้องผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด และต้องผ่านการประเมินผลตามเกณฑ์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ในส่วนของหลักเกณฑ์ทั่วไป ผู้เข้ารับการอบรมต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรที่กำหนด และต้องมีการประเมินผลโดยใช้วิธีการทดสอบจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยการทดสอบเป็นข้อเขียน ใช้เวลา 3 ชั่วโมง และผู้เข้ารับการอบรมต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 80% จึงจะถือว่าสอบผ่าน
สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรม กำหนดระยะเวลารวม 24 ชั่วโมง แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หมวดวิชา ได้แก่
หมวดวิชาที่ 1 การควบคุมและกฎหมาย จำนวน 6 ชั่วโมง
เนื้อหาเกี่ยวกับการควบคุม กำกับ ดูแลด้านความปลอดภัย รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
หมวดวิชาที่ 2 กระบวนการประเมิน จำนวน 12 ชั่วโมง
เนื้อหาเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการประเมินด้านความปลอดภัย เช่น การบ่งชี้อันตราย การวิเคราะห์ผลกระทบ และการวางแผนดำเนินงาน เพื่อให้สามารถประเมินและจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ
หมวดวิชาที่ 3 การฝึกปฏิบัติ จำนวน 6 ชั่วโมง
เนื้อหาเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติจริง เช่น การใช้เทคนิคการประเมิน การระบุจุดเสี่ยงจริง และการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้ชำนาญการ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจการทำงานในสถานการณ์จริงมากขึ้น
ผู้ที่จะเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย ต้องผ่านการอบรมรวม 24 ชั่วโมง และต้องสอบผ่านไม่น้อยกว่า 80% โดยเนื้อหาจะครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย กระบวนการประเมิน และการฝึกปฏิบัติจริง
หลักเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
เซฟตี้อินไทย แนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องการอบรม หลักฐานการผ่านหลักสูตร และการสอบวัดผล เพราะหลักเกณฑ์นี้ไม่ได้ดูเพียงการเข้าอบรมครบชั่วโมงเท่านั้น แต่ต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนดด้วย

